อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

ไม่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงแท้แน่นอนหรือไม่ในเดือนกุมภาพันธ์ศกหน้า แต่ถึงอย่างไรก็ตามที ระบอบปกครอง คสช. ก็คงไม่สามารถที่จะยื้อยุดฉุดกระชากลากถูอยู่ในอำนาจอีกต่อไปได้สักกี่มากน้อย ภายใต้รูปแบบที่มาโดยตรงจากการทำรัฐประหาร ให้เป็นที่สุ่มเสี่ยงกับการลุกฮือขึ้นมาของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแท้จริง

ตะบี้ตะบันดันทุรังต่อไป ใบหน้าจอมพล ถนอม กิตติขจร พลเอก สุจินดา คราประยูร ก็คงจะล่องลอยปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไปทุกค่ำเช้าจนกว่าจะลงจากหลังเสือ

ท่าทีบรรยากาศการผ่อนปรนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นได้ว่าผู้ปกครอง คสช. เองล่วงรู้ดีว่า จะลุแก่อำนาจ ตะบี้ตะบันดันทุรังกันต่อไปอย่างเดิมคงไม่ได้แล้ว จำต้องเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องพลิกแพลง แสดงให้เห็นถึงความแปลกใหม่ขึ้นมาบ้าง แม้จะมิได้เต็มอกเต็มใจ

ยามนี้ สามสี่ปีที่ผ่านมา ยาวนานเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่เบื่อหน่าย เอือมระอา ใกล้ถึงขีดจำกัดความอดทน

อาจจะยกเว้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

แต่สำหรับปุถุชนคนทั่วไป ซึ่งมีสติสัมปชัญญะ สมองยังตรองตรรกะ หลักการและเหตุผลได้แล้ว ย่อมเห็นพ้องต้องกันว่า คสช. ล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่สามารถคืนความสุขให้กับประชาชนได้เหมือนอย่างเช่นที่ได้โอ้อวดเอาไว้

ประทานโทษเถอะ เส็งเคร็ง เฮงซวย มิได้ผิดแปลกแตกต่างไปจากรัฐบาลพลเรือน หรือนักการเมืองที่มาจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง การทำมาหากินฝืดเคือง

ช่องว่างความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนในชาติ ที่ผู้ปกครองทุกคณะแสร้งนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น เพราะตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าว ขยายถ่างความแตกต่างระหว่างชนชั้นนำในสังคมซึ่งเป็นคนส่วนน้อยกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โกงบ้านกินเมืองของเหล่าบรรดาข้าราชการ พนักงานของรัฐและนักการเมืองทุกระดับ ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงการดำรงอยู่ของธุรกิจสีเทา สิ่งผิดกฎหมายทั้งหลายในบ้านเมือง

มีการรีดไถ ส่งส่วย เรียกรับประโยชน์กันเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปจนถึงข้างบน

การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในราคาสินค้าและบริการ ที่ชาวบ้านราษฎรผู้สุจริตต้องแบกรับ รวมทั้งคุณภาพของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ประชาชนพึงได้รับจากรัฐ

ประเทศนี้จึงเป็นเหมือนดั่งสวรรค์วิมานของชนชั้นนำซึ่งอยู่บนส่วนยอดของสังคม ข้าราชการและนักการเมืองซึ่งสามารถแสวงประโยชน์จากการทุจริตคอร์รัปชันได้ ต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า

เป็นห่วงโซ่โครงข่ายร้อยโยงเชื่อมใยกันทั้งประเทศ โดยต่างอุปถัมภ์ พึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก

ลูบหน้าก็ปะจมูก

ไม่มีอุบัติเหตุนอกเหนือการควบคุมบงการ ก็ยากที่ใครจะไปจัดการอะไรได้

ปฎิรูปกี่ครั้ง รัฐประหารอีกกี่หนก็คงจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ตราบเท่าที่ยังไม่ยอมรับความเป็นจริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทั้งระบอบอย่างแท้จริง

ไม่แปลกอะไรที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี จะรำป้อมาสามสี่ปีแล้ว แต่เอาเข้าจริงกลับแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองไม่ได้

สภาพการณ์ความเป็นจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไรด้วย ที่บ้านนี้เมืองนี้มิอาจจะก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยได้

ต้องอยู่ภายใต้ระบอบอึมครึมแบบ “ไทยนิยม” กันไปตามประสายถากรรม

บรรยากาศความรู้สึกอึดอัดอัดอั้นของประชาชน ทำให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ยากขึ้นทุกที และถือเป็นโอกาสให้นักการเมืองมนุษย์เลือกตั้งได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

เต้นฟุตเวิร์ค ตีอกชกลมกันสนุกสนาน

บางคนปากกล้าท้าทายกองทัพ บางคนจีบปากจีบคอด่าทหาร บางคนฝันว่าคนนั้นคนนี้จะกลับมา

สรวลสันต์เฮฮา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่เคยได้ยินเสียง

การเปิดรับจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกิจกรรมการเปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองเก่า ยืนยันสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกพรรค ทำให้ประชาชนคนทั้งประเทศพอได้เห็นโฉมหน้าของนักการเมือง ซึ่งอาสาเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมือง

ท่ามกลางความรู้สึกโหยหาสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่หรือพรรคการเมืองใหม่

แต่ความเป็นจริง มนุษย์เลือกตั้งหน้าเก่าคนเดิมที่เคยเป็นปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ยังลอยหน้าลอยตามากันพร้อมเพรียง

สำหรับนักการเมืองหน้าใหม่เท่าที่เห็น นอกเหนือไปจากตัวประกอบฉากเสียเป็นส่วนใหญ่ หากไม่ใช่นอมินีของระบอบปกครอง คสช. จนแล้วจนรอดก็ดูเหมือนจะเป็นพวกลูกเสือลูกตะเข้ หรือหลานตะโขง เสียมากกว่า ที่ไม่น่าจะส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการเมืองตามมามากมายนัก

ไม่ว่าจะเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา, ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช พรรคเพื่อไทย, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาธิปัตย์

หรือแม้แต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ก็ตามที ที่ถึงแม้จะได้สะท้อนความก้าวหน้า นำเสนอแนวความคิดใหม่ โอ่อ่าหลากหลายประเด็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะผลักดันดำเนินการให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ความจริงขึ้นมาได้ในวันนี้วันพรุ่ง

แค่เอาชนะเลือกตั้งยังยากแล้วเลย

มิพักฝันไปไกลถึงการทลายพลังอนุรักษ์ วัฏจักรวงจรซึ่งอุปถัมภ์เกื้อหนุนให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ภายในเวลาชั่วครูชั่วยาม

หลายคนจึงได้แต่คาดหวังเอาไว้ว่า พรรคการเมืองใหม่นี้จะได้จุดประกายทางความคิดให้กับสังคม ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในวันข้างหน้า สมดั่งนามของพรรคอนาคตใหม่

น่าเสียดายกับการที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เคยร่วมรณรงค์ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาก่อน แต่ครั้นเมื่อเปลี่ยนสถานะมาเป็นนักการเมืองไม่ทันไร กลับออกคำแถลงระบุว่า การรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เป็นการกระทำและความเห็นส่วนตน ไม่เกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่

“ผมขอยืนยันว่า ผมจะไม่นำเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาเกี่ยวข้องกับพรรคและไม่นำไปผลักดันในพรรค”

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้ว ข้อเสนอเกี่ยวด้วยการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นประเด็นสำคัญปัญหาหนึ่งที่ผู้คนในสังคมสื่อสารแสดงความคิดเห็นกันมาช้านาน โดยมิได้มีจิตเจตนามุ่งหมายไปในทางร้ายแต่ประการใด

ถึงขนาดคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมี นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็เคยเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุง เพื่อมิให้มีการนำเอากฎหมายมาตราดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง หรือแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำลายล้างกัน

แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ประสาชาวบ้านคงจะบอกว่า จบข่าว

หนังเลิก ลุกขึ้นยืนตรงฟังเพลงข่าวอ … ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ บ้านใครบ้านมัน …..

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่