fbpx

ชายโขงเชียงรายยามสายน้ำพยศ (2): เขื่อนไฟฟ้าสู่โครงการรัฐ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดของคนริมโขง

บนเส้นทางอันทอดยาวของทางหลวงหมายเลข 1155 แห่งจังหวัดเชียงรายที่เลียบเลาะไปกับสายน้ำโขง ขบวนรถของเราค่อยๆ ชะลอหยุดพัก ณ ริมทางจุดหนึ่งในพื้นที่ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ พื้นที่โล่งๆ ตรงนั้นไม่มีอะไรเป็นจุดสังเกตน่าสนใจนัก นอกเสียจากทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงด้านล่างอันเต็มไปด้วยเกาะแก่งหินผากลางน้ำ และแนวภูเขาสีเขียวที่ประกอบเป็นฉากหลัง

ขณะสายตาเรากำลังไล่ยลภาพที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมานี้ จังหวะหนึ่งก็ไปสะดุดกับสิ่งที่ดูแปลกปลอมจากทิวทัศน์ตรงนั้น มันคือภาพของเหล็กและปูนที่ถูกประกอบเรียงขึ้นโครงเป็นแนวยาวเหยียด คล้ายว่าจะเป็นกำแพงของอะไรบางอย่าง และผู้คนจำนวนหนึ่งที่กำลังสาละวนกับการก่อสร้างสิ่งนั้น

“เขากำลังทำพนังกั้นน้ำ” พี่นพ – นพรัตน์ ละมุล จากกลุ่มรักษ์เชียงของ ผู้นำขบวนเดินทาง บอกเรา

พนังกั้นน้ำอาจเป็นคำที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันทั่วๆ ไป ขณะที่เอกสารของทางการนั้นใช้คำว่า ‘เขื่อนป้องกันตลิ่ง’

การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่ริมแม่น้ำมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการพังของตลิ่งจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ แต่ละพื้นที่อาจมีรูปแบบการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่ต่างกันไป ขึ้นกับคุณสมบัติทางวิศวกรรมชั้นดิน รวมถึงรูปแบบการใช้สอยประโยชน์ของชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ โดยรูปแบบการสร้างที่นิยมนั้นมีทั้งการถมทรายเรียงหินหน้าเขื่อน และการตอกเสาเข็มรับแรงดันดิน

“ยิ่งน้ำผันผวนเยอะ ขึ้นเร็วลงเร็ว ก็ทำให้ตลิ่งยิ่งพัง ที่ผ่านมารัฐบาลเลยเข้ามาทำพนังกั้น” พี่นพเล่า 

หลายปีที่ผ่านมา ปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งพังถือเป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้านริมโขงในจังหวัดเชียงราย เพราะบริเวณตลิ่งริมน้ำโขงถือเป็นพื้นที่ใช้ทำกินของชาวบ้าน ทั้งการปลูกพืชผักสวนครัว และการจับสัตว์น้ำ การพังทลายของตลิ่งจึงเท่ากับว่าพื้นที่ทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านกำลังค่อยๆ สูญหาย โดยสาเหตุที่ทำให้สายน้ำโขงผันผวนรุนแรงจนกัดเซาะทำลายตลิ่งนั้นมีหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลักก็คือการเกิดขึ้นของเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าตลอดลำน้ำโขง

“ปกติแม่น้ำโขงมีดินตะกอนมาจากหลายที่ มันเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ในตัวเองเหมือนมีปุ๋ยข้างใน แต่พอมีเขื่อนแล้ว ตะกอนก็ถูกกักไว้หน้าเขื่อน ทำให้ท้ายน้ำเกิดอาการหิวตะกอน จนไปกัดเซาะดินริมตลิ่งให้พังลงไปในน้ำ” พี่นพอธิบายความเชื่อมโยงให้เราฟัง และเสริมว่าอีกสาเหตุสำคัญคือการระเบิดเกาะแก่งตามลำน้ำที่ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศและกัดเซาะชายฝั่งพัง

เชียงรายไม่ใช่จังหวัดเดียวที่เผชิญปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งพัง ทว่า หลายพื้นที่ของไทยตลอดแนวลำน้ำโขงก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ผลกระทบของมันไม่ใช่แค่เรื่องการทำลายผืนดินทำกินของชาวบ้านริมโขงเท่านั้น แต่ด้วยความที่แม่น้ำโขงมีสถานะเป็นแนวพรมแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาตลิ่งพังจึงมีผลถึงการปักปันเขตแดน ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการสูญเสียดินแดนบางส่วนของประเทศ จึงเป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งว่าทำไมรัฐไทยถึงต้องเร่งสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งตามแนวชายฝั่งแม่น้ำโขงกันอย่างแข็งขัน

เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงได้เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ รวมทั้งอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง และอยู่ในแผนก่อสร้างอีกหลายจุด โดยการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียดินแดนของประเทศ’ ภายใต้ความรับผิดชอบหลักของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดยเมื่อแต่ละโครงการย่อยแล้วเสร็จ จะมีการส่งมอบโครงการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนโครงการ นำไปใช้ประโยชน์และดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดี

โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียดินแดนของประเทศเป็นโครงการระยะยาวที่ระบุว่ามีระยะเวลาดำเนินการ 18 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2570 ด้วยวงเงินรวมกันทั้งสิ้นกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท โดยโครงการไม่ได้จำกัดแค่การรักษาตลิ่งตามแนวแม่น้ำชายแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวชายฝั่งทะเลด้วย และสำหรับปีล่าสุด (2567) ได้มีการตั้งงบประมาณแผ่นดินในโครงการนี้ไว้ที่ 5.839 พันล้านบาท โดยเป็นส่วนการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชายแดนที่ 5.343 พันล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ตามแนวแม่น้ำโขง มีการตั้งงบประมาณสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 26 โครงการ รวมถึงในจังหวัดเชียงรายที่มีอยู่ 4 โครงการ (อ่านรายละเอียดได้ที่ เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๓ เล่มที่ ๘ งบประมาณรายจ่าย ฉบับปรับปรุง ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่หน้า ๒๔๖ เป็นต้นไป)

ในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่เรากำลังลงพื้นที่สำรวจนั้น เขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นที่พบเห็นได้แทบจะตลอดแนวลำน้ำโขง ขณะที่บางจุดก็เห็นได้ว่ายังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยนอกจากตรงพื้นที่ระหว่างทางหลวง 1155 แล้ว อีกที่ที่เราได้พบคือหมู่บ้านประมงปากอิงใต้ หมู่ 16 ตำบลศรีดอนชัย ที่เราได้เดินทางจากมาก่อนหน้านี้

เขื่อนป้องกันตลิ่ง – รักษาหรือทำลายผืนดินทำกิน?

“เราใช้สวนตรงนี้ทำมาหากิน ไม่รู้ว่าเขาจะชดเชยเราเท่าไหร่ มันก็คงไม่ถึงหมื่น แต่มันคงไม่พอเพราะเราทำมาหากินตลอดปี”

สมบูรณ์ อินทรวงค์ ชาวประมงลูกบ้านปากอิงใต้ คนที่เราได้คุยก่อนหน้าในตอนแรกของซีรีส์สารคดีชุดนี้ พึมพำให้ฟัง จากคำบอกเล่าของสมบูรณ์ นอกจากอาชีพประมงแล้ว เขาปลูกพืชผักสวนครัวริมน้ำเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ทว่า แปลงเกษตรที่สมบูรณ์ใช้ทำมาหากินดังกล่าวกำลังกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อพื้นที่ตรงนั้นกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนป้องกันตลิ่งที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

หลังพูดคุยกับสมบูรณ์ เราค่อยๆ เดินไปยังแปลงเกษตรริมน้ำตรงนั้น ไม่นาน ภาพของรถแบ็คโฮสีเหลืองและเขียวจำนวนหนึ่งที่กำลังขุดตักหน้าดินอยู่ริมน้ำ พร้อมกับผู้คนที่กำลังเดินขวักไขว่ตัดและขนไม้อยู่แถวนั้น ก็ปรากฏสู่สายตาอยู่ไกลๆ เป็นประจักษ์พยานว่าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณนั้นกำลังเกิดขึ้นจริงตามคำบอกเล่า

เมื่อเดินตรงไปเรื่อยๆ จนจวนประชิดจุดที่กำลังมีการก่อสร้าง ณ ริมน้ำ ด้านซ้ายมือของเราจึงปรากฏแปลงพืชผักสวนครัวเขียวชอุ่ม ตรงนั้นเองคือพื้นที่ทำเกษตรของสมบูรณ์ แต่จะว่าเป็นของสมบูรณ์คนเดียว ก็ไม่ถูก เพราะอันที่จริง แปลงเกษตรริมน้ำตรงนี้เป็นของส่วนรวมที่ทุกคนในหมู่บ้านสามารถมาปลูกพืชผักได้ร่วมกัน ด้วยว่าตรงนั้นไม่ได้มีเอกสารสิทธิใดๆ กำกับความเป็นเจ้าของ

ไม่เกินปลายปีนี้ โครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่บริเวณนั้นมีกำหนดจะแล้วเสร็จ และนั่นก็อาจเป็นจุดพลิกผันของชาวบ้านปากอิงใต้ราวสิบครัวเรือนที่อาศัยแปลงเกษตรส่วนรวมตรงนี้ทำมาหากินมายาวนาน

“ชาวบ้านที่นี่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่หากิน เพราะคนส่วนมากไม่มีพื้นที่ของตัวเอง ไม่มีเอกสารสิทธิ ปกติก็ต้องอาศัยพื้นที่ส่วนรวมหากิน แต่ถ้าทำเขื่อน ก็จะกระทบให้หลายครอบครัวไม่ได้ทำมาหากิน บางครอบครัวมีพื้นที่ตรงนั้นที่เดียว ถ้ามันหายไป ก็ไม่รู้จะไปทำที่ไหน ก็ต้องไปเช่าคนอื่นเขา ต้นทุนก็เพิ่มขึ้น และจะได้เช่าไหมก็ยังไม่รู้ ถ้าเช่าไม่ได้ เขาจะไปทำอะไรกันต่อ ก็ต้องไปหาช่องทางทำกินใหม่ข้างนอก” ผู้ใหญ่บ้านปากอิงใต้ มานพ มณีรัตน์ กล่าว

ขณะที่สมบูรณ์นั้นก็ต้องยอมรับชะตากรรม เมื่อเขาถูกตัดช่องทางรายได้ทางนี้ เขาก็ต้องหันไปเสี่ยงโชคเอากับการหาปลาเพียงทางเดียว

สถานการณ์ที่ปากอิงใต้เผชิญยังนับว่าล่าช้ากว่าอีกหลายๆ พื้นที่ในจังหวัดเชียงรายที่ได้มีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งกันไปก่อนหน้านี้

ด้านหนึ่ง ชาวบ้านบางส่วนอาจเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพราะไม่อยากปฏิเสธการพัฒนา อีกทั้งบางจุดที่มีการทำเขื่อนป้องกันตลิ่งก็ได้รับการยกระดับเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้ใช้สอย ทั้งในรูปแบบทางจักรยานและทางเท้าริมหาด จุดนั่งพักผ่อนหย่อนใจ และจุดชมวิวทิวทัศน์ ซึ่งช่วยเป็นจุดขายดึงดูดการท่องเที่ยว แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขื่อนป้องกันตลิ่งได้ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยสูญเสียพื้นที่ดินดอนริมฝั่งอันอุดมสมบูรณ์สำหรับการทำมาหากิน ทั้งในเชิงการเกษตรและประมง

“มันเป็นพื้นที่หากุ้งหาปลา พอเป็นอย่างนี้เขาก็หากันไม่ได้ คนที่หาอยู่ก็มี แต่มันก็ไม่เหมือนเก่า เพราะระบบนิเวศที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำริมฝั่งหายหมดแล้ว กว่ามันจะฟื้นตัวก็อีกหลายปี” พี่นพพูดถึงบริเวณผืนดินริมฝั่งโขงที่หลายจุดถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเขื่อนป้องกันตลิ่ง

“จากที่เพิ่งมีการพายคายักสำรวจ เหลือ 2-3 จุดเองที่ยังไม่ได้ทำโครงการ ซึ่งก็อยากให้คงเหลือไว้ ไม่ต้องทำแล้ว และเขาก็มีการบอกว่าทางการอนุมัติมาให้ทำทั้งหมด แล้วแบบโครงการมีแค่แบบเดียว ทำเหมือนกันหมด แต่ทางลาวมีอีกรูปแบบ คือถมไปแล้วช่วยดักตะกอนได้ ค่อยๆ ทำให้ระบบธรรมชาติสร้างตะกอนขึ้นมาเอง แล้วคนก็ยังหากินอยู่ได้ แต่แบบนี้ (แบบของไทย) ทำลายระบบนิเวศชายฝั่งหมดเลย มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไปเพิ่มปัญหามากขึ้น” พี่นพให้ความเห็น

แม้ในบางจุดที่มีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งจะยังคงมีผืนดินดอนริมน้ำด้านล่างอยู่ หรือยังมีทรัพยากรในน้ำให้เก็บเกี่ยวได้อยู่ แต่ตัวเขื่อนก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางให้ชาวบ้านลงไปสู่พื้นที่ตรงนั้นได้ยากขึ้น เพราะต้องเดินลงจากเขื่อนที่มีความลาดชันและไม่ราบเรียบ ด้วยความระมัดระวังอย่างสูง แทนที่พวกเขาจะเดินตรงเข้าไปได้ไม่ยากอย่างแต่ก่อน

อย่างไรเสีย หลายคนอาจบอกว่าการทำเขื่อนป้องกันตลิ่งพังก็ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น ท่ามกลางภาวะที่น้ำโขงผันผวนและกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งอย่างรุนแรง แต่คำถามก็เกิดขึ้นว่าเขื่อนป้องกันตลิ่งพังอาจเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่ และจะช่วยป้องกันแนวตลิ่งได้มีประสิทธิภาพจริงไหม ในเมื่อกระแสน้ำยังคงแปรปรวนหนักขึ้นทุกวัน

โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำ – ผีซ้ำด้ำพลอยของชาวริมโขง

ขบวนรถเราค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากบ้านปากอิงใต้ ไม่กี่นาทีก็มาหยุดที่หนองน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง ณ จุดนี้ถือเป็นรอยต่อระหว่างบ้านปากอิงใต้ (หมู่ 16) กับอีกชุมชนหนึ่งอย่างบ้านปากอิง (หมู่ 2) พี่นพบอกว่าหนองน้ำนี้เป็นทรัพยากรที่คนทั้งสองบ้านแบ่งปันใช้ร่วมกันมายาวนาน ขณะที่ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็สนิทชิดเชื้อ และบ้างก็เป็นเครือญาติร่วมสายเลือดกัน

หลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านทั้งสองบ้านมีข้อตกลงกันว่าทุกสองปี แต่ละหมู่บ้านจะผลัดกันผสมเทียมปลาปล่อยลงไปเลี้ยงหนองน้ำดังกล่าว เพื่อให้คนสองหมู่บ้านเข้ามาจับปลาได้ร่วมกัน เป็นทางเลือกในการทำประมงอีกทางหนึ่งในยามที่ปลาธรรมชาติในแม่น้ำโขงกำลังหายากขึ้นทุกวัน

แต่การแบ่งปันทรัพยากรกันระหว่างคนหลายคนนั้น การกระทบกระทั่งก็ย่อมเกิดขึ้นได้ อย่างชาวบ้านหมู่ 16 และหมู่ 2 ตรงนี้ก็เคยเกิดความไม่เข้าใจกันเล็กน้อยในเรื่องการผลัดเวรปล่อยปลาลงน้ำยามที่เกิดปัญหาน้ำแล้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ประกอบกับที่หมู่ 2 ยังไม่มีผู้ใหญ่บ้านจนเกิดปัญหาเรื่องการสื่อสารระหว่างหมู่บ้าน ทว่า เวลาต่อมา ปัญหาที่ดูเล็กน้อยนี้กลับบานปลายขึ้นเมื่อนายอำเภอคนเก่าพยายามเข้ามาแก้ปัญหาด้วยการขุดแบ่งหนองน้ำแยกให้เป็นของหมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน จนสร้างความไม่พอใจแก่คนทั้งสองหมู่บ้าน

“ถ้าแยกหนองน้ำ มันจะกลายเป็นของมึง-ของกู กูใช้ของมึงไม่ได้ มึงก็ใช้ของกูไม่ได้ ในที่สุดมันจะยิ่งทะเลาะเบาะแว้งกันบานปลาย ปัญหาเยอะกว่าเดิม การไม่แบ่งจะดีกว่า สุดท้ายมันสามารถจบได้ด้วยการมานั่งคุยกัน ดีกว่าเอาข้อกฎหมายมาบังคับใช้” ผู้ใหญ่มานพแห่งบ้านปากอิงใต้หมู่ 16 อธิบายให้เราฟังก่อนหน้าที่เราจะมาดูหนองน้ำตรงนี้ด้วยตา

“สองบ้านนี้เหมือนกับต้นไม้ที่มีรากเดียวกัน อยู่ๆ จะไปแยกมันจากกันนั้นทำไม่ได้หรอก” พี่นพพยายามอธิบายให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น  

ขณะที่ผู้ใหญ่มานพก็เล่าข้อมูลล่าสุดให้เราฟังเพิ่มว่า ชาวบ้านกำลังอยู่ระหว่างการยื่นเรื่องถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อยกเลิกคำสั่งขุดแยกหนองน้ำของนายอำเภอคนก่อนหน้า

กรณีหนองน้ำตรงนี้ดูจะเป็นเรื่องเล็กๆ และอาจพอคลี่คลายได้ไม่ยากนัก แต่นี่ไม่ใช่กรณีเดียวที่ความพยายามเข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทางการสร้างความเคลือบแคลงใจให้ชาวบ้านแถบลุ่มน้ำโขง

ออกจากบ้านปากอิงใต้มาราวสิบกว่ากิโลเมตร รถของเรามาถึงบ้านม่วงชุม ในตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ รอบๆ ตัวเราคือผืนป่าชุ่มน้ำที่ยังดูอุดมสมบูรณ์ ขนาบข้างด้วยแม่น้ำอิงอันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง รวมทั้งหนองน้ำธรรมชาติที่กระจัดกระจายตามผืนป่า  

ป่าตรงนี้จัดเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติชั้นดีสำหรับชาวบ้านม่วงชุม มีทั้งพืชอาหารและพืชสมุนไพรนานาพรรณ ขณะที่ตามแหล่งน้ำก็เป็นที่วางไข่ของปลาหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งแม่น้ำโขงจะหนุนแม่น้ำอิงจนท่วมหลากในป่า จนทำให้ปลาจากแม่น้ำโขงสามารถเข้ามาวางไข่ตามแหล่งน้ำรอบพื้นที่ป่าได้

อย่างไรก็ตาม ฉากภาพที่ได้ยินตามคำบอกเล่าของชาวบ้านนี้ก็ดูจะเป็นเพียงอดีต

“ตั้งแต่ปี 2551 น้ำโขงไม่ท่วมเข้ามาเลย พอจีนสร้างเขื่อน ก็ไม่มาเลย เมื่อก่อนเวลาน้ำโขงหนุนมาที ปลาก็มาเยอะ พืชพันธุ์ก็เจริญดี แต่ผ่านมา ยิ่งช่วงปี 2561-2563 แล้งจัดเลย แล้วข้าวยืนต้นก็ตายหมด โดนหนอนเจาะเพราะไม่มีน้ำเข้ามา” เมือง ศรีสม ประธานอนุรักษ์ชุมชนบ้านม่วงชุม เล่าให้เราฟัง

“ตอนน้ำมีมาก เราก็มีปลาให้ชาวบ้านหากินกันได้ ทีนี้ปลาไม่มี เราก็ต้องไปหาซื้อกันที่อื่น” เมืองเล่าต่อ

ท่ามกลางปัญหาน้ำแล้งที่คนบ้านม่วงชุมประสบพบเจอมาหลายปี ก็มีความพยายามของทางการในการเข้ามาช่วยพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ ทั้งด้วยการขุดลอกหนองน้ำใหม่ และการติดตั้งท่อส่งน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกให้น้ำจากลำน้ำอิงไหลเข้ามาในหนองน้ำได้ง่าย แต่ดูเหมือนว่าความเป็นจริงกลับไม่เหมือนที่คิดไว้

“พอมีท่อนั้น เขาบอกว่าเดี๋ยวน้ำขึ้นมานิดหน่อย (แม่น้ำอิง) มันก็จะไหลเข้ามาตรงนี้เอง (หนองน้ำ) แต่น้ำไหลเข้ามาอยู่ปีเดียว จากนั้นก็ไม่เข้ามาอีกเลย มันมาไม่ถึง” เมืองเล่า

ถามว่าปัญหาอยู่ที่อะไรนั้น เมืองตอบเราว่า “เขาขุดหนองลงไปไม่ลึกพอ ยังไม่ต่ำกว่าระดับแม่น้ำ (อิง) ถ้าขุดได้ลึกกว่าแม่น้ำ น้ำถึงจะขึ้นมาได้ แต่พอขุดไม่ถึง น้ำเลยไหลกลับไปแม่น้ำอิงหมด”

ระหว่างที่เมืองพูด มือของเขาก็ชี้ไปยังหนองน้ำหนองหนึ่งข้างๆ ที่ดูแห้งขอด เมืองย้ำว่าก่อนหน้านี้ น้ำในหนองนี้มีมากตลอด กระทั่งปัจจุบันหลังการเข้ามาทำโครงการขุดหนอง สภาพน้ำจึงเป็นอย่างที่เห็น

นอกจากหนองน้ำที่เราเห็นตรงนั้น เมืองบอกว่ายังมีหนองน้ำอื่นๆ ในพื้นที่ป่าตรงนั้นที่มีการทำโครงการเดียวกันอยู่

“หนองข้างในป่านั่นก็โครงการเดียวกัน เขาบอกว่าเขาจะขุดให้ แล้วเอาโซลาร์เซลล์มาติดตั้งให้ ให้ทำเกษตรกันข้างหนองตรงนั้น แต่พอขุดไป ก็ขุดได้แค่นี้ (เสียงสูง) แค่สันดอนเอง ก็ไม่มีน้ำ ถามว่าน้ำแค่นั้นจะทำเกษตรไหวไหม แล้วเดี๋ยวนี้แห้งแล้ว” เมืองเล่า

ปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลต่อวิถีทำมาหากินของชาวบ้าน ทั้งในแง่การประมงและการเกษตรเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อโครงสร้างระบบนิเวศในพื้นที่ป่าโดยรวม

“ในอดีต หนองที่นี่ไม่ได้มาจากการขุด พื้นเลยแน่น เวลาน้ำมาขัง มันจะเก็บน้ำได้ดี มีระบบธรรมชาติของมัน แต่พอมาขุดอย่างนี้ โครงสร้างธรรมชาติเลยเปลี่ยน” ลุงจักร – จักร กินีสี จากกลุ่มรักษ์เชียงของ ผู้ร่วมเดินทางของเราอีกคน พูดเสริมขึ้นมา

เรายังไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าการขุดลอกหนองน้ำที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบที่ควรจะเป็นมีเหตุแท้จริงมาจากอะไร ใช่ว่าเป็นเพราะไม่ได้มีการศึกษาแบบละเอียดถี่ถ้วนหรือไม่ ทั้งนี้ เราได้ข้อมูลเพียงว่าโครงการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำดังกล่าวอยู่ภายใต้ความดูแลของมูลนิธิอุทกพัฒน์ โดยมีกองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติงานก่อสร้าง

วิกฤตชุมชนริมโขงไม่อาจหายขาด ตราบใดที่สายน้ำยังคงพยศ

ตามแนวลุ่มน้ำโขง ตลอดจนลำน้ำสาขาและแหล่งน้ำธรรมชาติข้างเคียงต่างๆ ยังมีโครงการด้านชลประทานอีกมากมายที่มีจุดประสงค์มุ่งบรรเทาปัญหาความผันผวนของทรัพยากรน้ำอันมีเหตุหนึ่งมาจากความแปรปรวนของกระแสน้ำโขงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าหลายโครงการนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้อย่างแท้จริง ซ้ำยังไปทำลายโครงสร้างสภาพแวดล้อม ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านหนักขึ้น ไม่ว่าจะเพราะการขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน การขาดการทำความเข้าใจในสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตชาวบ้าน หรือเหตุผลกลใดก็แล้วแต่

ในจังหวัดเชียงรายเอง ก่อนหน้านี้เราก็มีโอกาสได้ลงพื้นที่ ‘เวียงหนองหล่ม’ อันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติที่มีระบบนิเวศสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแม่น้ำโขง และพบว่าชาวบ้านรอบบริเวณนั้นกำลังเผชิญความทุกข์ยากอย่างหนักจากเมกะโปรเจกต์ด้านชลประทานมูลค่าหลักพันล้านบาทของรัฐ เพราะโครงการขนาดมหึมาดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ จนทำให้ชาวบ้านไม่อาจยึดวิถีทำมาหากินที่พึ่งพาธรรมชาติได้ดังเดิม ขณะที่พวกเขาก็ได้รับความเดือดร้อนจากความผันผวนของแม่น้ำโขงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี โครงการด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงโครงการที่ช่วยปกป้องรักษาผืนตลิ่งริมน้ำต่างๆ ก็อาจไม่ได้มีแต่ผลกระทบด้านลบเสียทีเดียว ในบางแง่มุม โครงการเหล่านี้ก็อาจพอให้ประโยชน์และช่วยแก้ปัญหาบางอย่างได้อยู่บ้าง แต่ก็มีคำถามต่อมาว่าการแก้ปัญหาเหล่านั้นอาจเป็นเหมือนแค่การกินยารักษาตามอาการไปวันๆ หรือไม่ ในเมื่อต้นตอแท้จริงของโรคไม่ได้ถูกรักษา และสำหรับชุมชนริมโขง ต้นตอที่ว่านั้นก็คือความผันผวนของแม่น้ำที่เราพูดถึงมาตลอด

“เราต้องมาถามว่าสุดท้ายโครงการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพจริงไหม อย่างพนังกั้นน้ำพวกนี้จะอยู่ได้อีกนานหรือเปล่า ในเมื่อน้ำยังผันผวนอยู่อย่างนี้ สุดท้ายมันก็พังลงมาได้อยู่ดี” พี่นพแห่งรักษ์เชียงของ ให้ความเห็น

ในที่สุด การจะหาทางแก้ปัญหาของชาวบ้านริมโขงอย่างยั่งยืน จึงไม่อาจเลี่ยงได้ที่ต้องวกกลับไปยังต้นธารของความแปรปรวนในแม่น้ำโขงปัจจุบัน ที่เราเคยกล่าวไว้ตั้งแต่ในบทความแรกของซีรีส์สารคดีชุดนี้ว่ามีอยู่ประมาณห้าปัจจัยหลัก ได้แก่ การระเบิดเกาะแก่งตามลำน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเรือพาณิชย์ การใช้สารเคมีในการทำเกษตรริมน้ำ การทิ้งขยะลงแม่น้ำ การทำประมงแบบผิดวิธี และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง ‘เขื่อนไฟฟ้า’ กว่าสิบแห่งขวางกั้นเส้นทางไหลของแม่น้ำโขง ทว่าที่ผ่านมาเรากลับแทบไม่เคยได้ยินแนวคิดหรือเห็นโครงการใดๆ จากทางการ ที่จะพุ่งชนสู่ต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ตราบใดที่สายน้ำโขงยังคงพยศอยู่เช่นนี้ จึงไม่ง่ายที่จะช่วยชาวบ้านริมโขงให้หลุดพ้นจากวงจรวิกฤตได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมีโครงการใหม่ใดออกมาอีกก็ตาม


อ่านตอนแรกได้ที่ ชายโขงเชียงรายยามสายน้ำพยศ (1) : วิถีประมงในวิกฤต ใต้ลิขิต ‘เขื่อนไฟฟ้า’

MOST READ

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

4 Apr 2023

เปลี่ยน ‘ผี’ ให้เป็น ‘คน’ : เหตุผลที่คนเลือกเป็น ‘ผีน้อย’ และปัญหาเชิงระบบของการส่งแรงงานไปเกาหลี

รีนา ต๊ะดี เขียนถึงปัญหาในระบบการส่งแรงงานไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมาย เปิดเหตุผลว่าทำไมแรงงานไทยยังเลือกไปแบบ ‘ผีน้อย’

รีนา ต๊ะดี

4 Apr 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save