fbpx

กรณีกองทัพบก ททบ. (ช่อง 5) และบริษัท RTA: อภิสิทธิ์เหนือการตรวจสอบ

คลิกอ่านตอนที่ 1 สภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจ: อภิสิทธิ์เหนือการตรวจสอบของกองทัพ


บทความตอนนี้จะกล่าวถึงความสัมพันธ์และธุรกรรมอันลึกลับซับซ้อนระหว่างกองทัพบก สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ. หรือ ททบ.5) และบริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (RTA Enterprise ซึ่ง RTA มาจากคำว่า Royal Thai Army – หลังจากนี้จะเรียกว่า RTA หรือ RTAE ในกรณีที่อ้างตามเอกสารอ้างอิง)

กรณีนี้กลายเป็นข่าวดังเมื่อธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติบางอย่างตั้งแต่ปี 2562 คือกองทัพบกปล่อยเงินกู้แก่บริษัท RTA กว่าพันล้านบาทโดยไม่คิดดอกเบี้ย เป็นการนำภาษีของประชาชนไปใช้เพื่อทำธุรกิจและตรวจสอบไม่ได้[1] และจนถึงปัจจุบันกองทัพบกและ ททบ.5 ไม่เคยออกมาชี้แจงหรือปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็เงียบเฉย

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม (กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพฯ) และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก็เจอกับคำตอบว่าเป็นข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้ หรือไม่ยอมเปิดเผย กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอภิสิทธิ์เหนือการตรวจสอบของกองทัพไทย

ความเป็นมา

จากเอกสาร ‘คู่มือบริษัท’ ที่จัดทำโดยบริษัท RTA Enterprise จำกัด (มหาชน) ในปี 2566 ทำให้ทราบว่าบริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2540 เดิมชื่อ ททบ.5 จำกัด จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานี ททบ.5 มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 250 ล้านบาท มีกองทัพบกถือหุ้นร้อยละ 100[2] เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกในการดำเนินธุรกิจแทน ททบ.5

ต่อมาในปี 2546 กองทัพบกเคยนำบริษัท ททบ.5 จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ทำไม่ได้เพราะมีปัญหาโครงสร้างของตัวบริษัท จึงมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น RTA Entertainment จำกัด (มหาชน) ในปี 2547 และนำไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต่อมาในปี 2564 เปลี่ยนชื่อเป็น RTA Enterprise จำกัด (มหาชน)[3] ปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 3 บริษัท คือ บริษัท RTA Holding จำกัด, บริษัท Digihub (168) จำกัด และบริษัท Thai Premium Butcher จำกัด

ปัญหาหนี้สินขนาดใหญ่เกิดขึ้นในปี 2541 เมื่อธนาคารทหารไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ราคาหุ้นตกมหาศาล กองทัพบกเห็นว่าหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมถือหุ้นธนาคารทหารไทยเป็นจำนวนมาก และผู้ถือหุ้นไม่น้อยเป็นข้าราชการทหาร จึงเข้าช่วยเหลือโดยให้บริษัท ททบ.5 จำกัด กู้เงินจากสถานี ททบ.5 เพื่อนำไปซื้อหุ้นธนาคารจำนวน 144,677,494 หุ้น เป็นเงินรวม 1,446,774,940 บาท (ราคาร่วงเหลือหุ้นละ 10 บาท) ต่อมาสถานี ททบ.5 แต่งตั้งให้บริษัท ททบ.5 จำกัด เป็นตัวแทนกู้เงินจากธนาคารทหารไทยเป็นเงิน 1,615,298,000 บาท มาลงทุนในโครงการโทรทัศน์ดาวเทียมของสถานี ส่งผลให้จนถึงปี 2547 บริษัท ททบ.5 (RTA) จำกัด (มหาชน) เป็นหนี้สถานี ททบ.5 จำนวน 1,320,274,940 บาท และเป็นหนี้ธนาคาร 1,536,298,000 บาท ขณะที่สถานีเป็นหนี้บริษัท RTA ในจำนวนเดียวกัน หากหักกลบลบหนี้ทางบัญชีกันแล้ว โดยบริษัทใช้หนี้สถานี สถานียังจะต้องคืนเงินแก่บริษัท ททบ.5 จำกัด (มหาชน) อีก 216,023,060 บาท[4]

จากข้อมูลการเงินของ RTA พบว่าผลการดำเนินการน่าผิดหวังอย่างยิ่ง แม้ว่า RTA สามารถใช้สถานะของตนไปรับโครงการประชาสัมพันธ์ตนเองจากหน่วยงานรัฐ เช่น กอ.รมน. ได้อย่างสะดวก แต่กลับพบว่า RTA มีผลประกอบการติดลบเสมอ เช่น ในปี 2563 ขาดทุน 6.89 ล้านบาท, ปี 2564 กำไร 36.77 ล้านบาท, ปี 2565 ขาดทุน 0.85 ล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินของ RTA แทบไม่ลดลงเลย คือในปี 2563 มีหนี้รวม 1,229 ล้านบาท, ปี 2564 มีหนี้ 1,189 ล้านบาท และปี 2565 มีหนี้ 1,187 ล้านบาท[5] อนุมานได้ว่าเหล่านี้คือหนี้สินที่ติดค้างกองทัพบก

ปัญหาข้อกฎหมาย

1. RTA มีสถานะและความเกี่ยวข้องกับกองทัพบกและ ททบ.5 อย่างไร

ในการประชุมของ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพฯ พลเอกนิรันดร ศรีคชา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (กอญ.) ของ ททบ.5 และทวินันท์ คงคราญ รอง กอญ. มาร่วมประชุมเพื่อตอบข้อซักถามของ กมธ. ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และวันที่ 12 มีนาคม 2567 ตามลำดับ แต่ทั้งสองคนตอบว่า ททบ.5 ไม่มีความเกี่ยวข้องและตนไม่รู้จักใครในบริษัท RTA ไม่รู้ว่า RTA เป็นหนี้กองทัพบกเท่าไร แต่หลักฐานเอกสารที่ กมธ. ได้รับมากลับแสดงข้อมูลที่ตรงกันข้าม ดังนี้คือ

1.1 ‘รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี’ 2565 และ 2566 ของ RTA ที่จะต้องยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุไว้ชัดเจนว่า กองทัพบก (โดยนายพล…. จาก ททบ.5 เป็นตัวแทน) ถือหุ้น 50.004%

1.2 เอกสารของ RTA และกรมธุรกิจการค้า ระบุตรงกันว่าชื่อแรกของ RTA คือ บริษัท ททบ.5 จำกัด หาก RTA ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกองทัพบกและ ททบ.5 สองหน่วยงานหลังจักต้องดำเนินคดีกับ RTA ในข้อหาจงใจใช้ชื่อที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของ ททบ.5

1.3 เอกสาร ‘คู่มือบริษัท’ ของ RTA ในหัวข้อ ‘สรุปและรายงานผลการประเมินการปฏิบัติงาน’ ระบุชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์กรนี้ เช่น

“ปัญหาและอุปสรรค ที่สำคัญเป็นลำดับที่ 1พบว่า การเป็นองค์กรธุรกิจที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ ททบ. ที่คุ้นชินกับการได้รับการสนับสนุนจาก ททบ. มาอย่างยาวนาน ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะทางธุรกิจอย่างจริงจัง รวมทั้งการขาดมุมมองทางธุรกิจที่ต้องแข่งขันอย่างรุนแรง” (น.116)

“จุดแข็งของบริษัท RTAE คือ ภาพลักษณ์ในมุมมองของลูกค้ายังมีความเชื่อมั่นในสถานะของ RTAE โดยเห็นว่าบริษัทฯ เป็นบริษัทลูกของ ททบ. ซึ่งเป็นสื่อโทรทัศน์ของกองทัพบก” (น.121)

1.4 จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า นายทหารที่เป็น กอญ. ของ ททบ.5 และที่ปรึกษาของ ททบ.5 ระหว่างปี 2562-2565 เคยดำรงตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่ในนามกองทัพบก

1.5 รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงฯ ในปี 2547 ก็ระบุถึงความไม่เหมาะสมที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทัพบก สถานี ททบ.5 และบริษัท RTA เป็นรายเดียวกันทั้งฝ่ายผู้ให้สัญญาและผู้รับสัญญาแล้วต่างเข้าทำธุรกิจด้วยกัน[6]

จากหลักฐานข้างต้น คงไม่สามารถปฏิเสธถึงความสัมพันธ์ของหน่วยงานทั้งสามได้อีกต่อไป


2. การตรวจสอบที่ผ่านมา

2.1 อันที่จริงเคยมีการตรวจสอบธุรกรรมในกรณีนี้ในปี 2547 โดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากกรณีที่พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ในฐานะ ผบ.ทบ. และประธานกรรมการ ททบ.5 ในขณะนั้น นำบริษัท ททบ.5 จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการเพิ่มทุนให้บริษัท RTA จำกัด (มหาชน) และให้เอกชนเข้าถือหุ้นโดยมีสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า ททบ.5 โดยมีผู้ท้วงติงว่าไม่เหมาะสม ในวันที่ 22 มิถุนายน 2547 ครม.​ มอบหมายให้วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีพลเอกวัฒนชัย วุฒิศิริ เป็นประธานฯ

คณะกรรมการสอบสวนฯ ส่งผลการสอบให้กับวิษณุในวันที่ 28 กันยายน 2547 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้[7]

  • การที่ ททบ.5 ให้บริษัท RTA เช่าเวลาและทำการตลาดเป็นเวลา 30 ปี รวมทั้งให้สิทธิบริษัทต่ออายุสัญญาได้คราวละ 10 ปี เป็นเวลาที่ยาวเกินไปและอาจก่อให้เกิดภาระแก่ส่วนราชการ จึงให้กองทัพบกพิจารณาสั่งการให้ ททบ.5 บอกเลิกสัญญาดังกล่าว
  • หลังจากกองทัพบกได้เพิ่มทุนและนำ RTA เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ RTA ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นรายเดิมคนหนึ่ง เป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใส ไม่สามารถอธิบายได้
  • RTA ยังให้บริษัท ไพรเวทมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างด้าวจดทะเบียนที่เกาะบริติชเวอร์จินเข้ามาถือหุ้น และโอนสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยให้แก่บริษัทไพรเวทฯ ด้วย เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน
  • ผู้บริหารระดับสูงของกองทัพบก ททบ.5 และ RTA เป็นรายเดียวกัน การที่ฝ่ายผู้ให้สัญญาและผู้รับสัญญาเข้าทำธุรกิจด้วยกัน เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อคำครหาและการตรวจสอบตามหลักการบริหารกิจการที่ดี
  • กองทัพบกควรจำหน่ายหุ้นใน RTA ออกไปทั้งหมดหากประสงค์จะให้ RTA เข้ามาทำธุรกิจกับ ททบ.5
  • ให้ส่งรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาประกอบการดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ที่ยังรับราชการ หรืออยู่ในข่ายที่ ป.ป.ช. ยังมีอำนาจตรวจสอบ
  • ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบและเห็นชอบให้กองทัพบกดำเนินการตามความเห็นของวิษณุ

2.2 เรื่องที่น่าพิศวงคือการสอบสวนของ ป.ป.ช. ใช้เวลาเนิ่นนานมาก โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ป.ป.ช. เพิ่งเผยแพร่มติคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีเสียงเอกฉันท์ตีตกข้อกล่าวหาว่าพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร กระทำผิดจากประเด็นที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต ป.ป.ช. มีเพียงข้อสังเกตเล็กๆ ไปยังกองทัพบกว่าในการจัดตั้งบริษัท ททบ.5 จำกัด ซึ่งถือเป็นรัฐวิสาหกิจ กองทัพบกจะต้องใช้เงินลงทุนจาก ททบ.5 หากจะดำเนินการใดๆ ย่อมจะต้องผ่านความเห็นชอบหรืออนุมัติจาก ครม. ด้วย ความผิดพลาดนี้ถือ ‘เป็นการดำเนินการที่ไม่รอบคอบตามระเบียบกฎหมายโดยเคร่งครัด‘ เท่านั้น! ช่างเป็นการกระทำผิดที่เบาบางเสียเหลือเกิน


3. กองทัพทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรได้หรือไม่

พลเอกกฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ เคยระบุไว้ในข้อเขียนของท่านว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมปี 2551 “ไม่มีบทบัญญัติให้ (หน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม) ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ จัดตั้งบริษัทห้างร้าน ร่วมลงทุนกับเอกชนได้ รวมทั้งไปถือหุ้นในบริษัทห้างร้านเอกชน” โดยพลเอกกฤษณะอธิบายหลักการตีความกฎหมายคือเมื่อ ‘ไม่มีกฎหมาย (บัญญัติรองรับ) ไม่มีอำนาจ‘ เพราะหน่วยราชการจะทำการใดๆ จะต้องมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีกฎหมายรองรับเพียงกระทรวงเดียวที่สามารถดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้คือกระทรวงการคลัง หากกระทรวงอื่นประสงค์ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ต้องไปจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในสังกัดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นสรุปได้ว่ากระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันประเทศไม่สมควรไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ หากจะมีกรณีใกล้เคียงก็คือกรณีที่กระทรวงการคลังถือหุ้นธุรกิจ แล้วมอบหมายให้หน่วยงานทหารดูแล เช่น อู่กรุงเทพ เป็นต้น[8]

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินปีที่ 38/2519 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ‘เรื่องการปฏิบัติตนของข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร’ ที่กำหนดว่าข้าราชการทหารที่ยังอยู่ในราชการทุกชั้นยศ “ห้ามเป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่อื่น ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่า เป็นการยอมให้บริษัทห้างร้านของเอกชนเหล่านั้นอาศัยชื่อของตนเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางตรงหรือทางอ้อมหรือไม่เพียงใด” ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง คำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ นี้มีศักดิ์เทียบเท่าพระราชบัญญัติ และยังผลใช้บังคับจนถึงปัจจุบัน จนกว่าจะมีการยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ[9]

กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ชี้ว่าการก่อตั้ง RTA และธุรกรรมทั้งหลายของบริษัท RTA โดยกองทัพบกและ ททบ. ละเมิดข้อกฎหมายทั้งสิ้น และเป็นไปได้ว่าบรรดานายพลในกองทัพก็รู้ดีว่ามีข้อกฎหมายนี้อยู่  ยังไม่นับว่าไม่มีกฎหมายใดที่อนุญาตให้หน่วยราชการให้เอกชนกู้ยืมเงิน ซ้ำร้ายในกรณี RTA เป็นการให้กู้โดยไม่มีดอกเบี้ยมานานเกินสามทศวรรษ ยิ่งทำให้รัฐเสียประโยชน์มากยิ่งขึ้น  

ที่น่าพิศวงยิ่งกว่าคือ การละเมิดกฎหมายสองฉบับนี้ไม่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนฯ และ ป.ป.ช. แต่ประการใด รวมทั้งกรณีที่กองทัพบกโดย ททบ.5 ให้บริษัท ททบ.5 จำกัด กู้ยืมเงินกว่า 1.4 พันล้านบาทโดยไม่คิดดอกเบี้ยในปี 2541 ก็ไม่ถูกตรวจสอบเช่นกัน ทั้งๆ ที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ที่แต่งตั้งโดย ครม.ทักษิณ ระบุว่าการให้กู้ยืมเงินนี้มีสาเหตุมาจากธนาคารทหารไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และกองทัพบกเห็นว่าหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมถือหุ้นธนาคารทหารไทยเป็นจำนวนมาก และผู้ถือหุ้นไม่น้อยเป็นข้าราชการทหาร จึงได้เข้าช่วยเหลือ กรณีนี้จึงส่อให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะมุ่งหวังให้บรรดานายทหารที่ถือหุ้นในธนาคารทหารไทยได้ประโยชน์ด้วย ขณะที่รัฐเป็นฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์ 

นอกจากนี้ จนถึงปัจจุบันกองทัพบกก็ยังไม่ได้จำหน่ายหุ้นใน RTA ออกไปทั้งหมดตามที่คณะกรรมการสอบสวนฯ แนะนำในปี 2546 รวมทั้งยังทำธุรกิจกับ RTA ต่อไปเช่นเดิม ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ RTA ยังติดหนี้กองทัพบกจำนวนมาก และกองทัพบกก็ต้องรับผิดชอบครึ่งหนึ่งของหนี้ก้อนนี้ด้วยเพราะตนเป็นผู้ที่ถือหุ้น 50.004% ใน RTA … ช่างเป็นปัญหาที่พัวพันยุ่งเหยิงกันเสียเหลือเกิน

ส่วนประเด็นที่ ป.ป.ช. ให้ความสำคัญพิจารณาก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิดแต่ประการใด กรณีกองทัพบก ททบ.5 และ RTA ย่อมทำให้สาธารณชนตั้งคำถามได้ว่าอำนาจทางการเมืองของกองทัพส่งผลต่อการตรวจสอบใช่หรือไม่

References
1 “อนาคตใหม่เปิดโครงสร้าง RTA บริษัทที่กองทัพปล่อยกู้ 1 พันล้านไปลงทุนหุ้นในตลาด”, มติชนออนไลน์. 6 ธันวาคม 2562.
2 มีบริษัทลูกในเครือ 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ททบ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท ททบ. เรดิโอ จำกัด, บริษัท ททบ. โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท ททบ. พับลิชชิ่ง จำกัด
3 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, หนังสือรับรอง ออกให้ ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2565.
4 ข้อมูลจากรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.) ที่มีพลเอกวัฒนชัย วุฒิศิริ เป็นประธานและนำเสนอให้ที่ประชุม ครม. ของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับทราบเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 ข้อมูลนี้อ้างถึงใน “ไขปริศนาหนี้ 1.2 พันล้าน บ.ทหาร RTA – เคยถูกสอบผูกขาดเช่าเวลาช่อง 5 ยุค ‘แม้ว’”, สำนักข่าวอิศรา, 8 ธันวาคม 2562.
5 เอกสารประชุมผู้ถือหุ้นปี 2565-2566 บริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
6 ดูเชิงอรรถที่ 4
7 “ไขปริศนาหนี้ 1.2 พันล้าน บ.ทหาร RTA – เคยถูกสอบผูกขาดเช่าเวลาช่อง 5 ยุค ‘แม้ว’”, สำนักข่าวอิศรา, 8 ธันวาคม 2562.
8 กฤษณะ บวรรัตนารักษ์, พลเอก, “ข้อสังเกตทางกฎหมายกรณีหากกระทรวงกลาโหมหรือกองทัพไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์หรือถือหุ้นในบริษัทห้างร้านเอกชน”, มติชน. วันที่ 18 กรกฎาคม 2566.
9 กฤษณะ บวรรัตนารักษ์, พลเอก, “ข้อสังเกตกรณีข้าราชการทหารเป็นกรรมการ กรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการในบริษัทห้างร้านเอกชน”, มติชน. วันที่ 17 มิถุนายน 2566.

MOST READ

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save