ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

 

เมื่อการสู้รบไม่ได้ว่ากันด้วยกองทัพหรือดาบทวน แต่เปลี่ยนเป็นเม็ดเงินบุกทะลวงเข้ามาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ผู้คนจึงไม่จำเป็นต้องจับดาบ แต่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะความเจริญที่มาพร้อมการพัฒนาจากการลงทุน และในบางทีการโหมพัฒนาอาจตัดผ่านหน้าบ้านเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ที่ทวาย จากเมืองที่เคยเป็นเมืองสำคัญทางการค้ามาตั้งแต่ยุคโบราณ ตอนนี้ได้กลายเป็นเมืองท่าสำคัญของพม่า ที่สมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยสวนหมาก มะม่วงหิมพานต์ ทรัพยากรทางทะเลและแม่น้ำ โดยมีภูเขาและป่าไม้ที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ หากไม่นับทางดินลูกรังสีน้ำตาล ทวายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ สีน้ำเงินของทะเล และสีฉูดฉาดของเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่

และเพราะเป็นเมืองที่สมบูรณ์พร้อมเช่นนี้ ทวายจึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่กำลังจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการระยะแรก บนพื้นที่กว่า 196.5 ตารางกิโลเมตร กวาดพื้นที่ริมหาดและหมู่บ้านจำนวนมาก ทั้งยังมีการสร้าง Road Link ระยะทาง 138 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างพุน้ำร้อน เมืองชายแดนฝั่งกาญจนบุรีที่ตัดผ่านพื้นที่ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU –The Karen National Union) เข้าไปสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย รวมถึงการหาพื้นที่สร้างเขื่อนเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

โครงการเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีการตัดถนน กวาดล้างป่าชายเลน และย้ายชาวบ้านที่เคยเป็นชาวประมงให้ไปอยู่ในบ้านจัดสรรที่เตรียมไว้ให้ เปลี่ยนวิถีจากหาปลาเป็นปลูกผักขาย

แน่นอน ผลกระทบที่มากมายเช่นนี้ย่อมถูกคัดค้านจากคนในชุมชน ปัจจุบันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง

ตลอดการลงพื้นที่ในทวาย เพื่อดูผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ เราพบทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ และกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานในประเด็นสิ่งแวดล้อม หลายคนมีความเห็นที่เผ็ดร้อน บ้างก็บอกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษกระทบกับความเป็นอยู่เดิมของชุมชน บ้างก็บอกว่าการตัดถนนกินพื้นที่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน แต่ถึงอย่างนั้น ในบางความเห็นของคนหนุ่มสาว พวกเขาอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าเราจะอยู่ในสังคมแบบไหน มีคุณภาพชีวิตแบบไหน และมีมุมมองต่อการพัฒนาอย่างไร สิ่งที่เรามิอาจมองข้ามคือเสียงและวิถีของคนหนุ่มสาว ที่พวกเขาต้องอยู่ต่อไปอีกนาน และเราอาจต้องหาพื้นที่ตรงกลางให้เจอ

101 จึงหยิบเอาบางเสียงและภาพของคนหนุ่มสาวในทวายมาเล่าสู่กันฟัง

 

 

 

1. สาววัย 21 ปี ในหมู่บ้านตะบิวชอง หมู่บ้านที่โดนผลกระทบจากการสร้าง Road Link ถนนตัดใหม่เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย-พุน้ำร้อน เธอเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคทวายในตัวเมือง ทุกวันเธอและเพื่อนต้องขับมอเตอร์ไซค์ระยะทางกว่า 43 ไมล์บนถนนลูกรังเลาะภูเขาเพื่อไปเรียน

ระหว่างที่นักข่าวนั่งคุยกับผู้นำชุมชนเรื่องผลกระทบจากการสร้างถนน เธอมานั่งฟังด้วยเงียบๆ และยิ้มเขินเมื่อมีคนชวนคุย เธอหยิบระกำจากมือเพื่อน ประณีตแกะแล้วยื่นให้ชิมอย่างบรรจง

เมื่อถูกถามว่า “Do you want a road” เธอยิ้มไร้เสียง

 

 

2. มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะหลักของคนในหมู่บ้านห่างไกลตัวเมือง หญิงสาวทาแป้งทานาคาควบรถด้วยความเคยชิน เพื่อนสนิทเดินตามมาซ้อนอย่างสบายใจ เธอสตาร์ตรถอยู่นานแต่ได้ยินเพียงเสียง ‘แต้กๆๆ’ จนพี่ชายต้องเดินมาช่วยเข็นจากด้านหลัง รถทะยานลงเนินไปตามแรงผลัก แล้วเครื่องยนต์ค่อยดังสนั่นเมื่อรถอยู่บนถนนแล้ว

พวกเธอจะไปไหน ไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ ก่อนออกไป เธอขอแอคเคาท์เฟซบุ๊กไว้ และบอกว่า เธอจะแอดมาก็ต่อเมื่อเข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตที่โรงเรียนในตัวเมืองทวาย

ระหว่างที่ผู้ใหญ่ยังถกเถียงเรื่องถนนที่ตัดกระทบสวนหมาก เธอก็หวังว่าอยากจะขับรถไปเรียนในเส้นทางที่สะดวกสบายกว่านี้ เช่นเดียวกับเพื่อนของเธอที่ซ้อนท้ายอยู่

 

 

3. Nanc Ka Ngaw Doh Soe หนุ่มอายุ 23 ปี ลูกชายผู้นำหมู่บ้านตะบิวชอง ที่เคี้ยวหมาก นุ่งโสร่ง และพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ

เขาเป็นเด็กหนุ่ม ‘หัวก้าวหน้า’ เคยไปเรียนแบบอิสระที่ย่างกุ้ง พร้อมกับหนุ่มสาวอีกหลายคนที่จับกลุ่มเรียนกันเองในชื่อ Sky Age Free Mobile Education Group เขาเลือกเรียนเกี่ยวกับการเมืองและภาษาอังกฤษ นั่นทำให้เขามีมุมมองต่อการพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองที่น่าสนใจ

จากที่ฟังเขานั่งคุยกับนักข่าวสาว เขาเห็นด้วยว่าต้องสร้างถนน เพราะตอนนี้ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ในตัวเมืองทวาย ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล เจ็บป่วยแต่ละทีต้องขี่มอ’ไซค์เข้าเมืองฝ่าฝุ่นควันเข้าไป แน่นอน — นี่ไม่อาจนับเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีนัก

เขาเสริมว่า การก่อสร้างถนนต้องโปร่งใส ต้องนำข้อมูลมากางให้ชาวบ้านเข้าใจอย่างกระจ่างและเป็นจริง และต้องฟังเสียงของคนทุกวัย ไม่ใช่แค่เสียงของผู้ใหญ่ที่เป็นรุ่นพ่อแม่ของเขาอย่างเดียวเท่านั้น

 

 

4. เราเจอกันครั้งแรกที่บ้านบาวาห์ เขากำลังเตะลูกบอลยางอยู่

บ้านบาวาห์เป็นที่ตั้งของ ‘ที่อยู่ใหม่’ สำหรับชาวบ้านที่โดนไล่รื้อบ้านเพื่อสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ท่ามกลางบ้านปูนที่ถูกสร้างเหมือนกัน ‘เป๊ะๆ’ ในรูปแบบบ้านจัดสรรที่แทบไม่มีคนอยู่ ยังมีบ้านไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงนี้มานาน และยังคงวิถีชีวิตคล้ายเดิมเอาไว้

ตอนเย็น ใต้ถุนบ้านกลายเป็นที่ขูดมะพร้าวและแกะหอยที่หาได้จากทะเล ขณะที่ลานดินข้างบ้านกลายเป็นสนามตะกร้อ เชือกเส้นบางขึงพาดแทนตาข่าย ลูกบอลยางเปื้อนดินแทนตะกร้อหวาย ไม่มีนันยาง มีเพียงฝ่าเท้าลุ่นๆ ของทั้งสองฝั่ง

ฉันลงสนามไปประลองกับเขาด้วย แบกเอาศักดิ์ศรีความเป็นคนบ้านเดียวกันกับพรชัย เค้าแก้ว นักตะกร้อทีมชาติไว้บนบ่า ก่อนจะพบว่า แค่จะรับลูกเตะของเด็กหนุ่มก็แทบจะต้องไปฝึกสเต็ปการก้าวขามาใหม่

 

 

5. หนุ่มคนนี้เพิ่งตามมาทีหลัง หลังจากที่เท้าของฉันบวมไปแล้ว เขาสวมเสื้อฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ และยิ้มเขินอายไม่มีคำตอบเมื่อถามว่าซื้อเสื้อมาจากไหน

เราไม่ได้สนทนากันมากนัก แต่เชื่อมสัมพันธ์ด้วยลูกบอลยาง แม้รอยยิ้มไม่มีพิษภัย แต่ฝีเท้าของเขาร้ายกาจยิ่ง !

 

 

6. ที่ตลาดปลาตะบอเส็ก ตลาดปลาขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนชายหาดให้เป็นชั้นวางอาหารทะเล ปลาสดๆ ที่เพิ่งลงจากเรือวางเรียงรายอยู่บนพื้นทราย หมู่บ้านนี้ไม่ไกลจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ และหากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก ชายหาดนี้จะได้รับผลกระทบทางตรงทันที

ณ ตอนนี้ ท่าเรือน้ำลึกทวายยังไม่ปรากฏ ตั้งแต่ตี 4 ตลาดปลายังคึกคัก ปลาหลากชนิดทั้งปลาทู ปลากระเบน ปลาปักเป้า ฯลฯ รอให้คนมาช้อปปิ้ง ผู้คนขวักไขว่เดินส่วนส่านทั้งคนซื้อคนขาย บางพ่อค้าแม่ค้ามาเหมาเอาปลาที่นี่เพื่อไปขายที่ตลาดสดในเมือง

หญิงสาวในภาพวางผ้ารองหัวเพื่อยกกะละมังปลาขนย้ายไปที่อื่น ลายทานาคาบนแก้มของเธอละม้ายกับลายบนโสร่ง — อาจโดยบังเอิญหรือตั้งใจ

 

 

7. เด็กหนุ่มสวมชุดบอลขนปลาลงจากเรือที่ล่องทะเลมาตลอดทั้งคืน

 

 

8. กังนัมสไตล์ในทวาย แสงแรกของวันเรื่อเรืองไปทั่วหาด สาวเสื้อกังนัมเอากะละมังเปล่าเทินบนหัว ยืนรอดูคนเลือกปลาด้วยท่าทีสบายๆ การทรงตัวในระดับดีเยี่ยม และพละกำลังแขนอยู่ในระดับดียอด

 

 

9. ที่หมู่บ้านกาโลนทา หนึ่งในหมู่บ้านที่มีการรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งของชาวบ้านและผู้นำชุมชนที่เป็นหลวงพ่อ หากมีการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นจริง บ้านกาโลนทาจะเป็นพื้นที่สร้างเขื่อนเพื่อเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมต่างๆ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อทั้งสวนหมาก และวิถีชีวิตเดิมของชาวบ้าน ตอนนี้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community – Based Tourism – CBT) เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมและช่วยจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เดิม

เด็กหนุ่มคนนี้ขับมอเตอร์ไซค์เท้าเปล่าเข้ามาในวัดกาโลนทา เห็นได้ชัดว่ารถของเขาผ่านการแต่งมาอย่างตั้งอกตั้งใจ โสร่งลายเรียบกับเสื้อยืดเป็นสไตล์การแต่งตัวของวัยรุ่นที่นี่

ต่างความเห็น ต่างมุมมอง และวิถีชีวิตไม่ได้มีแบบเดียว

 

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงพื้นที่ทำข่าว สนับสนุนโดย Earth Journalism Network ภายใต้ Internews และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร และจบปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ