จักรกริช สังขมณี เรื่องและภาพ

 

เรื่องราวของผู้คนธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มักมีพลังในการทำให้เราเข้าใจสภาวะ ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสังคม ในมิติที่มักจะถูกมองข้ามไปในคำอธิบายแบบภาพกว้างอยู่เสมอ

วรรณกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการสื่อสารที่มักนำพาเราไปสู่โลก ชีวิต และความคิดของผู้คนที่มีภาษา วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ต่างจากเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ วรรณกรรม “คิมจียอง เกิดปี 82” ซึ่งภายหลังได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ก็เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญที่วรรณกรรมร่วมสมัยของเกาหลีตีแผ่ ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจความสัมพันธ์ที่กำกับสังคม ผ่านชีวิตประจำวันของผู้คนที่แสนธรรมดา

หนังสือ “มี ในเมษายน ซอล ในกรกฎาคม” (사월의 미, 칠월의 솔) สะท้อนภาพของผู้คนที่ว่านั้น ผ่านปมประเด็นและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในท่วงทำนองที่มักไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึง และในซอกมุมที่แทบไม่มีใครตระหนักและสนใจ ทว่า ช่องว่างของเสียง และช่วงวันเวลาที่วรรณกรรมทั้งเจ็ดเผยให้เราได้สัมผัส กลับมีพลังยิ่งใหญ่ในการทำความเข้าใจผลจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

“มี ในเมษายน ซอล ในกรกฎาคม” รวบรวมวรรณกรรมเรื่องสั้นเจ็ดเรื่อง คัดสรรจากนักเขียนเกาหลีร่วมสมัยผู้ที่มีผลงานโดดเด่นน่าสนใจ และนำมาจัดเรียงรวมกันไว้อย่างลงตัว เรื่องสั้นแต่ละเรื่องมีสไตล์การเล่าเรื่องและประเด็นที่แตกต่างกันไป แต่เมื่ออ่านทั้งหมดรวมกันแล้ว ผู้อ่านอาจจะพบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลง เห็นมุมมองที่ซ่อนเร้นในความสัมพันธ์ของผู้คนที่เชื่อมโยงต่อกันได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องเล่าเจ็ดเรื่องพาเราเดินทางไปกับเสียงของผู้คน ตั้งแต่เกาหลีในบริบทสังคมแบบดั้งเดิม (traditionalism) ไปสู่สังคมที่พัฒนาสู่ความเป็นสมัยใหม่ (modernism) และสังคมเกาหลีร่วมสมัยที่กำลังเผชิญกับการย้ายถิ่นทางวัฒนธรรม และการเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลก (cosmopolitanism) ได้เป็นอย่างดี

 

 

-1-

 

เกาหลีใต้เข้าสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่มานานหลายทศวรรษแล้ว สังคมจารีตดั้งเดิมและระบบชนชั้นแบบขุนนางไพร่ทาสได้เสื่อมสลายไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดลงของอาณาจักรโชซ็อนเมื่อครั้งญี่ปุ่นเข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลีในช่วง 1910 แต่ทว่า สารัตถะของสังคมแบบดั้งเดิมได้สูญสิ้นไปหมดแล้วจริงหรือ?

“เมื่อเคียวเห่า” เรื่องสั้นโดย คิมด็อกฮี ชี้ชวนให้เราเข้าไปสัมผัสกับโลกของ ซูบก ทาสผู้รักการขีดเขียนในสมัยโชซ็อน กับการดิ้นรนในสังคมที่การร่ำเรียนเขียนอ่านเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับ “โนบิ” หรือพวกทาสชั้นต่ำ สงวนไว้ให้กับชนชั้นขุนนาง “ยังบัน” และปัญญาชนชนชั้นกลาง “จุงอิน” แต่เพียงเท่านั้น ซูบกผู้ไม่รู้หนังสือ หากแต่มีความสามารถในการวาดเป็นเลิศ ถึงขนาดว่า “หากวาดรูปเคียว ก็ประหนึ่งกับว่าจะตัดเฉือนต้นหญ้า หากวาดรูปหมา ก็ประหนึ่งว่าจะเห่าออกมาในทันใด

ซูบกได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำหน้าที่ “วาด” ตัวอักษรเพื่อคัดลอกผลงานของปราชญ์ชนชั้นขุนนางผู้หนึ่ง นี่เป็นยุคสมัยที่การเผยแพร่ผลงานยังไม่ได้มีเครื่องพิมพ์อย่างในปัจจุบัน ไม่นานฝีมือการวาดเขียนคัดลอกตัวอักษรของซูบกนั้นก็ไปได้ดี เป็นการคัดลอกรายละเอียดและการลงน้ำหนักได้เหมือนกับเจ้าของผลงานอย่างแท้จริง ต่างจากผลงานของเหล่าบรรดาจุงอินคนอื่นๆ “เมื่อมันไม่รู้หนังสือ ก็ไม่มีทางใส่ความรู้สึกส่วนตัวลงไปเช่นพวกเจ้าแน่นอน

ชีวิตที่ผกผันและการมุ่งมั่นทำงานอย่างแสนสาหัสจะนำพาชีวิตของทาสผู้เยาว์คนนี้ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้หรือไม่? ชีวิตของ ซูบก ต่างกันอย่างไรกับชีวิตของผู้คนและแรงงานในปัจจุบัน ที่ซึ่งค่านิยมพวกพ้อง เส้นสาย และลำดับชั้นทางเศรษฐกิจยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำและการแบ่งแยกทางสังคม การศึกษาสมัยใหม่ได้ทำให้การเลื่อนชั้นและการแสวงหาโอกาสในสังคมเปิดกว้างอย่างที่ควรจะเป็นจริงหรือ?

ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการอ่านออกเขียนได้ของคนอายุ 15 ปีขึ้นไป (adult literacy rate) มากถึง 99-100% และมีระบบการศึกษาที่ครอบคลุมประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก จากการสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คนเกาหลีอายุระหว่าง 24-35 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานตอนต้น มีอัตราของการจบการศึกษาระดับอุดมศึกษามากถึง 70 เปอร์เซ็นต์[1] นับว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก นอกจากนี้เกาหลียังเป็นประเทศที่เป็นที่รู้ๆ กันว่าบ้าคลั่งกับการศึกษาอย่างมาก ปัจจุบันนักเรียนในเกาหลีใต้จำนวนมากใช้เวลาเรียนหนังสือมากกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน และเข้าเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่เรียกว่า “ฮักวอน” (학원) ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์[2]

ท่ามกลางการเข้าถึงการศึกษาที่กว้างขวางนี้ สังคมเกาหลีใต้ยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบแข่งขัน ระบบการศึกษายังคงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย เครือข่ายสายสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องในสถาบันการศึกษาที่ขยายไปสู่เครือข่ายการทำงาน มีกรณีไม่น้อยที่นักเรียนจากเกาหลีใต้ผ่านการทดสอบวัดมาตรฐานเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศในคะแนนที่สูงลิ่ว แต่ไม่สามารถเรียนได้จริงในชั้นเรียนที่ต้องอาศัยทักษะการสื่อสารและความคิดเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การแข่งขันทางการศึกษาที่บีบคั้นยังส่งผลต่อสุขภาพและการฆ่าตัวตายของเยาวชนจำนวนมาก

ท้ายที่สุดแล้ว การเรียนรู้ผ่านการคัดลอกท่องจำโดยปราศจากจิตวิญญาณและความเข้าใจของซูบก สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการศึกษาของเกาหลีในยุคสมัยใหม่ได้หรือไม่ อย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโลกการศึกษานำพาเราไปสู่ความตาลปัตร คำเตือนของพ่อซูบกที่ว่า “หากวันหนึ่ง เมื่อเคียวเล่มนั้นเริ่มส่งเสียงเห่า ส่วนหมากระโจนเข้าคันนาเพื่อเกี่ยวข้าว” กำลังบอกอะไรถึงความโกลหลของการศึกษาในสังคมปัจจุบันของเรา

 

 

-2-

 

ไม่ใช่แค่ชนชั้นและการศึกษาเท่านั้นที่กำกับความสัมพันธ์ของผู้คน เพศสภาพก็เป็นหนึ่งในขนบความสัมพันธ์ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง หลายครั้งสภาวะของการไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศสถานะในเกาหลีได้ผลักให้ผู้คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในซอกหลืบของสังคม

“มุม” เรื่องสั้นโดยนักเขียน ยุนซ็องฮี บอกเล่าเรื่องราวอย่างเงียบๆ ไม่มีจุดหักเห เป็นเรื่องราวสามัญธรรมดาที่สุดของผู้คนในวัยหนุ่มสาว แต่นั่นก็ถูกแล้ว สำหรับการสะท้อนนัยยะแฝงเร้นของความสัมพันธ์ที่มักพูดออกมาแบบโต้งๆ ไม่ได้ ยุนซ็องฮีเป็นนักเขียนที่มีจุดเด่นในการนำเสนอแบบ ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’ เรื่องเล่าของ ย็อม และความสัมพันธ์กับ โช เพื่อนของเขานั้น แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องราวรายละเอียด แต่ก็มีช่องว่างมากมายที่ถูกละไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้มีส่วนเข้าไปตีความและสร้างคำอธิบายต่อด้วยตนเอง เรารู้เพียงแต่ว่าทั้งสองคนนี้มีชีวิตที่ดิ้นรนในสังคมสมัยใหม่ และเขาทั้งสองคนนี้มีความห่วงใยต่อกันมากเพียงใด

ในสังคมเกาหลี ความใกล้ชิดและไว้วางใจระหว่างเพื่อน (หรือรุ่นพี่รุ่นน้อง) ผู้ชาย แสดงออกมาทางร่างกายและความสัมพันธ์ มีคำเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า skinship (스킨십) ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในที่สาธารณะ เช่น การจับมือ การหยอกล้อ การสัมผัสร่างกายอย่างใกล้ชิด การเปลื้องผ้าอาบน้ำร่วมกัน หรือแม้กระทั่งการส่งข้อความหากันที่แสดงถึงความอบอุ่นจริงใจ การแสดงออกที่ว่านี้ โดยมากแล้ววางอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนเพศเดียวกัน และไม่มีนัยยะเชิงโรแมนติกแต่อย่างใด

สิ่งที่ทำให้ skinship แสดงออกและยอมรับได้ ก็เพราะความเชื่อ–หรืออย่างน้อย ก็ความพยายามที่จะเชื่อ–ว่าในสังคมเกาหลีนั้นไม่มีเกย์หรือเพศทางเลือกอื่นๆ จากการสำรวจโดยเว็บไซต์ Gallup Korea พบว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว มีแค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยอมรับว่าพวกเขารู้จักบุคคลเพศทางเลือก[3] การจัดวางความสัมพันธ์บนฐานเพศสถานะที่จำกัดเพียงความสัมพันธ์ชายหญิง การไม่ยอมรับเพศทางเลือก และการผลักให้เพศทางเลือกเข้าสู่ “มุม” มืดของสังคมนั้น ทำให้ผู้ชายในสังคมเกาหลีสามารถปฏิบัติ skinship ต่อกันได้อย่างสนิทใจ นั่นก็เพราะมองว่า การแสดงออกดังกล่าวเป็นการแสดงความใกล้ชิดระหว่างเพื่อนผู้ชายเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่ “มุม” บางมุมของเพศสถานะถูกเปิดเผยออกมา ย่อมนำมาซึ่งหายนะของความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่มีต่อกันภายใต้บริบทที่สังคมจัดวางไว้ให้

ในสังคมเกาหลี ผู้ที่มีเพศทางเลือกต่างหวาดกลัวต่อการเปิดเผยเพศสถานะของตนเอง จากการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีพบว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีเพศทางเลือกกังวลต่อการถูกประทุษร้ายทางวาจา[4] แม้ว่าเกาหลีจะมีรัฐธรรมนูญและกฏหมายที่ป้องกันการเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุมถึงเรื่องเพศสถานะด้วย แต่ในทางปฏิบัติ การแสดงออกอย่างเปิดเผยยังคงเป็นเรื่องยากทั้งในระดับครอบครัวไปจนถึงที่ทำงาน

เรื่องราวใน “มุม” ที่ความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคนนี้ดำรงอยู่ ยากที่จะเล่าออกมาได้อย่างเปิดเผย นักเขียนยุนซ็องฮี ถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่าโดยไม่ต้องนิยามหรือกล่าวถึงความสัมพันธ์อย่างแปะป้ายตัดสิน มีเพียงรายละเอียดบางส่วนเท่านั้นที่ปล่อยให้เราในฐานะผู้อ่านจินตนาการกับมันเอง

โช กลับไปกินรามย็อนที่บ้านฉันมั้ย เดี๋ยวทำให้” ย็อมโพล่งออกมา ก่อนที่โชจะขึ้นรถเมล์จากไป

 

-3-

 

ความสัมพันธ์ของผู้คนนั้นถูกจัดวางด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพอยู่เสมอ ในเมืองใหญ่อย่างกรุงโซล การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมือง ผ่านสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ โรงงาน ร้านค้า การไล่รื้อที่ชุมชนดั้งเดิม การสร้างที่อยู่อาศัยแบบตึกสูง และการหดตัวลงของพื้นที่สาธารณะ เกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เริ่มต้นมาตั้งแต่การทะยานขึ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 1980 ผ่านวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปลายยุค 90’s และการฟื้นคืนชีพของกรุงโซลในช่วงปี 2000

คิมแอรัน คือนักเขียนมากฝีมือ งานในช่วงหลังๆ ของเธอหันไปให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้คนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เธอบอกเล่าเรื่องราวในเรื่องสั้น “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงชีวิตท่ามกลางการพัฒนาเชิงกายภาพของเมือง ผ่านพื้นที่ทางสังคมที่เรียกว่า “พยอนิจอม” (편의점) หรือร้านสะดวกซื้อ

ร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว การอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ข้อจำกัดด้านที่พักอาศัย และลักษณะของการใช้ชีวิตของคนโสดที่มีปริมาณมากขึ้นในเกาหลี ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อในเกาหลีประมาณ 35,000 – 40,000 ร้าน ร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง CU, GS25, 7-Eleven และ Family Mart พบเห็นได้แทบจะทุกหัวมุมถนนและเส้นทางสายหลัก ร้านสะดวกซื้อที่ว่านี้นำมาซึ่งพื้นที่ทางสังคมและความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ แทนที่ร้านอาหารและร้านขายของชำในชุมชน อย่างรถเข็นขายต๊อกบกกีที่นับวันก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่เมือง (urban gentrification)

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเมือง ร้านสะดวกซื้อได้กลายมาเป็นพื้นที่ ทางผ่าน และจุดพบเจอของใครหลายคน

ในบรรดาคนเหล่านั้น มีคู่รักวัยรุ่นที่เข้ามาแบ่งกันกินบะหมี่ถ้วยหลังจากมีเซ็กซ์กันในร้านดูวิดีโอ อาจมีผู้หญิงที่คอแห้งหลังจากที่ทำแท้งเสร็จที่โรงพยาบาลแถวนั้น เลยแวะมาซื้อนมดื่ม อาจมีชายโสดว่างงานออกมาซื้อบุหรี่หลังจากถูกพ่อบ่น อาจมีศิลปินที่ไม่เคยเปิดเผยตัว อาจมีคนตกงาน สายลับ หรือแม้กระทั่งพระเยซูที่ปลอมตัวเป็นขอทาน แต่ร้านสะดวกซื้อไม่เคยถาม ช่างเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นและใจกว้างเสียจริง

ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของสินค้าและการจับจ่าย ที่มีแนวโน้มจะทำให้การบริโภคปรับเปลี่ยนไปในลักษณะที่เหมือนๆ กันไปหมด  “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” ของ คิมแอรัน ได้ชี้ให้เห็นว่า ในความเป็นจริงร้านสะดวกซื้อเหล่านี้กลับมีความเป็นท้องถิ่นอยู่สูง ร้านสะดวกซื้อแต่ละแห่ง แต่ละแบรนด์ ล้วนมีวัฒนธรรมที่จำเพาะ ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ฐานะ ช่วงวัย และรสนิยมของผู้คนที่เข้ามาจับจ่าย ตลอดจนผู้ให้บริการหลังเคาน์เตอร์ ที่แม้ว่าจะเป็นเพียงแรงงานรับจ้างที่ถูกฝึกหัดมาให้บริการตามขั้นตอนและกฏเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน ปราศจากความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างร้านขายของชำแบบดั้งเดิม แต่กระนั้น โลกาภิวัตน์ก็ไม่เคยทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย และอนุญาตให้ความเป็นท้องถิ่นยังดำรงอยู่ได้ภายใต้ชีวิตประจำวันของความสัมพันธ์ที่ดูแห้งแล้งนี้

ร้านสะดวกซื้อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่ เป็นทั้งที่สังสรรค์[5] ที่นัดพบเพื่อนฝูงและออกเดท[6] บางคนถึงกับมองว่าร้านสะดวกซื้อนั้นเป็น “วัฒนธรรม” ของสังคมสมัยใหม่แบบหนึ่งของเกาหลี[7]

คิมแอรัน บอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของร้านสะดวกซื้อนี้อย่างเฉลียวฉลาด และเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ยากต่อการคาดเดา “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” ชี้ให้เห็นความคลุมเครือของการขีดเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนความซับซ้อนของการจัดการ ระหว่างพื้นที่ของการรู้จักมักจี่กับพื้นที่ทางสังคมที่ปฏิบัติต่อกันแบบไร้ตัวตนในสังคมสมัยใหม่

หากคุณได้ลองอ่านเรื่องสั้น “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” แล้ว รับรองว่า ครั้งต่อไปที่เข้าร้านสะดวกซื้อ คุณจะมีอะไรให้มองหามากกว่าสินค้าที่วางอยู่บนชั้นอย่างแน่นอน

 

ยังมีเรื่องสั้นอีกสี่เรื่องใน “มี ในเมษายน ซอล ในกรกฎาคม” ไว้ผมจะมาเล่าต่อครั้งหน้าครับ

 


อ้างอิง

[1] https://data.oecd.org/eduatt/population-with-tertiary-education.htm

[2] http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20170109000747

[3] https://www.equaldex.com/region/south-korea

[4] https://www.scmp.com/week-asia/society/article/2164130/why-south-korea-so-intolerant-its-gay-community

[5] https://www.lonelyplanet.com/articles/korean-convenience-stores

[6] http://magazine.seoulselection.com/2017/11/10/kings-of-convenience/

[7] https://medium.com/@sebastian_andrei/south-koreas-convenience-store-culture-187c33a649a6

Author

Jakkrit Sangkhamanee

จักรกริช สังขมณี - ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย