ธิติ มีแต้ม เรื่องและภาพ

 

“…นักรบศรีวิชัยมีเป็นร้อยคน มีอยู่คนหนึ่ง เขาเอามือมาแตะที่เสื้อ ชี้ให้ผมดู ผมก็ถามว่านั่นคืออะไร เขาบอกว่าปืน ผมถามว่าเอาปืนมาทำไม เขาบอกว่าเอามาสู้ไงพี่ เผื่อโดนปิดล้อม ผมรู้สึกชื่นชมความกล้าหาญเขานะ แต่ถูกผิดอีกเรื่องหนึ่ง”

“การพูดว่าเราผิดพลาด มันมีราคาถูกกว่าการยืนอยู่บนหลังเสือที่ยังเชื่อว่าถูกต่อไป ทั้งๆ ที่ผิด…”

“ผมได้ถกเถียงกับตัวเองในคุก แล้วได้คำของ Nelson Mandela ที่ว่า เราจะต้องไม่ยอมทำสิ่งอยุติธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย จุดหมายอันสูงส่งไม่ควรเดินไปบนหนทางอันต่ำช้า”

“รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาพร้อมกับยุทธศาสตร์ชาติ มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาต่อต้านการเติบโตของประชาธิปไตย”

ทั้งหมดนี้คือส่วนเสี้ยวของความคิดที่กลั่นออกมาจาก ไผ่นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เอ็นจีโอภาคประชาชนสายบู๊ ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของตัวเองไว้ว่า เคยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อำนาจนอกระบบเติบโต ผ่านวีรกรรมในปี 2551 ด้วยการบุกเข้าไปปิดสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีทีในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก่อนจะถูกจับและมีคำพิพากษาศาลฏีกาให้จำคุก 6 เดือน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ถ้อยคำบอกเล่าของเขาเป็นไปอย่างเนิบช้าและแจ่มชัด ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงปรากฏการณ์ที่ล่วงผ่าน และยิ่งไม่ใช่การอวดอ้างสร้างภาพลักษณ์ใหม่

แม้เขาจะเคยไว้ผมยาวเสมอมา แต่นี่เป็นครั้งแรกในวัยฉกรรจ์ที่เขาไว้ผมสั้นรองทรงและหวีแสกข้างอย่างเรียบร้อย ผ่านการตกผลึกภายในที่นั่งคิดนอนคิดบนพื้นที่นอนในเรือนจำที่มีความกว้างเพียง 60 เซนติเมตรเท่านั้น

จากเด็กสุพรรณฯ ที่ร้องเพลงเลือดสุพรรณทุกสัปดาห์ในวัยเด็ก จนมีใจอยากเป็นทหารรับใช้ชาติ เข้ามาเติบโตในกรุงเทพฯ ผ่านรสชาติการเป็นเด็กอาชีวะ กระทั่งเข้าสู่โลกกิจกรรมทางสังคมด้วยการร่วมชุมนุมคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจน และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งในช่วงปลายสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เขาค่อยๆ ผันตัวจากเด็กชายสายชาตินิยม มาสะสมประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยแทนในฐานะรักษาการเลขาธิการ สนนท. กองเลขาธิการสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย..) และโฆษกสมัชชาคนจนช่วงปี 2540-2541 รวมถึงงานเอ็นจีโออีกหลายวาระ

อะไรคือแสงดาวแห่งศรัทธาในปัจจุบันที่คนอย่างเขากำลังค้นหาหลังได้รับอิสรภาพ ท่ามกลางคืนวันอันมืดมิด-ยาวนาน 

 

 

วีรกรรม

 

ถ้านับจุดสตาร์ทของวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่าเริ่มมาตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ถ้ามองจากคนที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คุณจดจำภาพการเมืองไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้วอย่างไร 

‘เอก’ ธนาธร ก็เคยตั้งคำถามสำคัญกับผมว่า ทำไมตอนนั้นพี่ถึงบุกเอ็นบีที หลังจากนั้นมาตั้งหลายปีก็มีความขัดแย้งกันอยู่ หลายคนยังไม่ค่อยโอเคกับความสัมพันธ์ แม้กระทั่งกับเพื่อนกันเอง เพื่อนผมซึ่งเพิ่งแต่งงานไปไม่นาน เป็นเพื่อนสนิทกัน เราทำกิจกรรมมาด้วยกัน ก็ยังมีระยะห่างกันเลย ผมไม่สามารถไปร่วมงานแต่งเพื่อนได้ ผมก็เศร้านะ ในแง่ความเป็นเพื่อนหรือเป็นมนุษย์ ผมไม่ไปโกรธใคร พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่คิดว่ามันจะขนาดนั้น หลายคนตั้งคำถามกับผมว่าทำไมเราถึงไปเข้าร่วม 

ผมมาสรุปบทเรียนของตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ ผมคิดว่าวันนั้นเราอยู่หน้างานกับพันธมิตรฯ เราไม่ได้ฟังคำเตือนหรือคำวิจารณ์ของเพื่อนมิตร แม้ว่าผมจะไม่ได้เข้าไปเป็นแกนนำที่มือถือไมค์ไฟส่องหน้า แต่ก็ทำหน้าที่ส่วนใหญ่ในบทบาทการเป็นคนประสานงาน 

ตอนนั้นเรามีความรู้สึกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็มีสิทธิ์ที่จะถูกโค่นล้มจากประชาชนได้ เพราะมันมีประเด็นเรื่องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การไม่ตอบสนองต่อปัญหาของภาคประชาชน และมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ด้วยซ้ำ เราคิดว่าเป็นโอกาสที่ภาคประชาชนจะมารวมตัวในการขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง เป็นโอกาสที่จะสร้างพื้นที่ของภาคประชาชน เพื่อให้ได้พูดบนเวทีพันธมิตรฯ ว่าพวกเขาต้องการอะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมเข้าไปประสานงานอะไรต่างๆ

ในบรรดาพี่น้องภาคประชาชน ก่อนขึ้นเวที เรามีการคุยเรื่องเงื่อนไขกันว่า จะไม่มีการชูเรื่องมาตรา 7 บนเวที และจะมีคณะทำงานร่วมกันและคัดสรรคนขึ้นเวที ตอนนั้นมีโฆษกพันธมิตรฯ ที่มาจากภาคประชาชนคือสุวิทย์ วัดหนู ส่วนของ ASTV คือสำราญ รอดเพชร

 

ตอนนั้นคุณทำอะไรอยู่ ก่อนเข้าไปร่วม

ตอนนั้นผมเป็นกองเลขาฯ ของสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน และทำงานกับกลุ่มเพื่อนประชาชน ส่วนกลุ่มที่ไปอยู่กับพวก ASTV ก็เป็นกลุ่มรัฐวิสาหกิจ กลุ่มแรงงานต่างๆ

พอเวทีมันเริ่มเดินหน้า ผมก็ทำหน้าที่เป็นคนคัดคนขึ้นเวที และดูเรื่องขบวน เวลาขบวนจะเคลื่อนไปไหน เราทำหน้าที่ประสาน ไม่ใช่การ์ดนะ นั่นเป็นส่วนของกลุ่มรัฐวิสาหกิจ เวลาแกนนำประชุม เรามีอีกประมาณกว่า 30 องค์กรที่จะทำหน้าที่คู่ขนานไปว่าจะรวบรวมคนและสร้างความร่วมมือกันยังไง

 

แต่ในข้อเท็จจริง มาตรา 7 กลับถูกเสนอ

พอเราตกลงกันว่าจะไม่ชูมาตรา 7 ผมก็เชื่อว่าขบวนพันธมิตรฯ น่าจะเป็นหมุดหมายในการผลักดันยุทธศาสตร์ของภาคประชาชนที่จะตรวจสอบภาครัฐ แต่สักพักไม่นานเราก็ผิดหวังรุนแรง มีการเสนอมาตรา 7 บนเวที คนปรบมือกันยาวนานมาก 

 

ตอนนั้นเอะใจบ้างไหมว่ามันจะยืดเยื้อและนำไปสู่การรัฐประหาร

คิดว่ามันน่าจะยืดเยื้อ แต่ปลายทางคงไม่นำไปสู่รัฐประหาร ผมยังเชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะสามารถควบคุมได้ ยังคิดว่าสามารถทำให้รัฐบาลทักษิณออกไปได้ด้วยวิถีทางปกติที่ไม่ใช่รัฐประหาร

ผมเติบโตมากับความคิดที่ไม่เอามาตรา 7 ตอนนั้นคำว่าคนเท่ากันยังไม่เกิด และรัฐประหารเราไม่เอาแน่ พอมีคนเสนอมาตรา 7 บนเวทีที่แยกมิสกวัน ผมเดินออกจากห้องหลังเวที จำได้ว่าปิดประตูแรงมาก ผมเดินออกมาคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คุ้นเคยกัน ก็รู้สึกว่ามันเหมือนตอนพฤษภาคม 2535 ที่มีการช่วงชิงการนำมวลชน บางคนบอกว่าให้ระวังหมากดีด คือเขาจะให้คุณออกไป ซึ่งจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ 

พอมีคนพูดแบบนี้ ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเรามีหน้าที่จัดคนขึ้นเวที เพราะการจัดคนขึ้นไปพูด มันมาจากที่เคยทำโพลล์สอบถามคนมาร่วมชุมนุมว่ามาเพราะอะไร และพบว่าคนที่มาเขาสนใจเรื่อง FTA, แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และคอร์รัปชั่น ผมเลยคิดว่าจะต้องอยู่ต่อ ต้องรับผิดชอบมวลชน แต่ก็เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว 

ผมเข้าใจว่าคนที่เข้ามาร่วมชุมนุมกลุ่มแรกๆ คือพี่น้องสลัมสี่ภาค พี่น้องต่างจังหวัดที่เราทำงานด้วยตลอด แต่พอเป็นการชุมนุมใหญ่ ไอ้ภาพความเป็นเครือข่ายก็ถูกเบียดแทรกด้วยความเป็นชนชั้นกลาง 

แม้แต่หลังเวทีก็มีชนชั้นอยู่ ถ้าเป็นสายฝั่งภาคประชาชน ช่วง prime time มันจะไม่ค่อยถูกจัดให้คนในเครือข่ายขึ้นไปพูด ผมต้องหาจังหวะแทรกตลอดเพื่อให้ได้เนื้อได้ประเด็น บางทีเครือข่ายประชาชนได้เวลาพูดตอนตีหนึ่งตีสอง 

 

พอเกมเปลี่ยน ในบรรดาภาคประชาชนได้คุยกันไหมว่าจะเอาไงต่อ

หลังจากนั้นวันสองวันมีการประชุมเครือข่ายเอ็นจีโอ ผมยังพูดว่าทำแบบนี้ไม่ได้ พยายามจะไปคุยกับฝั่ง ASTV แต่ตอนหลังเขาก็ชัดเจนว่าผลักดันเต็มที่ จากวันนั้นคนก็โทรเข้ามาสดุดีแนวคิดนี้มาก และในที่สุดก็เกิดรัฐประหาร 

ตอนนั้นช็อกไประยะหนึ่ง หลังจากนั้นค่อยๆ ปะติดปะต่อเหตุการณ์ หลายคนก็พูดทำนองว่าบางส่วนคงรู้ว่าจะมีรัฐประหาร สำหรับผมคือไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะเกิดขึ้น

พอรัฐประหารเสร็จ ผมจำได้ว่างานรำลึก 14 ตุลาฯ ปี 2549 ผมไปร่วมงานที่ธรรมศาสตร์ พวกคนเดือนตุลาก็แสดงความรังเกียจว่ามาทำไม พวกสายล่อฟ้ารัฐประหาร ผมก็พยายามอธิบายว่าผมไปอยู่กับพันธมิตรฯ แต่ผมไม่ต้องการรัฐประหาร ถึงไม่มีรัฐประหาร ทักษิณก็ต้องถูกขับออกไปด้วยกระบวนการสักอย่างอยู่ดี แต่ไม่มีใครฟัง หลังจากนั้นมีงานวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ผมไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ยังถูกถามว่ามาทำไม

 

ผ่านรัฐประหาร 49 มาถึงปี 51 พันธมิตรฯ เคลื่อนไหวใหญ่อีกรอบ ในใจคิดอะไรถึงเข้าไปร่วมอีกรอบ

ตอนนั้นเราเริ่มสรุปบทเรียน แต่ไม่สะเด็ดน้ำ ผมคิดว่ามันคงไม่เกี่ยวข้องกับรัฐประหารแล้ว อาจเป็นเพราะว่าเห็นเพื่อนไปเลยรู้สึกว่าต้องไปช่วยหน่อย

ปี 51 ก่อนจะเข้าไปแล้วโดนจับที่เอ็นบีที ผมเข้าไปก่อน 7 วัน ช่วงที่เข้าไปมันมีสถานการณ์ เราก็ไปช่วยวางแผนว่าใครน่าจะอยู่ตรงไหน มีการคุยว่ารัฐวิสาหกิจน่าจะไปที่เอ็นบีที เพราะเป็นจุดเสี่ยง ปรากฏว่ารัฐวิสากิจไม่ไป พวกนักรบศรีวิชัยก็ออกหน้าแทน ซึ่งผมไม่ได้รู้จักด้วยเลย

 

เห็นเพื่อนไปแล้วรู้สึกว่าต้องเข้าไปมีส่วนร่วม

ใช่, ตอนแรกที่พรรคพวกจะเข้าไปกัน ผมยังเป็นคนบอกว่าถ้าถอดปลั๊กแล้วก็อย่าเสียบอีก เป็นคนค้านด้วยซ้ำ จนเข้าไปแล้วก็โดนจับ

ก่อนหน้านั้นที่ออฟฟิศผมไม่มีเงิน ผมก็เอาเสื้อเช เกวารา ไปขาย พอตอนหลังมีคนใส่เสื้อเชขึ้นเวทีเยอะ ก็มีป้ายมาติดว่าห้ามใส่เสื้อเชขึ้น ผมเข้าใจว่าในการชุมนุมมันมีทั้งเพลงป่า เพลงปฏิวัติ และการสดุดีสถาบันฯ อยู่บนเวที  เขาก็ห้าม 

 

แล้วทำไมพาตัวเองเข้าไปบุกเอ็นบีที

วันนั้นมีการรวมตัวกันตรงสี่แยกดินแดง คนที่ผมรู้จักที่ไปด้วยมีอยู่ 4 คนเอง แต่นักรบศรีวิชัยมีเป็นร้อยคน มีอยู่คนหนึ่ง เขาเอามือมาแตะที่เสื้อชี้ให้ผมดู ผมก็ถามว่านั่นคืออะไร เขาบอกว่าปืน ผมถามว่าเอาปืนมาทำไม เขาบอกว่าเอามาสู้ไงพี่ เผื่อโดนปิดล้อม ผมรู้สึกชื่นชมความกล้าหาญเขานะ แต่ผมไม่เห็นด้วยที่เอาอาวุธไป เขาไม่เข้าใจว่าการชุมนุมที่มีอาวุธจะขาดความชอบธรรม ผิดทั้งกฏหมายและจะพ่ายแพ้ในทางการเมือง

พอไปถึงข้างหน้าเอ็นบีที ก็มีกลุ่มคนดันกำแพงรั้วด้านหน้าเข้าไปแล้ว ผมคิดว่าวันนี้ต้องแย่แน่ ผมเลยเข้าไปในอาคาร ตะโกนไปสามเรื่อง คือ ไม่ทำลายสถานที่ราชการ ไม่ทำร้ายเจ้าหน้าที่เอ็นบีที ไม่ทำร้ายตำรวจ

พอเราเข้าไปเสร็จ สักพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาในอาคาร ผมคิดแบบที่ผ่านมาคือ ถ้าเราถูกกระทำหรือโดนจับ เราจะชนะ นั่นคือวิธีที่ผมประเมินดูว่าเราต้องยอมเสี่ยง มันจะทำให้ข่าวดังขึ้น ผมคิดว่าโดนจับก็โดนจับ ไม่ต้องต่อสู้ คงทำให้เกิดแรงกระเพื่อม แต่ภาพที่ออกมาก็มีการตะคอกใส่กันบ้าง และมีการทุบกระจกที่ชั้นสาม แล้วผมก็เดินออกมามอบตัว ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องขัดขืนการจับกุมหรือการต่อสู้กับเจาหน้าที่

 

ถ้าไม่ยอมให้ตำรวจจับจะเป็นอย่างไร

ผมคิดว่าเละ สถานการณ์เลวร้ายแน่ น่าจะหลายศพ พอผมขึ้นรถคุมตัวผู้ต้องขังออกมา สรยุทธ สุทัศนะจินดาก็โทรมาสัมภาษณ์ ผมบอกว่าผมต้องการให้โทรทัศน์เอ็นบีทีเป็นของประชาชน แค่นั้น แล้วก็ตัดสายไป  

เวลาผมเคลื่อนขบวนมวลชน ผมไม่คิดจะปะทะแบบให้ถึงชีวิต แต่การเผชิญหน้า การดันกัน เป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย  แต่วันนั้นผมไม่อยากเสี่ยง ผมเลือกเดินไปมอบตัว เราโดนควบคุมตัวอยู่ 14 วัน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ จากนั้นก็มาชุมนุมแบบเหมือนไปเที่ยวอยู่บ้าง และไม่เคยเจอคุณสนธิอีกเลยตั้งแต่วันนั้น

คุกสมัยนั้นยังดูอ่านหนังสือพิมพ์ได้ วันที่ผมออกมาจากเรือนจำ มีคนโทรมาหาบอกผมว่าคนที่ประกาศว่าคนพวกนี้เป็นพันธมิตรฯ ควรได้รับการปล่อยตัว คือจำลอง ศรีเมือง แต่คนอื่นที่เป็นแกนนำ กลับบอกว่าผมไม่ใช่พันธมิตรฯ เขาคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องภาพความรุนแรง ภาพอาวุธที่ออกสื่อไป แม้แต่หัวหน้าการ์ดศรีวิชัยยังบอกว่าพวกนี้ไม่ใช่นักรบศรีวิชัย ผมก็ตลกดี

 

 

คำสารภาพ

 

ผ่านเหตุการณ์นั้นมา ผ่านวิกฤตการเมืองมา อะไรทำให้คุณตัดสินใจสรุปกับตัวเองและเคยโพสต์เฟซบุ๊กว่าการปฏิบัติการของผมผิดพลาด และมีส่วนทำให้เกิดการผลิตซ้ำทำให้อำนาจนอกระบบเติบโตขึ้น

พอเพื่อนทักท้วง ผมเลยมองว่าผมไม่ได้มองปลายทาง พอมีเวลามาย้อนดูปลายทาง ผมรู้สึกว่าเราต้องมาสรุปทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาสำหรับภาคประชาชนด้วย หลังจากปี 51 เราก็เริ่มมานั่งสรุปบทเรียนกันว่าจริงๆ แล้วดอกผลการต่อสู้มันไปขึ้นต่อพวกทำรัฐประหารทั้งหมดเลย 

 

คุณรู้สึกว่าการสรุปบทเรียนเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา ใช้เวลานานไปไหม ถ้าพิจารณาตั้งแต่พฤษภาคม 2535

ถือว่าผิดพลาดไป ผมไม่รู้หรอกว่าปลายทางจะเป็นแบบนี้ การสรุปบทเรียนทำให้เราเห็นว่าปลายทางมันเป็นแบบนี้ โดยความรู้สึกผม ผมไม่เคยอยากให้เกิดรัฐประหาร แม้ผมจะมีส่วนที่ทำให้มันเติบโตมา ตอนที่ กปปส. ออกมาเคลื่อนไหว มีการร้องขอสภาพระราชทาน ผมเคยบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ประชาชนควรถอนตัวจากการต่อสู้แบบนี้ 

ผมคิดว่าพื้นฐานการทำกิจกรรมนักศึกษาที่แทบจะท่องได้ตลอดมา คือ ประชาธิปไตย ประชาชนที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน อันนี้เป็นแนวคิดที่ผมได้จากอาจารย์เกษียร เตชะพีระ 

เรามองรัฐบาลเลือกตั้งจากหลักการที่ว่ารัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องมีการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเข้มข้นด้วย ต้องมีกลไกการตรวจสอบ ประชาธิปไตยต้องเป็นอิสระจากรัฐ อันมีนัยถึงระบบราชการ ที่มีกองทัพและเทคโนแครตเป็นตัวแสดงหลัก ส่วนการเป็นอิสระจากทุนนั้น มีพรรคการเมือง นักการเมืองเป็นตัวแสดงหลัก ฉะนั้นเราต้องสร้างขบวนการประชาชนที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน

การที่ได้เข้าคุกแล้วออกมา สิ่งที่ผมโล่งใจคือผมได้ยุติบทบาทการเป็นพันธมิตรเสียที การได้ติดคุกให้คดีมันสิ้นสุดก็เหมือนเราได้ชดใช้การกระทำที่เราทำไป และถึงที่สุดเราก็ต้องเคารพต่อกฎหมายกับนิติรัฐที่มีอยู่

ผมนั่งวนเวียนคิดว่าจะต้องสรุปบทเรียนอะไร ต้องบอกอะไรกับผู้คน และการที่ผมสารภาพผิดแล้วคนอื่นไม่สารภาพ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะต่ำช้า เราควรทำความเข้าใจเขา

 

ท่ามกลางความเกลียดชัง แม้แต่หน้ายังไม่มองกัน คุณเองก็เคยถูกรังเกียจ จะทำความเข้าใจอย่างไรดี

ปี 53 ผมมีความรู้สึกอยากไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงอยู่ แต่ก็คิดว่าถ้าไปคงโดนตีนแน่ๆ ผมรู้สึกเจ็บปวดหลังจากรัฐประหาร 49 เป็นต้นมา เหมือนถูกแรงเหวี่ยง ยิ่งแรงเหวี่ยงซ้ำปี 51 ยิ่งทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปร่วมกับคนเสื้อแดง

ช่วงปี 5-6 ปีมานี้ สังคมไทยมาไกลขนาดที่ว่า ผู้คนพร้อมยินดีกับความตายของคนอื่น พร้อมที่จะสมน้ำหน้ากับเส้นโลหิตในสมองแตก อย่างกรณีคุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผมคิดว่าเราต้องเริ่มตระหนักจากตัวเอง แล้วค่อยๆ ทำให้มันเห็นว่า หลายเรื่องที่เรารู้สึกไม่เห็นด้วย เราควรพูด แต่ไม่ควรใช้ Hate Speech ไม่ต้องไปเหยียดหยามกัน

เช่นการอ้างคุณธรรมคุณงามความดี แล้วออกมากราดชี้ว่าฝ่ายหนึ่งดี แล้วตีตราอีกฝ่ายหนึ่งเลว ผมก็ไม่เข้าใจว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ซึ่งไม่ได้เป็นอยู่กับฝ่ายเดียว เป็นกันทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นผมคิดว่าไม่ต้องโลกสวยขนาดว่าให้ทุกฝ่ายมาจูบปากจับมือกันหรอก แต่เราต้องมีการสรุปบทเรียนว่าปัญหาคืออะไรกันแน่ ปรากฏการณ์ต่างๆไม่ได้มีเพียงขาวจัดกับดำจัด อาจไม่ได้มีเพียงสองทางเลือกแต่สิ่งสำคัญที่เป็นหลักการพื้นฐานคือประชาธิปไตยซึ่งเป็นบรรทัดฐานของคนเกือบทั้งโลก แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ที่สุดในการเข้าถึงความยุติธรรม แต่ถ้าสุดโต่งบอกว่าไม่เอาประชาธิปไตยแล้วเราจะอยู่กันได้ยังไง ผมคิดว่ามันจำเป็นมากที่จะต้องมีเวทีให้คนได้แลกเปลี่ยนกัน ให้ความปรองดองเกิดได้จริง

 

ถ้ามองย้อนอดีต จนถึงวินาทีนี้ หากเราเห็นร่วมกันว่า รัฐประหารมักเกิดขึ้นทุกครั้งที่ภาคประชาชนมีใจโน้มเอนไปทางอำนาจนอกระบบ คุณคิดว่าเส้นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนควรอยู่ตรงไหน 

ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องความเชื่อของแต่ละคน ภาคประชาชนบางส่วนมองเรื่องยุทธศาสตร์การประสานรัฐ มองรัฐเป็นภาคีร่วมในการทำงานการขับเคลื่อนร่วมกัน บางส่วนของปีกประสานรัฐมองถึงการเป็นกลไกภาครัฐไปเลย ซึ่งอาจต้องพิจารณากันว่าเป็นกลไกในระดับไหน ภาคประชาชนอีกส่วนหนึ่งวางยุทธศาสตร์ในการตรวจสอบภาครัฐ ทำงานคู่ขนานกับภาครัฐภาคประชาชนบางส่วนกำลังคิดค้นเรื่องพรรคการเมืองของประชาชน เป็นการช่วงชิงส่วนแบ่งพื้นที่สาธารณะ ส่วนแบ่งอำนาจรัฐ ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ภาคประชาชนอีกส่วนยังมองในแบบหันหลังให้กับรัฐ เน้นการสร้างพื้นที่ต้นแบบเฉพาะจุด

ยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาจึงเกี่ยวข้องกับความเชื่อของแต่ละคนว่าเขามีจินตภาพไปในทิศทางไหน มันมีเส้นความเชื่อของแต่ละคน สำหรับผม ไม่ได้ให้ความสำคัญในการประสานรัฐ แม้ว่าในภายหลังมองถึงความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น เนื่องจากการรณรงค์ขับเคลื่อนนโยบาย ต้องมีการปะทะสังสรรค์กับผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับข้อเสนอ และเมื่อกฎหมายออกมาแล้ว จะได้นำสู่การบังคับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม เส้นความเชื่อเมื่อถูกขีดจากเส้นต่ำสุดที่วิถีประชาธิปไตย ผมจึงไม่สามารถเข้าไปร่วมได้ในกรณีตำแหน่งอันเกิดจากส้มหล่นจากรัฐประหาร หรือการนำเสนอกฎหมายในช่วงสภานิติบัญญัติที่ถูกตั้งขึ้นจากคณะรัฐประหาร เพราะมันไม่สามารถเชื่อได้เลยว่าอัศวินม้าขาวจะแก้ปัญหาให้เรา

ขบวนการภาคประชาชนทำงานกันในลักษณะเครือข่าย ไม่สามารถสั่งการบุคคลใดหรือเครือข่ายใดได้อยู่แล้ว ฉะนั้นแม้จะสรุปบทเรียนหรือพูดคุยกันจนได้ข้อสรุปว่า การรัฐประหารไม่ใช่หน้าต่างของโอกาส แต่มันเป็นคือประตูที่ปิดตาย ไม่ควรเสนอกฎหมายในช่วงนี้ หรือเข้าไปเป็นคณะกรรมการของภาครัฐ รวมทั้งประชารัฐ ซึ่งเป็นนิยายที่แต่งขึ้นและตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ในเรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ที่แม้มีข้อสรุป มีการถอดสมการแล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกแก้ เพราะภาคประชาชนบางส่วนไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหา

 

แปลว่าบทเรียนจากการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา ไม่เคยถือเป็นบทเรียนจริงๆ เพราะทุกคนมีอิสระกันหมด

มันมีข้อสรุป แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องปัจเจกมาก ผมมองว่านักกิจกรรมทางสังคมต้องมองหาคุณค่าร่วมกัน เช่นเรื่องที่จะต้องขับเคลื่อนสังคมหรือประเด็นปลีกย่อยบางอย่าง ตัวคุณค่าร่วมมันจะบอกถึงเส้นของเราว่าต่ำกว่าแค่ไหนถึงไม่ได้ คุณค่าร่วมพวกนี้บางเรื่องมันเหมือนอยู่ในการทำงาน เพียงแต่ไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดเป็นเรื่องเป็นเรื่องเป็นราว เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ผมมองว่ายังไม่มีการมองคุณค่าร่วมเหล่านี้ 

สำหรับนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ผมก็มองว่าเขาแสดงตัวชัดเจนว่าไม่เอารัฐประหาร แต่พอเครือข่ายภาคประชาชนไม่ได้ถูกสร้างคุณค่าร่วมกันขึ้นมาในแบบที่ต้องยึดถือคุณค่าเหมือนกัน มันจึงยากเมื่อถึงสถานการณ์คับขัน 

จริงๆ แนวทางการทำงานของผมไม่ใช่การประสานรัฐ ยกเว้นเรื่องการทำงานพรรค ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่เพื่อนหลายคนพูดว่าเป็นการทดลองเข้าไปทำงานให้รัฐ

 

เป็นเรื่องของวัยด้วยไหม ถ้ามองแบบเผื่อใจว่า คนเราพอถึงเวลาหนึ่งก็เปลี่ยนขั้วไป เปลี่ยนความคิดได้เป็นเรื่องปกติ 

ผมยังอยู่ในแนวคิดที่ว่าใครจะเลือกหรือเชื่อยังไงก็ว่ากันไป แต่เราก็ต้องอธิบายว่าเราไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยอย่างไร ถึงที่สุดผมก็เคารพในสิ่งที่แต่ละคนเป็น

แต่สำหรับผม ถ้ามันต่ำกว่าเส้นประชาธิปไตย ผมคงต้องคุยกับเขามากๆ หน่อย ต้องมองหามาตรการทางสังคมที่จะไปกดดันหรือแลกเปลี่ยนกับเขา มากกว่าเป็นการประณามหยามเหยียด

ส่วนจะกลับมาเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกได้ไหม ผมไม่แน่ใจ ผมคิดว่าการพูดว่าเราผิดพลาดมันมีราคาถูกกว่าการยืนอยู่บนหลังเสือที่ยังเชื่อว่าถูกต่อไป ทั้งๆ ที่ปลายทางชัดเจนแล้วว่าเป็นความเสียหายและถือเป็นความผิดพลาด

เพื่อนของผมเขาจะให้อภัยผมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมตระหนักถึงมิตรภาพมาก การยอมรับความผิดพลาดมันไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงแต่เราอาจต้องก้าวข้ามสิ่งที่เราคิดว่าเป็นศักดิ์ศรีตัวเราเท่านั้น

บางทีการที่เรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร แล้วยอมรับความไม่รู้นั้น มันช่วยเปลี่ยนเราด้วยซ้ำ เรือนจำมันสอนให้เราเห็นเส้นแบ่งระหว่างการปลงตกกับยอมจำนน

ในเรือนจำมีข้อความเขียนไว้เลย “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” โลกในเรือนจำต้องใช้หลายกฎ ทั้งระบบอุปถัมภ์ ระบบนักเลง ที่คนมักบอกกันว่า ถ้าคุณอยากเรียนรู้ก้นบึ้งของสังคมประเทศใด ให้ไปอยู่เรือนจำประเทศนั้น ผมว่าจริงที่สุด

 

 

ความหวังและความห่วงใย

 

6 เดือนในเรือนจำเปลี่ยนคุณไปอย่างไร ได้คุยกับนักโทษการเมืองบ้างไหม 

เปลี่ยนมาก ผมได้เจอพี่สมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เจอพี่ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์  พี่ตู่กับผมเป็นนักกิจกรรมด้วยกัน แกเป็นรุ่นพี่ผมที่รามคำแหง ผมเป็นรักษาการสนนท. ช่วงปี 36-37 ผมไม่เคยมีความโกรธเคืองกันกับพี่ตู่

วันแรกที่เข้าไป ก็คุยกันทั้งพี่ตู่กับพี่สมยศ พี่สมยศแนะนำว่าให้ออกกำลังกายกับอ่านหนังสือธรรมะ คิดซะว่าเหมือนมาเที่ยว 6 เดือน 

ผมมีพื้นที่กว้างประมาณ 55-60 เซนติเมตร ผมต้องนอนและนั่งในพื้นที่นั้น 15 ชั่วโมงต่อวัน ผมได้ผ้าห่มมาสามผืน ผืนหนึ่งปูรองนอน ผืนหนึ่งเอาไว้ห่ม อีกผืนเอาไว้หนุนหัว

อยู่ข้างนอกผมคิดถึงการยึดอำนาจรัฐ แต่ในเรือนจำเมื่อมีคนเข้าออก เราต้องถกกันว่าเราจะปูผ้าห่มกว้างลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เซนติเมตร

ผมยังนั่งคิดเล่นๆ เลยว่าไอ้ผ้าสามผืนนั้นถ้าเปรียบเป็นอำนาจรัฐ แต่ละผืนจะเป็นฝ่ายไหน บริหาร ตุลาการ หรือนิติบัญญัติ (หัวเราะ)

ชีวิตในเรือนจำจะช้าๆ มันตรงกันข้ามกับชีวิตนอกเรือนจำ ข้างนอกเราอยู่กับความเร็ว แต่ไม่ได้อยู่กับตัวเอง เวลาอยู่ข้างนอก การทำงานมันเร่งรีบ เรามองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ส่วนคนอื่นเป็นสิ่งแวดล้อม เอาเข้าจริงแล้วเหมือนมีอิสรภาพ แต่หัวใจมันปิดแคบกว่าตอนที่เราถูกจองจำ ตอนที่เราไม่มีอิสรภาพเราได้อยู่กับตนเอง ชนะหรือแพ้ ตัวเราคือตรงไหน ความต่ำต้อยของเราคืออะไร ถ้าเราพบและยอมรับ ก็คือการยอมรับความผิดพลาด ผมพบว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา เราต่างหากที่หมุนรอบโลก

ข้างในเราเปิดกว้างขึ้น เราได้เรียนรู้ว่าเราผิดพลาด เรากระจอก นี่คือสิ่งที่ผมได้จากการอ่านหนังสือ ผมอ่านไป 30 กว่าเล่มในช่วง 6 เดือน ตอนเข้าไปผมน้ำหนัก 82 กก. ตอนออกมาเหลือ 67 กก. ผมออกกำลังกายเป็นประจำ และผมก็เห็นด้วยกับพี่ตู่ ที่บอกว่าพวกเราหนีไม่พ้นเรื่องสังขาร

 

ใน 30 กว่าเล่ม คุณอ่านเล่มไหนแล้วรู้สึกดีมากๆ บ้าง

หนังสือที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าได้เยียวยาจิตใจ กลายเป็นหนังสืออาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผมเคยแต่อ่านหนังสือแนวโครงสร้างการเมือง ไม่เคยอ่านแนวจิตวิญญาณ ผมขอให้ภรรยาเอาหนังสืออาจารย์เสกเข้ามาให้ ก่อนออกมาผมเอาหนังสือนั้นให้น้องคนหนึ่งที่โดนคดี 112 ไป 

หนังสืออาจารย์เสกเหมือนทำให้ผมได้ฟื้นตัวตนของเรา ผมได้เขียนถึงภรรยาและลูก ผมได้เห็นว่าเราเป็นคนหนุ่มของวัยชราแล้ว ซึ่งเป็นคำที่อยู่ในหนังสือของอาจารย์เสก บางครั้งเรากลายเป็นคนแปลกหน้าของครอบครัว เพราะเราจัดความสมดุลของความสัมพันธ์ได้ไม่ดี

ผมนั่งจดข้อความจากหนังสือไว้ในสมุดตัวเอง ทดลองเขียนหนังสือแบบเล่าเรื่อง แค่การอธิบายห้องขังยังเป็นเรื่องยาก เมื่อก่อนผมเขียนแต่แถลงการณ์ (หัวเราะ) 

ก่อนออกมา เพื่อนนักโทษก็เขียนจดหมายให้ บางคนก็ฝากให้ผมช่วยตามพ่อของเขา ผมอยู่แดน 8 ห้อง 14 มีเด็กช่างกลสองคนคดีร่วมกันฆ่า กำลังจะได้อภัยโทษ มีทั้งพวกปล้นชิงทรัพย์ ค้ามนุษย์ บางคนก็ผิดซ้ำ แดน 8 เหมือนเป็นแดนหัวกะทิ

คนนอนข้างขวาผมเขาเป็น นปช. อยู่มา 4 ปีแล้ว โดนคดีขัดคำสั่ง คสช. กับครอบครองวัตถุระเบิด เขาบอกได้ยินคนคุยกันว่าผมเป็นพวกเสื้อเหลืองกลับใจ เราคุยหลายเรื่อง ผมก็บอกเขาว่าผมแดงมาก่อนจะมีเหลืองแดงอีก

 

นอกจากการติดคุกจะทำให้รู้ว่าสามารถยุติบทบาทการเป็นพันธมิตรได้ คุณได้ข้อสรุปอะไรอีกไหม

ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าสังคมนิยมอยู่ในขั้นที่สูงกว่าประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ถ้าดูบริบท มันแทบเป็นไปไม่ได้ ผมสรุปได้ว่าต่ำที่สุดของเราต้องมีประชาธิปไตย ห้ามต่ำกว่านี้เลย 

ก่อนหน้านี้เราไม่เอารัฐประหารก็จริง แต่เรามองข้ามการเมืองมวลชนที่ไปทำลายระบบนิติรัฐ ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าเราต้องมีประชาธิปไตย และกระบวนการเพื่อให้ได้มาก็ต้องเป็นประชาธิปไตย

ผมได้ถกเถียงกับตัวเองในคุก ได้บทสรุปชีวิตการเดินทางและการทำงานแบบย่นย่อที่สุด ผมได้จากการอ่านหนังสือของ เนลสัน แมนเดลา ที่ว่า “เราจะต้องไม่ยอมทำสิ่งอยุติธรรมทำเพื่อบรรลุเป้าหมายในการยุติความอยุติธรรม จุดหมายอันสูงส่งไม่ควรเดินไปบนหนทางอันต่ำช้า” จริงๆ ผมไม่ชอบคำว่าต่ำช้า ประโยคนี้มาจากเรื่อง Mandela’s Way ผมชอบคำว่า เราต้องไม่ยอมทำในสิ่งอยุติธรรม ดังนั้นกระบวนการที่เราทำก็ต้องเป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย

จะให้เผด็จการมาสร้างให้ เราต้องไม่ยินยอม หากกระบวนการมันเกิดจากการละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้คน มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว

 

พอตกผลึกแบบนี้แล้วมองไปข้างหน้า พอจะเห็นความเป็นไปได้ที่สังคมจะตกผลึกร่วมกันไหม

ผมเป็นห่วงพวกน้องๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวแล้วมีคดีติดตัวกันคนละ 7-8 คดี มันคือการเหวี่ยงผู้คนออกจากการนำพาสังคมไปสู่การพัฒนาและประชาธิปไตย ผมคิดว่าโจทย์สำคัญของผู้คนทั่วไปคือความต้องการเห็นสังคมพัฒนาใช่หรือไม่ส่วนโจทย์ต่อมาคือการรัฐประหารจะทำให้สังคมพัฒนาอย่างยั่งยืนและประชาชนมีส่วนร่วมได้หรือไม่

ผมกังวลว่าถ้าเราเอาประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตั้งก่อน มันจะเป็นการปิดกั้นและคัดคนออกไปเรื่อยๆ แต่ประเด็นคือโจทย์ของบ้านเมืองมันไม่ใช่เรื่องเฉพาะของชนชั้นนำ

เรื่องแรก การปฏิรูประบบราชการ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินอันนี้เราขีดเส้นได้ว่ามีคนเห็นด้วยหรือไม่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน ผมว่าน่าจะเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่

เรื่องที่สอง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การกระจายการจัดสรรทรัพยากรการกระจายวัฒนธรรมการเรียนรู้ทางการเมืองไปสู่ผู้คน แน่นอนว่าการเมืองท้องถิ่นเป็นการขยายอิทธิพลของนักเลือกตั้ง แต่คนได้เรียนรู้ ได้ปรับตัว

เรื่องที่สาม เราหนีไม่พ้นการสร้างความตื่นตัวของพลเมือง สร้างเครือข่ายประชาชนและประชาธิปไตยที่เข้มแข็งให้มากขึ้น ผ่านประชาธิปไตยทางตรง มันต้องมีพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้อำนาจของตนเองได้มากกว่าที่เป็นอยู่

เราต้องทำการเมืองให้เป็นของประชาชน ไม่ให้การเมืองผูกขาดแค่การเมืองของนักการเมือง นักการเมืองเมื่อได้รับการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมเพราะผ่านฉันทมติจากประชาชน การเลือกตั้งทำให้พื้นที่เสรีภาพมันมากขึ้นแต่ขณะเดียวกัน นักการเมืองไม่ได้ทำให้พื้นที่ความสัมพันธ์ทางอำนาจของรัฐราชการลดลง หรือไม่เพิ่มบทบาทของท้องถิ่นเลย กลายเป็นว่านักการเมืองยินดีปรีดากับการอยู่ในโครงสร้างอำนาจของรัฐราชการปรากฏการณ์หลายครั้งนักการเมืองกลับมาเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

แต่ขณะเดียวกัน นักการเมืองไม่ได้ทำให้พื้นที่ความสัมพันธ์ทางอำนาจของรัฐราชการลดลง หรือไปเพิ่มบทบาทของท้องถิ่นเลย กลายเป็นว่านักการเมืองที่เก็บเกี่ยวอำนาจกลับมาเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน เพราะเขาไปยินดีปรีดากับการอยู่ในโครงสร้างอำนาจของรัฐราชการ 

การที่นักการเมืองจะมีบทบาทในแบบเดิมทำแบบเดิมนั้น มันไม่เพียงพอแล้ว นักการเมืองต้องเข้าไปจัดลำดับความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ให้ยึดโยงกับประชาชนไม่เช่นนั้นนักการเมืองก็จะเป็นองค์อุปถัมภ์ภายใต้การอ้างถึงระบอบประชาธิปไตย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาการที่ประชาชนส่วนหนึ่งเสื่อมศรัทธาในบทบาทของนักการเมือง จึงสนับสนุนการรัฐประหารและบทบาทของกองทัพ

 

มากกว่านั้นยังอาจต้องกังวลไหมว่า จะมีคนไม่น้อยที่เบื่อนักการเมือง และอาจได้รับการเทคแคร์อย่างดีจากคณะรัฐประหาร

ใช่ ตอนสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เครือข่ายองค์กรแรงงานยื่นร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับบูรณาการแรงงาน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมลงลายมือชื่อ 14,000 คนเศษๆ ที่รัฐสภา แต่ไม่ได้รับการให้ความสำคัญ ในทางกลับกันร่างกฎหมายของขบวนการแรงงานที่ยื่นไม่ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมรัฐสภาฯ และถูกสส.เย้ยหยันว่า สส.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย 15 คน แสดงว่ามาจากประชาชนหลายแสนคน แต่ร่างกฎหมายที่ยื่นมาเพียงหมื่นคนเศษ กระทั่งปี 2558 เกิดการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติประกันสังคม มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์มากขึ้น และกำหนดให้บอร์ดกรรมการประกันสังคมมาจากการเลือกตั้ง แม้ว่าจะไม่ได้ทุกอย่างที่เราเรียกร้อง แต่ก็มีการพัฒนาขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่สามารถเลือกตั้งได้ เนื่องจาก มาตรา 44 ระบุว่ายังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการ

กรณีแบบนี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆ ทำให้มีผู้คนจำนวนหนึ่งหรือบางเครือข่ายมองการรัฐประหารเป็นหน้าต่างของโอกาส แต่สำหรับผมมันคือหน้าต่างที่ปิดตาย เพราะเรื่องสำคัญคือคุณได้ในสิ่งที่คุณเรียกร้องเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด แต่สังคมทั้งหมดถูกยึดเป็นตัวประกัน ผู้คนจำนวนมากถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ถูกกดทับไว้ ผมจึงย้ำว่าเราต้องขีดเส้นประชาธิปไตยไว้เป็นมาตรฐานต่ำสุดที่สังคมต้องมี

เราคงเห็นว่าปัญหาของพี่น้องเครือข่ายประชาชนเป็นหนังยาว ต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมายอาทิ นโยบายป่าไม้ที่ดินสิทธิที่ทำกิน โครงการพัฒนาของรัฐ เช่น การสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้าสิทธิแรงงาน ฯลฯ การที่พี่น้องเครือข่ายต่อสู้กันมายาวนานกับนักการเมืองในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายสมัย จึงรู้สึกสิ้นหวังต่อระบบการเมืองนักการเมือง

ในทางกลับกันเมื่อมีการรัฐประหาร ปัญหาบางเรื่อง บางประเด็น ได้รับการแก้ไข หรือกฎหมายบางฉบับผ่านการพิจารณาในช่วงนี้ จนเป็นเหตุให้สนับสนุนรัฐบาลใดก็ได้รวมทั้งรัฐบาลรัฐประหารซึ่งจริงๆ แล้ว เราต้องคิดว่า แม้เราจะได้รับการปัดเป่าทุกข์ในปัญหาย่อยแต่สังคมส่วนใหญ่ไม่ได้รับสังคมทั้งสังคมเสียหาย มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพ การจับกุมคุมขังคนเห็นต่างก็ต้องถือว่าเรายังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ดังนั้นแล้ว การรัฐประหารเปรียบเสมือนการปล้นไปเป็นวา คืนมาแค่ศอก

ถึงที่สุดแล้ว เราต้องตั้งคำถามว่า สังคมต้องการรัฐบาลอำนาจนิยม ระบอบ คสช. แบบนี้หรือรัฐบาลที่มีเจตนาให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าถูกบอนไซให้เล็กลงๆ แต่จัด priority ภาครัฐไว้ที่เรือดำน้ำ รถถัง อาวุธของกองทัพ ในขณะที่กลไกรัฐขาดกลไกการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น นี่คือสิ่งที่ผู้คนร่วมกันต่อสู้จนบาดเจ็บล้มตายไปต้องการจริงๆ หรือเราเห็นความตายของผู้คนในแต่ละเสื้อสีด้วยหรือเปล่า เราต้องถามทุกฝ่าย เราต้องบอกกับนักการเมืองว่าเราต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่ยัง “อยู่เป็น” กับระบบราชการ และเราไม่ต้องการระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา

 

นอกจากการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐและการติดคุก ความท้าทายในการต่อสู้ของภาคประชาชนทุกวันนี้คืออะไร เหลือทางเลือกไหนอีกบ้าง

ถ้าเป็นเรื่องโจทย์ทางโครงสร้าง ผมคิดว่าถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การเมืองก็มีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่วิกฤตเหมือนเดิม แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนประตูที่แทบจะปิดตาย เพราะมันต้องอาศัยเสียง ส.ส. ส.ว.จำนวนมาก แต่ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเกิดวิกฤตบาดเจ็บล้มตายกันอีก ผมคิดว่าเรื่องนี้คือความท้าทายสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาพร้อมกับยุทธศาสตร์ชาติ มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาต่อต้านการเติบโตของประชาธิปไตย และพลังประชาธิปไตย พลังประชาสังคม ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน สิทธิมนุษยชน เป็นการนำเอาสังคมประเทศชาติของเราไปวางอยู่บนกลไกรัฐราชการที่เคยพิสูจน์แล้วว่า เป็นกลไกที่ไร้ประสิทธิภาพ นำพาประเทศสู่ความล้มเหลวขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน”นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1

 

รู้สึกว่าบ้านเมืองถอยมาไกลจนต้องกลับมาเริ่มที่เรื่องรัฐธรรมนูญไหม

มันไม่ได้ถอยแค่ตัวบทกฎหมายนะ แต่มันถอยในเชิงความคิด เรายอมได้อย่างไรในช่วง 4 ปีมานี้ มันเหมือนเรารับได้กับสิ่งที่มาละเมิดสิทธิเรา มันถอยมาไกลถึงอารมณ์ของผู้คน ความคิดมันถูกผลิตซ้ำว่าพวกประชาธิปไตยไม่ใช่คนดี ของเหล่านี้มาจากภายนอกประเทศ ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย

ตอนนี้ผมเป็นห่วงคนรุ่นใหม่ที่ออกมาสู้แล้วมีคดีติดตัว แต่ผมก็เชื่อเป็นพื้นฐานว่าคนรุ่นใหม่จะเป็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงคนรุ่นใหม่มีพลังมากกว่าคนรุ่นเก่า คนรุ่นอาวุโส คนรุ่นผมเป็นผู้เล่นในเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่นใหม่มีเวลามากกว่าเรา เขาควรจะมีพื้นที่กิจกรรมการรวมกลุ่ม คนรุ่นใหม่ถูกผลิตซ้ำในความคิดว่าให้เรียนไปเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน วิธีคิดแบบนี้ทำให้สังคมแตกเป็นเสี่ยงๆ จากความเป็นปัจเจกชนนิยม ไม่ยึดโยงไม่ผูกพันสิ่งใดกับสังคม

ผมต้องการให้มีนิรโทษกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ต้องหาทางการเมืองประเด็นบางส่วนที่ยังรับกันไม่ได้ตกลงกันไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งนิรโทษคนกลุ่มนั้น เช่น แกนนำต้องถูกดำเนินคดี หรือกรณีที่ระบุว่าเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ผมไม่แน่ใจว่าครอบคลุมคดีอะไรบ้าง อย่างน้อยมันต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นทำเพราะอะไร เช่น กรณีการเผาสถานที่ราชการ ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าเขาทำจริงหรือไม่ บางคนเผาเพราะถูกกระตุ้นเร้าทางการเมือง ต้องถือว่าเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ครั้งสำคัญของสังคมไทย

ดังนั้น คนเล็กคนน้อยที่ติดอยู่ในเรือนจำ เขาควรได้รับการนิรโทษกรรมจากมีกระบวนการสิบค้นความจริงด้วยซึ่งในเรื่องนี้อาจจะง่ายกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันทำให้การเผชิญหน้าลดลง และการปรองดองมีสัญญาณและแนวโน้มว่ามันได้ผล

การนิรโทษกรรมจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของอนาคตมีพื้นที่ทางการเมือง เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธุระของสังคมและเรื่องการบ้านการเมืองน้อยลงมาก

 

มีความหวังกับคนรุ่นใหม่ แล้วมีความหวังกับเครือข่ายภาคประชาชนไหม

ผมคิดในใจมานานแล้วว่าเครือข่ายภาคประชาชนต้องมีจินตภาพสังคมใหม่ในอนาคต เครือข่ายร่วมงานกันจากการทำงานกรณีปัญหาเฉพาะส่วน ไม่ได้มองที่ภาพรวมของสังคม ผมเห็นความท้าทายในการร่วมกันขับเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ งานรัฐสวัสดิการ มีการตั้งโครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนสวัสดิการสังคม(คคสส.) เครือเครือข่ายรัฐสวัสดิการ หรือ We Fair กันขึ้นมา จากโจทย์ร่วมของพวกเราที่คิดว่าน่าจะสะท้อนได้หลายมุม

โครงการนี้เกิดขึ้นมาเมื่อปีกว่า เราเห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการให้เป็นโจทย์ร่วมกัน เมื่อเราศึกษาในเรื่องนี้ ก็รู้เลยว่ารัฐสวัสดิการสร้างไม่ได้แน่นอนในรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการจะสร้างได้ในรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยและมองโจทย์ทางสังคมเป็นตัวตั้ง เพราะรัฐเสรีนิยมจำนวนมากก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นตัวตั้ง

We Fair มีระยะเวลาดำเนินการ 15 เดือน แต่ผมไปติดอยู่ในคุกเสีย 6 เดือนแล้ว ออกมาผมจะลุยเรื่องนี้ต่อโดยมีงานวิจัยชุดข้อเสนอรัฐสวัสดิการ ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ บำนาญคนชรา ประกันสังคม ที่ดินทำกิน ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีเพื่อการสร้างสังคมเท่าเทียมเสมอหน้า ลดความเหลื่อมล้ำของประเทศที่อยู่ในอันดับสามของโลก  เพื่อรณรงค์ชุดข้อเสนอฯ ต่อสาธารณะ และพรรคการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง

 

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - หัวหน้ากองบรรณาธิการ The101.world