ศิลปะ โรคจิตเภท และ ‘N01SE.jpg’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ของ ณณฐ ธนพรรพี

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

หลังจากได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในศิลปินของโครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ Early Year Project ครั้งที่ 3 โครงการที่จัดขึ้นโดยหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครในปี 2561  จั๊ม – ณณฐ ธนพรรพี ชายหนุ่มในวัย 24 ปี ก็เดินทางสู่ถนนสายศิลปินด้วยก้าวย่างที่กล้าหาญ

‘N01SE.jpg’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาว่าด้วยขีดจำกัดของกล้องถ่ายภาพ กำลังจัดแสดงอยู่ที่แสงนวลแลป พร้อมกันกับที่ตัวเขาไม่เคยหยุดฝันและปลูกสร้างความสร้างสรรค์ในก้าวถัดไป

มองเพียงผิวเผิน จั๊มเป็นชายหนุ่มในวัยเริ่มชีวิตเฉกเช่นหนุ่มสาวทั่วไป ตัดผมสั้น สวมเสื้อผ้าง่ายๆ สะพายกระเป๋าผ้า สดใสไม่มากไม่น้อยกว่าที่วัยรุ่นควรจะเป็น และแม้ผู้เขียนจะบรรจงเขียนให้เขาเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองแค่ไหน ด้วยท่าทีที่เรียบง่าย เขาก็ยังคงระบุว่าตัวเองเป็นเพียง  ‘part-time artist , full-time salary man’ (ศิลปินนอกเวลา มนุษย์เงินเดือนเต็มเวลา) คนหนึ่งเท่านั้น

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่คอยจับตามองผลงานและชีวิตของจั๊มอย่างไม่ใกล้ไม่ไกล ผู้เขียนพบว่าความเรียบง่ายของจั๊ม ประกอบสร้างมาจากประสบการณ์ที่ยากจะผ่าน และหัวใจที่กล้าหาญอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนถูกคัดเลือกจากโครงการ Early Year Project  และได้จัดแสดงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘No Man’s Land’  ภาพยนตร์สะท้อนชีวิตของ ‘บังนู’ ชายชาวโรฮิงญาที่พลัดถิ่นมาอยู่ในประเทศไทย

จั๊มพบว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคซึ่งก่อความผิดปกติทางความคิด พร้อมกับอาการหลงผิดและประสาทหลอน จนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเขาชั่วขณะหนึ่ง จากผลสำรวจของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention) ในทุกๆ 100 คน จะพบผู้ที่ป่วยเช่นจั๊ม 1 คน และมีผู้ป่วยเพียง 20-30 % ที่จะอาการดีขึ้นจนใช้ชีวิตได้

ผ่านเวลาแห่งการรักษาเยียวยากว่าปี จั๊มไม่เพียงดีขึ้น แต่กลับเข้าสู่เส้นทางของตัวเองในฐานะศิลปินหน้าใหม่ เขาฟื้นฟูความคิดสร้างสรรค์กลับมา โดยไม่เคยยกประสบการณ์ครั้งนี้ มาบดบังความรักจะเป็นศิลปินของเขาสักครั้ง

จุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปิน ผ่านขีดจำกัดของตัวเขาในยามป่วย สู่นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก และศิลปะที่อยู่กับเขาตลอดทาง คือบทสนทนาที่จั๊มแชร์กับเราในครั้งนี้

 

 

 

“มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีรูปแบบอะไรเลย เป็นแค่การสร้างระบบความคิดบางอย่างจากสิ่งที่เราสัมผัส ในประสบการณ์ทุกอย่างที่จะมีได้ในชีวิต”

 

 

 

 

 

 

 

“เป็น part-time artist, full-time salary man แต่พยายามจะสลับให้ artist เป็น full-time อยู่ (หัวเราะ)” นี่คือคำตอบของจั๊มเมื่อผู้เขียนลองให้เขานิยามตัวเอง ด้วยความจำเป็นในการยังชีพ เขาทำงานประจำเป็นครีเอทีฟในบริษัทแห่งหนึ่ง ไปพร้อมๆ กับการสร้างงานศิลปะ “มันก็ต้องมีอะไรที่เอาไว้หล่อเลี้ยงความรู้สึก” เขาว่าอย่างนั้น

จั๊มสัมผัสงานศิลปะครั้งแรกในช่วงมัธยมปลาย จากการไปเป็นอาสาสมัครนำชมนิทรรศการของ อาจารย์สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ เขายอมรับว่าในตอนนั้นเขาเองยังไม่เข้าใจงานศิลปะสักเท่าไหร่นัก เพียงแต่ใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่ตนเองสนใจอยากสำรวจเท่านั้น

การเป็น ‘ศิลปิน’ เริ่มทำความรู้จักกับจั๊มครั้งแรกสมัยเรียนสาขาภาพยนตร์ ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิลปะในฐานะศิลปินของเขาเริ่มมาจากการทำกราฟฟิก และภาพถ่าย ไม่ใช่ภาพวาดหรืองานจิตรกรรม

“ช่วงมหา’ลัย เราถ่ายรูป ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าศิลปะได้หรือเปล่า แต่มันก็เริ่มจากการดูรูปถ่ายหลายๆ แบบของศิลปิน แล้วค้นพบว่ามีรูปถ่ายแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อนด้วย ตอนเด็กๆ ชอบดูงานกราฟิก ก็เริ่มฝึกทำกราฟิกดีไซน์แบบง่อยๆ สกิลเราห่วยมากแต่ก็พยายามจะหาช่องทาง พยายาม adapt งานจากสิ่งที่เห็น”

ในเส้นทางของศิลปินที่ทำงานศิลปะ หลายคนอาจเริ่มด้วยการสอบเข้าคณะศิลปะ ผ่านการสอบ drawing วาดรูปเหมือน เพื่อฝึกวิธีการฝนสายตาแบบศิลปิน เทียบเคียงกับเส้นทางของจั๊ม เขาฝึกฝนวิธีการทำงานศิลปะจากสิ่งที่เห็น ฟัง และอ่าน

“มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีรูปแบบอะไรเลย เป็นแค่การสร้างระบบความคิดบางอย่างจากสิ่งที่เราสัมผัส ในประสบการณ์ทุกอย่างที่จะมีได้ในชีวิต เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง แม้กระทั่งคุยกับคน หรือมองไปที่ถนนแล้วเห็นภาพอะไร ทุกอย่างก่อตัวขึ้นในชั่วโมงหรือระยะเวลาที่เราผ่านมา จนเรารู้สึกว่า อยากจะทำอะไรบางอย่างกับสิ่งที่ก่อตัวขึ้น”

ส่วนสายตาในการมองศิลปะของจั๊ม เกิดขึ้นจากการมอง visual ในงานกราฟิก ที่ใช้เซ้นส์แบบเดียวกับการมอง visual ในภาพวาด เมื่อถึงจังหวะชีวิตที่กล้องดิจิทัลมาอยู่ในมือ เขาจึงถ่ายภาพไปโดยไม่ไล่ตามความคมชัด ไม่ยี่หระกับภาพเบลอ – เหมือนคุณสมบัติไร้ขอบเขตของศิลปะ – อาจพูดเช่นนั้นได้

การนั่งเรียนศิลปะในห้องเรียนครั้งแรกของจั๊ม คือการเรียนวิชา ‘ภาพยนตร์ทดลอง’ ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นการเรียนศิลปะที่ซีเรียสขึ้น ไม่เหมือนศิลปะที่เคยเรียนในวัยมัธยม จั๊มได้ลองตั้งคำถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปะผ่านการเรียนวิชานี้ เขาจำได้ว่า อาจารย์ให้นักศึกษาอ่านความเรียงเรื่อง ‘งานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำแบบจักรกล’ (The Work of Art in the Age of Mechanical) ของ วอลเตอร์ เบนยามิน นักเขียน นักวิจารณ์ชาวยิว-เยอรมัน ความเรียงนี้เกิดในสมัยที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีกล้องหรือเทคโนโลยีดีๆ ในการสร้างผลงาน วอลเตอร์เขียนถึง ‘ออร่า’ ของงานศิลปะโดยตั้งคำถามว่า ในวันที่โลกสามารถผลิตงานแบบ Manufacture หรือการสร้างงานเป็นจำนวนมากได้ เช่น ภาพพิมพ์ที่ทำได้ทีละเยอะๆ ออร่าหรือบรรยากาศของงานศิลปะจะยังคงอยู่หรือไม่ ในเมื่อหลายๆ ครั้งออร่าเกิดจากการที่ผู้คนดูภาพศิลปะแล้วรู้สึกว่ามันมีแค่ชิ้นเดียว

“พออ่านแล้วอาจารย์ก็ให้ทุกคนเขียนจดหมายตอบกลับหาวอลเตอร์ ทำเหมือนว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เราจำไม่ได้แล้วว่าเขียนอะไรไปบ้าง แต่จำได้ว่าไม่เห็นด้วย เพราะปัจจุบันงานหลายอย่างมันกลายเป็นไฟล์แล้ว คำถามคือ แล้วไฟล์จะยังมีออร่าอยู่หรือเปล่า ถ้ามันสามารถก็อปปี้กันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่สูญเสียรายละเอียดอะไรเลย นี่คือคำตอบในฐานะที่เรามีความรู้แค่นี้นะ (หัวเราะ)”

เหมือนกับผู้เริ่มต้นในสายอาชีพหลายคนที่ยังเคอะเขินและไม่แน่ใจกับการนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ผ่านจากจุดเริ่มต้นไม่กี่ปี จั๊มได้ให้ความหมายของศิลปินในแบบของเขาไว้ว่า

“จริงๆ ก็แล้วแต่คนมองว่าศิลปินคืออะไร ตามเทคนิคแล้วศิลปินคือคนทำงานศิลปะใช่ไหม บางคนเขาอาจจะมองว่ามึงเป็นศิลปินยังชีพ หรือคนที่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทำงานศิลปะเยอะๆ ก็ได้ แต่สำหรับเรา ศิลปินคือคนที่แม่งอยากจะทำ อยากจะครีเอทอะไรสักอย่างขึ้นมา เพื่อตอบสนองอะไรบางอย่างทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น โดยไม่มีข้อผูกมัดอะไรเลย ไม่เหมือนกับการสร้างสรรค์งานรูปแบบอื่นที่จะต้องฟังก์ชันหรือถูกเอาไปใช้”

2

 

ช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยถือเป็นโมงยามดีๆ ที่จั๊มได้ทำความรู้จักกับศิลปะ มีชีวิตและความคิดสร้างสรรค์ที่โลดแล่น แต่ช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของอาการป่วยที่พัดผ่านมาทักทายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจั๊มเช่นกัน

จุดสตาร์ทของโรคจิตเภท เริ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบและมีเพียงจั๊มคนเดียวที่ได้สัมผัสก่อนใคร ในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยที่มีความกดดันสูงจากการทำธีสิส ร่วมกับการใช้กัญชา ก่อนที่คนรอบข้างจะสังเกตอาการที่เปลี่ยนไป เขาเริ่มมีภาพและเสียงเกิดขึ้นในหัว จั๊มพยายามอธิบายภาพและเสียงนั้นให้ฟังว่า เหมือนเขาเริ่มเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ บนโลก และรู้สึกว่าได้เข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เราจะเห็นภาพเป็นวงกลม (วาดมือเป็นวงกลมขนาดใหญ่ให้ดู) แล้วรู้สึกว่า เชี่ย การมีอยู่ของแต่ละสิ่งมันเกิดขึ้นเพื่อกันและกัน การที่มีสีดำก็เพื่อให้สีขาวมีคุณค่า เหมือนเราเข้าใจ เห็นคุณค่า และรักทุกๆ อย่างที่ดำรงอยู่ในโลกใบนี้”

“เราเริ่มได้ยินเสียงของผู้ใหญ่คนนึง คอยบอกให้เราทำนู่นทำนี่ แล้วเราก็เชื่อว่าถ้าเราทำตามสิ่งที่เขาบอกมันแปลว่าเรากำลังช่วยโลกอยู่ กำลังกอบกู้อะไรบางอย่าง กำลังทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นเหมือนพระเจ้า”

บ้านของครอบครัวสุดท้ายที่ยังอาศัยอยู่ใน Relocation site 1 Bawah

จั๊มเล่าในวันที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วว่า เสียงและภาพที่เกิดขึ้นกับโรคจิตเภท ประกอบสร้างมาจากสิ่งที่อ่าน ดู และหลงใหลในช่วงเวลานั้น ซึ่งในกรณีของจั๊มเกี่ยวข้องกับการที่ได้ค้นพบว่าอยากเป็นศิลปิน

ในบทความเรื่อง โรคจิตเภทโดยละเอียด ของ ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคจิตเภทเกิดได้ทั้งจาก กรรมพันธ์ุ ระบบสารเคมีในสมอง และความผิดปกติอื่นๆ ที่เกิดจากสมอง แต่อาการของผู้ป่วยจิตเภทจะกำเริบและแสดงออกมา เมื่อผู้ป่วยเผชิญกับความกดดันทางจิตใจ ดื่มเหล้า หรือใช้สารเสพติด แต่ในบางราย อาการเป็นมากขึ้นมาเองก็มี

อาการในระยะกำเริบที่พบบ่อยๆ คือ อาการหลงผิด เช่น หวาดระแวง หลงผิดว่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวล้วนแต่เกี่ยวโยงกับตนเอง หลงผิดว่าตนเองเป็นเทพเจ้า  และมีอาการประสาทหลอน หรือการรับรู้ทางรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส อาการประสาทหลอนที่พบบ่อย คือ เสียงแว่ว โดยผู้ที่เป็นมักได้ยินเสียงคนพูดเป็นเรื่องราว และขณะที่ได้ยินก็รู้ตัวดีอยู่ตลอด มิใช่ได้ยินเพียงแค่เสียงคนเรียกชื่อบางครั้ง หรือได้ยินเฉพาะตอนเคลิ้มหลับเท่านั้น

จั๊มเล่าว่าเสียงที่เขาได้ยินนั้น สั่งให้ทำในสิ่งที่เขานิยามว่า ‘random’ “เวลาเลือกเสื้อใส่ ก็ได้ยินเสียงบอกว่า เฮ้ยใส่ตัวนี้ดิ ตัวนี้ไม่เอา เราก็แต่งตัวประหลาดมากๆ อยู่ช่วงนึง ใส่เสื้อสีเขียว กางเกงเล รองเท้าแตะ ใส่ย่ามที่ปกติจะไม่ใช้ weird มาก แล้วก็รู้สึกว่า ทุกคนเริ่มรับรู้ถึงออร่าบางอย่างจากเรา”

หนึ่งอาทิตย์หลังจากเริ่มได้ยินเสียง คนรอบข้างและครอบครัวสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของเขา ขณะที่จั๊มกำลังนั่งรถแท็กซี่เพื่อจะกลับบ้านไปหาครอบครัวตามคำบอกด้วยความเป็นห่วง เขายังคงได้ยินเสียงตลอดเวลา

“เรารู้สึกเหมือนเรากำลังถูก live facebook แล้วกำลังทำ performance art อยู่ เดี๋ยวจะมีคนตามถ่ายเรา มันจะถูกบันทึกไว้”

ในวันนั้นอาการของจั๊มทำให้เขาลงจากรถแท็กซี่และเดินพล่านไปมา ด้วยความเข้าใจว่าจะมีทีมงานมารับ “พอเห็นรถที่ผ่านมามันชะลอ เรารู้สึกว่ามันคือทีมงาน เราจะวิ่งเข้าไปที่รถนั้นแล้วก็เคาะประมาณ 2-3 ครั้ง เราเริ่มทิ้งข้าวของ สะพายกระเป๋าอันนึงก็โยนไปกลางถนน โยนโทรศัพท์ทิ้ง เดินไปเรื่อยๆ และรู้สึกเหมือนพยายามจะสละอะไรสักอย่างออกจากตัวเอง จนกระทั่งคนบริเวณนั้นโทรเรียกตำรวจมารับ ก็ยังนึกว่าตำรวจที่มาคือคนที่เราได้ยินเสียง”

เมื่อตำรวจพาตัวเขาไปที่ห้องขัง เสียงที่เขาได้ยินก็ไม่ใช่แค่เสียงของคนๆ เดียวอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของทุกคนที่จั๊มรู้จัก

“เหมือนทุกคนสามารถถอดวิญญาณมาอยู่ในร่างเรา แล้วก็ส่งข้อความ เรียกชื่อเรา เรารู้สึกเหมือนว่า ทุกคนแม่งอยู่กับมึงแล้วเว้ย มึงไปต่อ perform ต่อ แล้วเราก็ไม่ยอมนอน จนตำรวจเข้ามาทุบ มาเตะให้สงบ จนเช้าต่อมาพ่อแม่ก็มารับไปที่โรงพยาบาล”

เมื่อถึงมือแพทย์ จั๊มต้องเข้าตรวจหลายอย่าง และพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอาการของโรคจิตเภท แต่โรคของเขาถูกกระตุ้นด้วยกัญชาหรือไม่ จั๊มกล่าวว่ายังไม่มีคำตอบต่อเรื่องนี้

“มันเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ในปัจจุบัน เราดูสารคดี อ่านข้อมูล หลังจากที่เรากลับมาใช้ชีวิต ก็ยังไม่มีคำตอบ ไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่พอจะอธิบายได้ก็คือในสมองเรามันจะมีส่วนที่รับสาร THC ในกัญชา อยู่ แต่คนที่เป็นแบบเรา จะรับมันได้เยอะกว่าคนปกติ มันเลยเกิดการ disfunction บางอย่างในสมอง”

หลังเข้ารับการรักษา จั๊มต้องอยู่ที่โรงพยาบาลในความใกล้ชิดของจิตแพทย์เป็นเวลา 2-3 เดือน สิ่งที่ตามมาเมื่อออกจากโรงพยาบาลคืออาการซึมเศร้า และความคิดสร้างสรรค์ที่เหมือนถูกถอดทิ้งไปพร้อมข้าวของในวันนั้น จั๊มเล่าว่าหลังการรักษาเขาใช้ชีวิตเพียงตื่นขึ้น รอให้หมดวัน อยู่กับระบบการรับรู้ของสมองที่เจ๊งไป

“Schizophrenia ลากเอากลุ่มอาการตามมาหลายอย่าง เช่น Anxiety, Depression, Bipolar ทุกอย่างที่มีในสารบบตระกูลสุขภาพจิต มันมาหมด เราก็ดีลกับอาการทั้งหมดอยู่ประมาณนึง หนักอยู่”

ในวันที่ระบบสมองและความคิดสร้างสรรค์ของเขาไม่ทำงาน สิ่งที่เขาเคยคิดและสร้างก่อนหน้ายังคงทำงานอย่างดี ผลงานของเขาบางชิ้นถูกติดต่อให้ไปจัดแสดง โดยผู้ที่ทำหน้าที่แทนเขาในช่วงเวลานั้นคือครอบครัวและแฟน ศิลปะเป็นเครื่องมือให้เขาผ่านแต่ละวันไป ในทุกๆ วันแฟนของจั๊มจะทำสลากที่บรรจุโจทย์ง่ายๆ แล้วให้จั๊มวาดรูปตามโจทย์ที่จับสลากได้ เธอให้เหตุผลว่า ศิลปะเป็นสิ่งที่เคยมีความหมายกับจั๊ม และก่อนป่วย จั๊มถือเป็นคนหนุ่มที่เชื่อในการฝึกฝน การฝึกฝนด้วยศิลปะจึงเป็นวิธีที่แฟนของจั๊มเลือกใช้เพื่อให้เขาได้ออกกำลังทางความคิด และมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

แต่มันไม่ได้สวยหรูโรแมนติกนัก เมื่อจั๊มเล่าว่า ทุกครั้งที่ต้องทำศิลปะ กลับกลายเป็นความฝืน

บ้านของครอบครัวสุดท้ายที่ยังอาศัยอยู่ใน Relocation site 1 Bawah

“เราก็วาดไปอย่างนั้นโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลย ช่วงนั้นเรารู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำมาแม่งจบแล้ว มึงไม่มีทางทำได้ ไม่มีทางกลับไปทำอะไรได้อีกแน่นอน มึงก็จะเป็นแบบนี้ เป็นเหมือนศพที่เดินได้ ใช้ชีวิตแบบตื่นขึ้นมาเพื่อรอหลับไป”

แน่นอน จั๊มเคยเอ่ยถามหมอว่าเขาจะกลับมาทำงานและคิดอะไรได้แบบเดิมไหม คำตอบของหมอมีเพียงว่า เขาต้องรอให้สมองปรับสารเคมีให้ได้ ระหว่างนั้นเขาทำได้แค่ กินยา รอ และอดทนเท่านั้น

3

 

ระหว่างการรอและอดทน จั๊มจำเป็นต้องทำธีสิสเพื่อให้ตัวเองจบการศึกษา ด้วยข้อจำกัดที่มี จั๊มจึงเลือกทำธีสิสเป็นชุดภาพถ่าย โดยเริ่มคิดงานจากตัวเองในสภาวะและช่วงเวลาที่ป่วย

“เราเริ่มจากความรู้สึกไม่อยากอยู่ ความรู้สึกที่เจ็บปวดกับอะไรบางอย่าง แล้วก็คิดว่า มึงไม่ลองพยายามหาทางเยียวยาตัวเองหน่อยเหรอ ก็เลยเลือกการถ่ายรูปขึ้นมา ทำเพื่อเรียนให้จบด้วย แล้วก็พยายามจะหาอะไรทำใน 1 วัน”

ภาพถ่ายชุดนี้ประกอบด้วยรูปหลากหลาย รูปปั้นนกอินทรีย์ที่ตกแตก รูปดอกไม้ปลอม รูปแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาในบ้านตอนพระอาทิตย์ตก รูปต้นไม้ที่ตายไปครึ่งหนึ่งและมีชีวิตอีกครึ่งหนึ่ง โดยที่เขาอธิบายรูปเหล่านี้ว่า

“รูปมันก็ออกมาเป็นสภาวะของเราที่ต้องอยู่แต่ในบ้านต่างจังหวัด ไม่มีเพื่อน ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมัน เป็นแสงที่เราเห็นในทุกเย็นเพราะไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น บางภาพเป็นภาพที่ไม่มีชีวิต เราเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสิ่งที่เราเห็น แล้วก็ถ่ายมันมา

“การถ่ายรูปครั้งนี้คือการที่เราพยายามเยียวยาตัวเรา ซึ่งในตอนนั้นมันไม่เวิร์ก ไม่ช่วยเยียวยาอะไรเลย”

แม้จะเริ่มต้นด้วยความฝืน แต่ท้ายที่สุดแล้วรูปทั้งหมดก็เกิดขึ้น และกลายเป็นความทรงจำที่จั๊มยังจดจำได้เสมอ ชั่วขณะตอนถ่ายภาพเหล่านั้น เป็นความพยายามที่จะ ‘กลับมา’ มีชีวิตของเขา

“พ้อยท์มันคือการที่เรากลับมาทำ การที่เราได้รู้สึกว่ายังทำได้ ไม่ได้เป็นศพ ไม่ได้ไร้ค่า ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามอาการ แล้วสิ่งแวดล้อม คนรอบข้างก็ช่วย จนเราเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น”

‘ดีขึ้น’ ในแบบของจั๊มคือการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างฟังก์ชั่น กลับมาใช้ความคิดสร้างสรรค์ และไม่ต้องตื่นมาเพื่อรอให้หลับไปอีกแล้ว การฟื้นตัวแบบที่เกิดกับจั๊มนี้อาจไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยโรคจิตเภททุกคน บทความเรื่องโรคจิตเภทระบุว่า มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 20-30 ที่สามารถดำรงชีวิตประจำวันอย่างแทบเป็นปกติ ร้อยละ 20-30 ยังคงมีอาการอยู่บ้างซึ่งมักไม่รุนแรง ร้อยละ 40-60 ยังคงมีอาการมากอยู่ตลอด และโรคจิตเภทยังเป็นโรคที่ไม่มีใครสามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยแต่ละรายจะเป็นอย่างไรต่อไป

ในกรณีของจั๊ม วิธีที่ช่วยให้เขาหายดีคือการรักษากับจิตแพทย์อย่างถูกต้อง รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

“เราได้เจอหมอที่ถูกต้อง รู้ว่าจะรักษาเรายังไง เขาทั้งประนีประนอมและเข้าใจเรา แม้ตัวเราจะมีแนวคิดอะไร หรือแบ็คกราวนด์ความเชื่อที่อาจจะขวางเราจากการหายดี แต่การกินยา และสิ่งแวดล้อมทุกอย่างมันรวมกัน ช่วยประกอบสร้างให้เรากลับมาได้ เรียกว่าโชคดีไหม ก็อาจจะพูดอย่างนั้นได้”

“เราไม่รู้สึกแย่ที่มันเกิดขึ้นเลย เชื่อปะ” จั๊มพูดทิ้งท้ายเมื่อเล่าจบ เขาไม่ได้หมายความถึงรูปถ่าย แต่หมายถึงโรคที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว

“ถ้าถูกถามว่าย้อนไปจะแก้ไหม เราก็ไม่อยากแก้มัน ถ้าไปเปลี่ยนอะไรสักอย่าง เราอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ในตอนนี้ เราเอนจอยกับปัจจุบัน ยินดีกับสิ่งที่ผ่านมาและการได้เห็นทุกการเคลื่อนไหวที่เกิดกับชีวิตเรา”

หลังจากอาการดีขึ้น จั๊มเดินหน้าทำงานศิลปะ การเข้าร่วมโครงการ Early Year Project กับหอศิลป์ฯ นอกจากจะทำให้เขาได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับการตอบรับอย่างดีแล้ว เขายังกล่าวว่าโครงการนี้เป็นประตูแรกที่นำเขาไปสู่สิ่งที่เรียกว่าศิลปะ ทั้งการทำงาน ผู้คน และสังคม และในระยะเวลาไม่ถึงปีถัดจากนั้น นิทรรศการเดี่ยวของเขาก็เกิดขึ้น จั๊มจัดแสดงภาพถ่ายชุดหนึ่ง ภายใต้ชื่อ N01SE.jpg

คล้ายกับความหมายภาษาอังกฤษของมัน noise คือ ‘สิ่งรบกวน’ ที่เกิดขึ้นในภาพ ยามเราถ่ายรูปในที่ที่แสงส่องไม่ถึง ภาพที่ได้จะมีจุดมากมายกระจายตัวอยู่ นี่แหละโฉมหน้าของสิ่งรบกวนที่เรียกว่า noise เพียงแต่เมื่อมันอยู่ในสายตาของจั๊มแล้ว สิ่งรบกวนที่ว่า กลับถูกตีความให้เป็นความทรงจำของกล้อง

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการครั้งนี้เริ่มจากการตั้งคำถามกับเพื่อนเล่นๆ ว่า  “ประเทศเรามันมีปัญหาเยอะ มีเรื่องให้ต้องพูดเยอะว่ะ ในทางนึงเราก็ควรจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้นผ่านงานใช่ไหม แต่เราตั้งคำถามว่า แล้วประเทศที่ไม่มีปัญหา ศิลปินเขาพูดถึงอะไรกัน”

คำตอบที่จั๊มได้รับจากเพื่อนคือ “เขาก็พูดถึงความเป็นศิลปะ-ศิลปะไง” ศิลปะ-ศิลปะ หมายถึงงานที่ไม่ได้โยงกับประเด็นของสังคม และไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนอื่น แต่เป็นงานที่ประกอบด้วยเนื้อหนังของศิลปะอย่างแท้จริง จากโจทย์นี้จั๊มจึงเริ่มตั้งต้นจากสิ่งที่ตัวเขาขณะนั้นสนใจ ‘ความเป็นภาพถ่าย’ คือสารตั้งต้นที่ว่า

ภาพถ่ายกลายเป็นภาชนะอะไรบางอย่างที่เราใส่สิ่งต่างๆ เข้าไป เช่น ความทรงจำ ข่าว เหตุการณ์ แม้กระทั่งไอเดียหรืองาน เราเลยตั้งคำถามว่า แล้วถ้าเกิดสิ่งที่อยู่ข้างในเป็นแค่ความว่างเปล่า มันจะยังมีคุณค่าดำรงอยู่ได้หรือเปล่า”

“อีกพ้อยท์นึงคือ เราสนใจเกี่ยวกับ noise ในกล้องดิจิตอล noise คือพิกเซลที่ผิดปกติในการถ่ายรูป คนส่วนใหญ่หรือช่างภาพมักจะไม่โอเคกับการมีมันอยู่ ด้วยความเชื่อนี้ บริษัทกล้องก็เลยยิ่งพยายามจะพัฒนากล้องให้ noise น้อยลงๆ — ไม่ได้หายไป แต่ทำให้เราตระหนักถึงการมีอยู่ของมันน้อยลงเรื่อยๆ เราเลยมองว่า noise คือความทรงจำทางเทคโนโลยีของกล้องในปีนั้นๆ และเราอยากจะทำงานสักชิ้นเป็นการขอบคุณ และอุทิศให้กับกล้องดิจิทัลของเรา”

บ้านของครอบครัวสุดท้ายที่ยังอาศัยอยู่ใน Relocation site 1 Bawah

Canon 60D คือกล้องที่จั๊มกำลังพูดถึง กล้องตัวนี้ใช้ผลิตภาพถ่ายในนิทรรศการทุกรูป และเป็นกล้องที่อยู่กับจั๊มมาตั้งแต่ที่เขารู้จักการถ่ายรูปครั้งแรก

จั๊มเริ่มลงมือสร้างงานชิ้นนี้ เริ่มด้วยการตั้งค่า ISO หรือความไวแสงของกล้องให้สูงสุดเท่าที่ Canon 60D จะทำได้ การกระทำนี้จะทำให้ noise ปรากฏผ่านรูป แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการบันทึกสิ่งที่กล้องเห็นในระดับที่เหนือกว่าสายตามนุษย์ไว้ด้วย

“แน่นอนว่าถ้าเราเปิด ISO สูงสุดแล้วถ่ายตอนกลางวัน ภาพมันก็จะสว่างโร่ ออกมาเป็นสีขาวๆ ไม่ติดอะไรเลย เราก็เลยพยายามทำให้กล้องมันมืดลง ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งเอามันใส่เข้าไปในกระเป๋า เอาผ้ามาคลุม หรือเอาตัวเราเองไปปิดมันไว้ กลับกันตอนกลางคืน เราไม่ต้องปิดมัน เราแค่หันไปหาจุดที่มีความมืดและความสว่างที่จะไปปรากฏอยู่บนภาพได้”

ภาพของจั๊มในนิทรรศการนั้นอาจหลอกให้เราสงสัย มองไม่ออกระหว่างภาพที่เกิดขึ้นจริง กับสิ่งที่เทคโนโลยีแปรค่าให้เกิดเป็นภาพ บางภาพมองแล้วดูคล้ายดวงดาว จุดสีขาวแต่งแต้มบนผืนฟ้าสีดำ แท้จริงเป็นเพียงความเปราะบางของเทคโนโลยี และพิกเซลที่แตกพังเท่านั้น บางภาพถูกถ่ายโดยเอาเลนส์ออก ให้กล้องจับภาพด้วยเซนเซอร์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นรูปที่ปราศจากส่วนสำคัญของกล้อง เป็นการจับภาพโดยไร้ส่วนที่ใช้จับภาพ

ภาพที่น่าสนใจอีกหนึ่งชิ้นของนิทรรศการ คือภาพแสงสีชมพูพร้อยไปด้วยจุดหลากสี ดูแล้วคล้ายกับเวลาเปิดทีวีแล้วไม่พบสัญญาณ สำหรับภาพนี้ จั๊มเล่าว่าเกิดจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘อะไรล่ะ คือความว่างเปล่า’

“จากการถ่ายไปเรื่อยๆ สุดท้ายสิ่งที่ยังดำรงอยู่ในความว่างเปล่าก็คือแสง แม้แต่การถ่ายรูป เราไม่สามารถปฏิเสธแสงได้ เพราะการทำงานของกล้องคือการสร้าง visual ด้วยแสง รูปสุดท้ายเราปิดเลนส์ไว้ ทำให้ไม่มีแสงอะไรเข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วถ่ายโดยตั้งความเร็วชัตเตอร์ค้างไว้นานๆ กล้องมันก็พยายามจะ generate ความสว่างที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรูปนั้นมันคือกายภาพของ noise จริงๆ มันหน้าตาแบบนี้ ดำรงอยู่ในรูปแบบนี้ ซึ่งจริงๆ มันดำรงอยู่ในทุกรูปที่เราถ่าย ทั้งจากโทรศัพท์ และกล้อง เราแค่ไม่เห็นมัน”

4

 

หลังจากเดินดูนิทรรศการของจั๊มจนทั่ว และได้สนทนาอย่างยาวเหยียดกับเขา ผู้เขียนตั้งคำถามกับจั๊มว่า อะไรคือสิ่งที่เขาเชื่อในวันนี้ ในฐานะศิลปิน แม้จะเปิดเปลือยชีวิตส่วนหนึ่งให้เห็นแล้ว เขายังคงตอบกลับด้วยท่าทีเรียบง่ายเช่นเคย

“จริงใจ” จั๊มตอบ

“จริงใจในสิ่งที่ทำ เราเชื่อในอะไร ก็ทำไปแบบนั้น ไม่โกหกตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำ” เขาย้ำอีกครั้งอย่างเรียบง่าย

 

ข้อมูลเพิ่มเติม
นิทรรศการ N01SE.jpg โดย จั๊ม — ณณฐ ธนพรรพี ยังจัดแสดงถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2562  ที่ แสงนวลแล็ป ( แสงนวล 2551 , เจริญกรุง 15 ) ติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊ก https://web.facebook.com/sangnuallap/

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ เรื่อง

 

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

Share: