fbpx
หากันให้เจอ: การคัดกรองเด็กยากจนพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

หากันให้เจอ: การคัดกรองเด็กยากจนพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

กานต์ธีรา ภูริวิกรัย เรื่อง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ภาพ

ทุกวันนี้ เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาดูจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากที่สุด และหาทางออกได้ยากที่สุด เพราะขณะที่การศึกษาเป็นเหมือนประตูสู่โอกาสสำหรับเด็กหลายคน ก็ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง เนื่องด้วยฐานะที่ยากจนและต้นทุนชีวิตที่น้อยกว่าคนอื่น

จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า เด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน หรือไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี ซึ่งครอบครัวเหล่านี้ต้องแบกรับรายจ่ายทางการศึกษาคิดเป็น 22% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยรับภาระทางการศึกษาคิดเป็นเพียง 6% ของรายได้ พูดให้ถึงที่สุดแล้ว ครัวเรือนยากจนต้องรับภาระทางการศึกษามากกว่าครัวเรือนที่ร่ำรวยถึง 4 เท่า

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ในแต่ละปีกลุ่มเด็กจากครัวเรือนที่ยากจน มีแนวโน้มต้องออกจากโรงเรียนกลางคันหรือหลุดจากระบบการศึกษาเฉลี่ยปีละกว่า 670,000 คน

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีงบประมาณสำหรับช่วยเหลือนักเรียนยากจนที่เรียกว่า ‘เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน’ ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จัดสรรความช่วยเหลือแบบเท่ากันทุกคน

แต่คำว่า ‘เท่ากันทุกคน’ (Universal) อาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เท่าเทียมและแก้ปัญหาได้ตรงจุดเสมอไป ในระยะหลังนักวิชาการเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeting) มากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว นักเรียนแต่ละคนมีปัญหาและมีความต้องการเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกัน อีกทั้งข้อจำกัดทางงบประมาณก็เป็นแรงกดดันที่สำคัญ

ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว กสศ. ร่วมกับ สพฐ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามอุปสงค์ (Demand-size financing) ตรงตามความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเริ่มก้าวแรกที่โรงเรียนในสังกัดสพฐ. และกำลังขยายผลไปสู่สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ

ในงานสัมมนา ‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยได้นำเสนอองค์ความรู้เบื้องต้นว่าด้วยวิธีการคัดกรองนักเรียนยากจน และร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกในการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษต่อไป

สัมมนา ‘ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ’

กระบวนการคัดกรองเด็กยากจนพิเศษ ด้วยวิธีวัดรายได้โดยอ้อม (PMT) – ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์

 

รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยเล่าว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เข้าไปมีบทบาทในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายที่โดดเด่น เช่น การมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งมอบให้เด็กนักเรียนโดยไม่จำกัดเพศและเชื้อชาติ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ก้าวหน้าพอสมควร

นอกจากนี้ สพฐ. ยังมองเห็นด้วยว่า แม้จะมีโครงการเรียนฟรี แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งต้องตกอยู่หางแถว และหลุดออกไปจากระบบการศึกษา นั่นคือกลุ่ม ‘เด็กยากจน’ สพฐ. จึงมีความพยายามช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนยากจนขนาดใหญ่ โดยจัดสรรงบประมาณปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนที่นอกเหนือไปจากการเรียนฟรี เช่น สนับสนุนค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์ หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ

“สพฐ. ถือเป็นหน่วยงานที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานมาได้ในระดับหนึ่ง เพราะมีระบบฐานข้อมูล (Database) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียน และให้คุณครูแต่ละท่านสามารถแจ้งข้อมูลกลับเข้ามายังระบบได้ว่า ในระบบโรงเรียนที่คุณครูแต่ละท่านดูแลอยู่ มีนักเรียนกี่คนที่น่าจะเข้าข่ายความยากจนและควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ”

รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัย
รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัย

ชัยยุทธอธิบายต่อว่า เมื่อ สพฐ. ได้ข้อมูลของนักเรียนมาแล้ว ก็จะนำไปสู่ขั้นตอนการเจรจาเรื่องงบประมาณกับสำนักงบประมาณ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ เช่น บางครั้งงบประมาณที่ได้มาก็ไม่เพียงพอ ส่วนตัวโรงเรียนเองก็ไม่มีกลไกที่จะแยกว่าเด็กนักเรียนคนไหนมีฐานะยากจนกว่ากัน ปัญหานี้กลายมาเป็นโจทย์วิจัยของโครงการ นั่นคือ เราจะหาวิธีคัดกรองเด็กที่มีความยากจนพิเศษออกมาได้อย่างไร ซึ่งโครงนี้เสนอให้นำการประเมินรายได้โดยอ้อม (Proxy Means Test: PMT) มาใช้

“แต่เดิมรายได้ที่ สพฐ. ใช้วัดความยากจนของเด็กคือรายได้ของผู้ปกครอง ซึ่งรวมกันแล้วจะไม่ต้องเกิน 40,000 บาทต่อปี แต่ปัญหาคือ เมื่อเราเริ่มสอบถามรายได้ของผู้ปกครอง เราพบว่าเด็กส่วนใหญ่ คือเกิน 20-30% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่มีทั้งที่อยู่กับตายาย อยู่ที่วัด หรืออยู่ที่มูลนิธิก็มี ทำให้การถามรายได้ของผู้ปกครองกลายเป็นปัญหาในตัวเอง”

อีกปัญหาหนึ่งที่คณะทำงานพบคือ คำถามเรื่องรายได้เป็นคำถามที่ค่อนข้างตอบยาก เพราะบางครัวเรือนทำงานเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวหรือประกอบอาชีพรับจ้าง ดังนั้น ถ้าไม่ใช่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็อาจจะต้องไปทำงานอย่างอื่นแทน หรืออาชีพบางอาชีพก็มีความไม่แน่นอน บางปีมีรายได้มาก บางปีก็มีรายได้ไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความยากในการประเมินรายได้

เมื่อเจอปัญหาเช่นนี้ จึงมีความพยายามในการสร้างเครื่องมือขึ้นมาตัวหนึ่ง คือแทนที่จะใช้การถามรายได้ตรงๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการประเมินมิติที่หลากหลายของครัวเรือนแทน โดยชัยยุทธอธิบายว่า การประเมินจะเริ่มต้นจากงานของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) หรือโครงการเด็กแรกเกิดที่พัฒนาขึ้นมาให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คือเริ่มจากการดูที่เส้นความยากจน (Poverty line)

“สมมติว่าเรากำหนดตัวเลขไว้ที่ 3,000 บาทต่อเดือน ต่อคน ต่อครอบครัว ในกรณีที่คุณมีรายได้ต่ำกว่านี้ และยังเข้าเงื่อนไขบางอย่าง เช่น มีคนว่างงาน มีผู้สูงอายุหรือผู้พิการในครอบครัว คุณก็อาจจัดอยู่ในข่ายที่เราคิดว่าต้องได้รับความช่วยเหลือ”

“อีกปัจจัยหนึ่งคือ การประเมินทรัพย์สิน ดูว่าคุณมีทรัพย์สินมากน้อยขนาดไหน ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร แต่มีที่ดินเพื่อการเกษตรน้อย ก็มีแนวโน้มว่าจะมีรายได้น้อย รวมถึงดูว่าคุณมีทรัพย์สินที่เป็นสินค้าคงทนหรือไม่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ปลอดภัยพอไหม ตรงนี้โกหกยากนะครับ ถ้าเราไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนก็จะเห็นสภาพความเป็นจริงเลย” ชัยยุทธอธิบาย พร้อมทั้งเสริมว่า ในอนาคต อาจจะเพิ่มปัจจัยเรื่องการเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำดื่มสะอาดด้วย

เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อมูลมาเข้าเครื่องมือทางสถิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าต่างๆ ที่จะโยงกับเรื่องรายได้ โดยตัวแปรแต่ละตัวจะสะท้อนว่า เจ้าของข้อมูลนั้นมีรายได้มากน้อยขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม ชัยยุทธชี้ให้เห็นว่า การออกแบบทั้งกระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะโดยทั่วไปแล้ว กลุ่มคนยากจนหรือยากไร้จะมีต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอื่นในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ และอาจอยู่ในที่ๆ หาตัวได้ลำบาก คณะทำงานจึงต้องหาวิธีที่จะนำกลุ่มคนเหล่านี้มาเข้าสู่กระบวนการให้ได้ แต่ในกรณีของเด็กนักเรียน อาจโชคดีหน่อยตรงที่ข้อมูลและตัวเด็กอยู่ที่โรงเรียนอยู่แล้ว

“สพฐ. มีโครงการที่ให้คุณครูไปเยี่ยมบ้านนักเรียน ซึ่งจะทำให้คุณครูเห็นสภาพความเป็นจริงของเด็กเวลาอยู่ที่บ้าน สมมติเจอเด็กที่มาเรียนในสภาพไม่พร้อม ไม่ได้กินข้าวเช้า เวลาไปที่บ้านก็อาจจะเห็นว่า เด็กไม่ได้กินข้าวเช้า เพราะพ่อแม่ต้องรีบไปทำมาหากิน เลยจำเป็นต้องให้ลูกหาข้าวกินเอง แบบนี้ก็มีเยอะ ตรงนี้โรงเรียนอาจช่วยได้ เช่น อาจจัดให้มีการกินข้าวเที่ยงเร็วขึ้น”

“ทีนี้ เวลาคุณครูไปเยี่ยมบ้าน จะมีการทำแบบสอบถามเกี่ยวกับรายได้และตัวชี้วัดนิดหน่อย อีกเรื่องหนึ่งที่เราพบคือ เราพยายามบอกให้ครูถ่ายรูปบ้านทั้งด้านนอกและด้านในมาด้วย แต่เราก็กังวลอยู่เหมือนกันว่า ครูอาจจะไม่อยากถ่าย หรือผู้ปกครองอาจจะอาย บางทีครูก็จะต้องเป็นคนบันทึกเอง ซึ่งเราก็อยากลดภาระของครูตรงนี้ โดยให้มีกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนเข้ามาช่วยยืนยันว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลจริง”

ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ คณะทำงานอาจใช้วิธีอื่นควบคู่ไปกับเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วย เช่น ใช้การสอบถามรายได้ หรือใช้เครื่องมือของสพฐ. ที่ตีค่าออกมาเป็นคะแนน 100 (ยากจนมาก) – 0 (ยากจนน้อย) และนำมาระบุเป็นเกณฑ์ความยากจนพิเศษของกองทุนอีกทีหนึ่ง

สุดท้าย เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดออกมาแล้ว กสศ. จึงจะประเมินและประกาศรายชื่อที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง และทำการจัดสรรเงินต่อไป ทั้งนี้ ชัยยุทธเสริมว่า ชุมชนหรือคณะกรรมการสถานศึกษาควรจะเข้ามามีบทบาทในการดูแล และให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้เด็กคนไหนถูกลืมไว้ข้างหลัง

ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การคัดกรองทำให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพที่สุด ภายใต้งบประมาณที่จำกัด – ชญานี ชวะโนทย์

ต่อจากกระบวนการในการคัดกรอง ผศ.ดร.ชญานี ชวะโนทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการคัดกรองของภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โดยชญานีเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า นอกจากการคัดกรองในกลุ่มโรงเรียนสังกัด สพฐ. แล้ว จะมีการรวมเด็กที่เข้ามาใหม่ คือระดับชั้นป.1 ป.4 และม.1 รวมถึงกลุ่มที่เป็นชั้นเคลื่อน (ป.2-3 และ ป.5-6) ที่อาจตกหล่นจากการคัดกรองในปีก่อนเข้ามาสู่ระบบการคัดกรองด้วย รวมถึงกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จาก 10 จังหวัดนำร่อง และกลุ่มโรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่จะเข้ามาร่วมด้วย ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

สำหรับเกณฑ์การคัดกรอง จะประกอบด้วยเรื่องรายได้ คือถ้ารายได้เกิน 3,000 บาท จะถือว่าเป็นกลุ่มรายได้เกิน แต่ถ้ารายได้น้อยกว่า 3,000 บาท จะถูกจัดกลุ่มแยกย่อยออกเป็นกลุ่มยากจนน้อย ยากจน และยากจนพิเศษ ซึ่งกลุ่มหลังจะเป็นกลุ่มที่กองทุนได้เพิ่มตัวเงินช่วยเหลือให้ และโรงเรียนในแต่ละสังกัดก็จะเปรียบเทียบแยกกันด้วย

ชญานียอมรับว่า หากเป็นไปได้ ก็อยากจะให้ความช่วยเหลือกับทุกคนที่มีรายได้น้อยกว่า 3,000 บาท แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณทำให้ต้องมีการคัดกรองอีกทีหนึ่ง ซึ่งการคัดกรองจะใช้การวัดรายได้โดยอ้อม (PMT) ซึ่งดูจากเกณฑ์ต่างๆ ที่น่าจะมีผลในการประเมินตัวรายได้ แล้วคำนวณออกมาเป็นคะแนนความยากจน ซึ่งจะเชื่อมกับตัวรายได้อีกที

ในเบื้องต้น ทางคณะทำงานจะใช้รายได้ที่ได้มาจากการรายงานในครัวเรือนก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวผู้ปกครองหรือครูด้วยว่าจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงนำข้อมูลมาประมาณการ และแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งผลปรากฏว่ามีการประมาณการคลาดเคลื่อน 2 กลุ่ม คือกลุ่ม exclusion error (กลุ่มที่ PMT บอกว่าไม่จน แต่รายได้ครัวเรือนระบุว่าจน) คิดเป็นประมาณ 33% และ inclusion error (กลุ่มที่ PMT บอกว่าจน แต่รายได้ครัวเรือนระบุว่าไม่จน) ประมาณ 38%

ในตอนท้าย ชญานีสรุปสิ่งที่คณะทำงานค้นพบคือ คะแนนความยากจนที่คำนวณจากเกณฑ์หลายๆ เกณฑ์นั้น ไปในทิศทางเดียวกับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อหัว และกลุ่มที่ได้คะแนนความยากจนค่อนข้างมากที่สุดคือ กลุ่มนักเรียน ตชด. ขณะที่ในภาพรวม ถ้านับจำนวนตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ ทางคณะทำงานคัดเด็กยากจนมาได้ทั้งหมดประมาณเกือบ 1,700,000 คน และเป็นเด็กยากจนพิเศษจำนวน 700,000 คน

การมีส่วนร่วมคือหนึ่งในหัวใจสำคัญในการคัดกรองเด็กยากจน – ธร ปีติดล

ผศ.ดร.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ.ดร.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“กสศ. เป็นหน่วยงานที่อาจจะไม่ได้ลงทุนเยอะ เพราะมีพาร์ทเนอร์ที่สำคัญคือโรงเรียน กสศ. จึงมีหน้าที่นำสิ่งที่โรงเรียนทำอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับกระบวนการคัดกรองของตน ส่วนครูก็มีหน้าที่นำโครงการของ กสศ. ไปปฏิบัติในพื้นที่ เช่น กระบวนการเยี่ยมบ้านนักเรียน ก็เป็นกระบวนการที่ถูกดึงมาเพื่อช่วยในส่วนของการเก็บข้อมูล”

ผศ.ดร.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นอธิบายในมิติการดำเนินการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับรองผลการคัดกรอง โดยชี้ให้เห็นว่า แม้โรงเรียนจะมีส่วนช่วย กสศ. ได้มาก แต่ตัวโรงเรียนเองก็สร้างความท้าทายให้ กสศ. ได้เช่นกัน เพราะศักยภาพในการทำงานของ กสศ. โดยเฉพาะในเรื่องการคัดกรองนักเรียน อิงอยู่กับศักยภาพการทำงานของโรงเรียน จึงนำไปสู่คำถามสำคัญคือ ถ้าอยากให้โรงเรียนกับ กสศ. ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องทำอย่างไรบ้าง

“ต้องบอกก่อนว่า กสศ. สามารถเริ่มทำได้หลายอย่างนะครับ ไม่ว่าจะให้แรงจูงใจกับโรงเรียนหรือกับครู และหนึ่งอย่างที่ กสศ. สามารถทำได้คือ การนำกระบวนการมีส่วนร่วมเข้ามาช่วยในการทำงานของโรงเรียน ซึ่ง กสศ. ก็สามารถนำกระบวนการดังกล่าวมาช่วยพัฒนาการทำงานของตัวเองให้ดีขึ้นได้เช่นกัน”

ธรยกตัวอย่างโครงการในระดับสากลอย่างโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) ที่เม็กซิโก หรือกระบวนการคัดกรองคนยากจนในอินโดนีเซีย ที่นำเอาการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้ามาร่วมรับทราบและรับรองผล รวมถึงให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่อาจตกหล่นไปในการคัดกรองด้วย

ธรเห็นว่า โมเดลในการสร้างการมีส่วนร่วมของ กสศ. เป็นโมเดลที่น่าสนใจ โดย กสศ. ได้ดึงคณะกรรมการสถานศึกษาส่วนหนึ่งเข้ามา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับโรงเรียน โดยตัวแทนที่เข้าร่วมจะประกอบด้วยประธาน ผู้แทนชุมชน ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้อำนวยการ และตัวแทนครู ซึ่งทั้ง 5 คนนี้มีหน้าที่รับรองผลการคัดกรองที่ได้หลังกระบวนการเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบเสร็จสิ้น และยังมีหน้าที่รับรองรายชื่อนักเรียนที่จะได้รับทุนสนับสนุนอีกด้วย

นอกจากทำการรับรองผลและรายชื่อนักเรียนแล้ว ธรยังชี้ให้เห็นประโยชน์ของการที่กรรมการสถานศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม กล่าวคือ กรรมการเหล่านี้เป็นคนในพื้นที่ จึงอาจมีข้อมูลอื่นที่นำมาเสริมกับการคัดกรองได้ และจะช่วยตรวจสอบผลว่า ข้อมูลที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ครูหรือผู้ที่ทำงานเก็บข้อมูล มีแนวโน้มจะทำงานได้รัดกุมมากขึ้นเมื่อมีคนตรวจสอบ สุดท้ายคือการมีส่วนร่วมยังช่วยสร้างการยอมรับในพื้นที่ด้วย เพราะถ้าผู้ปกครองทราบว่ามีตัวแทนมาร่วมตรวจสอบผลลัพธ์ ก็จะมองว่าผลที่ออกมาเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ธรชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของโมเดลนี้เช่นกันว่า แม้การนำสิ่งที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนมาใช้มีข้อดี แต่ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายอย่างมาก เพราะการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นผ่านกรรมการสถานศึกษา ย่อมถูกจำกัดด้วยศักยภาพของกรรมการสถานศึกษาเอง

“ปกติแล้ว โรงเรียนจะจำกัดหน้าที่ของกรรมการสถานศึกษาอยู่บางประการ คือในภาพใหญ่ โรงเรียนส่วนมากมักจะนำกรรมการเข้ามาใช้ในการระดมทุนทำกิจกรรมมากกว่า แต่ถ้าเป็นด้านการปฏิบัติงานของครู กรรมการสถานศึกษาก็ยังมีส่วนร่วมได้น้อยอยู่”

“ภาพใหญ่นี้จะส่งผลมาถึงการมีส่วนร่วมในขั้นตอนการรับรองเหมือนกัน คือพอกรรมการเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว โรงเรียนก็จะมองเหมือนกับว่า นี่เป็นเรื่องการปฏิบัติงานของโรงเรียน จึงอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ขณะที่ตัวกรรมการเองก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ช่วยทำกิจกรรมหรือระดมทุน กรรมการจึงมักเป็นกลุ่มคนที่มีเงิน หรือมีตำแหน่งใหญ่ ซึ่งก็มีเวลาน้อยอยู่แล้ว ทำให้เข้ามาช่วยในกระบวนการได้น้อยด้วย”

นอกจากนี้ โรงเรียนแต่ละโรงเรียนอาจเจอข้อจำกัดไม่เหมือนกัน กล่าวคือ คนทั่วไปมักคิดว่า กรรมการสถานศึกษาหรือคนในชุมชนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาตัวคัดกรอง จะต้องเป็นคนที่รู้หรือมีข้อมูลในระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรงเรียนมีหลายรูปแบบ และประกอบไปด้วยเด็กที่มีภูมิหลังที่หลากหลาย ทำให้กรรมการอาจไม่ทราบข้อมูลทั้งหมดว่า นักเรียนคนใดบ้างที่มีฐานะยากจน และอีกข้อที่สำคัญคือ กรรมการสถานศึกษาอาจเน้นช่วยเหลือเครือข่ายของคนที่ตนเองรู้จักหรือใกล้ชิดก่อน

แต่ใช่ว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคไปเสียหมด ธรเสนอว่า กสศ. สามารถนำความท้าทายเหล่านี้มาเป็นโจทย์ในอนาคตได้ หรือแม้แต่คิดไปถึงโจทย์ที่ใหญ่กว่า คือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการช่วยออกแบบการทำงานของตนให้ดีขึ้น หรือจะออกแบบแรงจูงใจให้กับโรงเรียน ครู รวมไปถึงกรรมการสถานศึกษาเข้ามาช่วยทำงานได้อย่างไร

“สิ่งที่เราทำได้อย่างแน่นอนคือ การนำกรรมการสถานศึกษามาช่วยในการตรวจสอบกระบวนการ รวมถึงเข้ามาช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับครูที่กำลังทำโครงการนี้อยู่ ตรงนี้เป็นส่วนที่คณะกรรมการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และน่าจะช่วยให้โครงการนี้เกิดผลดีมากขึ้น”

“ระบบที่ออกแบบมาค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้คนที่นำไปปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้อย่างดีด้วย ซึ่งนี่จะเป็นอีกด้านที่มีความท้าทายมากทีเดียว” ธรปิดท้าย


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save