fbpx

เปิดร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเอ็นจีโอ: เมื่อรัฐมองเอ็นจีโอเป็นนักฟอกเงิน-ผู้ก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเติมหลักการ ‘การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย’ (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism หรือ AML/CFT) รวมถึงการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เข้าไปในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน (‘ร่างกฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ’) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีระบุว่าการเพิ่มเติมหลักการดังกล่าวมีเจตนาเพื่อให้ประเทศไทยปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force หรือ FATF)

FATF ก่อตั้งขึ้นในปี 2532 โดยกลุ่ม G7 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และแคนาดา เพื่อปกป้องเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ  FATF ได้ออก ‘ข้อเสนอแนะ’ อันเป็นกรอบแนวทางสำหรับประเทศต่างๆ ในการรับมือกับปัญหาการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย โดยมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นเป็นการหยิบยกข้อเสนอแนะที่ 8 ของ FATF ว่าด้วยการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรถูกใช้เพื่อการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย

หากพิจารณาโดยผิวเผิน ความพยายามในการป้องกันการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงตามมาตรฐานสากลนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างปฏิเสธมิได้ ทว่าเมื่อประเมินแนวคิดของภาครัฐในการนำมาตรฐานดังกล่าวมาบังคับใช้ ประกอบกับบริบททางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มในการกำกับควบคุมภาคประชาสังคม อาจกล่าวได้ว่ามีความเสี่ยงที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อขัดขวางการทำงานของภาคประชาสังคมในประเทศไทย

จากวาทกรรมต่อต้านเอ็นจีโอสู่การกำกับควบคุม

“เอ็นจีโอส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมการก่อการร้าย หรือไม่ก็ทำลายความมั่นคงของชาติ”

สุทิน วรรณบวร (แนวหน้า, 2 กรกฎาคม 2564)

แม้ว่าประเทศไทยจะมีองค์กรระหว่างประเทศและเอ็นจีโอระหว่างประเทศเข้ามาตั้งสำนักงานเพื่อทำงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน หรือสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งได้รับฉายาว่าเป็น ‘กรุงเจนีวาแห่งเอเชีย’ ถึงกระนั้น องค์กรภาคประชาสังคมในไทยมักถูกตีตราผ่านวาทกรรมต่างๆ ว่าเป็นพวก ‘ขายชาติ’ ที่รับเงินต่างชาติมาบ่อนทำลายอธิปไตยของรัฐไทยผ่านการส่งเสริมแนวคิด ‘ต่างชาติ’ อย่างเรื่องสิทธิมนุษยชนและการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐ

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนไทยต้องเผชิญกับวาทกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมักถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลเท็จว่าพวกเขาเป็นผู้สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน

ในช่วงปลายปี 2563 การเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนภายใต้การนำของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม เป็นเหตุให้วิวาทะทางการเมืองที่ป้ายสีองค์กรเอ็นจีโอนั้นแพร่กระจายและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยมวลชนฝ่ายขวาและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลต่างร่วมกันใช้ทฤษฎีสมคบคิดโจมตีว่า องค์กรภาคประชาสังคมที่รับเงินทุนจากหน่วยงานต่างชาติกำลังร่วมมือกันแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย

หลังจากนั้นภาครัฐก็ได้ขานรับวาทกรรมชาตินิยมฝ่ายขวาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเอ็นจีโอเป็นครั้งแรก โดยร่างกฎหมายระบุให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการขึ้นทะเบียนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน กำหนดขอบเขตการรับทุนจากหน่วยงานต่างชาติ และจำกัดประเภทกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบอาจถูกเพิกถอนทะเบียนและมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ร่างกฎหมายฉบับนี้มิได้แค่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากองค์กรภาคประชาสังคมเท่านั้น แต่คณะผู้รายงานพิเศษประจำสหประชาชาติ (UN Special Rapporteur) ก็ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 เพื่อแสดงข้อห่วงกังวลในมิติต่างๆ เช่น การให้อำนาจเบ็ดเสร็จกว้างขวางกับกระทรวงมหาดไทย การตั้งบทลงโทษรุนแรงเกินความจำเป็น และการสร้างข้อบังคับที่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานเพื่อสังคม เป็นต้น

แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่เพียง 4 เดือนต่อมา คณะรัฐมนตรีก็ให้สัญญาณเดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อ โดยได้อนุมัติหลักการ AML/CFT เพิ่มเติม และระบุว่าจะแก้ไขร่างปัจจุบันด้วยการเพิ่มเติม 8 ประเด็นสำคัญได้แก่ (1) การเปิดเผยข้อมูลการจดทะเบียน (2) การเก็บรักษาและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมและผู้รับผิดชอบ (3) การจัดทำงบทางการเงินแยกรายรับและรายจ่าย (4) การตรวจสอบบัญชีเพื่อให้ใช้เงินทุนตามวัตถุประสงค์ (5) การออกมาตรการยืนยันตัวตนผู้รับประโยชน์และผู้บริจาค (6) การเก็บรักษาและเปิดเผยรายการธุรกรรม (7) การออกบทลงโทษที่มีประสิทธิผล ได้สัดส่วน และมีผลยับยั้งการกระทำผิด และ (8) การเปิดเผยข้อมูลที่องค์กรไม่แสวงหากำไรมอบให้กับหน่วยงานต่างประเทศ

ข้อห่วงกังวลด้านสิทธิมนุษยชนจากสหประชาชาติ

หลักการทั้ง 8 ประการข้างต้นอาจฟังดูเป็นประโยชน์ต่อการรับรองความรับผิดและความโปร่งใสของภาคประชาสังคมเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้ายด้านการเงิน อย่างไรก็ดี ไม่นานหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว คณะผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ นำโดย Fionnuala Ní Aoláin ผู้รายงานพิเศษด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานพร้อมการต่อต้านก่อการร้ายได้ส่งจดหมายอีกฉบับถึงรัฐบาลไทยเพื่อแสดงข้อห่วงกังวลเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564

ในจดหมายฉบับนี้ คณะผู้รายงานพิเศษได้บ่งชี้ถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของการนำหลักการ AML/CFT มาใช้ในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น

  • ปัญหากระบวนการจัดทำกฎหมาย: แม้ว่าองค์กรภาคประชาสังคมจะสามารถมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการ AML/CFT ผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ยังไม่มีการจัดงานประชุมรับฟังความคิดเห็นสำหรับหน่วยงานเหล่านี้ นอกจากนี้ ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ยังขาดความรู้เกี่ยวกับหลักการเหล่านี้ ซึ่งมีความซับซ้อนและอาศัยความรู้เชิงเทคนิคสูง
  • ความไม่สมเหตุสมผลต่อความเสี่ยง: FATF ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงการนำข้อเสนอแนะที่ 8 มาบังคับใช้ว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับ AML/CFT นั้นควร ‘มุ่งเน้นเฉพาะจุด’ และ ‘มีความสมเหตุสมผล’ โดยต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงเพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลองค์กรภาคประชาสังคมที่ไม่เข้มงวดจนเกินไป (overregulation) จนอาจส่งผลเสียต่อการทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมได้

เมื่อปี 2562 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ทำการวิจัยสำรวจความเสี่ยงขององค์กรไม่แสวงหากำไรต่อการถูกใช้เพื่อการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย งานศึกษาชิ้นนี้พบว่า ประเทศไทยมีองค์กรไม่แสวงหากำไรหลากหลายประเภท เช่น องค์กรด้านศาสนา ด้านสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น โดยแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป ผู้รายงานพิเศษจึงตักเตือนว่าการนำหลักการ AML/CFT มาใช้แบบ ‘เหมาเข่ง’ กับองค์กรไม่แสวงหากำไรทุกประเภทในลักษณะเดียวกัน นับว่าไม่ได้สัดส่วนต่อความเสี่ยง อีกทั้งยังไม่มีมาตรการคุ้มครองและตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกใช้ โดยพุ่งเป้าไปที่องค์กรที่มีแนวคิดวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

  • การบังคับเปิดเผยข้อมูลเกินความจำเป็น: ผู้รายงานพิเศษเตือนว่า ข้อบังคับในการรายงานข้อมูลต่างๆ อาจเป็นการละเมิดหลักการเรื่องความได้สัดส่วน (proportionality) และความจำเป็น (necessity) นอกจากข้อบังคับนี้จะสร้างภาระให้องค์กรเล็กๆ ที่มีทรัพยากรไม่มากนักแล้ว การบังคับให้เปิดเผยตัวตนของผู้นำองค์กรภาคประชาสังคม แหล่งทุน ผู้ได้รับประโยชน์ และข้อมูลที่ส่งให้องค์กรระหว่างประเทศนั้นอาจเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสี่ยงต่อการช่วยให้มีการล้างแค้นเอาคืน (reprisal) ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

ท่าทีของผู้รายงานพิเศษประจำสหประชาชาตินับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมักถูกตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายและมีความเสี่ยงที่จะเป็นเป้าของการบังคับใช้กฎหมายเรื่อง AML/CFT ได้มากกว่าพื้นที่อื่น อีกทั้งยังมีการระบุถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและข้อมูลอ่อนไหวในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยสอดแนมประชาชนอย่างหนักหน่วงขึ้นทุกวันและยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเต็มที่

การฟอกนโยบาย: FATF กับการควบคุมภาคประชาสังคมทั่วโลกในยุคหลัง 9/11

การนำมาตรฐานด้าน AML/CFT จาก FATF มาผนวกรวมในกฎหมายกำกับดูแลองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรนั้น มิใช่นวัตกรรมแปลกใหม่ที่รัฐไทยคิดค้นขึ้นเองแต่อย่างใด แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ระเบียบโลกหลังเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (2001) หลังเหตุวินาศกรรมครั้งนั้น ทั่วโลกต่างหันมาบังคับใช้มาตรการต่อสู้กับการก่อการร้ายมากขึ้น โดยยอมสละสิทธิมนุษยชนและพื้นที่ของประชาชนในการแสดงสิทธิเสรีภาพบางส่วนในนามของความมั่นคง

ฉากทัศน์การเมืองโลกดังกล่าวส่งผลให้การควบคุมภาคประชาสังคมเข้มข้นมากขึ้นผ่านมาตรการด้านความมั่นคง Martin Scheinin ผู้รายงานพิเศษประจำสหประชาชาติคนแรกซึ่งรับผิดชอบด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานพร้อมการต่อต้านก่อการร้ายได้ระบุไว้ในบทความที่เขาร่วมเขียนว่า “ในชั่วขณะหนึ่ง ฉันทมติระดับโลกเกี่ยวกับความจำเป็นของการต่อต้านการก่อการร้ายนั้นมีอิทธิพลยากที่จะต้าน ถึงขนาดว่ารัฐบาลอำนาจนิยมในหลายประเทศสามารถลอยนวลจากการกดขี่ข่มเหงประชาชน เพียงปรับวิธีตีตรา เปลี่ยนให้ ‘ศัตรูทางการเมือง’ กลายเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’”

มาตรฐาน FATF เป็นหนึ่งใน ‘เครื่องมือ’ ทางการเมืองสำคัญที่รัฐอำนาจนิยมใช้ควบคุมภาคประชาสังคมดังที่ Scheinin กล่าวไว้ Ben Hayes นักวิเคราะห์นโยบายผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพของพลเมืองและนโยบายความมั่นคงจากองค์กร Transnational Institute อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่หลายประเทศนำหลักเกณฑ์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายมาใช้ในการควบคุมองค์กรเอ็นจีโอที่ถูกมองเป็นศัตรูของรัฐว่าเป็น ‘การฟอกนโยบาย’ (Policy laundering)

Hayes วิเคราะห์ว่า รัฐบาลฉวยโอกาสที่หน่วยงานระหว่างประเทศพัฒนามาตรฐาน FATF มาใช้ ‘ซักฟอก’ และส่งเสริมความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎกติกาภายในประเทศ เพื่อสอดส่องและกำกับดูแลองค์กรภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ประเทศจำนวนมากที่ดำเนินการ ‘ฟอกนโยบาย’ ผ่านหลักการ FATF ล้วนมีจุดร่วมกันคือ ปกครองโดยรัฐบาลอำนาจนิยม และ/หรือเผด็จการ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลประเทศอูกานดาภายใต้การนำของประธานาธิบดี Yoweri Museveni ได้ใช้อำนาจภายใต้กฎหมายการต่อต้านการฟอกเงินเพื่ออายัดบัญชีธนาคารของกลุ่มสิทธิมนุษยชนสามกลุ่ม และเข้าจับกุมทนายความสิทธิมนุษยชนชื่อดังโทษฐานการฟอกเงินจากการรับทุนขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เขาก่อตั้งขึ้น โดยการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ก่อนการเลือกตั้งเพียงหนึ่งเดือน

ส่วนในกรณีประเทศเซอร์เบีย การบังคับใช้กฎหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ FATF เป็นไปเพื่อสืบเสาะข้อมูลทางการเงินของเอ็นจีโอ สมาคมสื่อ และหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ กว่า 50 แห่ง โดยองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐมักถูกเพ็งเล็งมากเป็นพิเศษ และยังมีการกล่าวหาอีกว่ารัฐบาลต้องการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อใส่ร้ายป้ายสีและด้อยค่าองค์กรที่ถูกมองว่าต่อต้านรัฐ ในกรณีนี้ ผู้รายงานพิเศษประจำสหประชาชาติก็ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลเซอร์เบียในลักษณะที่คล้ายคลึงกับกรณีประเทศไทยเช่นกัน

นอกจากสองประเทศดังกล่าว ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้แสดงความห่วงกังวลถึงปรากฏการณ์ที่คล้ายกันในตุรกีและเวเนซุเอลาด้วย ในขณะที่ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า กำลังเดินตามรอยเกาะ ‘เทรนด์’ โลกด้านการ ‘ฟอกนโยบาย’ กับเขาไม่ห่าง

ราคาของการควบคุม-กดขี่ภาคประชาสังคม

ถ้าหากร่างกฎหมายควบคุมเอ็นจีโอฉบับนี้ได้รับการประกาศใช้ นอกจากปัญหาสิทธิมนุษยชนที่อาจตามมาแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับราคาที่ต้องจ่ายมากมาย

ประการที่หนึ่ง กฎหมายฉบับนี้อาจส่งผลเสียต่อการขจัดปัญหาการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้ายด้านการเงิน ซึ่งย้อนแย้งตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์ตั้งต้นโดยสิ้นเชิง

องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความโปร่งใสของการดำเนินงานภาครัฐและเฝ้าระวังการทุจริต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบและป้องกันการฟอกเงิน อีกทั้งรายงานของ Transparency International ยังอธิบายด้วยว่า องค์กรภาคประชาสังคมสามารถช่วย FATF ติดตามวิเคราะห์การทำงานของรัฐบาลในการบังคับใช้มาตรฐานสากลต่างๆ ในการป้องกันการฟอกเงินได้ด้วย

นอกจากนั้น ในส่วนของการป้องกันการก่อการร้าย งานวิจัยของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ชี้ให้เห็นว่า องค์กรภาคประชาสังคมมีส่วนสำคัญในการลดแนวคิดสุดโต่งที่นิยมความรุนแรง (violent extremism) เมื่อรัฐบาลมีช่องว่างในการทำงาน ภาคประชาสังคมสามารถเข้าไปช่วยให้ชุมชนที่รู้สึกถูกทอดทิ้งได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงความต้องการ ลดโอกาสที่ชุมชนจะถูกชักชวนเข้าสู่ขบวนการก่อการร้าย รายงานของผู้รายงานพิเศษด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานพร้อมการต่อต้านก่อการร้าย ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2562 ถึงกับกล่าวว่า “การปิดกั้นมิให้ภาคประชาสังคมทำงานได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงวิสัยทัศน์อันคับแคบ และเป็นการกระทำที่ขาดประสิทธิภาพและไร้ประโยชน์ ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้อีกด้วย”

ในขณะที่ร่างกฎหมายฉบับนี้อวดอ้างสรรพคุณว่าการควบคุมเอ็นจีโอจะเป็นส่วนสำคัญในการปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ในความเป็นจริงอาจตรงกันข้าม กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้เองอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เบียดขับภาคประชาสังคมออกจากการปกป้องสังคมไทยจากการฟอกเงินและการก่อการร้าย

ประการที่สอง ฉายา ‘เจนีวาแห่งเอเชีย’ ซึ่งประเทศไทยภาคภูมิใจอาจไม่เป็นจริงอีกต่อไป ความอ่อนไหวทางการเมืองและความยากลำบากในการรับเงินทุนสนับสนุนเพื่อทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอาจทำให้องค์กรระหว่างประเทศและองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศเริ่มลังเลใจที่จะจัดตั้งสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศไทย หากเป็นเช่นนั้น การพัฒนาขับเคลื่อนสังคมในประเทศคงต้องหยุดชะงักเพราะขาดการสนับสนุนจากนานาประเทศ

ด้วยราคาที่สูงลิ่วเช่นนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า การออกกฎหมายที่อาจทำให้ต้องยอมสละความมั่นคงและการพัฒนาของประเทศเพียงเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองนั้น คุ้มค่าจริงหรือไม่?

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save