ธิติ มีแต้ม, สมคิด พุทธศรี เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

 

ตั้งแต่ข้อสงสัยว่าผู้นำแบบไหนที่จะพาไทยออกจากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้

เรือดำน้ำของกองทัพจะสู้กับโควิดได้อย่างไร

พระสวดมนต์แล้วจะไม่ติดโควิดจริงเหรอ

ไปจนถึงทำไม “ผีน้อย” ถึงถูกเหยียดว่าไม่สมควรเป็นคนไทยหนักกว่าเดิม

แล้วคำขวัญที่ว่า “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เป็นคำตอบสุดท้ายจริงไหม

ฯลฯ

จะมากจะน้อย ย่อมมองเห็นร่วมกันว่าคนไทยกำลังหวั่นวิตก-กังวลว่าเมื่อไหร่โควิด-19 จะเข้ามาเคาะประตูบ้าน เลยยิ่งพานให้ไข้ขึ้นตัวร้อนไปก่อนจะติดเชื้อ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นนักคิดนักเขียนอาวุโส ไม่ใช่หมอ แต่เขาก็ยกหูโทรศัพท์รับสายจาก 101 ก่อนจะชี้ชวนให้มองลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็งของสังคมไทยที่กำลังละลายด้วยวิกฤตโควิด และย่อมส่งผลให้คนบางกลุ่มบางก้อนตัวร้อนขึ้น

อะไรคือเชื้อที่สังคมไทยเผชิญก่อนไวรัสเข้าจู่โจม และหนทางรอดในอนาคตคืออะไร

 

 

จากผู้นำถึงระบบ

 

เรื่องความไร้ความสามารถของคุณประยุทธ์ ผมขี้เกียจพูด อยากชี้ให้เห็นว่าในเชิงระบบนั้นกำลังหนักหนาสาหัสยังไง ผมจะข้ามเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานที่เละตุ้มเป๊ะของรัฐบาลออกไป อย่างไรเสียก็สะท้อนให้เห็นว่าระบบบริหารประเทศไทยไม่พร้อมจะรับมือกับวิกฤตแบบนี้

แม้แต่คุณทักษิณ ชินวัตร หรือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกฯ ถ้าได้พบเจอปัญหาแบบนี้ แม้อาจจะไม่แย่เท่ารัฐบาลปัจจุบัน แต่ก็จะมีปัญหาเหมือนกันคือเครื่องไม้เครื่องมือในการบริหารแก้ปัญหามันไม่พร้อม

คุณทักษิณเป็นคนพูดเร็วทันใจ มีอะไรไปถึงที่ สามารถขับเคลื่อนให้ระบบบริหารราชการส่วนกลางทำงานพอไปได้ในกรณีที่เกิดวิกฤตต่างๆ ตลอดมา กรณีของสึนามิก็เห็นอยู่ว่าแกลงไปในพื้นที่แล้วก็สั่งกระทรวง-ทบวง-กรมต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องให้ไปด้วย แล้วก็สั่งนั่นสั่งนี่ให้แก้ปัญหาทันที

แต่ถ้าเราลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่ามีช่องโหว่เต็มเลย แม้ราชการส่วนกลางจะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆ บางเรื่องได้ แต่เราจะพบว่ามันไม่ส่งผลกับคนระดับล่างที่อยู่ในพื้นที่ เช่น ในหมู่บ้านบางแห่งที่อยู่ติดทะเลกลับขาดน้ำจืดใช้ไปเลย เพราะว่าน้ำทะเลดันลงไปในบ่อน้ำจืด หรือบางที่พอบ้านของชาวเลถูกน้ำทะเลซัดพังหมด พวกนายทุนเจ้าของที่ดินก็เข้าไปปักรั้วกันไม่ให้พวกชาวเลกลับไปตั้งบ้านเรือนในที่ที่ตัวเองเคยอยู่

เรื่องนี้คาราคาซังต่อเนื่องมาเป็นปีๆ พวกนายทุนก็ได้ที่ดินตรงนั้นไปโดยอ้างว่าเขามีกรรมสิทธิ์ยังไม่ต้องพูดถึงความหละหลวมเรื่องการแจกจ่ายเสื้อผ้า-อาหารให้ถึงมือคนจริงๆ

ปัญหาเหล่านี้เกิดมาจากเราไม่มีระบบบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ หรือถึงจะมีก็ไม่สามารถทำงานเหล่านั้นได้ เพราะว่ามันไม่เคยถูกใช้ให้ทำงานอะไรที่คิดเอง ตัดสินใจเอง โดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์จากส่วนกลางมาคอยกำกับมากมายจนเกินไป

เพราะฉะนั้น เมื่อคสช. ยึดอำนาจ และรังเกียจการบริหารส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนพยายามตั้งตัวกันเองมาก่อนหน้า และกดเขาไว้ 5-6 ปี บัดนี้เขาก็ง่อยเปลี้ยเพลียแรงลงไป ทุกวันนี้ผมคิดว่าไม่ใช่ง่อยเปลี้ยแต่เฉพาะตัวรัฐบาล แต่ทั้งสังคมมันง่อยเปลี้ยไปหมด ทั้งที่ก่อนหน้ารัฐประหาร เราต้องยอมรับว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีอิสรภาพกว่า มีความคิดริเริ่มของตัวเองหลายแห่งทีเดียว

ตอนนี้ไม่ว่าคุณทักษิณจะเป็นนายกฯ อยู่หรือไม่ เมื่อคุณจะปิดกรุงเทพฯ เพราะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคที่ใหญ่มากๆ คำถามคือคุณจะปิดอย่างไรถึงจะทำให้คนไม่อดตาย เพราะมีคนจำนวนมากที่เมื่อไม่มีรายได้ เขาก็ต้องกลับบ้านต่างจังหวัด ปัญหาเหล่านี้ต้องการการบริหารที่ขึ้นอยู่คนในท้องถิ่นเอง สมัยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจำกันได้ว่าช่วงน้ำท่วมมีการเอาอาหารไปแจกคนประสบภัย แต่ก็ยังเจอปัญหาบางบ้านที่คนมีแก่อยู่แล้วออกมาไม่ได้

สมมติถ้าคุณธนาธรเป็นนายกฯ เก่งแค่ไหนก็จะเจอปัญหาเดียวกัน เพราะเราไม่มีกลไกระดับท้องถิ่นที่จะช่วยคนได้ คุณอาจจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการผูกขาดของอุตสาหกรรมบางอย่างได้ แก้ปัญหาร้านค้าปลีกที่ถูกผูกขาดได้ แต่ปัญหาระดับข้างล่างจะแก้ยากมากๆ เพราะกลไกไม่มี

เวลานี้พอเกิดวิกฤต รัฐบาลจะสั่งเด็ดขาด กลไกข้างล่างก็ทำไม่ได้ เพราะว่าตัวกลไกเหล่านี้มันไม่ทำงานมาหลายปี หากจะใช้วิธีกระจายอำนาจ ถามว่าจะทันเหรอตอนนี้ ผมถึงได้บอกว่า ไม่ว่าจะคุณธนาธรหรือคุณทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ ตอนนี้ ก็จะเจอปัญหาแบบเดียวกัน เพราะเอาเข้าจริงแล้วมันแก้อะไรได้ไม่มากเท่าไหร่หรอก ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคระบาด เอาแค่เศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงก็ได้

 

รัฐบาลออกคำขวัญว่า “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ผมถามจริงๆ คำว่า “เพื่อชาติ” จะทำให้คนรู้สึกหยุดอยู่กับบ้านจริงเหรอ ชาติมีอิทธิพลกำกับความคิดให้เราทำตามได้ขนาดนั้นจริงเหรอ

 

ความมั่นคงที่ไม่มั่นคง

 

ที่ทุกคนพูดกันว่าให้เลิกซื้อเรือดำน้ำแล้วเอาเงินมาสู้กับโควิด อะไรต่างๆ นานา ผมเห็นด้วยหมด แต่ผมมองว่าประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย คุณจะมีกองทัพไปทำไม ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อเรือดำน้ำ แม้แต่เรื่องเกณฑ์ทหารจะมีไว้ทำไม คุณจะรบกับใคร คนที่เขามีศักยภาพจะใช้กำลังทหารกับคุณ เขาใหญ่เกินกว่าที่คุณจะรบได้ทั้งนั้นเลย

ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 5 มาถึงปัจจุบันนี้ เราอยู่รอดมาได้ด้วยการเสริมสร้างกติกาของโลก รัชกาลที่ 5 เองก็พยายามเสริมสร้างกติกาของโลกโดยดึงเอาอังกฤษเข้ามา แล้วใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการรักษาราชอาณาจักรของตนเอาไว้ เราอยู่รอดจนถึงปัจจุบันนี้เพราะด้วยการทูต ไม่ใช่เพราะกองทัพ

ผมเกรงว่าหากไทยใช้กองทัพแก้ปัญหาโควิด กองทัพอาจจะติดโควิดมากที่สุดก็ได้ อย่าลืมว่ากองทัพมีกำลังพลอยู่มากที่สุด มากกว่ากรมต่างๆ และเราใช้ทหารเพื่อใช้อำนาจรัฐด้วย ตรงนี้อันตราย เพราะผมไม่คิดว่าทหารจะใช้อำนาจรัฐแทนรัฐอย่างฉลาดได้ตลอดเวลา เอาจริงๆ กองทัพทั้งโลกเนี่ย ถ้าคุณให้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันโง่ทั้งโลกเลย ไม่ใช่แค่กองทัพไทยอย่างเดียว

ถ้าคุณห้ามคนออกจากบ้าน คำถามคือต้องมีคนไม่มีกินแน่ๆ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับการแจกจ่ายอาหารให้ถึงมือเขา ทำอย่างไรที่คนเจ็บจะสามารถไปถึงโรงพยาบาลได้ ไม่ได้แค่เจ็บด้วยโควิดนะ แต่อาจจะเจ็บด้วยหัวใจวายหรือด้วยโรคร้อยแปดก็ตาม เขาต้องเข้าถึงโรงพยาบาลได้ด้วย ทั้งหมดเหล่านี้ไม่ง่าย แล้วคุณจะให้ทหารมาทำอะไรกับวิกฤตแบบนี้

นาทีนี้ผมยังไม่เห็นการอบรมอะไรที่เป็นประโยชน์ในกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งการให้เครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมทันสถานการณ์ เป็นต้นว่าคนขับรถพยาบาลคุณจะมีพอไหม และจะทำอย่างไรให้เขาไปรับคนเจ็บโควิดแล้วไม่ต้องติดโรคมาด้วย

 

 

เสาหลักที่หายไป

 

ประเทศไทยหรือสังคมไทยเวลานี้ขาดอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรารู้สึกร่วมกัน

สมัยหนึ่งเราถูกสอนมาให้รู้สึกถึงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใช่ไหม คำถามคือในปัจจุบันนี้ยังสามารถทำให้คนมาร่วมมือกันในการทำโน่นทำนี่ได้ไหม สามารถสร้างอะไรบางอย่างมาเป็นเครื่องชักจูงให้ประชาชนปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องได้ไหม สิ่งที่เราทำในเวลานี้คือเที่ยวไปบอกคนอื่นว่า “เดี๋ยวมึงตายนะ ถ้าไม่อยู่บ้าน” แค่นั้นใช่ไหม

อย่างกรณีเรื่องสวดมนต์ต้านโควิด ในทีแรกอาจจะมีรัฐมนตรีบางคนอยากจัดให้มีการสวดมนต์ทั้งประเทศ แล้วองค์กรสงฆ์เองก็พร้อมจะรับบทบาทนั้นทันที เพราะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้

ผมเห็นใจพระท่านนะ เพราะเวลานี้ท่านก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรให้แก่สังคมได้ คุณค่าของตัวเองที่จะประจักษ์ว่ามีคุณค่ากับคนอื่นมันไม่มี ท่านไม่สามารถบอกคนอื่นได้ว่าเวลานี้องค์กรสงฆ์มีประโยชน์กับสังคมอย่างไร นอกจากสวดศพ

ตอนที่รัฐบาลจะจัดสวดมนต์ป้องกันไวรัส พระท่านพร้อมจะไปทำทันที เพราะความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ซึ่งมนุษย์ทุกคนก็อยากรู้สึกแบบนั้นทั้งนั้นแหละ แต่ถามว่าถ้าจะสวดมนต์ พระที่รู้สึกว่ามันป้องกันโรคไม่ได้และกล้าจะพูดออกมาจะมีสักกี่คน ผมว่ามีน้อยมากๆ จริงไหม

พระท่านเองก็บอกไม่ได้ว่าสวดมนต์ไม่ช่วยอะไรหรอก แต่เราจำเป็นต้องคิดถึงคนอื่น ต้องรับผิดชอบสังคมว่าเราจะไม่เสี่ยงเอาโรคที่ไปติดคนอื่น ต้องระวังตัวเราเอง สิ่งเหล่านี้มันเป็นจริยธรรม แต่พอรัฐบอกให้พระสวดมนต์ ท่านก็สวดมนต์ ศาสนาเลยกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเชื่อมคนให้เข้าหากันได้อีก

เวลานี้เราไม่เหลืออะไรในการทำให้เรารู้สึกแคร์กับคนอื่น เรารู้สึกว่าเราเอาตัวเอง ลูกเมีย พ่อแม่ของเราให้อยู่รอดไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องแคร์คนอื่น

แต่สังคมปัจจุบัน คุณไม่แคร์คนอื่นไม่ได้ ยิ่งเจอโรคระบาดยิ่งต้องแคร์ คุณอยู่คนเดียวไม่รอดหรอก ยังไม่ต้องพูดถึงเศรษฐกิจการเมืองอย่างอื่นที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน สิ่งที่เราเคยใช้เป็นอุดมการณ์ในการทำให้คนพึ่งพาอาศัยกัน มันไม่เวิร์กแล้วในเวลานี้

อย่างที่รัฐบาลออกคำขวัญว่า “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ผมถามจริงๆ คำว่า “เพื่อชาติ” จะทำให้คนรู้สึกหยุดอยู่กับบ้านจริงเหรอ ชาติมีอิทธิพลกำกับความคิดให้เราทำตามได้ขนาดนั้นจริงเหรอ เพราะ “ชาติ” ในความเข้าใจของคนไทยมันไม่มีประชาชนอยู่ในนั้น ชาติจึงไม่มีพลังจะทำให้คนรู้สึกว่ามีคนที่ต้องอาศัยการพึ่งพากันและกันอยู่รอบตัวเรา

เมื่อชาติของคุณไม่มีประชาชน เวลาที่คุณประยุทธ์บอกว่าพร้อมจะตายเพื่อแผ่นดิน ถามว่าถ้าแกตายเพื่อแผ่นดินจริงๆ จะดีอย่างไร ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ เพราะวิธีคิดเรื่องชาติไม่ได้ทำให้เราคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันให้ดีได้อย่างไร นิยามชาติแบบ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” มาถึงจุดที่เห็นชัดเลยว่าถ้าคุณยังนิยามอย่างนี้ต่อไป ชาติก็ไร้ความหมาย

ถ้าเราเริ่มต้นว่าชาติคือประชาชน อย่างกรณีแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมายซึ่งถูกเรียกว่า “ผีน้อย” ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็แล้วแต่ เขาย่อมอยู่ในสายตาเรา ไม่ใช่คนที่จะถูกเหยียดให้ลงไปอยู่ข้างล่าง แต่วันนี้คนไทยไม่รู้สึกว่าคนเหล่านี้เป็นเพื่อนร่วมชาติของเรา

ไม่ว่าใครจะสนับสนุน คสช.หรือสนับสนุนประชาธิปไตยก็แล้วแต่ ชาติแบบนี้ไม่มีประโยชน์ คนที่สนับสนุนประชาธิปไตยด้วยความรู้สึกว่าจะต้องไล่ประยุทธ์ออกไปเพราะชาติกำลังจะพัง โดยไม่ได้คิดว่าชาติของคุณคืออะไร มันไม่จำเป็นต้องเป็นประยุทธ์อย่างเดียวที่ทำร้ายชาติ ถ้าเกิดชาติในความหมายว่าประชาชนคนเล็กๆ ที่ถูกทำร้ายโดยรัฐไทยที่สืบเนื่องมาไม่รู้จะกี่ยุคกี่สมัยก็ทำร้ายคนเหล่านี้มาตลอดเวลา ทำไมคุณไม่แคร์บ้าง

 

 

อิสรภาพของท้องถิ่น

 

กรณีโควิดทำให้เห็นชัดเลยว่าประเทศอยู่ไม่รอดหรอก ถ้าไม่พัฒนาท้องถิ่นให้มีอิสระในตัวเอง ให้ตัดสินใจแก้ปัญหาได้เองมากกว่าที่เป็นอยู่ จนกระทั่งมีความชำนาญในการดำเนินการเมื่อเจอวิกฤตได้เอง

คุณต้องกระจายอำนาจให้เขา เพื่อให้เขาสามารถรับคำสั่งคุณไปทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือถึงแม้ไม่ได้รับคำสั่งจากคุณ เขาก็สามารถริเริ่มทำอะไรบางอย่างที่ป้องกันตัวเองได้พอสมควร

ผู้มีอำนาจใน คสช. เคยบอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาเงินไปใช้ผิดๆ ถูกๆ เอาเงินไปสร้างถนนเดี๋ยวก็พัง แต่ผมคิดว่าแม้ถนนที่มันพังเร็วก็ยังกระจายผลประโยชน์ไปยังบ้านชาวบ้านได้มากกว่าถนนแข็งแรงที่สร้างได้เพียงครึ่งกิโลฯ

ถนนท้องถิ่นทะลุตรอกซอกซอยและเข้าไปถึงบ้านคนและไร่นา ก่อให้เกิดการผลิตและการซื้อขายมากมายกว่าถนนแข็งแรงหล่อซีเมนต์เพียงครึ่งกิโลฯ ที่ไม่พาไปไหนเลย

หลังจากนี้สิ่งที่คุณต้องทำแน่ๆ คือต้องพัฒนาระบบการปกครองตัวเองของท้องถิ่นขึ้นมาให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ผิดบ้างถูกบ้างช่างมันเถอะ

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - สื่อมวลชน นักเขียน ช่างภาพ