fbpx

สภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจ: อภิสิทธิ์เหนือการตรวจสอบของกองทัพ

นับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกลปรากฏตัวขึ้นในปี 2562 การปฏิรูปกองทัพก็กลายเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคการเมืองใหม่นี้พยายามผลักดันแก้ไข มีการอภิปรายอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลภายในกองทัพบ่อยครั้งที่สุดก็ว่าได้ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมต้องปฏิรูปกองทัพ

ดังนั้น ชัยชนะจากการเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จึงเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ด้วย ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปกครองกว่า 8 ปีภายใต้ระบอบ คสช.-พลเอกประยุทธ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เสียงเรียกร้องการปฏิรูปกองทัพดังมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน อันเป็นปัจจัยที่ทำให้ในวันที่ 25 มกราคม 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้ง ‘กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่น’ (หลังจากนี้จะเรียกว่า ‘กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพ’)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะใช้กระบวนการทางรัฐสภา แต่การเข้าถึงข้อมูลธุรกิจกองทัพก็ไม่ได้ง่ายดายเลย อุปสรรคสำคัญคือกองทัพปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลผลประโยชน์ต่อ กมธ. ในลักษณะที่ไม่ให้ความสำคัญกับหลักความโปร่งใสตรวจสอบได้ที่หน่วยงานรัฐจักต้องมี สาเหตุที่กองทัพสามารถกระทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะกองทัพเป็นสถาบันที่มีอำนาจทางการเมืองมากล้นและต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2490 และที่ผ่านมาในอดีต ไม่มีรัฐบาลพลเรือนหรือหน่วยงานใดกล้าเอื้อมมือเข้าไปตรวจสอบควบคุมกิจการภายในของกองทัพนั่นเอง

อาณาจักรธุรกิจกองทัพ

ในการอภิปรายในสภาฯ ของเบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้ข้อมูลว่ากองทัพเป็นเจ้าของธุรกิจสถานีน้ำมัน 150 แห่ง สนามกอล์ฟ 74 แห่ง ร้านสะดวกซื้อในร้านค้าสวัสดิการในค่ายทหาร ธุรกิจตลาดนัด กิจการสโมสร โรงแรม สนามมวย สนามม้า โรงแรม ที่พักตากอากาศ สวนสาธารณะ โรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน คลื่นความถี่และสถานีวิทยุ 205 คลื่น สถานีโทรทัศน์ 2 ช่อง เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเจ้าของธุรกิจพลังงานทั้งบ่อน้ำมัน โรงไฟฟ้า โซลาร์ฟาร์ม 600,000 ไร่ นอกจากนี้ กองทัพยังเป็นหน่วยงานที่จับจองที่ดินราชพัสดุขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คือราว 7.5 ล้านไร่ จากจำนวนที่ราชพัสดุทั่วประเทศ 12.5 ล้านไร่ ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ ยังไม่นับว่าหลังการรัฐประหาร 2549 บรรดานายพลของกองทัพได้เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจกันทั่วหน้า[1]

ข้อมูลข้างต้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาณาจักรธุรกิจของกองทัพเท่านั้น ในความเป็นจริงยังมีธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อยอีกมากมายที่อยู่ภายในค่ายทหารและนอกค่ายทหาร ในแต่ละปีธุรกิจเหล่านี้สร้างผลประโยชน์ให้กับกองทัพมหาศาล แต่คำถามอยู่ที่ว่า กมธ. จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งก็ขึ้นกับกองทัพว่าจะให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล-ความโปร่งใสเพียงใด

สภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจ

โดยหลักการทั่วไป ในเวลาที่สังคมตกอยู่ในภาวะวิกฤต เช่น สงคราม จลาจล โรคระบาด รัฐบาลสามารถประกาศใช้กฎหมายที่ให้อำนาจ ‘พิเศษ’ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มักอนุญาตให้รัฐละเมิดสิทธิและเสรีภาพในภาวะปกติของประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดด้วย แต่ต้องกระทำภายในเวลาและพื้นที่จำกัด นักวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า สภาวะยกเว้น (state of exception) ที่เกิดขึ้นได้ในเวลาและพื้นที่อันจำกัด โดยรัฐบาลต้องประกาศยกเลิกการใช้กฎหมายดังกล่าวในทันทีที่ควบคุมสถานการณ์ได้

แต่ในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น ประเทศไทย สภาวะยกเว้นกลับดำรงอยู่เนิ่นนานเกินความจำเป็น เช่น รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อจัดการกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 เป็นเวลา 7 เดือน, รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อรับมือกับโควิด-19 นานกว่า 2 ปี[2] บางกรณีดำรงอยู่ถาวรดังเช่นกรณีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ กฎหมายอาญาของไทยบางข้อ เช่น มาตรา 112 ก็มีคุณลักษณะของสภาวะยกเว้นเช่นเดียวกัน[3]

สิ่งที่บทความชิ้นนี้ต้องการชี้ให้เห็นคือ ด้วยอำนาจทางการเมืองของกองทัพที่อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานส่งผลให้ธุรกรรมของกองทัพมักได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบจนเป็นเรื่องปกติ เป็นสภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจที่เป็นเอกสิทธิ์ของกองทัพ หน่วยงานรัฐอื่นไม่มี  

อันที่จริงความพยายามที่จะสืบค้น-ตรวจสอบธุรกิจกองทัพเริ่มมีมาตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 (24​ มีนาคม​ พ.ศ. 2562​ – 20 มีนาคม พ.ศ. 2566) เช่น ในเดือนธันวาคม 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับกรณีที่กองทัพบกและสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) จัดตั้งบริษัท RTA Entertainment (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น RTA Enterprise) ในปี 2540 ด้วยเงินกู้ไร้ดอกเบี้ยจำนวนกว่า 1.2 พันล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าภาษีของประชาชนถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์โดยนายพลไม่กี่คน และจนบัดนี้ RTA Enterprise ยังไม่สามารถชำระหนี้คืน แต่ก็ไม่มีความพยายามเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง[4] (จะกล่าวถึงกรณี RTA Enterprise อย่างละเอียดในตอนต่อไป) นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างในกองทัพและการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองเป็นประเด็นของการอภิปรายในสภาฯ ของพรรคก้าวไกลอีกหลายครั้ง[5] แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลจำนวนมากแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์และกองทัพก็ไม่สนใจตรวจสอบแต่ประการใด

นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2562 คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุนของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 (2562-2566) เคยตรวจสอบปัญหาการให้บริการไฟฟ้าของกองทัพเรือในพื้นที่อำเภอสัตหีบ ที่ กมธ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพราะเดือดร้อนจากการที่กองทัพเรือเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในราคาแพงกว่าไฟฟ้าที่บริการโดยการไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค (กฟภ.) อีกทั้งบริการไม่ได้คุณภาพ ไฟดับบ่อยครั้ง แม้ว่ากรรมาธิการกิจการศาลฯ เสนอว่ากองทัพเรือควรพิจารณาจำกัดการให้บริการไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทหารเท่านั้น และถ่ายโอนพื้นที่บางส่วนที่กองทัพเรือไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงให้ กฟภ. เพราะกองทัพเรือควรให้ความสำคัญกับภารกิจป้องกันประเทศมากกว่าทำธุรกิจแสวงหากำไรจากการขายไฟฟ้า[6] แต่ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการระหว่างปี 2562-2564 ก็ไม่เกิดความคืบหน้าแต่ประการใด   

อีกทั้งตัวแทนของกองทัพเรือที่มาให้ข้อมูลกับ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพฯ ในปี 2567 ก็ยังยืนยันว่ากองทัพเรือจำเป็นต้องควบคุมการให้บริการไฟฟ้าในเขตอำเภอสัตหีบต่อไป ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยด้านการทหาร แม้ว่าในความเป็นจริงพื้นที่ดังกล่าวจะเต็มไปด้วยบ้านเรือนของประชาชน ร้านค้าโรงแรม รีสอร์ต คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า สวนน้ำ ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้ข้ออ้างของกองทัพเรือที่อ้างว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการทหารและความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ไร้น้ำหนักอย่างยิ่ง แต่กองทัพเรือก็ยืนกรานเหตุผลดังกล่าวต่อไป

ในบรรดาหน่วยงานทหารทั้งหมด กองทัพบกซึ่งมีธุรกิจมากที่สุด กลับเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลแก่ กมธ.ศึกษาธุรกิจกองทัพฯ น้อยที่สุด ตัวแทนกองทัพบกไม่เคยให้ภาพรวมของธุรกิจสารพัดชนิดและการบริหารจัดการพื้นที่ราชพัสดุที่อยู่ในการครอบครองของกองทัพบก  ไม่ยินยอมเปิดเผยตัวเลขรายรับรายจ่ายจากการประกอบธุรกิจใดๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ในขณะที่เหล่าทัพอื่นยังยินยอมเปิดเผยข้อมูลบางส่วนของตน นอกจากนี้ จากข้อมูลของกรมธนารักษ์ที่ยื่นให้กับ กมธ.ธุรกิจกองทัพ กองทัพบกมีหน้าที่ต้องจัดส่งข้อมูลกิจการที่ใช้ที่ดินของที่ราชพัสดุให้แก่กรมธนารักษ์ ได้แก่ กิจการสนามมวย สนามกอล์ฟ สนามม้า และสถานพักฟื้นพักผ่อนในหลายจังหวัด ที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาหลายทศวรรษแล้ว แต่จนถึงปัจจุบัน กรมธนารักษ์ก็ยังไม่เคยได้รับข้อมูลจากกองทัพบก[7]  

ควรอธิบายไว้ตรงนี้ว่าการบริหารจัดการธุรกิจและที่ดินราชพัสดุของแต่ละเหล่าทัพและหน่วยงานทั้ง 5 ภายใต้กระทรวงกลาโหมนี้ (กองทัพบก เรือ อากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม) เป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน สำนักปลัดและกองบัญชาการกองทัพไทยไม่มีอำนาจตรวจสอบอีก 3 เหล่าทัพได้

ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า “การขจัดการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง” เป็นหนึ่งในข้ออ้างของการทำรัฐประหาร คสช. แต่ยิ่งนานวันสถานการณ์การทุจริตโดยหน่วยงานรัฐก็ยิ่งเลวร้ายลง ในเดือนธันวาคม 2563 ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยอมรับว่าสถานการณ์คอร์รัปชันในระบบราชการของไทยเข้าขั้นวิกฤต ภายในระยะเวลา 3 ปีคิดเป็นเงินงบประมาณที่เกี่ยวข้องมากกว่า 2 แสนล้านบาท[8]

ดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต (Corruption Perception Index – CPI) ของไทยที่จัดทำโดยสถาบัน Transparency International ก็ตกต่ำลงอย่างมาก ในปี 2563 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 104 จากจำนวน 174 ประเทศทั่วโลก ซึ่งตกจากอันดับที่ 85 ในปี 2557 ภายใต้ภาพรวมเช่นนี้ หน่วยงานของกองทัพและบรรดานายพลของ คสช. เป็นกลุ่มบุคคลที่ ป.ป.ช. ประสบปัญหาในการตรวจสอบและเอาผิดมากที่สุด กรณีที่โด่งดังคือกรณีนาฬิกาหรูหลายเรือนของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ นอกจากนี้ยังมีคดีจัดซื้ออาวุธหลายชนิดของกองทัพที่มีปัญหา การจัดซื้อจัดจ้างภายในของกองทัพที่มักผูกขาดโดยบริษัทเจ้าประจำหรือไม่เป็นไปตามกฎระเบียบราชการ และนายพลจำนวนมากที่ร่ำรวยเกินสถานะข้าราชการกินเงินเดือนธรรดา แต่ ป.ป.ช. ก็ไม่สามารถกระทำอะไรได้ Ukrist Pathmanand and Michael Connors จึงชี้ว่าการที่ ป.ช.ช. ไม่สามารถตรวจสอบความมั่งคั่งที่ดูผิดปกติของบรรดานายพลได้ ก็เพราะโครงสร้างอำนาจที่กองทัพมีอิทธิพลอยู่นี้ได้สร้างความหวาดกลัวให้ ป.ป.ช. จนล้มเหลวในการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ[9]

ด้วยอำนาจทางการบริหาร กฎหมาย และกำลังพลของกองทัพไทยทำให้กองทัพกลายเป็นองค์กรที่น่าเกรงขามที่สุดที่หน่วยงานอื่นไม่กล้าตรวจสอบหรือท้าทาย ขณะที่ผู้นำทหารมักแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนหากถูกคนภายนอกวิจารณ์หรือเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในกองทัพ การตอบโต้เสียงวิจารณ์ด้วยท่าทีแข็งกร้าวด้านหนึ่งส่งผลให้เกิดความกลัวต่อผู้วิจารณ์ ในอีกด้านหนึ่งคือการยืนยันความเป็นอิสระของกองทัพจากกลไกการตรวจสอบ ในขณะที่รัฐบาลพลเรือนก็มักระวังไม่ทำการณ์ใดๆ ให้กองทัพไม่พอใจ เช่น อนุมัติงบประมาณตามที่กองทัพเสนอมา และจำกัดบทบาทของตนในการโยกย้ายประจำปีของกองทัพ ปล่อยให้เป็นกิจการภายในของกองทัพ

อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมอภิสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่

(with great power comes great privilege) 

งานศึกษาเกี่ยวกับกองทัพและการเมืองไทยส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่าอำนาจของทหารแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางและหยั่งรากลึกมากขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหารโดย คสช. รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ 1 และ 2 หรือระบอบ คสช. สามารถขยายอำนาจและบทบาทครอบงำด้านการบริหารประเทศ นิติบัญญัติ ตุลาการ และการพัฒนาเศรษฐกิจ งานของผู้เขียนเองก็ชี้ให้เห็นความพยายามของทหารที่จะแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่สังคมและการเมืองผ่านกลไกลความมั่นคงภายในของกองทัพ เพื่อควบคุมความคิดและการเคลื่อนไหวของประชาชน[10] งานศึกษาส่วนใหญ่เรียกระบอบการปกครองโดยทหารไทยด้วยมโนทัศน์ที่เราคุ้นเคย เช่น รัฐบาลทหาร (a military government), เผด็จการทหาร (military dictatorship), เสนาธิปไตย (militrocracy) ระบอบประชาธิปไตยที่มีทหารคอยควบคุม (tutelary democracy) เป็นต้น แต่ผู้เขียนขอเสนอว่ารัฐไทยเป็น ‘รัฐเสนานุภาพ’ (praetorianism หรือ a praetorian state)[11] 

มโนทัศน์รัฐเสนานุภาพถูกใช้เพื่ออธิบายระบบการเมืองที่อำนาจของกองทัพฝังตัวอยู่ในโครงสร้างอำนาจ เป็นอำนาจเชิงระบบ (a systemic power) เป็นอำนาจที่ข้ามพ้นตัวผู้นำหรือกลุ่มอำนาจในกองทัพ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนผู้นำหรือบางช่วงเวลาที่มีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง แต่กองทัพก็ยังมีอำนาจกดดันและข่มขู่ให้รัฐบาลพลเรือนต้องดำเนินนโยบายที่กองทัพต้องการได้ และยังสามารถกลับเข้ามามีอำนาจผ่านการรัฐประหารได้อีกหากรัฐบาลพลเรือนไม่ทำตามความต้องการของพวกเขา อย่างไรก็ดี เราจะเรียกรัฐไทยว่าเป็น ‘รัฐราชาเสนานุภาพ’ ก็ได้ ด้วยเหตุที่กองทัพมักอ้างการปกป้องสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของตนเอง ระบอบนี้จึงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของเครือข่ายพันธมิตรของชนชั้นนำจารีต รัฐเสนานุภาพยังมีกฎหมายที่ทำให้กองทัพเป็นเสมือนรัฐอิสระที่อยู่เหนือการควบคุมตรวจสอบของพลเรือน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457  

ฉะนั้น การเปลี่ยนตัวผู้นำจากทหารเป็นพลเรือนเพียงประการเดียว โดยไม่แตะต้องตัวโครงสร้างอำนาจเดิมย่อมไม่สามารถทำลายอำนาจรัฐเสนานุภาพลงได้ เพราะกองทัพสามารถแทรกแซงและครอบงำทิศทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรของกองทัพ ได้แก่ ศาลอาญา ศาลการเมืองทั้งหลาย องค์กรอิสระ วุฒิสภา กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ข้าราชการระดับสูง พรรคการเมือง และด้วยการใช้อำนาจผ่านกฎหมายและโครงการของกองทัพ ได้แก่ กฎหมายความมั่นคงสารพัดชนิด, แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, โครงการความมั่นคงภายในของกองทัพ, กลไกโฆษณาชวนเชื่อ, การจัดตั้งมวลชน และกำลังตำรวจ-ทหาร ฯลฯ อำนาจของกองทัพยังส่งผลต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลจากการเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของหลายประเทศ เป็นอิสระจากการควบคุมและตรวจสอบโดยรัฐบาลพลเรือน

ในสังคมเช่นนี้ ทหารไม่เคยอยู่เหนือการเมืองหรืออยู่นอกการเมืองอย่างแท้จริง ในด้านหนึ่ง อภิสิทธิ์ที่จะไม่ถูกตรวจสอบจึงมาพร้อมกับอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกองทัพ ในอีกด้านหนึ่ง การเป็นอิสระจากการควบคุมตรวจสอบสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของกองทัพ การเปิดโปงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลย่อมส่งผลต่อความชอบธรรมของอำนาจโดยตรง ความมั่นคงของชาติจึงมักถูกใช้เป็นข้ออ้างความไม่โปร่งใสอยู่เสมอ จนก่อเกิดเป็นสภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจที่ถาวรของกองทัพ นี่คืออาการของโรคที่มักเกิดขึ้นในรัฐเสนานุภาพนั่นเอง เหล่านี้เป็นประเด็นหลักที่ผู้เขียนจะแสดงให้เห็นด้วยตัวอย่างรูปธรรมในบทความตอนต่อไป

References
1 ‘ก้าวไกล’ เสนอญัตติตั้ง กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจ-ที่ดินกองทัพคืนให้รัฐบาล“, ประชาไท. 26 มกราคม 2567
2 ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้าในหกครั้ง ยกเลิกทันทีเมื่อเหตุจำเป็นสิ้นสุดแล้ว“, iLaw. 9 พฤษภาคม 2567.
3 ธงชัย วินิจจะกูล. นิติรัฐอภิสิทธิ์และราชนิติธรรม: ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของ Rule by Law แบบไทย. ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 7 วันที่ 9 มีนาคม 2563.
4 “อนาคตใหม่ เปิดโครงสร้าง ‘RTA’ บริษัทที่กองทัพปล่อยกู้พันล้าน ไม่คิดดอก ไปเล่นหุ้น”, ประชาไท. 7 ธันวาคม 2562.
5 “ดูกันชัดๆ ความคืบหน้า สังคายนาธุรกิจกองทัพ โดยจิรัฎฐ์ ทองสุวรรณ์”, พรรคก้าวไกล, 18 กุมภาพันธ์ 2566.; “8 ข้อสังเกตจากการอภิปราย ‘งบประมาณกลาโหม’ ก่อนเสียงข้างมากโหวตผ่าน 100,000 ล้านฉลุย”, พรรคก้าวไกล, 17 กันยายน 2563.
6 สภาผู้แทนราษฎร, “(ร่าง) ความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง “ปัญหาการใช้ไฟฟ้าถาวรของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี”, เอกสารประกอบการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567.
7 กรมธนารักษ์ สำนักพัฒนาธุรกิจและศักยภาพที่ราชพัสดุ. “บันทึกข้อความ เรื่องแนวทางในการดำเนินโครงการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจกองทัพบก” ที่ กค 0316/ว25 วันที่ 5 มีนาคม 2563. จากการสอบถามเจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ที่ร่วมประชุมกับ กมธ.ธุรกิจกองทัพ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ได้ทราบว่าแม้ว่าในปี 2563 มีการทำข้อตกลงว่ากองทัพบกจะยื่นรายงานการเงินให้กรมธนารักษ์ แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีการยื่นข้อมูลแต่ประการใด
8 “ป.ป.ช. ยอมรับ ยุค คสช.-ประยุทธ์ เงินแผ่นดินรั่วไหลเฉียด 3 แสนล้าน”, ประชาชาติธุรกิจ, 9 ธันวาคม 2563. เข้าถึงข้อมูล 5 เมษายน 2564.
9 Ukrist Pathmanand and Michael K. Connors. 2019. “Thailand’s Public Secret: Military Wealth and the State” Journal of Contemporary Asia 51(2): 1-25.
10 Puangthong Pawakapan, Infiltrating Society: The Thai Military’s Internal Security Affairs. Singapore: ISEAS Yusof Ishak Institute, 2021.
11 ในขณะที่การศึกษาเรื่องทหารในประเทศที่เกิดรัฐประหารโดยกองทัพบ่อยครั้ง เช่น อียิปต์ อัลจีเรีย ตุรกี และปากีสถาน มโนทัศน์ ‘รัฐเสนานุภาพ’ ถูกใช้โดยนักวิชาการจำนวนมาก แต่มโนทัศน์นี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากผู้ศึกษาเรื่องทหารไทย

MOST READ

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save