fbpx

ความน่าจะอ่าน 2022 : The Finalists (ตอนที่ 3)

จากปี 2020 อันแสนสาหัส และปี 2021 ที่แสนสาหัสยิ่งกว่า

สู่ปี 2022 ที่สานต่อความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทั้งสงครามรัสเซียบุกยูเครนที่สั่นสะเทือนถึงระดับโลก ภาวะของแพงค่าแรงต่ำที่ระยะหลังเริ่มจะแพงจนค่าแรงระดับชนชั้นกลางยังสะอึก โควิด ฝีดาษลิง และอีกสารพัดข่าวไวรัสตัวใหม่ที่ชวนให้ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะรุนแรงระบาดหนักแค่ไหน

แต่ในสถานการณ์กัดกร่อนหัวจิตหัวใจไม่เว้นวัน หนึ่งในสิ่งที่เราเชื่อว่าจะช่วยสร้างความหวัง นั่นคือ ‘การอ่าน’ 

‘ความน่าจะอ่าน’ ในปีที่หก เราจึงกลับมารวมพลังมิตรภาพ สานต่อวงจรแบ่งปันความรู้ ความสนุก และความหวัง ร่วมกับบรรดาสำนักพิมพ์ บรรณาธิการ ร้านหนังสือ และนักวาดภาพประกอบ กว่า 50 คน คัดเลือกหนังสือน่าอ่านที่สุดจนได้รายชื่อมากว่า 100 เล่ม ผสมผสานกันทั้งการเมือง ประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา นวนิยายและการ์ตูน

นับจากนี้เป็นต้นไป ขอเชิญพบกับรายชื่อหนังสือ The Finalists ชุดที่ 3 จาก 19 คนในแวดวงหนังสือ ซึ่งเสนอกันเข้ามาพร้อมเหตุผลว่าทำไมเรา ‘น่าจะอ่าน’ เล่มนี้

ดูรายชื่อหนังสือ The Finalists ชุดที่ 1 ได้ ที่นี่

ดูรายชื่อหนังสือ The Finalists ชุดที่ 2 ได้ ที่นี่



ศุ บุญเลี้ยง

สำนักพิมพ์กะทิกะลา


เล่มที่แนะนำ :



1. อ่อนโยนหนักหนาคือราตรี

ผู้เขียน : ภาณุ ตรัยเวช

สำนักพิมพ์ : P.S.

“ผู้เขียนหยิบเรื่องบุคคลที่น่าสนใจในอดีต มาจัดเรียง ด้วยความสามารถ ปราดเปรื่อง นับเป็นนักเขียนยอดฝีมือ”



มณฑล ประภากรเกียรติ

สำนักพิมพ์มติชน


เล่มที่แนะนำ :



1. กว่าจะครองอำนาจนำ

ผู้เขียน : อาสา คำภา

สำนักพิมพ์ : ฟ้าเดียวกัน

“หากใครอยากจะรู้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีผลพวงมาจากอะไร เริ่มต้นที่ตรงไหน ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้

กว่าจะครองอำนาจนำ ทำให้นึกถึงซีรีส์หลายเรื่องที่มีตัวละครโยงใยเกิดขึ้นมากมาย นับตั้งแต่ ทศวรรษ 2490-2530 ผู้เขียนไม่ได้เล่าหรือยกบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดดเด่นเหนือใคร เพียงแต่ผีแผ่เครือข่ายของ ‘อำนาจนำ’ ในประเทศไทย ที่เกิดความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างกันมาโดยตลอด หากใครพยายามขึ้นมามีอำนาจนำ อีกกลุ่มจะรักษาบทบาทในฐานะศูนย์ถ่วงทันที

นิยาม ‘กลเกมการเมืองชนชั้นสูง’ คงไม่เกินไปสำหรับข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งอยากแนะนำให้ทั้งฝ่ายซ้ายและขวาได้อ่านกัน แม้จะไม่เกิดอาการตาสว่าง แต่อาจเกิดอาการตาค้างได้เช่นเดียวกัน”



2. แปดขุนเขา

Le otto montagne

ผู้เขียน : Paolo Cognetti

ผู้แปล : นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ 

สำนักพิมพ์ : อ่านอิตาลี

“เป็นเล่มที่อ่านจบแล้วอยากจะแบกเป้สะพายย่ามออกไปค้นหาความหมายของชีวิต(ตนเอง)บ้าง

ส่วนตัวไม่ชอบการเดินป่า ไม่ได้รู้สึกผูกพันต่อขุนเขามากมายนัก แต่เปาโล คนเญตติ(ผู้เขียน) ได้พาเราดำดิ่งไปสู่พื้นที่ขุนเขาแห่งอิตาลีได้อย่างสมจริงเหลือเชื่อ ฉากบรรยากาศธรรมชาติของแต่ละฤดูทำให้เราเห็นภาพได้อย่างแจ่มชัด บทสนทนาของตัวละคร เรียบง่ายแต่แฝงด้วยแง่คิดบทเรียนชีวิตของครอบครัวชนบท และมิตรภาพของเพื่อนสองคนที่แนบแน่นดุจพื้นหญ้าและขุนเขา

ตัวละครทุกตัวในหนังสือเล่มนี้ มีจุดเชื่อมโยงกันอย่างหนึ่ง ซึ่งสะท้อนสิ่งที่เป็นจริงในชีวิตของคน คือทุกคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง หากขุนเขาในเรื่องคือจุดหมายของตัวละคร เราทุกคนต่างก็มีขุนเขาของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะพบเจอรูปแบบไหน”



3. จักรกลของหัวใจ

La Me’canique du coeur – The Boy with the Cuckoo-Clock Heart

ผู้เขียน : Mathias Malzieu 

ผู้แปล : ภชภร นิชชากร

สำนักพิมพ์ : วรรข

“หายากนักที่จะพบเจอวรรณกรรมฝรั่งเศสที่ไม่ใช่คลาสสิกสไตล์

จักรกลของหัวใจเป็นวรรณกรรมแฟนตาซี ที่เปรียบเปรยความรู้สึกของความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ได้อย่างน่ารักน่าชัง ความลุ่มหลง ความโกรธ ความยินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ความรัก’ ในหัวใจของทุกคนที่เติบโตขึ้นมาในช่วงวัยหนุ่มสาวที่หุนหันพลันแล่น แต่กลับสวยงามอย่างคาดไม่ถึง

เมื่ออ่านจบแล้วคุณอาจหวนกลับไปคิดถึงช่วงวันวานที่ความรักก่อตัว ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน เหมือนจักรกลของหัวใจที่มีเงื่อนไขหลายต่อหลายข้อ การผจญภัยของชีวิตวัยเยาว์ที่มีความรัก จนกระทั่งสิ้นสุด และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างไม่รู้จบของทั้งจักรกลและหัวใจ”


ดวงใจ จีนานุรักษ์ และ ศิริรัตน์ ไชยาริพันธ์

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)


เล่มที่แนะนำ :



1. Live in Peace ไม่เป็นบ้าไปกับโลก

ผู้เขียน : นิ้วกลม

สำนักพิมพ์ : KOOB

“หากคุณกำลังเหนื่อยล้า สับสน วิตกกังวลกับชีวิต หนังสือ ‘Live in Peace ไม่เป็นบ้าไปกับโลก’ เล่มนี้ ของ ‘นิ้วกลม’ คือเพื่อนที่จะร่วมเดินทางไปกับคุณและทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ยิ้มง่าย มีสันติภายใน ลดการเปรียบเทียบแข่งขันในโลกที่หมุนไวขึ้นเรื่อยๆ และลวงตาว่าเราไม่เคยดีพอ พาคุณไปทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วฉันไม่ได้ต้องการทุกสิ่ง และเพียงแค่บางสิ่งที่ฉันได้รับมาและมีอยู่แล้วนั้นก็เพียงพอต่อการมีชีวิตที่เป็นสุข สนุก และสงบ หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า ‘ฉันกำลังเหนื่อยไปทำไม’ นี่คือหนังสือสำหรับคุณ!”



2. แด่ผู้แหลกสลาย

Reasons to Stay Alive

ผู้เขียน : Matt Haig

ผู้แปล : ศิริกมล ตาน้อย

สำนักพิมพ์ : Bookscape

” ‘แมตต์ เฮก’ นักเขียนวรรณกรรมชื่อดังชาวอังกฤษ เคยทนทุกข์ทรมานจากปีศาจล่องหนตัวร้ายที่ชื่อว่า ‘โรคซึมเศร้า’ เขาเก็บเกี่ยวส่วนเสี้ยวแห่งคืนวันที่ต่อกรกับโรคนี้ นับแต่สัญญาณเตือนในวัยเยาว์ ชั่วขณะที่ชีวิตอยู่ห่างความตายเพียงย่างก้าว สู่โมงยามที่หยัดยืนและผลิบาน พร้อมก้าวข้ามความเจ็บปวดและกลับไป ‘มีชีวิต’ อย่างแท้จริง

นี่คือบันทึกความทรงจำที่บอกเล่าห้วงยามเหล่านั้นอย่างซื่อตรง สอดแทรกอารมณ์ขันและชั้นเชิงน่าทึ่ง ถ่ายทอดอารมณ์เบื้องลึกของผู้มีภาวะซึมเศร้าได้อย่างงดงาม จนติดอันดับหนังสือขายดีแห่งสหราชอาณาจักรกว่า 46 สัปดาห์

ขอให้หนังสือเล่มนี้เป็นดังเข็มทิศของผู้ต้องการเข้าใจโรคซึ่งกัดกินชีวิตผู้คนนับล้าน เป็นมิตรแท้ประโลมใจในวันเศร้า และเหนืออื่นใด คือเป็นความหวังแด่เหล่าผู้แหลกสลาย เพราะวันอันมืดมิดนั้น ผ่านมาแล้วย่อมผ่านไป และโลกย่อมมอบ ‘เหตุผลของการมีชีวิต’ ให้ ตราบใดที่เราตั้งใจฟัง”



3. Nice To Meet Me ค้นพบสิ่งมีค่าที่ชื่อว่าตัวเอง

ผู้เขียน : รสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ)

สำนักพิมพ์ : I AM THE BEST

“หนังสือหมวดจิตวิทยาและการพัฒนาตนเองที่ชวนคุณออกเดินทางสำรวจ ตรวจภายใน (ความคิดและจิตใจตัวเอง) เท้าความตั้งแต่ความเป็นมาอดีต ครอบคลุมถึงปัจจุบัน และนำไปสู่การสร้างอนาคตในแบบฉบับชีวิตที่คุณต้องการ

เนื้อหาในเล่มผสานจากหลากหลายศาสตร์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน อาทิ หลักการทางวิทยาศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ ทฤษฎีด้านจิตวิทยา ข้อมูลทางสถิติ งานวิจัย ไปถึงสัจธรรมคำสอนตามหลักพุทธศาสนา มีทั้งแนวคิด (Mindset) ตัวอย่างสถานการณ์และบทเรียนจากชีวิตจริง (Case Study) ตลอดจนแบบฝึกหัด (Exercise) ที่ลงมือทำเพื่อพัฒนาตนเองได้เลยในขณะที่อ่าน โดยมี ‘ครูเงาะ’ คอยเป็น ‘เพื่อนคุย’ และ ‘กำลังใจที่ดี’ ตลอดเส้นทางการผจญภัยที่สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ บีบหัวใจ แต่คุ้มค่า

 ให้คุณรักตัวเอง (Self Love) + เข้าใจคนอื่น (Empathy) มีจุดยืนที่มั่นคงแต่พร้อมยืดหยุ่นได้ สร้างความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมีคุณภาพแบบไม่ต้องฝืน”


ขจรฤทธิ์ รักษา

สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ


เล่มที่แนะนำ :



1. ต้องเนรเทศ

ผู้เขียน : วัฒน์ วรรลยางกูร

สำนักพิมพ์ : อ่าน 

“วัฒน์เป็นนักเขียนไทยที่ถูกรัฐบาลเผด็จการออกหมายเรียกให้เข้ารายงานตัวเมื่อปี 2557 เขารู้ดีว่าหากไม่หลบหนีจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม เขาจึงตัดสินใจทิ้งบ้านช่อง หอบเสื้อผ้าหนีไปต่างประเทศ แม้เขาจะไม่เขียนลงไปอย่างชัดเจนว่าหนีไปไหนบ้าง แต่รู้ว่าประเทศแรกคือเขมร จนกระทั่งมีข่าวการตามล่าตามล้างจากหน่วยไล่ล่าจากฝั่งไทย เขาจึงต้องย้ายหนีไปอยู่ที่ลาว อยู่ไปสักพักก็มีข่าวคนใกล้ชิดที่หลบหนีมาอยู่ใกล้ๆ กันถูกอุ้มหาย วัฒน์จึงต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส เขาป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ในขณะที่ป่วย ที่ฝรั่งเศสก็ทำให้เขาได้นั่งลงเขียนหนังสืออย่างจริงจัง รวบรวมเอาทั้งหมดที่เคยเขียนเอาไว้เมื่อตอนอยู่เขมรและลาวมาร้อยเข้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน จนกระทั่งสำเร็จตามความมุ่งหมาย แต่หนังสือที่หนาถึงแปดร้อยหน้ายังไม่ทันออกจากโรงพิมพ์ วัฒน์ก็มาเสียชีวิต ทิ้งข้อเขียนสั้นๆ ไว้ประโยคหนึ่งว่า “บ้านทุกหลัง จะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ล้วนเป็นจินตนาการ ลำดับแรกของการสร้างบ้านคือวางจินตนาการของคุณลง แล้วเดินหน้าปฏิบัติการไปตามนั้น”

หนังสือต้องเนรเทศเป็นหนังสือที่อ่านแล้วได้เห็นภาพของนักเขียนคนหนึ่งและยังได้เห็นถึงการต่อสู้ที่ยืนหยัดและไม่ยอมจำนน วัฒน์ชี้ให้เห็นว่าฐานรากที่สำคัญของปัญหาอยู่ตรงไหน ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ใครที่โหดเหี้ยมทารุณ ใครที่สั่งฆ่าคนที่เห็นต่างได้ด้วยตาไม่กะพริบ”



2. โชติชีวิตบรรลัยของแพทริก ชั่ยฯ

ผู้เขียน : อุทิศ เหมะมูล

สำนักพิมพ์ : จุติ

“เรื่องราวในนิยายเล่มนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของแพทริก ตั้งแต่เริ่มต้นคลอดออกมาจากท้องแม่จนกระทั่งถึงวัยหนุ่มใหญ่อายุ 50 มีทั้งเรื่องความรัก ความใคร่ สมหวัง ผิดหวัง อกหัก รักคุด คู่ขนานไปกับเหตุการณ์บ้านเมืองเช่น ตอนอายุ 17 เขาจำได้ว่าพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรีไทยถูกจับตาจากประชาคมโลกว่าจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย จากนั้นก็ไล่เรียงมาเรื่อย ลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียดว่าในแต่ละยุคของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง เช่น การลอยค่าเงินบาทในยุคของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ยุคคนเสื้อแดงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุค กปปส.เป่านกหวีดขับไล่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึงยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก่อรัฐประหารและต่อท่ออำนาจผ่านการร่างรัฐธรรมนูญที่เอาเปรียบคนอื่นเพื่อให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้ง

แต่ ‘โชติชีวิตบรรลัยของแพทริก ชั่ยฯ’ ไม่ใช่นิยายการเมือง เป็นเพียงแต่การใช้ฉากเหตุการณ์บ้านเมืองมารับใช้เนื้อหาที่พูดเรื่องน่าพิศวงของผู้ชายคนหนึ่งที่รวย หล่อ เป็นนักเรียนนอก บริหารงานเก่ง และมีความสามารถในเรื่องบนเตียงอย่างหาตัวจับยาก แถมยังเป็นที่ต้องตาตาต้องใจของสาวน้อยสาวใหญ่อย่างชนิดที่ไม่เคยว่างเว้นกิจกรรมทางเพศ

อุทิศ เป็นนักเขียนไทยที่เก่งขนานแท้ เก็บรายละเอียดได้อย่างละเมียดละไม ใช้ถ้อยคำง่ายๆ แต่จริงใจและมีพลังเสมอ”



3. หยัดยืน

Resto qui

ผู้เขียน : Marco Balzano

ผู้แปล : สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

สำนักพิมพ์ : อ่านอิตาลี

“นิยายที่เขียนมาจากเค้าโครงของเรื่องจริง เล่าถึงชีวิตของผู้คนในหมู่บ้าน สมัยที่เยอรมันบุกเข้ายึดครองอิตาลี สงครามนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้คน และยังชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะ ความเดือดร้อนก็มักจะเกิดขึ้นแก่ชาวบ้านธรรมดาเสมอ หยัดยืนเขียนถึงสองผัวเมียที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ พวกเขาพยายามต่อสู้ชักชวนให้คนอื่นเห็นคล้อยว่า การสร้างเขื่อนมันส่งผลอย่างไรบ้างต่อชีวิตของพวกเขา หมู่บ้าน เรือกสวน ไร่นา ที่ทำกิน ทั้งหลายจะจมหายไปอยู่ใต้น้ำ แต่ไม่ว่าเขาจะสู้อย่างไร ชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันมากแค่ไหน อำนาจรัฐนั้นยังคงเหนือกว่าเสมอ เมื่อรัฐชี้ลงไปว่าต้องสร้าง เขื่อนก็ต้องสำเร็จ เมื่อรัฐบอกว่า ทุกคนต้องย้ายออกไป หากใครไม่เชื่อฟังก็จะได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นเป็นหลายเท่า รัฐที่มาจากอำนาจไม่ชอบธรรม และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากเสียงของประชาชน ในที่สุดก็มักจะทำร้ายประชาชนอยู่เสมอ ไม่ว่ารัฐไหนก็ตามในโลกนี้

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วสะทกสะเทือนใจตลอดทั้งเล่ม และท้ายที่สุดก็ทำให้เราตระหนักว่า อย่าให้รัฐเผด็จการอยู่กับเรานานเกินไป เพราะพวกนี้ไม่เคยปกป้องเรา เขาเอาแต่ผลประโยชน์เข้าหาตัวและพวกพ้องเท่านั้น”



ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล

สำนักพิมพ์ P.S.


เล่มที่แนะนำ :



1. ความทรงจำที่สาบสูญ

The Memory Police

ผู้เขียน : Yoko Ogawa

ผู้แปล : อาภาพร วิมลสาระวงค์

สำนักพิมพ์ : ไจไจบุ๊คส์

“The memory police หรือ ความจำที่สาบสูญ งานของ Yoko Ogawa ที่ยังรักษาบรรยากาศเย็นยะเยือก ปนความน่าหวาดหวั่นแบบเสียวสันหลังไว้ในงานวรรณกรรมคล้ายเล่มรวมเรื่องสั้น Revenge: Eleven Dark Tales ผลงานก่อนหน้า หากแต่ใน the memory police ไฮไลต์ใจความไปที่การเมือง โดยมีเซ็ตติ้งและกลิ่นอายแบบจักรวาลดิสโทเปียที่การจดจำได้เป็นอันตราย คุณอาจถูกทำให้สูญหาย ส่วนการถูกทำให้ลืมเป็นเรื่องปกติธรรมดา ฟังดูคล้ายคลึงกับประสบการณ์ส่วนตัวที่เรากำลังต้องเผชิญ ตัวนวนิยายมีเสียงเล่าเป็นหญิงสาวผู้กำลังเผชิญกับการสูญหายของความทรงจำในชีวิตประจำวัน ในบริบทแวดล้อมที่ผู้คนบนเกาะเจอกับชะตากรรมเดียวกัน เมื่อผนวกกับบรรยากาศเหน็บหนาวอันไม่น่าไว้วางใจปนหม่นเศร้าที่ผู้เขียนสร้างขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์แล้ว นวนิยายเรื่องนี้จึงขับเน้นความรู้สึกทั้งสองฟาก คือความทุกข์ทรมานของผู้ที่ยังจดจำได้ท่ามกลางผู้ที่ถูกทำให้ความทรงจำลบเลือน และความเลือนลาง เคว้างคว้างของผู้ที่ถูกริบความทรงจำทีละชิ้น ละชิ้น อย่างโหดเหี้ยม”



2. แสงสว่าง กับ ความมืด

ผู้เขียน : Mikhail Shishkin

ผู้แปล : ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ

สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่

“งานของนักเขียนรัสเซียที่ชื่อหนังสือไม่ค่อยบอกอะไร เพราะนามธรรมเกินกว่าจะสื่อสารว่าเรื่องราวที่กำลังจะได้อ่านเป็นยังไง ให้อารมณ์แบบไหน และแน่นอนว่าปกไม่ดึงดูดจนเกือบจะไม่หยิบมาอ่าน ซึ่งถ้าไม่หยิบมาอ่านก็ถือว่าพลาดอย่างแรง เพราะนี่คือนวนิยายที่ให้ประสบการณ์การอ่านที่ดีมาก เพลิดเพลินจนวางไม่ลง เล่าผ่านจดหมายที่เขียนตอบโต้กันของหญิงสาวนามว่าซาชา และโวโลเดนกาทหารหนุ่ม ช่วงแรกของหนังสือ อ่านไปก็จิกเล็บไป ทำไมตัวละครซาชาช่วงวัยรุ่นนิสัยคล้ายกันเลย เอาแต่ใจ มั่นใจในตัวเองที่สุด ช็อตเขวี้ยงช้อนลงหน้าต่างแล้วให้ผู้ชายไปเก็บคือเกือบจะกรี๊ดออกมา สร้างตัวละครได้จี๊ดจริงๆ อ่านไปได้ครึ่งเล่มถึงค่อยๆ เข้าใจว่า กำลังอ่านจดหมายที่ถูกเขียนขึ้นคนละห้วงเวลา เป็นการเขียนตอบโต้ที่ไม่สอดคล้องต้องกัน คนหนึ่งมีชีวิตโลดแล่นในกาลปัจจุบันขณะที่อีกคนหยุดอยู่กับที่ในกาลอดีต ที่สำคัญคือภาษาละมุนละไม แบบเขียนอย่างนี้ได้ยังไง ช่างสังเกต ช่างจดจำ ช่างเปรียบเปรย ละเอียดอ่อน มีชีวิตชีวา แบบเนี่ยสินะชีวิต สำหรับนักเขียนที่หมดมุก หรือไปต่อไม่ได้ทางภาษา ถ้าอยากหานิยายสักเล่มมาอ่านเพื่อเรียนรู้เทคนิกวิธีการเขียนและตัวอย่างการใช้ภาษา แนะนำเล่มนี้”



3. ความโดดเดี่ยวของจำนวนเฉพาะ

La solitudine dei numeri primi

ผู้เขียน : Paolo Giordano

ผู้แปล : ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ และนันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ

สำนักพิมพ์ : อ่านอิตาลี

“บีบคั้น จมดิ่ง และโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด อาจคือคำนิยามของนวนิยายเล่มนี้ งานวรรณกรรมของนักเขียนอิตาลีส่วนใหญ่ถูกจริตและทำงานกับภาวะภายในของเรา โดยเฉพาะในแง่ที่ให้รายละเอียดที่มาที่ไปในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับตัวละคร นวนิยายเล่มนี้ก็ทำแบบนั้นไม่ต่างกัน ความโดดเดี่ยวของจำนวนเฉพาะ เชื่อมโยงคอนเซปต์ของจำนวนเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์เข้ากับความเป็นมนุษย์ เต็มไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยที่แวดล้อมตัวละครจนรู้สึกว่าเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่มีเนื้อหนัง มีลมหายใจอุ่นๆ ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจทั้งรัวเร็วและแผ่วเบา มีอารมณ์ความรู้สึกอันแสนซับซ้อนมากกว่าที่แสดงออกผ่านการกระทำหรือสื่อสารผ่านคำพูด ความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก อลิเชกับมัตเตีย ช่างตีแผ่หัวจิตหัวใจของมนุษย์จำพวกที่ไม่เคยรู้สึกเข้าพวกกับใครได้อย่างลึกซึ้งด้วยภาษาที่จับใจ บางช่วงตอนอึดอัด สร้างความวิตกกังวล เมื่อตัวละครถูกบีบคั้นเราก็รู้สึกถูกบีบหัวใจไปด้วย”



สุกฤษฏิ์ ธีระปัญญารัตน์

ร้านหนังสือออนไลน์ Paperyard


เล่มที่แนะนำ :



1. Leaders’ Wisdom

ผู้เขียน : กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร, พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

สำนักพิมพ์ : KOOB

“ในห้วงเวลาปัจจุบันการใช้ชีวิตและทำงานนั้นไม่ง่าย หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ที่มีความน่าสนใจมากถึง 3 ประการที่ทำให้ควรค่ากับการอ่าน

หนึ่ง ผู้เขียนและสัมภาษณ์คือ ต้อง กวีวุฒิ เจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง  ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระดับประเทศ และผู้เผยแพร่เรื่อง Designing Your Life ในไทย

สอง คนที่ถูกสัมภาษณ์ที่ถือว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของสาขาของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจในยุคสมัยใหม่นี้ เช่น รวิศ หาญอุตสาหะ หรือ เคน นครินทร์จาก the standard สาม อัดแน่นด้วยประสบการณ์ชีวิตและการทำงานระดับสูงที่หาไม่ได้ด้วยตัวเองแน่ๆ”



2. NOISE จุดด้อยของการตัดสินโดยมนุษย์

ผู้เขียน : Daniel Kahneman

ผู้แปล : มันตา คลังบุญครอง

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์

“แค่ชื่อผู้เขียน Daniel Kahneman ก็รับประกันคุณภาพของเนื้อหาแล้ว จาก Thinking, fast and slow ที่ว่าด้วยการตัดสินใจด้วยอารมณ์และเหตุผล มาสู่ Noise ที่ว่าด้วยปัจจัยที่มีผลต่อความเที่ยง ความถูกต้องของการตัดสินใจของมนุษย์ และตีแผ่ให้เห็นชัดว่าทุกการตัดสินใจของเราเต็มไปด้วยอคติมากแค่ไหน”



3. เสือดาวดำ หมาป่าแดง

ผู้เขียน : Marlon James

ผู้แปล : ธีรศักดิ์ จิรรัตนไพโรจน์

สำนักพิมพ์ : มติชน

“นิยายเล่มนี้ได้รับสมญาว่า Game of Thrones เวอร์ชั่นแอฟริกา เป็นนิยายที่คอแฟนตาซีไม่ควรพลาด การผจญภัย หักมุม ชิงเหลี่ยม ในบรรยากาศเรื่องราวเวทมนต์ แม่มด ไปจนถึงลำนำและเครื่องดนตรีแบบแอฟริกัน ซึ่งเป็นภาพที่นักอ่านแฟนตาซีชาวไทยไม่ได้คุ้นเคยมากเท่าใดนัก เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ในเล่มมีการวาดรายละเอียดแผนที่ของเมือง เอกลักษณ์ของผู้คนและประเพณีแต่ละชนเผ่า การรับรู้เวลาแบบแอฟริกา รวมทั้งคำศัพท์แอฟริกาต่างๆ ที่สอดแทรกเข้ามาตลอดทั้งเรื่อง”



อำนาจ รัตนมณี

ร้านหนังสือเดินทาง


เล่มที่แนะนำ :



1. ซาฮาโตโพล์ค

Zahatopolk

ผู้เขียน : Bertrand Russell

ผู้แปล : ภัควดี วีระภาสพงษ์

สำนักพิมพ์ : สมมติ

“นิยายสั้นๆเขียนโดย เบอร์ทรันทด์ รัสเซลล์ เล่าถึงสังคมหนึ่งในละตินอเมริกาและความกล้าที่จะบอกกล่าวถึงสิ่งที่เหมาะสม อ่านแล้วความเศร้าเกิดขึ้นปะปนกับความหวัง แต่อยากจะมองมันในเชิงความหวัง ยากที่จะตอบว่าการคิดต่างเป็นสิ่งคุ้มค่าที่จะทำหรือไม่ หากแต่หนังสือเล่มนี้ยืนยันว่าการคิดต่างนั้นจำเป็นต้องมี”



2. จุมพิตสีขาว

Le Baiser au lépreux

ผู้เขียน : Francois Mauriac

ผู้แปล : วัลยา วิวัฒน์ศร

สำนักพิมพ์ : อ่าน 101

“เขาเป็นคนจิตใจดีที่เกิดมาอัปลักษณ์  ส่วนเธอคือสาวสมวัยผู้อยู่ในจารีต แต่แล้ววันหนึ่งทั้งสองได้ครองคู่กันตามความต้องการของผู้ใหญ่ เขาเองแม้อยากมีคู่แต่ก็รู้ว่าตัวอัปลักษณ์จนเกินไป เธอเองแม้ยินดีครองคู่แต่เงื่อนไขเชิงประจักษ์ก็ทำให้เธอปั่นป่วนอยู่ข้างใน ทั้งสองเลยมีอุปสรรคในใจให้ต้องข้ามพ้น ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นนิยายรัก แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้สัมผัสรสชาติ และเห็นแง่มุมอื่นๆ ของชีวิตรักอีกมากมาย”



3. จงเป็นเช่นน้ำ

Be Water, My Friend

ผู้เขียน : Shannon Lee

ผู้แปล : จีรชาตา เอี่ยมรัศมี

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

“เรื่องราวความคิดของบรูซ ลี ซึ่งถ่ายทอดโดยลูกสาวของเขา  อ่านแล้วเห็นด้านลึกของบรูซ ลี ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง  มนุษย์ที่เอาเข้าจริงยากที่จะกล่าวว่าเขาเป็นตะวันออกหรือตะวันตก มนุษย์ที่แท้จริงแล้วตลอดชีวิตมีบาดแผลมากมาย ทว่าเขารับมือมันได้ด้วยปัญญา อ่านแล้วไม่มีภาพ บรูซ ลี กับการต่อยตีเหลืออยู่เลย แต่กลับเห็นนักปรัชญาคนหนึ่งที่ใช้ศิลปะการต่อสู้เป็นเครื่องมือบอกเล่าถึงสิ่งนั้น”



ธวัช งานรุ่งเรือง

เพจ ‘หนังสือปันกันอ่าน : Immortalbook’


เล่มที่แนะนำ :



1.หยัดยืน

Resto qui

ผู้เขียน : Marco Balzano

ผู้แปล : สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

สำนักพิมพ์ : อ่านอิตาลี

“วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองคูรอน เมืองเล็กๆ แสนห่างไกล ที่โชคชะตาของชาวเมืองขึ้นอยู่กับอำนาจการเมืองระดับประเทศ ที่ผลัดกันขึ้นมาควบคุมและบงการชีวิตของพวกเขา ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เรื่องราวถูกเล่าผ่านมุมมองของตรีน่า หญิงชาวบ้านที่เกิด อยู่ และเติบโตพร้อมการเปลี่ยนแปลงของเมืองมาตลอดหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออิตาลีมายึดครอง พวกฟาสซิสต์ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านใช้ภาษาเยอรมันอย่างที่เคย ห้ามไปถึงที่โรงเรียนไม่ให้ครูสอนภาษาเยอรมัน

ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเมืองต้องเลือกว่า จะย้ายออกเพื่อไปร่วมกับท่านผู้นำ – ฮิตเลอร์ หรือจะยังอยู่ภายใต้การปกครองของมูสโสลินี

พอสงครามเริ่มขึ้น ผู้ชายในเมืองก็ต้องถูกเกณฑ์ไปรบ เพื่อใคร เพื่ออะไรที่แสนห่างไกลจากชีวิตพวกเขาเหลือเกิน หลังจบสงคราม พวกเขาก็ถูกตัดสินชะตาให้ย้ายออกจากบ้านเกิด ด้วยเหตุผลว่า ประเทศนี้ต้องการเขื่อน แล้วน้ำจะท่วมเมืองนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจงไปซะ

หลายคนยอมจากไป แต่บางคน เลือกที่จะ หยัดยืน

นั่นคือเรื่องราวโดยย่อ ตรีน่า กับ เอริช – สามีของเธอ ใช้ชีวิตผ่านมรสุมแต่ละระลอกมาตลอด

ไม่ให้สอนภาษาเยอรมัน งั้นเหรอ ตรีน่าก็ลักลอบแอบสอน

จะให้ย้ายไปอยู่เยอรมัน ไม่ว่าจะถูกเพื่อนบ้านกดดันแค่ไหน เธอและเขา ก็ยืนยันว่าจะอยู่ไม่ยอมไปไหน

จะให้ไปรบ เอริช ซึ่งตัดสินใจแล้วว่าชีวิตนี้จะไม่ร่วมทำสงครามอีก ก็พา ตรีน่า หนีขึ้นเขา หนีการเกณฑ์ทหาร ขึ้นไปผจญความหนาวเหน็บ ความอดอยากเป็นแรมปี ดีกว่าจะให้ไปรบเพื่อคนอื่น

และสุดท้ายสำหรับการมาถึงของเขื่อน เอริช และตรีน่า ก็เป็นครอบครัวท้ายๆ ที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เมื่อประท้วงทุกทาง ทำทุกอย่าง ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการก่อสร้างได้

“คนกล้า คือ คนที่สู้สุดใจ แม้จะถูกกำหนดให้แพ้มาตั้งแต่ต้น”

ช่วงท้ายของเรื่องราว คือการดิ้นรนของชาวบ้านที่ไร้อำนาจเพื่อยับยั้งการสร้างเขื่อน โดยเฉพาะ เอริช ที่วิ่งเต้นทุกทาง ร่วมกับนักบวชประจำเมืองที่เป็นผู้นำจนกระทั่งถูกจับในท้ายที่สุด

แต่สุดท้ายเขื่อนก็สร้างเสร็จ น้ำก็ท่วมเมือง จากนั้นไม่นานเอริชก็เสียชีวิต

ตรีน่า บอกว่า “หมอบอกว่าเขาตายเพราะโรคหัวใจ แต่แม่รู้ว่ามันเป็นความเหนื่อยล้า ที่พรากชีวิตของเขาไป เขาไม่มีปศุสัตว์ใดๆ อีกแล้ว ไร่นาของเขาก็จมน้ำไปหมด เขาไม่ใช่ชาวไร่อีกต่อไปแล้ว เขาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านของเขาอีกแล้ว เขาไม่ได้เป็นสิ่งใดๆ ที่เขาอยากเป็นอีกแล้ว แล้วชีวิตเมื่อเราจำมันไม่ได้ เราก็จะเหนื่อยล้า แม้พระเจ้ามาช่วยก็ไม่พอ”

อ่านจบตอนแรกรู้สึกว่า เอริช นี่แหละที่สมกับคำว่า หยัดยืน แต่เมื่อทบทวนอีกที ตรีน่า ก็หยัดยืนมาตลอดเช่นกัน แม้เธอไม่ได้มีบทบาท หรือเป็นแกนนำในการต่อต้านเขื่อนมากนัก แต่เธอไม่เคยทิ้งและไม่เคยปล่อยมือเอริชเลย เพียงแต่หลังเขื่อนปล่อยน้ำมาท่วมบ้านของเธอ ตรีน่า ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองจมตามไปเหมือนเอริช คงเป็นเพราะเธอจำคำที่มะสอนของเธอได้ว่า

“ถ้าพระเจ้าสร้างเราให้มีตาอยู่ข้างหน้า มันก็น่าจะมีเหตุผลสิ เราต้องบอกไปทางนั้น ไม่งั้นพระองค์คงแปะตาไว้ด้านข้างเหมือนปลาไปแล้ว”

ตรีน่าจึงยังหายใจ ต่อไป หยัดยืนต่อไป

แม้จะพ่ายแพ้อย่างแท้จริง”



2.เผด็จการความคู่ควร

The Tyranny of Merit

ผู้เขียน : Michael J. Sandel

ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล

สำนักพิมพ์ : Salt Publishing

“ไม่เคยคิดถึงคำนี้ เผด็จการความคู่ควร ไม่เคยมองมุมนี้ เติบโตมากับค่านิยมที่ว่าคนเราหากมีโอกาสมากพอ หากเพียรพยายามมากพอ ทุกคนจะไปได้ไกลเท่าที่อยากจะไป

หนังสือเล่มนี้ บอกว่าครั้งหนึ่ง คำกล่าวนั้นอาจจะจริง แต่โลกทุกวันนี้มันไม่จริงอีกต่อไปแล้ว โลกทุกวันนี้ กำหนดคุณสมบัติของผู้ชนะ ไว้ อย่างไรบ้าง

– เรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีๆ

– มีความสามารถพิเศษ

– เล่นกีฬาเก่ง, พูดเก่ง, ร้องเพลงดี

– ทำงานในสายงานที่เป็นที่ต้องการ

– เรียนจบสูงๆ

– บ้านรวย มีเส้น มีอำนาจ

– รูปร่าง หน้าตาดี

ไม่ว่าจะเป็นข้อไหน เงื่อนไขใด เมื่อก่อน ผมคงจะคิดว่ามันมีความเป็นไปได้หลายหลากที่คนเราจะประสบความสำเร็จ แต่หนังสือเล่มนี้ ชวนเราคิดอีกมุมว่าไม่ว่าจะพลิกมุมยังไง หรือใช้คำสวยๆ แค่ไหน เราต่างยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่าโลกนี้ ไม่ได้มีแต่ผู้ชนะ ไม่ว่าอย่างไร ก็มีผู้แพ้ ไม่ว่าอย่างไร ก็มีผู้ที่ ‘ไม่คู่ควร’

ค่านิยมนี้ ค่านิยมความคู่ควร สร้างความชอบธรรมให้ความเหลื่อมล้ำ ข้อสรุปนี้ สั้น ได้ใจความและแทงสู่ใจกลางปัญหา

นักกีฬาที่เก่งมากๆ สมควรแล้วที่จะได้รายได้มหาศาล 350,000 ปอนด์ ต่อสัปดาห์ 😳😳😳😳 (ในขณะที่ นักศึกษาไทยในอังกฤษได้รับเงินใช้จ่าย 200 ปอนด์ ต่อสัปดาห์)

นักการเงิน, การลงทุนสมควรแล้วที่จะมีรายได้ 1 เดือนมากกว่าคนทั่วไปหาได้ใน 1 ปี ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพจึงไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงอะไรที่สามารถใช้ชีวิตหรูหรา ในขณะที่ แม่บ้านในบริษัทเดียวกันไม่มีแม้กระทั่งห้องพักเป็นที่เป็นทาง ก็เพราะ เรา ‘คู่ควร’ แต่บางคนไม่คู่ควร

ดารา นักแสดง มีลูกแล้วสามารถหยุดรับงานได้ ไม่มีปัญหา ในขณะที่ พอลูกจ้าง แรงงานในโรงงาน ‘ไม่คู่ควร’ ที่จะมีสิทธิ์ลางานเพื่อเลี้ยงลูกได้นานเกิน 1 เดือน ผู้จัดการ ผู้บริหาร มีรายได้พอที่จะไปเที่ยวต่างประเทศได้ ในขณะที่แรงงานขั้นต่ำจะขอเงินเดือนให้พอที่จะใช้ชีวิตแต่ละวัน ไม่ลำบากนัก กลับเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

หากต้องการเป็นผู้ชนะในโลกนี้ คุณต้องพยายามกว่านี้ คุณต้องเก่งกว่านี้ คุณต้องอดทนกว่านี้ คุณจะโทษใครไม่ได้ นอกจาก โทษตัวเองว่า ‘ไม่คู่ควร’

….

หมอเป็นอาชีพหนึ่ง ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากแล้ว หมอก็คือ หนึ่งในเผด็จการความคู่ควร

การที่ผมได้เข้าเรียนคณะแพทย์นั้น เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นเพียงเพราะผม ‘ทำข้อสอบ’ ได้เก่งกว่าคนอื่น ไม่ใช่เพราะว่า เนื้อแท้ผมเก่งคนอื่น ไม่ใช่ผมมีอะไรเหนือกว่าคนอื่น

หากคุณสมบัติของการเป็นหมอที่ดีคือคนที่มีความรอบคอบ คือคนที่มีหัวใจพร้อมช่วยเหลือคนอื่น คือคนที่มีความอดทนเป็นเลิศ คือคนที่มีความจำดี ผมเจอคนอีกเยอะที่รอบคอบกว่า พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่า มีความอดทน มีความอึดมากกว่าและความจำดีกว่าผมมากมาย

แต่เขา/เธอ ไม่ได้เป็นหมอ เพราะเหตุผลเดียว คือสอบไม่ได้

ใครคือคนที่คู่ควร

คำตอบ คือ คนที่สอบได้คะแนนสูงๆ

ทุกวันนี้ ผมยังถามตัวเองบ่อยๆ ว่าผมคู่ควรที่จะมีชีวิตที่ดีขนาดนี้เลยหรือ?

ถ้าใช่ .. แล้วทำไม คนอีกมากมาย คนที่มีอะไรดีๆ กว่าผมเยอะแยะ จึงไม่ควรจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้บ้าง ทำยังไงโลกเราจะโอบรับความหลากหลายของคนได้มากกว่านี้ ทำยังไง ทุกคนจะมีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องแข่งกันพิสูจน์ความคู่ควร เพื่อมีคนแพ้ และคนชนะกันอย่างทุกวันนี้

เป็นหนังสือที่ เปิดปัญญา เปิดมุมมองและสร้างคำถามที่ดีมากให้กับตัวผมเอง”



3. ต้องเนรเทศ

ผู้เขียน : วัฒน์ วรรลยางกูร

สำนักพิมพ์ : อ่าน

“บันทึกชีวิต บันทึกการต่อสู้ บันทึกการระหกระเหิน ของวัฒน์ วรรลยางกูร ชายไทยคนหนึ่งที่ประเทศนี้ให้คุณค่าเขาน้อยไป

อ่านด้วยความปวดใจพร้อม คำถามว่าทำไม คนอายุวัยเกษียณที่มุ่งมั่น สร้างสรรค์ งานเขียนดี ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท เผยแพร่ความคิดเพื่อขับเคลื่อนสังคม จึงต้องใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยการต้องทิ้ง ‘บ้าน’ ไว้เบื้องหลัง

อ่านด้วยความเคารพนับถือ นับถือหัวจิตหัวใจ นับถือความเชื่ออุดมการณ์ ท่ามกลางยุคสมัยที่หาผู้ใหญ่สักคนที่เราจะยึดเป็นแบบอย่างได้น้อยเต็มที รู้สึกดีใจที่ยังมีคนอย่างวัฒน์อยู่

และสุดท้าย อ่านด้วยความหวัง หวังว่าในวันข้างหน้า เราจะมีโอกาส บอกกล่าวเรื่องราวของคนคนนี้ ให้ผู้คนได้รับรู้ รู้จักเขามากกว่านี้”



ชุลีพร วุ่นบำรุง

สำนักพิมพ์กำมะหยี่


เล่มที่แนะนำ :



1. แด่เธอบนดาวเคราะห์ช่างกังวล

Notes on a Neverous Planet

ผู้เขียน : Matt Haig

ผู้แปล : ศิริกมล ตาน้อย

สำนักพิมพ์ : Bookscape

“โลกสมัยนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งกายและใจ แม้แต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นที่แทบจะขาดไม่ได้ของทุกคนก็ส่งผลร้ายต่อผู้ใช้ มากบ้างน้อยบ้าง นอกจากสิ่งของแล้วค่านิยมในยุคสมัยนี้ก็ส่งผลต่อทัศนคติและการตั้งหมุดหมายในการดำเนินชีวิตอยู่มิใช่น้อย 

ลองดูตัวอย่าง

–        ข่าวและสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนมากออกแบบมาเพื่อทำให้เราเครียด

–        ความเครียดและความก้าวร้าวพุ่งสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี

–        เด็กๆ ถูกปลูกฝังให้เก่ง ไม่ใช่ให้มีความสุข

ฯลฯ

หลากหลายสาเหตุที่สร้างความวิตกกังวลให้ผู้คนในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ใครๆ อาจมองว่าธรรมดาสามัญแต่หารู้ไม่ว่ามีพิษภัยแฝงอยู่  ไม่ว่าจะเป็น

–        การกลัวสภาวะนอนไม่หลับ, กลัวการตื่นสาย

–        กลัวทำงานเสร็จไม่ทันกำหนด 

–        กลัวการมีเวลาไม่พอ

–        กลัวการไม่ได้รับการยอมรับ  แม้กระทั่งการกดไลก์โพสต์ในเฟซบุ๊ก

ฯลฯ

โลกนี้ยังมีความหวัง หากเราสามารถประคองและดึงใจไม่ให้รู้สึกแย่ไปตามสภาพภายนอก

แม้ว่าโลกใบนี้จะเป็นดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล แต่หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราสามารถถนอมกายและใจเพื่อที่  ‘เราจะอยู่ในโลกอันบ้าคลั่งนี้ได้อย่างไรโดยไม่เสียสติไปเสียก่อน'”



2. เมือง

City

ผู้เขียน : Clifford D. Simak

ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล

สำนักพิมพ์ : ไจไจบุ๊คส์

“เมื่อ ‘โลกอนาคต’ เมืองและมนุษย์มิใช่องค์ประกอบที่สำคัญอีกต่อไป สิ่งมีชีวิตอื่นสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า เมือง ได้เหมือนมนุษย์หรือไม่

เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับมนุษย์และเมือง ในยามที่ไร้มนุษย์และเมือง  โดยผู้เล่าที่ไม่ใช่มนุษย์  

“พ่อ อย่าดื้อแข่งกับมันไปหน่อยเลย  มันเป็นแค่เครื่องจักรเท่านั้นแหละ”

“มีแต่บ้านร้าง พวกเขาจะอยู่ไปทำไมล่ะ เมืองมอบอะไรให้พวกเขาได้บ้าง สิ่งที่เมืองเคยมอบให้คนรุ่นก่อนๆ ตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย เพราะความก้าวหน้า…”      

“ขอให้เมืองตายไปแบบนี้เถอะ ดีใจเถอะที่มันตาย นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ”

“เดี๋ยวนี้เราเจอวัฒนธรรมแปลกๆ รูปแบบทางวรรณกรรมซึ่งมีบุคลิกใหม่หมาด ดนตรีซึ่งแหกขนบเดิมอย่างสิ้นเชิง ศิลปะที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทั้งหมดนี้สร้างโดยบุคคลนิรนามหรือปกปิดตัวตนด้วยนามปากกา”

เรื่องราวในหนังสือบอกกล่าวให้เราตระหนักถึงสภาวะของโลกอนาคตเมื่อมนุษย์ไม่ยอม/ไม่สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หากเรามองโดยไร้อคติหรือลดทอนความเข้มข้นของมันลง วิกฤตที่ใครๆ หวั่นเกรงคงไม่ร้ายแรง ถึงแม้จะห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นไม่ได้  การดื้อรั้น  ยึดติดคิดว่าตนเหนือกว่า มีแต่จะทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่

โลกนี้ยังมีความหวัง… การใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่บางคนคิด”



3. 2030 อนาคตอันใกล้ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

How Today’s Biggest Trends Will Collide and Reshape the Future of Everything

ผู้เขียน : Mauro F. Guillén

ผู้แปล : ไอริสา  ชั้นศิริ

สำนักพิมพ์ : Be(ing)

“…หนังสือที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการรู้เท่าทันกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของเรา…

โลกที่คุ้นเคยได้หายไปอย่างฉับพลันเมื่อเราเผชิญกับความจริงที่ว่า ในสังคมมีประชากรกลุ่มปู่ย่าตายายมากกว่ากลุ่มหลานเหลน หรือเรื่องที่หุ่นยนต์กลไกเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่

เมื่อเราไม่รู้ว่าจะมีความสับสนใดบ้างเกิดขึ้นในอนาคต จึงควรมีแผนการในการรับมือ 

เมื่อเทคโนโลยีที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อปกป้องโลก กลับกลายเป็นทำลายโลก กฎเกณฑ์ต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเวลา เมื่อถึงเวลานั้นซึ่งเป็นเวลาของมัน คุณไม่สามารถต้านทานหรือยับยั้งมันได้ เรื่องบางเรื่องก็เกินวิสัยสามารถของมนุษย์ วัฏจักร ‘เก่าไป ใหม่มา’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหมุนเวียนเป็นอนันต์

โลกนี้ยังไม่สิ้นหวัง… ยังไม่สายที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก้าวเข้ามาหามวลมนุษยชาติ เพียงแต่คุณจะต้องรับรู้ว่าโลกที่เรารู้จักคุ้นเคยใบเดิมกำลังจะค่อยๆ หายไป  และคุณกำลังจะเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่  จากนั้นก็เชิญก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนกรอบความคิดเพื่อการเอาตัวรอดในโลกใหม่

“การตามหาความสุข ถือเป็นเกมที่เยี่ยมยอด” – Eugene O’Neill”


วินทร์ เลียววารินทร์

Winbookclub


เล่มที่แนะนำ :



1. มือโล้ลม

ผู้เขียน : ผาด พาสิกรณ์

สำนักพิมพ์ : คเณศบุรี

“บ้านเรามีงานเขียนประเภทเล่าประสบการณ์ชีวิตอยู่เรื่อยๆ แต่หางานเขียนระดับกระทบใจไม่ง่าย เพราะดูเหมือนเขียนง่าย แต่ยากมาก

ในบรรดางานตระกูลนี้ ผมยกให้งานของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นหมายเลขต้นๆ เขาสามารถนำประสบการณ์ชีวิตท่อนเล็กๆ มาเล่าเป็นความเรียง งดงาม เช่น เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง ทางทากและสายน้ำเชี่ยว ฯลฯ เปลี่ยนเรื่องเล่าเป็นปรัชญา เปลี่ยนจากงานความเรียงเป็นวรรณกรรม

หลังจากนั้นไม่ค่อยได้พบงานลักษณะนี้ที่เขียนได้ในระดับกระทบใจแบบนี้ อาจเพราะยากจะหาใครที่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้นระดับนั้น

เอาละ หลายคนอาจคิดว่า งั้นเราก็ยากจะเขียนประสบการณ์ชีวิตเล็กๆ มุมเล็กๆ ให้ดีล่ะซี ใครคิดอย่างนี้อาจต้องเปลี่ยนใจเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้

มือโล้ลม โดย ผาด พาสิกรณ์

ผาด พาสิกรณ์ เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นของตระกูลวิเศษสุวรรณภูมิ ใช่ เขาก็คือบุตรชายของพนมเทียน เซียนอักษรแห่งวงการวรรณกรรมไทย ภาษาของพนมเทียนคือภาษาของครู

แน่ละ เราคงไม่คาดว่าเขาจะเขียนได้ในระดับปรมาจารย์พนมเทียน ผู้เขียนเก่งมาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นมัธยม

แต่ผิดคาด ลูกไม้ใต้ต้นก็ใช้ภาษาดีเช่นกัน

มือโล้ลม เป็นรวมบทความเล่มเล็ก จับเรื่องเล็กๆ ที่พบเห็นมาเล่าเป็นเรื่องเป็นราว

การเล่าลื่นไหล ทุกเรื่องอ่านสนุก การเปิดเรื่องและปิดเรื่องทำได้ดี แทรกเกร็ดจำนวนมากที่เราไม่อยากเชื่อว่ามีจริงในโลก เช่น คนไทยที่ขี่จักรยานไปทั่วโลก หลายตอนมีอารมณ์ขัน หรือมุมมองแบบขำๆ หรือคาดไม่ถึง เช่น หญิงสาวที่กล้าซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์ไปเสี่ยงภัยกลางถนน แต่ไม่กล้าเสี่ยงตัดผมกับช่างที่ไม่รู้จัก

ในบทท้ายๆ ผาด พาสิกรณ์ เขียนประสบการณ์ร่วมทางกับพ่อ (พนมเทียน) เป็นครั้งสุดท้ายได้กระทบใจยิ่ง

เป็นอาหารคุณภาพจานหนึ่งที่สมควรลิ้มลองแบบช้าๆ

การเล่าเรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ให้มีประเด็นน่าสนใจ ต้องมองผ่านคนใจละเอียดเท่านั้น แต่การเขียนเรื่องเล็กให้จับใจต้องใช้คนมือละเอียด

ดูเหมือนลูกไม้ใต้ต้นจะมีคุณสมบัติทั้งสองอย่าง”


อธิคม คุณาวุฒิ

สำนักพิมพ์ Way


เล่มที่แนะนำ :



1. แปดขุนเขา

Le otto montagne

ผู้เขียน : Paolo Cognetti

ผู้แปล : นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ

สำนักพิมพ์ : อ่านอิตาลี

“นวนิยายเขียนสนุก อ่านเพลิดเพลินเล่มนี้ ตีพิมพ์ตอนผู้เขียนอายุ 38 เราจึงสัมผัสได้ถึงสายตา น้ำเสียง และวิธีเล่าเรื่องของคนบุคลิก ‘ฌ่วลๆ’ จุกจิกน่ารำคาญแบบผู้ชายวัยปลายหนุ่ม ยังมีอารมณ์แสวงหา ยังมีอาการทุรนทุรายจากริ้วรอยชีวิตแหว่งวิ่น รอยปริร้าวภายในครอบครัวที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึงอย่างจริงจังว่า ในความสัมพันธ์มันมีช่องว่างสุญญากาศขนาดมหึมา บ้านไม่ได้มีแต่แง่มุมอบอุ่นปลอดภัย รวมถึงมิตรภาพวัยเยาว์ดูผิวเผินคล้ายจะแนบแน่นหอมหวาน แต่อะไรๆ มันไม่ได้ชวนฝันราบรื่นแบบนั้น 

ตอนที่หนังสือแปลออกมาใหม่ๆ เมื่อปี 2021 มีข้อความแชร์ต่อๆ กัน ว่า ระหว่างคนที่ป่ายปีนขุนเขาแปดลูกกับคนที่ไปถึงยอดเขาพระสุเมรุ ใครเรียนรู้มากกว่ากัน ฟังดูคมคายดี แต่มันแทบไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่อง”



2. 2444

ผู้เขียน : มาโนช พรหมสิงห์

สำนักพิมพ์ : สมมติ

“รวมเรื่องสั้น 8 ชิ้น 6 ชิ้นเคยตีพิมพ์ต่างกรรมต่างวาระ มี 2 เรื่องใหม่ตีพิมพ์ครั้งแรกปิดหัวปิดท้ายเล่ม คุมเนื้อหาและบรรยากาศโศกสลดหม่นหมองของผู้ถูกเข่นฆ่า ถูกกระทำ ถูกกดขี่ข่มเหงยาวนาน นับตั้งแต่ยุคกบฎผีบุญเมื่อวันที่ 4 เดือน 4 ปี 2444 ที่ลานสังหารหมู่บ้านสะพือ อุบลราชธานี คน 200-300 ชีวิตถูกฆ่า ตัดหัวเสียบประจาน สังเวยการสร้างรัฐชาติ ความทรงจำยุคสงครามเวียดนาม บ้านเกิดกลายเป็นฐานทัพให้ทหารอเมริกันขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดใส่ประเทศเพื่อนบ้าน ผู้หญิงท้องถิ่นปรับตัวเป็นโสเภณีเพื่อเอาชีวิตรอด และความทรงจำบาดแผลจากการสังหารหมู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 โทนเรื่องทั้งเล่มเหมือนนั่งฟังหมอลำเฒ่าเล่าเรื่องร้องทุกข์ น้ำเสียงแหบโหย แต่เปิดเผยความคับแค้น และไม่ได้บอกว่าจะยอมจำนน”



3. ปมอีดิปัส ดาบยักษ์ และหน้ากากเสือ

ผู้เขียน : นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

สำนักพิมพ์ : Bookscape

“เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เคยตื่นเต้นกับบทความ Dragon Ball การเดินทางของศีล สมาธิ ปัญญา ของหมอประเสริฐที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ เพราะยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครเขียนเรื่องการ์ตูนแล้วตีความไปไกลได้ขนาดนั้น พอได้มาอ่านเวอร์ชันสังคายนารวมเล่มไตรภาคชุดนี้ยิ่งสนุก และต้องให้เครดิตการทำงานคณะบรรณาธิการ ทั้งการจัดสรรหมวดหมู่เนื้อหา การจัดเรียงเรื่อง รายละเอียดการอีดิตงานเขียนรายชิ้นให้รวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกันอย่างไร้รอยสะดุด

ความสนุกหลายอย่างเกิดขึ้นจากความไม่รู้ เพราะไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูน แต่บางข้อความอ่านแล้วก็แอบขำ เพราะคล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเพิ่งเขียนไป อาทิ ‘กลไกการรักษาบาดแผลในจิตใจอันเป็นที่ยอมรับ คือ เปิดแผลออกมาดูให้ชัดๆ’ (The Best We Could Do บาดแผลที่รอการชำระ หน้า 113)”



สุทธิมา  เสืองาม

สำนักพิมพ์สันสกฤต


เล่มที่แนะนำ :



1. มหารานี

ผู้เขียน : วราวุธ

สำนักพิมพ์ : โนเบิ้ลบุ๊คส์

“เป็นหนังสือที่เล่าเรื่อง 3 มหารานี จาก 3 ราชรัฐ ซึ่งสืบสายพระโลหิตเดียวกัน ทั้ง 3 พระองค์ทรงกล้าแหวกขนบของสตรีชาวฮินดู ทรงเป็นผู้นำ กล้าแสดงออก เป็นตัวของตัวเอง และมีชีวิตที่มีสีสันอย่างยิ่ง

🦚มหารานีจิมนาไพ รัฐบาโรดา : มหารานีรุ่นยาย ผู้ยกเลิกการคลุมพระพักตร์

🦚มหารานีอินทิรา รัฐกุชพิหาร : มหารานีรุ่นแม่ ผู้ประกาศล้มเลิกการอภิเษกสมรส

🦚มหารานีไอย์ชา รัฐชัยประ : มหารานีรุ่นหลาน ผู้ที่นิตยสารโว้คยกย่องให้เป็นหนึ่งในสตรีที่สวยที่สุดในโลก

ชีวิตที่เกิดมาเป็นมหารานีไอย์ชา ซึ่งมีทั้งแม่และยายเป็นมหารานี ดูเพียบพร้อมไปด้วยชาติตระกูล รูปสมบัติ คุณสมบัติ น่าจะมีชีวิตเยี่ยงเจ้าหญิงในเทพนิยาย แต่…ชีวิตและโชคชะตาของมนุษย์เป็นเรื่องน่าฉงนเสมอ นอกจากชีวิตของท่านจะเป็นที่จับตาในระดับโลกแล้ว ยังทรงเป็นบุคคลสำคัญที่สื่อไทยเกาะติดมากที่สุด จากคดีฟ้องร้องตัวแทนมรดก ซึ่งศาลตัดสินให้ทายาทของราชสกุลรังสิต ได้เป็นตัวแทนมรดกหมื่นล้าน ในฐานะที่เป็นบุตร – ธิดา ตัวจริง ของเจ้าชายจักกัต  ซิงห์ ราชโอรสของมหารานี

หนังสือเล่มนี้ ค้นคว้า เรียบเรียง ได้อย่างละเอียด ละเมียด ลุ่มลึก มีสีสัน สะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ บริบทบ้านเมือง และการเมืองของอินเดีย ก่อนได้รับเอกราช ผ่านบุคคลที่มีชีวิต และมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของสตรีอินเดีย ไม่มากก็น้อย”



2. คำสารภาพของมารี อังตัวแนตต์

The Queen’s Confession

ผู้เขียน : Victoria Holt

ผู้แปล : นิดา

สำนักพิมพ์ : แสงดาว

“หนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงจากผู้อ่านมากที่สุดเล่มหนึ่ง จากปลายปากกานักเขียนชื่อก้อง ‘วิกตอเรีย โฮลท์’ ผ่านการแปลจากนักแปลคลาสสิกเช่น ‘นิดา’ เธอได้เจียระไนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สัญชาติฝรั่งเศสออกมาได้อย่างร้าวลึกบาดอารมณ์อย่างยิ่ง

ด้วยชะตากรรมของพระนางมารี อังตัวแนตต์ ซึ่งถูกตีตราว่าเป็นราชินีแห่งความฟุ่มเฟือย ท้ายสุดต้องจบชีวิตบนกีโยติญ แท้จริงแล้วยังมีแง่มุมสลับซับซ้อนทางการเมืองในช่วงปฎิวัติฝรั่งเศสให้เราได้เรียนรู้ ศึกษา ผ่านตัวอักษรที่ค้นคว้า กลั่นกรองมาแล้วอย่างดี

จึงไม่น่าแปลกใจที่นวนิยายแปลเล่มนี้หมดทุกครั้ง ไม่ว่าจะตีพิมพ์ออกมากี่ครั้งก็ตาม”



3. ท่องล้านนาบนหลังช้าง

A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States

ผู้เขียน : Holt Samuel Hallet

ผู้แปล : สุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์

สำนักพิมพ์ : ริเวอร์บุ๊ค

“อีกหนึ่งบทบันทึกการเดินทางในประวัติศาสตร์ยุคสัมปทานป่าไม้ และการบุกเบิกเส้นทางรถไฟสายพม่า โดย โฮลต์  ฮาลเลตต์ วิศวกรผู้ดูแลการสร้างเส้นทางรถไฟในบริติชราช

ฮาลเลตต์เริ่มเดินทางสำรวจจากเมืองมะละแหม่ง ข้ามแม่น้ำต่องยิน (แม่น้ำเมย) สู่ไมลองยี (เมืองยวม) ผ่านเทือกเขาถึงเมืองฮอด จากนั้นนั่งเรือทวนแม่น้ำปิงถึงเมืองเชียงใหม่ ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าอุบลวรรณา นักธุรกิจหญิงผู้ชาญฉลาด สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี (ผู้อุปการะพระราชายาเจ้าดารารัศมี) และยังได้พบเจ้านายทั่วเมืองล้านนา

ฮาลเลตต์บันทึกรายละเอียดการเดินทาง พร้อมเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทั่วทั้งหัวเมืองล้านนาจนถึงกรุงเทพฯ สุดท้าย ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมมหาราชวัง

หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่่สะท้อนบริบทสังคม วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ฉาน-ล้านนา และสยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง”


วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

สำนักพิมพ์อ่านอิตาลี


เล่มที่แนะนำ :



1. หนังสือที่กลืนกินคุณพ่อของผม

Os livros que devoraram o meu pai

ผู้เขียน : Afonso Cruz

ผู้แปล : เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ

สำนักพิมพ์ : Bookmoby Press

“นวนิยายเรื่อง หนังสือที่กลืนกินคุณพ่อของผม (Os livros que devoraram o meu pai) เขียนโดย อะฟงซู ครุช นักเขียน นักวาดภาพประกอบ นักดนตรีชาวโปรตุเกส ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาโปรตุเกสปี 2010 แปลจากภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาไทยโดย เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ จัดพิมพ์โดย bookmoby Press ในอีก 11 ปีต่อมา

นวนิยายเล่มเล็กเล่มนี้เทิดทูนวรรณกรรม หยิบยืมเอาตัวละครในวรรณกรรมคลาสสิกของโลกมาหายใจในอากาศเดียวกับตัวละครในนวนิยายร่วมสมัยเล่มนี้

พล็อตของนวนิยายเล่มนี้คือการตามหาเบาะเเสพ่อที่หายไปในหนังสือ!

เด็กชายเอเลียสวัย 12 ปีได้รับกุญแจห้องสมุดใต้หลังคาจากย่า นี่คือโลกส่วนตัวของพ่อ โลกที่พ่อใช้เวลาที่ผ่านไปอย่างช้าเชือนไปกับหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ก่อนที่เขาจะหายไประหว่างอ่านหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดส่วนตัว

วีวัลดู บงฟิง ผู้สูญหาย มีอาชีพเป็นพนักงานในกรมสรรพากร งานซึ่งดูเหมือนจะน่าเบื่อหน่าย วิชาชีพที่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลิตสิ่งสร้างสรรค์หรือเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าโลกผ่านสายตาของตนแต่ใดๆ ดังนั้นเขาจึงรักวรรณกรรม รักการอ่าน ดูเหมือนว่าหนังสือคือสถานที่หลบเร้นจากโลกความจริงอันน่าเบื่อ แต่คิดอีกมุมหนึ่งการอ่านกลับเป็นเหมือนการเดินทาง เวลาที่เราเดินทาง เราจะหายจากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่งเสมอ และอีกนัยหนึ่งการเดินทางทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลง ประหนึ่งการหายจากการเป็นคนหนึ่งไปสู่การเป็นใครอีกคนหนึ่ง

การอ่านทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การอ่านคือการเดินทางจากหนังสือเล่มหนึ่งไปยังหนังสืออีกเล่ม หนังสือเล่มหนึ่งตั้งคำถาม หนังสือบางเล่มให้คำตอบ หนังสือบางเล่มไม่มีคำตอบ หนังสือบางเล่มถูกตั้งคำถาม คำถามและคำตอบทำให้ผู้อ่านเดินทางจากหนังสือเล่มหนึ่งไปสู่หนังสืออีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางผ่านการอ่านหรือเขียน

การอ่านสำหรับเอเลียสคือการค้นหาความจริง เพราะเขาอ่านหนังสือในห้องสมุดของพ่อ พ่อทิ้งรอยนิ้วมือไว้เต็มไปหมดผ่านหนังสือแต่ละเล่มที่พ่ออ่าน หนังสือสะท้อนตัวตนของคนอ่าน โดยเฉพาะหนังสือที่เรียงซ้อนกันหลายเล่มย่อมเผยให้เห็นเชิงชั้นของประสบการณ์ที่ก่อตัวเป็นคนคนหนึ่งผ่านการอ่าน

และเพื่อตามหาเบาะแสของพ่อผู้หายไปในหนังสือ (ทั้งตัวตนและตัวคน) เอเลียสต้องอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า หนังสือแต่ละเล่มเผยเค้าลางของพ่อ หนังสือเล่มหนึ่งพาเขาไปหาหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เส้นทางตามหาพ่อของเด็กชายต้องมุ่งผ่านนวนิยายคลาสสิกของโลก ผู้ประพันธ์หนังสือเล่มนี้นำตัวละครในบทประพันธ์คลาสสิกมาฟีทเจอริ่งกับตัวละครของเขา เด็กชายเอเลียสต้องตามหา Raskolnikov ตัวละครเอกในนวนิยายเรื่อง อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ ของ ดอสโตเยฟสกี้

มีหนังสือหลายเล่มที่ อะฟงซู ครุช ตั้งใจนำมาละเล่นในนวนิยายของเขา เช่น Strange Case of Dr Jekyll and Mr Hyde ของ Robert Louis Stevenson, The Island of Doctor Moreau ของ H. G. Wells, Crime and Punishment ของ Fyodor Dostoevsky เป็นต้น

ยิ่งอ่านยิ่งถลำลึก ดูเหมือนว่ายิ่งตามหา เด็กชายเอเลียสยิ่งถอยห่างออกไปจากโลกที่มีย่าของเขาอยู่ในบ้าน เด็กชายหายไปในโลกหนังสือ แต่ไม่ว่าการอ่านจะทำให้เขาพบเจอพ่อหรือไม่ สิ่งที่เขาน่าจะได้พบน่าจะเป็นตัวตนของตัวเองที่ประกอบขึ้นมาจากประสบการณ์และความทรงจำจากการอ่าน

“พวกเราทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีตัวตนจากสารพัดสารพันเรื่องราว ไม่ใช่จากดีเอ็นเอและรหัสทางพันธุกรรม ไม่ใช่แม้จากเลือดเนื้อ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หรือสมองเลย แต่จากสารพัดสารพันเรื่องราวต่างหาก””



อรรถ บุนนาค

สำนักพิมพ์ J-Lit


เล่มที่แนะนำ :



1. เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย

ผู้เขียน : นักรบ  มูลมานัส

สำนักพิมพ์ : มติชน

“ผลงานเขียนของนักทำภาพประกอบแบบคอลลาจ เกิดขึ้นจากการค้นหาวัตถุดิบในการทำงานศิลปะต้องสืบค้นหาภาพถ่ายโบราณ ผู้เขียนจึงเกิดการตั้งคำถามจากสิ่งที่พบเห็นในการหาภาพถ่ายโบราณ มองย้อนไปในประวัติศาสตร์ และสิ่งที่น่าสนใจว่าด้วยมุมมองของเบื้องหลังการถ่ายภาพอีกที

เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีมุมมองแปลกออกไป แต่เสนอผ่านภาพถ่ายทำให้อ่านง่ายขึ้น และการตั้งคำถามแบบใหม่ๆ ที่มีต่อประวัติศาสตร์ โดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ถือว่าเป็นการรื้อขนบของประวัติศาสตร์กระแสหลักอีกที”



2. เพียงหนึ่งไจเดียว

A Single Thread

ผู้เขียน : Tracy Chevalier

ผู้แปล : รสวรรณ พึ่งสุจริต

สำนักพิมพ์ : Library House

“ช่างฝีมือ เฟมินิสต์ รักนอกขนบ เป็นสามคำที่สรุปหนังสือเล่มนี้ได้กระชับที่สุด

ไวโอเลต หญิงวัย 30 ปลาย เป็นพนักงานพิมพ์ดีด ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปเข้ารวมกลุ่มอาสาสมัครช่างปักภูษา ปักเบาะรองนั่งใหมหาวิหารวินเชสเตอร์ เรื่องราวจะเล่าถึงชีวิตหญิงโสดชนชั้นกลางตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นไป

อ่านแล้วต้องขอบอกว่าเทรซีเก่งมากในการผูกเรื่อง ใช้เรื่องช่างฝีมือเป็นสัญญะในการสื่อของเรื่อง ช่างปัก=ผู้หญิง ช่างตีระฆัง=ผู้ชาย ธีมของเรื่องมีความเป็นญี่ปุ่น แต่เขียนดำเนินเรื่องแบบตะวันตก ได้อารมณ์รุ่มรวยอีกแบบ อยากดูเหมือนกันว่าถ้าสร้างเป็นหนังโดยผู้กำกับชาวญี่ปุ่นแล้วมันจะออกมาเป็นยังไง ภายในเรื่องมีสัญญะแฝงอยู่ในเรื่องอย่างแพรวพราว ทั้งชั้นที่คนอ่านทั่วไปรับรู้ได้ จนถึงขั้นต้องเป็นคนเรียนวรรณกรรมตีความ

เนื้อเรื่องสะท้อนชีวิตสาวโสด-ทึนทึก ชนชั้นกลาง ชาวอังกฤษ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ความกดดันทั้งในชีวิตส่วนตัว ทั้งในสังคม การต่อสู้แบบเล็กๆ น้อยๆ เพื่อรักษาสิทธิ์ ตั้งแต่การแข็งข้อกับแม่ตัวเอง การต่อรองการขึ้นเงินเดือนกับเจ้านาย จนกระทั่งต่อรองซื้อเครื่องทำความร้อนเพิ่มในห้องทำงาน… การต่อรองในวิถีชีวิตประจำวันไม่ได้ใหญ่โตไปเรียกร้องสิทธิสตรีใหญ่โต แต่มันยิ่งเห็นภาพสังคมกดทับผู้หญิงได้ชัดเจนมาก และการปักผ้าที่มาเยียวยาจิตใจผู้หญิง ไปตลอดจนมีเกร็ดบอกว่าใช้เยียวยาจิตใจผู้ชายผู้เป็นทหารหลังสงครามได้อีกด้วย

อีกหนึ่งสิ่งซึ่งแสดงฝีไม้ลายมือของเทรซี-ผู้เขียน คือการหยิบยกเอาคนในประวัติศาสตร์ อย่างหลุยซา เพเซล ช่างปักผ้า เข้ามาเป็นตัวละครในเรื่องได้อย่างดี เข้ามาในสัดส่วนที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่น้อยไปจนเหมือนแค่อ้างถึง ไม่มากไปจนมาแย่งบทตัวละครเอก จนทำให้ต้องไปหาข้อมูลของเธอเพิ่มขึ้น แล้วต้องร้องว้าวกับชีวิตของเธอ ใครว่าช่างปักผ้าชีวิตต้องน่าเบื่อ

เรื่องของหญิงปักผ้ากับชายตีระฆังน่าจะเป็นเรื่องน่าเบื่อ ยิ่งบทบรรยายเรื่องการปักผ้ากับการตีระฆังน่าจะน่าเบื่อมากๆ กลับไม่ใช่เลย เทรซีเขียนจนต้องไปเซิร์ชหาข้อมูลเพื่อดูลายปัก และที่อึ้งคือเจอคลิปยูทูบที่ถ่ายให้เห็นการตีระฆังใต้หลังคาโบสถ์ทั้งหลาย ประหนึ่งวงซิมโฟนีออเครสตราย่อมๆ แล้วย้อนนึกไปถึงว่าเคยได้เล่นดนตรีชนิดหนึ่ง วงเบล ที่คนเล่นจะถือระฆังเล็กๆ ที่มีตัวโน้ตนั้น แล้วคอยสั่นเมื่อถึงโน้ตตัวเองละม้ายอังกะลุง ก็คงมาจากการตีระฆังโบสถ์นี่เอง

เส้นเรื่องหลักก็มีเรื่องราวโลดโผนแนวผจญภัยเล็กๆ มีเรื่องดราม่า เข้ามาปะปน มีเรื่องอุ่นๆ อิ่มหัวใจของครอบครัว มาในสัดส่วนกลมกล่อม ไม่ทำให้หนังสือน่าเบื่อ

นักแปลเล่มนี้ดีงาม บรรณาธิการต้นฉบับดีงาม พิสูจน์อักษรดีงาม…อ่านได้กลมกล่อมไม่สะดุด ไม่รุงรัง ไม่แห้งแล้ง ในฐานะคนทำหนังสือ อยากยึดเอาเป็นแบบอย่างในการทำงาน”



3. ในนามแห่งความโป๊

ผู้เขียน: Kwanrapee

สำนักพิมพ์ : – (พิมพ์อิสระ)

“เป็นคอมิคเอสเสย์  ฝีมือนักวาดการ์ตูนคนไทย เล่าเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตตัวเองที่ต้องไปช่วยสามีซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูนเหมือนกันแปลการ์ตูนโป๊ซึ่งไปรับจ้างมาจากเมืองนอก เนื่องจากตัวเองเป็นสาวอักษรฯ มาก่อน

ในเรื่องนอกจากความฮาในเรื่องการทำงานและการเรียนรู้วงการใหม่ๆ ของผู้เขียนแล้ว ยังเป็นหนังสือฮาวทูในการวาดการ์ตูนโป๊ไปด้วยในตัว และมีความรู้เรื่องการ์ตูนโป๊แทรกมาให้อ่านได้เพลินโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นงานเขียนแนวสารคดี

อีกสิ่งที่ดีงามคือการใช้สิ่งแหวกขนบในสังคมไทยมาแปรรูปให้ดูไร้สาระ แล้วเอาความไร้สาระนั้นตั้งคำถามกลับไปยังสังคมดัดจริตอย่างสังคมไทยในเรื่องการ์ตูนโป๊ สื่อลามก จนเข้าไปถามประเด็นใหญ่ๆ ในสังคมได้

เป็นตัวอย่างอำนาจของความไร้สาระที่ดีงาม”


ปฏิกาล ภาคกาย, ธีรภัทร์ เจนใจ และชนัดดา ตันนพรัตน์

สำนักพิมพ์แซลมอน


เล่มที่แนะนำ :



1. ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต

ผู้เขียน : สะอาด

สำนักพิมพ์ : Kai3

“เป็นการ์ตูนที่อ่านแล้ว ‘อิ่ม’ ทั้งในแง่งานภาพ ซึ่งสะอาดมีฝีไม้ลายมือการวาดฉาก จัดวางมุมกล้อง เปลี่ยนคัต เปลี่ยนซีน อยู่ในระดับที่เอาไปทำภาพยนตร์ได้เลย จึงไม่แปลกใจที่เนื้อหาบางเรื่องในเล่มจะถูกนำไปดัดแปลงเป็นบทซีรีส์เรื่อง ‘GOOD OLD DAYS’ และได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ชม

ในแง่เนื้อหา ด้วยความที่เล่าเรื่องในธีม Coming of Age ของคนในช่วงวัยตั้งแต่เด็กมัธยมไปจนถึงวัยทำงานตอนต้น มันจึงเข้าไปทำงานกับความทรงจำของผู้คน ชวนให้นึกถึงพลังงาน อารมณ์ ความนึกคิดในช่วงวัยนั้น แม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้มีประสบการณ์ตรงเหมือนกับตัวละคร แต่ความจริงใจภายในชิ้นงานซึ่งเป็นลายเซ็นของสะอาด ก็ทำให้คนอ่านสามารถเข้าอกเข้าใจตัวละครได้เป็นอย่างดี

ในท้ายที่สุด แม้จะสามารถอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มนี้จบได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หากก็เป็นการใช้เวลาอ่านที่คุ้มค่าและอิ่มอกอิ่มใจ”



2. ปาฏิหาริย์ร้านอาหารเทพเจ้า

Kamisama No Teishokuya

ผู้เขียน : Nakamura Satsuki

ผู้แปล : ชุติภัค ฉายวิโรจน์

สำนักพิมพ์ : NB Lite

“เรื่องราวสองพี่น้องที่ต้องมาดูแลร้านอาหารครอบครัว หลังสูญเสียพ่อแม่ไปกะทันหัน โดยพี่ชายไปขอพรเทพเจ้า ทำให้ดวงวิญญาณที่มีสิ่งเรื่องค้างคาใจถูกส่งมาช่วยทำอาหาร และได้สานฝันก่อนไปสู่สุขคติ สองพี่น้องจึงได้เรียนรู้รสชาติชีวิตความเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

แม้ชื่อหรือเรื่องราวในเล่มจะทำให้เราหยิบขึ้นมาอ่านโดยหวังเพียงความเพลิดเพลินใจ แต่การจากไปโดยไม่ทันตั้งตัว มีเรื่องค้างคาใจทิ้งไว้ และมื้ออาหารที่ประสานความตั้งใจให้สมบูรณ์ กลับมาเตือนตัวเองอีกครั้งในวันที่เราหล่นหายระหว่างทางใช้ชีวิต ถ้าวันนั้นของเรามาถึงล่ะ วันนี้มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำอีกหรือเปล่า มีเรื่องที่อยากเล่าให้ใครสักคนฟังอีกไหม ได้กินอาหารที่ตั้งใจไว้บ้างหรือยัง

และคิดว่าถ้าได้แนะนำเล่มนี้ คนอื่นๆ อาจได้เติมเต็มความรู้สึกบางอย่างเหมือนเราก็ได้ โลกใบนี้น่ะ ยังไม่สิ้นหวังหรอก ถ้าวันนี้มันเหนื่อยเกินไป ก็คุยกับคนที่รักสักคน ทำอะไรสบายใจสักอย่าง หรือกินอาหารอร่อยสักมื้อนะ”


วันวิสา เขตรดง และ ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน

สำนักพิมพ์ยิปซี


เล่มที่แนะนำ :



1. บันทึกภาษาไทยของผม

ผู้เขียน : โทะโมะยะ อิซากะ

สำนักพิมพ์ : Salmon Books

เลือกโดย วันวิสา เขตรดง บรรณาธิการสำนักพิมพ์ยิปซี

“หนังสือบันทึกประสบการณ์ที่บอกเล่าเรื่องราวประเทศไทยผ่านสายตาของชาวญี่ปุ่นผู้หลงรักในภาษาไทย โทะโมะยะ อิซากะ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความตื่นตาตื่นใจ และ culture shock ผ่านลายมือภาษาไทยตัวบรรจง ที่จะทำให้คนอ่านอมยิ้มผสมเอ็นดูไปตามๆ กัน”



2. สายลับชีสเค้ก

ผู้เขียน : Joanne Fluke

ผู้แปล : วรรธนา วงษ์ฉัตร

สำนักพิมพ์ : Longdo

เลือกโดย วันวิสา เขตรดง บรรณาธิการสำนักพิมพ์ยิปซี

“นิยายแนว cozy mystery ลำดับที่ 27 จากซีรีส์ สายลับขนมหวาน (Hannah Swensen) ที่ในครั้งนี้สาวน้อยเจ้าของร้านขนมหวานอย่าง ฮันนาห์ สเวนเซน ต้องเข้าไปช่วยเหลือน้องสาวที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมนายกเทศมนตรี โดยมีขนมจากร้านของเธออย่าง ช็อกโกแลตชีสเค้ก เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย งานนี้ไม่ว่าจะเป็น คดี หรือ ขนม ก็ดูจะเข้มข้นไม่แพ้กัน”



3. ราชันผู้พลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง

ผู้เขียน : Sudha Shah

แปลโดย : สุภัตรา ภูมิประภาส

สำนักพิมพ์ : มติชน

เลือกโดย ณัฎฐิ์ภัทร์ ศิรพึ่งเงิน ผู้ช่วยบรรณาธิการสำนักพิมพ์ยิปซี

“หนังสือเล่มนี้ได้บอกเล่าการรับรู้ใหม่ๆ ของประวัติศาสตร์พม่าในยุคอาณานิคมอย่างละเมียดละไมที่สุด อีกทั้งยังตีแผ่ข้อเท็จจริงของราชวงศ์สุดท้ายของพม่าให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และยังเผยให้เห็นถึงด้านการเมือง วัฒนธรรม  และเรื่องราวการล่าอาณานิคมของฝ่ายตะวันตกที่เข้ามาผสมปนเปกลืนกลายความเป็นตะวันออก”


จีระวุฒิ เขียวมณี

สำนักพิมพ์ Biblio


เล่มที่แนะนำ :



1. เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย

ผู้เขียน : นักรบ มูลมานัส

สำนักพิมพ์ : มติชน

“เป็นหนังสือที่สร้างความตื่นเต้นในการอ่านได้มากในรอบหลายปี เพราะเป็นการนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การถ่ายภาพในไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา นำมาถอดรหัสถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง ทั้งวิธีการถ่ายภาพ และนัยยะทางความสัมพันธ์ทางอำนาจและวิธีคิดทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านการจัดวางองค์ประกอบภาพ และแสดงให้เห็นว่าในยุคสมัยที่การถ่ายภาพถูกนำเข้ามาในสยามประเทศ ผู้คนในระดับเชื้อพระวงศ์นั้นตื่นเต้นและสนุกกับการถ่ายภาพแค่ไหน ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นภาพชีวิตของบุคคลในภาพทั้งวิธีคิดและการจัดวางลำดับความสัมพันธ์ นี่เป็นหนังสือที่เชื่อว่าหลายคนที่ได้อ่านก็ตีความได้ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอนุรักษนิยม หรือเสรีนิยมก็ตาม”



2. ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส

French Revolution

ผู้เขียน : ปิยบุตร แสงกนกกุล

สำนักพิมพ์ : ศิลปวัฒนธรรม

“หนังสือที่ฉายภาพมิติของการปฏิวัติครั้งสำคัญของฝรั่งเศสที่เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 1789 ว่านั่นไม่ใช่แค่มาจากการลุกฮือของฐานันดรที่สามอย่างประชาชนเท่านั้น แต่ยังสอดแทรกไปด้วยความสั่นคลอนทางอำนาจของชนชั้นนำเอง ความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และชนชั้นขุนนางที่ต่างฝ่ายก็หวังในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตน แต่ประชาชนไม่ขอเป็นหมากให้สองขั้วอำนาจอีกต่อไป การปฏิวัติที่เกิดขึ้นไม่ไร้ความหมายก็คือการนำประชาชนเข้าไปสู่ระบอบสภา ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเลิกสิทธิพิเศษของชนชั้นนำ และเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นชาติฝรั่งเศสในแบบที่เรารู้จัก ส่วนที่ชอบอีกอย่างในเล่มนี้ก็คือการสะท้อนถึงความขัดแย้งกันหลังจากการปฏิวัติสำเร็จแล้ว และกลายเป็นขั้วการเมืองสองฝ่ายที่ต้องต่อสู้กันในสภามาจนถึงวันนี้ หนังสือที่อ่านแล้วไม่ได้ชวนให้โหยหาการปฏิวัติ เพราะการปฏิวัติที่ไม่ได้ปฏิวัติอะไรจริงๆ นั่นย่อมไม่มีค่าอะไร”



3. Normal People ปกติคือไม่รัก

ผู้เขียน : Sally Rooney

ผู้แปล : ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

สำนักพิมพ์ : Salmon Books

“เซอร์ไพรซ์ว่านี่เป็นหนังสือที่อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาอย่าง บารัค โอบามา เลือกเป็นหนังสือที่เขาชื่นชอบในปี 2019 ซึ่งแทรกตัวอยู่ในกลุ่มหนังสือสาระหนักๆ เล่มอื่นในลิสต์ได้ สิ่งที่ทำให้นิยายเล่มนี้ถูกใจคนไปทั่วโลกเพราะเป็นภาวะที่คนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้กำลังพบเจอ ว่าด้วยชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่าง คอนเนลล์ กับ แมรีแอนน์ ฝ่ายแรกคือหนุ่มสุดฮอตในโรงเรียนมัธยม ส่วนอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวที่ชอบเก็บตัว ทั้งคู่มีช่วงเวลาที่ได้รู้จักกัน รักกัน และแยกย้ายกันไปเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายสลับขั้วกันจากชั้นมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย เมื่อผู้เขียนวางตัวเองลงไปในฐานะผู้ติดตามตัวละคร ค่อยๆ สังเกตการเปลี่ยนแปลงทางตัวตนและความคิดของทั้งคู่ คนอ่านก็ได้เห็นตัวเองในตัวละคร ได้เข้าใจ หวั่นไหว งี่เง่า และเจ็บปวดไปกับพวกเขา นั่นเองที่เป็นความปกติธรรมดาของชีวิต ที่คนทุกคนต้องเคยก้าวผ่านเมื่อต้องเติบโต แต่รับรองว่านี่ไม่ใช่นิยายสไตล์ Coming of age ที่เชยๆ แน่นอน”



ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง

สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด


เล่มที่แนะนำ :



1. ไม่เชื่องแล้วไปไหน

おばちゃんたちのいるところ

ผู้เขียน : Aoko Matsuda

ผู้แปล : เกวลิน ลิขิตวิทยาวุฒิ

สำนักพิมพ์ : EKA

“ผลงานแปลจากภาษาญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์น้องใหม่ ‘อีกา’ เป็นรวมเรื่องสั้นแนวสตีมพังก์

17 เรื่องสั้นที่หยิบเอานิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น การแสดงคาบูกิ และตลกราคุโกะ นำมาเล่าใหม่ผ่านสายตาของสตรีนิยมด้วยวิธีที่ประหลาดเกินคาด บ้าคลั่ง และดุเดือด ออกมาเป็นเรื่องราวดิบเถื่อนชวนขันขื่น กระตุ้นความขุ่นเคืองและค้างคาใจว่าเหตุใดชีวิตจึงไม่มีทางดีขึ้นไปกว่านี้ได้ ถูกบังคับให้ต้องก้มหัวยอมรับสภาพ”



2. ฃุนน้อย

ผู้เขียน : Antoine de Saint-Exupéry

ผู้แปล : เคียง ชำนิ

สำนักพิมพ์ : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“เราอ่านเจ้าชายน้อยมาแล้วหลายสำนวนแปล เป็นที่น่ายินดีมาก เจ้าชายน้อยฉบับแปลภาษาต่างๆ ของต่างประเทศ ไม่น่าตื่นเต้นเท่าที่มีเจ้าชายน้อยมีฉบับลายสือไท มีคำแปลเป็นภาษาท้องถิ่นสุโขทัย อ่านออกเสียงแล้วจะสนุกมาก มีคำอ่านให้ฟังใน youtube ด้วย https://museum.socanth.tu.ac.th/general/thelittleprince-sukhothai-dialect/



3. คนจรดาบ

ผู้เขียน : วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

สำนักพิมพ์ : มติชน

“นวนิยายนักเลงดาบ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบพงศาวดารอันเต็มไปด้วยชีวิต เลือดเนื้อและน้ำตาของไพร่ฟ้าไพร่แผ่นดิน ใช้ภาษาและอักขระวิธีแบบโบราณ ผสมผสานกับลีลาแบบนิยายกำลังภายใน เล่าประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความแฟนตาซีและเหนือจริงในยุคบ้านเมืองไร้ขื่อแป คนเขียนใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้ถึง 30 ปี”


นักรบ มูลมานัส

นักออกแบบปก


เล่มที่แนะนำ :



1. การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ถึงพุทธศักราช 2475

ผู้เขียน : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

สำนักพิมพ์ : สมมติ

“อ่านเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัยในวิชาประวัติศาตร์สังคมไทย เป็นเล่มที่เปิดโลกและทำให้เรามองประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต หนังสือเล่มนี้กลับอธิบายให้เห็นภูมิปัญญาความคิดที่รายล้อมและค่อยๆ บ่มเพาะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคมไทย ดีใจที่สำนักพิมพ์สมมติเอากลับมาพิมพ์ใหม่ เพราะฉบับพิมพ์ครั้งที่แล้วๆ มาหายากแล้ว เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจอดีตที่จะทาบทับกับความเข้าใจสังคมไทยปัจจุบันด้วย”



2. แฮมเล็ต

Hamlet

ผู้เขียน : William Shakespeare

ผู้แปล : ศวา เวฬุวิวัฒนา

สำนักพิมพ์ : เม่นวรรณกรรม

“ในความคิดของเราการแปลวรรณกรรมคลาสสิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมที่เก่าแก่และขึ้นหิ้งอย่างงานของ Shakespeare เป็นอะไรที่หาญหล้าบ้าบิ่นและท้าทายสุดๆ บางคืนที่นอนไม่หลับเรามักจะหยิบงานวรรณกรรม โดยเฉพาะที่เป็นร้อยกรองทั้งไทยเทศมาอ่าน เพื่อขับกล่อมตัวเองให้หลับ แต่การอ่าน Hamlet เล่มนี้บางทีก็ยิ่งทำให้นอนไม่หลับยิ่งกว่าเดิม”



3. Ways of Seeing “มอง” ไม่ได้แปลว่า “เห็น”

ผู้เขียน : John Berger

ผู้แปล : รติพร ชัยปิยะพร

สำนักพิมพ์ : Sophia

“ดีใจมากที่หนังสือเล่มคลาสสิกเล่มนี้ได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาไทยในวาระที่ตีพิมพ์เล่มแรกเป็นเวลา 50 ปีพอดี เวลากึ่งศตวรรษการันตีคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ได้เพราะทุกวันนี้ยังวางขายอยู่ในร้านหนังสือทุกแห่งหนทั่วโลกหล้า พาดหัวในเวอร์ชันไทยที่ว่า ‘หลังสือที่ RM หัวหน้าวง BTS อ่าน จุดกระแสความสนใจในวงการศิลปะให้แฟนคลับทั่วโลก’ ก็ตอกย้ำความป๊อปและความอมตะของเนื้อหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์ศิลปะ , ประวัติศาตร์สังคม, จิตวิทยา, Visual Culture, Pop Culture และอื่นๆ อีกมากมาย”

MOST READ

Spotlights

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Spotlights

7 May 2020

‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19

มองอนาคตการศึกษาไทยในวันที่โรคระบาดเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนทุกคน ใน 101 Public forum “โรคใหม่ – โลกใหม่ – การเรียนรู้ใหม่ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19”

กองบรรณาธิการ

7 May 2020

Spotlights

14 Aug 2020

“ถ้าคุณรักสถาบันจริง อย่ามองว่าคนที่เห็นต่างจากคุณนั้นเลวร้าย” – สุลักษณ์ ศิวรักษ์

101 สนทนากับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิชาการอาวุโส ถึงข้อเรียกร้องเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของม็อบนักศึกษา

วจนา วรรลยางกูร

14 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save