fbpx

จากแม่ฮ่องสอนถึงรัฐไทย: การเดินทางไกลของ ‘ชาติพันธุ์’

ธีรภัทร อรุณรัตน์ เรื่อง

 

“มีแค่สองโค้ง โค้งซ้ายกับโค้งขวา”

ผู้นำทางของเราพูดติดตลกระหว่างขับรถจากตัวเมืองเชียงใหม่ ผ่านระยะทางราวสองร้อยกว่ากิโลเมตรและพันกว่าโค้งบนถนนพื้นราบเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นที่สูง และพื้นที่ป่ากว่า 86.99 เปอร์เซ็นต์ รวมถึง 79.3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดเป็น ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ทั้งปกาเกาะญอ ม้ง ลีซู ลาหู่ดำ ไทใหญ่ ฯลฯ แม่ฮ่องสอนจึงเป็นสถานที่หลากหลายทั้งวัฒนธรรมการดำรงชีวิต รวมทั้งเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่า ‘มีความสุขที่สุด’

แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจกลับบอกข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าแม่ฮ่องสอน ‘ยากจนที่สุด’

ด้วยสามัญสำนึก คงหลีกหนีไม่ได้ที่จะไม่ฉุกใจคิดถึงความผิดปกติ

 

บ้านหนองขาวกลาง ตำบลห้วยปูลิง อ. เมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

ถ้าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ‘การเมือง’ จึงบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ใครสูง-ใครต่ำ หรือเราเท่ากันขนาดไหน อย่างไร และหนึ่งในสิ่งที่กำหนดความสัมพันธ์ทั้งหลายนั้นคือ ‘กฎหมาย’

‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ในพื้นที่ป่ากว่าครึ่งค่อนจังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องเผชิญหน้ากับกฎหมายป่าไม้ด้วยแนวคิดเบื้องหลังของ ‘การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ’ ในนามของความบริสุทธิ์ผุดผ่องซึ่งไม่มีที่ทางของมนุษย์อยู่ในนั้น ตลอดจนการให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ – มรดกสำคัญของสงครามเย็นที่มีหน่วยงานความมั่นคงมากหน้าหลายตาเข้ามาร่วมวง

คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้จึงถูกแปะป้ายตั้งแต่ ‘ต่างด้าว’ ‘เผาป่า’ ‘ตัดไม้ทำลายป่า’ จนถึงการไม่ถูกมองว่าเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

หนึ่งในความพยายามทำให้คนเท่ากันของกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างน้อยที่สุดก็อาจทำด้วยการประกาศ ‘เขตวัฒนธรรมพิเศษ’ ด้วยการใช้วัฒนธรรมเอกลักษณ์เฉพาะเป็นแนวหน้าสำคัญในการถ่วงดุลกับความรุนแรงทางตรงและทางอ้อมในนามของกฎหมาย และเพื่อเปิดประตูขั้นแรกสู่การสร้างความเข้าใจ-เพื่ออยู่ร่วมกัน

การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ เช่นนี้สืบที่มาได้จากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วย ‘แนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง’ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อแก้ปัญหาองค์รวมของคน ‘ที่สูง’ ที่ดูเหมือนเป็น ‘คนอื่น’ ในรัฐไทยพื้นราบ

มติดังกล่าวพยายามแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งแต่การจัดการทรัพยากรในถิ่นที่อยู่อาศัย การได้รับสัญชาติซึ่งตามมาด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ จนถึงความสามารถในการรักษาวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

แต่ 10 ปีผ่านมา ต้องกลืนน้ำลายขมคอ และพยักหน้ายอมรับว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไข ไม่คืบหน้า

หรือพูดให้ถึงที่สุด – ใต้ฟ้าเดียวกัน แต่คนยังไม่เท่ากัน

พ.ศ.​ 2553 ถึง 2563 หนึ่งทศวรรษผ่านไป เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร? ปัญหาของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ นี้ฉายให้เห็นการเมืองภาพใหญ่อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด ก้าวต่อไปเพื่อให้คนเท่ากัน จะเดินต่อไปอย่างไร?

ต่อไปนี้คือสาส์นจาก ‘ชายขอบ’ ถึง ‘รัฐไทย’ … ขอเชิญร่วมกันหาคำตอบ

 

 

“พวกเผาไม้ทำลายป่า”

 

ต้นเดือนสิงหาคม 2563 วันฝนพรำ​ ณ​ บ้านหนองขาวกลาง ตำบลห้วยปูลิง หากกวาดสายตาจากบนลงล่างจะเห็นตั้งแต่หมอกหนาปกคลุมท้องฟ้าจากฝนตกเบาบาง มองต่ำลงมาจึงเห็นพื้นที่ป่าสลับไปกับพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่สำหรับหากินและหาเลี้ยงทางเศรษฐกิจ

 

 

พื้นที่ไร่หมุนเวียนตำบลห้วยปูลิง

 

คริสตจักรบ้านหนองขาวกลาง แสดงให้เห็นการนับถือคริสต์ศาสนาของคนในพื้นที่

 

มองอย่างเผินๆ อาจดูเหมือนพื้นที่ป่าหายไปเป็นหย่อมด้วยความสูงของพื้นที่สีเขียวที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่ในฐานะชุมชนกะเหรี่ยงที่มีวัฒนธรรมสัมพันธ์กับการใช้สอยทรัพยากรในพื้นที่ ภาพเช่นนี้จึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่เป็นวิถีชีวิต

พื้นที่ในบ้านหนองขาวกลางนี้เป็นตัวอย่างของการทำ ‘ไร่หมุนเวียน’ ตามความหมายตรงตัวคือการเกษตรที่ผลัดเปลี่ยนกันทำไร่ในพื้นที่ ไม่ทำซ้ำพื้นที่ที่เคยทำและหมุนเวียนไปทำในพื้นที่อื่น ปล่อยให้พื้นที่เดิมเติบโตเป็นป่า ผลัดไปปีแล้วปีเล่า เมื่อครบรอบที่กำหนดไว้จึงกลับมาทำพื้นที่เดิมซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

จึงเหมือนการรับใช้ซึ่งกันและกันของมนุษย์กับผืนดินที่ไม่ย่ำยีกันและกันจนเกินไป

แต่ความปกติของวิถีชีวิตเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็นความผิดปกติ จากภาพที่หลายครั้งสร้างความเข้าใจบางส่วนว่ามันคือการตัดไม้ทำลายป่า

เหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไร ถึงจะเข้าอกเข้าใจกัน (เสียบ้าง)

 

ไร่หมุนเวียนที่เว้นการใช้ประโยชน์เป็นรายปี

 

แนวกันไฟ

 

มองรากของปัญหา เพื่อความเข้าใจ

 

หนึ่งในแนวหน้าที่ผลักดันการสร้างความเข้าใจร่วมกันกับประชาชนในพื้นที่ ผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย-นโยบายรัฐ​ และสาธารณะ คือ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.)

ก่อนที่จะเข้าอกเข้าใจกัน ที่ขาดไปไม่ได้เลยคือการพูดถึงรากของปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

อภินันท์ ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์จาก ศมส. ได้ชี้ให้เราเห็นปัญหาภาพรวมของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ไว้ 5 ประเด็น

 

อภินันท์ ธรรมเสนา

 

“อย่างแรกคือปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ กลุ่มชาติพันธุ์จะถูกมองด้วยภาพลบว่าเป็นคนต่างด้าว ไม่ใช่คนไทย เพียงเพราะมีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่าง นอกจากนั้นยังถูกมองว่าเป็นพวกทำลายป่าไม้ พวกค้ายา

“ถ้าถามว่าภาพลักษณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะเหตุใด คำตอบคือ เกิดจากแง่คิดในเรื่องความมั่นคงในสมัยสงครามเย็น ซึ่งรัฐมองว่าต้องจัดการโบ้ยความผิดให้กลุ่มชาติพันธุ์ก่อน เพื่อรัฐจะเข้าไปจัดการพื้นที่และควบคุมได้”

เมื่อถูกมองว่าภาพลักษณ์ของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ เป็นดังข้อแรกแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาการจัดการทรัพยากร เมื่อข้อครหาถึงการตัดไม้ทำลายป่า หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติถูกแปะฉลากไว้ฉาบหน้า สิทธิขั้นพื้นฐานของการจัดการทรัพยากรในพื้นที่จึงถูกริบกลับทันทีจากรัฐ​

นั่นหมายถึงปัจจัยการดำรงชีวิตพื้นฐาน อย่างที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพื่อประกอบอาชีพจึงอยู่ภายใต้อำนาจรัฐแทนการจัดการในชุมชน

นอกจากเรื่องการจัดการทรัพยากรพื้นฐานแล้ว ปัญหาที่ตามมาจากข้อแรกอีกชั้นหนึ่งคือปัญหาการไม่มีสัญชาติ ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนของรัฐไทยเหล่านี้ จึงไม่ได้เป็นคนไทย “หมายความว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งที่ตามมาคือความเหลื่อมล้ำ”

“เมื่อไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนไทย ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับกลับไม่ได้ แม้แต่บัตรทอง 30 บาทก็ไม่ได้” เหล่านี้จึงแสดงให้เห็นปัญหาอย่างที่สี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของการดำรงชีวิต

อภินันท์พยายามชี้ให้เห็นว่า ปัญหาทั้ง 4 ประการข้างต้นได้รวบยอดไปสู่ปัญหาข้อสุดท้ายคือการสูญเสียความเป็นอัตลักษณ์ ซึ่งส่งผลให้ “คนเริ่มไม่พูดภาษาถิ่น ไม่มีคนสืบทอดวัฒนธรรม ปัญหานี้เมื่อมองผ่านๆ อาจจะคิดว่าผิวเผินแต่ถ้าลองมองดูดีๆ จะพบว่ากลุ่มคนของชาติพันธุ์และต้นทุนของพวกเขาหายไปด้วย”

จากเดิมที่ต้นทุนทางวัฒนธรรมของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ สนับสนุนให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาชุมชนและธรรมชาติ แต่เมื่อพบกับปัญหาสี่ประการข้างต้น การยึดถืออัตลักษณ์เดิมของตนจึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ผิดปกติ

“ซึ่งสุดท้ายกลุ่มคนชาติพันธุ์ก็ต้องกลายเป็นคนที่เราต้องช่วยเหลือ และกลายเป็นปัญหาซ้ำเดิมไปเรื่อยๆ จากเดิมที่จัดการตัวเองได้ เลยซ้ำย้อนวาทกรรมทั้งหลายเป็นวงจรอีก” อภินันท์แสดงให้เห็นถึงวงจรที่สลัดไม่หลุดของปัญหา

 

 

ขอย้ำอีกรอบว่าความสำคัญคือการเข้าใจซึ่งกันและกัน”

 

ด้วยการรวบยอดจำแนกปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ออกเป็น 5 ประการแล้ว มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแบบแปลนแก้ปัญหาเป็นองค์รวมโดยมีกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยนั้นเป็นแม่งาน

ถึงแม้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปธรรมในภาพใหญ่ แต่อภินันท์ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของมตินี้อยู่สองข้อ

“อย่างแรกคือช่วยสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มคนชาติพันธุ์ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เปิดพื้นที่ให้กลุ่มชนชาติพันธุ์อ้างมติของคณะรัฐมนตรีจนเกิดเป็นการสร้างเครือข่ายที่สร้างอำนาจต่อรอง ชาวบ้านก็มีหลังพิงมากขึ้น

“สอง คือช่วยชะลอปัญหา ซึ่งแม้ว่าจะแก้ไขไม่ได้ทันทีแต่ก็ช่วยให้ปัญหาเกิดช้าลงได้ เช่น พื้นที่ของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่เป็นเขตอนุรักษ์ ยังยอมให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มีโอกาสทำไร่หมุนเวียนได้ เพราะการอ้างมติครม.”

และหนึ่งในการแสดงออกเชิงรูปธรรมที่ต่อยอดจากมติครม. 3 สิงหา 2553 คือ การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การพยายามคัดง้างกับกฎหมายและผู้ปฏิบัติเพื่อยืนยันสิทธิการจัดการตนเองบนฐานวัฒนธรรมเดิม แม้กรรมสิทธิ์ในพื้นดินยังเป็นของรัฐ​ แต่อย่างน้อยก็พอจะช่วยชะลอปัญหาของ ‘ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน’ ได้

ดังนั้น ก้าวต่อไปของการกลัดกระดุมเม็ดแรกคือการผลักดันมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยการผลักดัน ‘พระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์’ ซึ่งรวมถึงกลุ่มกะเหรี่ยงและชาวเลทางตอนใต้

แต่ความละเอียดอ่อนของการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้โดยศมส. ก็ได้เผชิญกับแรงเสียดทานทั้งภายในและภายนอก

หนึ่งในนั้นคือคำนิยามของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ซึ่งอภินันท์แสดงให้เห็นความละเอียดอ่อนในประเด็นนี้ว่า “สุดท้ายแล้วเราจะนิยามกลุ่มชาติพันธุ์แค่ไหน เพราะถ้าเป็นภาษาทางมานุษยวิทยา ชาติพันธุ์จะเป็นใครก็ได้ อย่างกรณีชาวมลายูจะแยกดินแดนหรือเปล่า? จะประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษระดับภาคหรือเปล่า? ฝ่ายความมั่นคงก็จะจับตามองเราเป็นพิเศษว่าหลังออกกฎหมายจะมีผลเสียเกิดตามมาหรือไม่

“กฎหมายเป็นเรื่องของโครงสร้าง แต่โครงสร้างอย่างเดียวไม่พอ เราต้องทำงานฐานรากด้วย นี่คือกระบวนการมานุษยวิทยาที่ต้องหาทางออกร่วมกัน

“เราขอย้ำอีกรอบว่าความสำคัญคือการเข้าใจซึ่งกันและกัน” อภินันท์ทิ้งท้าย

… แต่ 10 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย ดูเหมือนฝ่ายที่ไม่เข้าใจกันมากที่สุดคือฝ่ายความมั่นคงของรัฐเสียเอง ดังตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างการถูกอุ้มฆ่าบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ผู้ซึ่งลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมของชาวกะเหรี่ยงพื้นที่บางกลอย ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 จนถึงตอนนี้ ควานหาความยุติธรรมที่ไหนก็ไม่เจอ

ดังนั้น คำถามที่ตามมาของความพยายามหาทางออกคือ แล้วเหตุใดรัฐจึงไม่เข้าใจ (พวกเรา)?

 

ประวัติศาสตร์ของการกดขี่ของรัฐ

 

“กลุ่มชาติพันธุ์ถูกกันออกตั้งแต่แรกอยู่แล้วในสมัยสงครามเย็น ซึ่งเขตภูเขาทั้งหมดของไทยกลายเป็นเขตจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ ภาครัฐของไทยก็มองว่าเรื่องนี้เป็นภัยความมั่นคง จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายเพื่อมาควบคุม เช่น ห้ามออกโฉนดบนเขตภูเขา ประกาศเขตพื้นที่ให้เป็นเขตป่าสงวนหรือเป็นอุทยานแห่งชาติเพื่อคุมสภาพพื้นที่ไว้

“กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ก็อยู่ในเขตนี้ และรัฐไทยเองก็มองว่าพวกเขาเป็นแนวร่วมไม่ว่าจะเป็นม้งหรือกะเหรี่ยงก็ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง มิตินี้คล้ายกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางใต้จะมีมิติทางศาสนาและความเป็นชาติพันธุ์ เช่น มลายูมุสลิม

“เพราะฉะนั้นความระแวงของรัฐไทยที่มีต่อชาติพันธุ์กลายเป็นสาเหตุเบื้องลึกที่มองเป็นภัยความมั่นคงมาตลอด ผ่านการพยายามควบคุมทุกรูปแบบ”

สุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ฉายให้เห็นปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่สืบรากมาจากมรดกใหญ่ในช่วงสงครามเย็น

รวมทั้งยังแสดงให้เห็นเนื้อแท้ของการ ‘สร้างชาติ’ ที่ต้องการให้ ‘คนอื่น’ นั้นกลายเป็น ‘พวกเรา’ ว่า “นี่คือสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์การกดขี่ของรัฐ และอุดมการณ์แบบนี้มาจากแนวคิดแบบลัทธิอาณานิคม ซึ่งไทยเองก็ใช้วิธีการแบบนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในการรวมประเทศให้กลายเป็นสยาม”

อุดมการณ์ของการสร้างอาณานิคมภายใน (internal colonization) นี้จึงสืบทอดไปยังตัวกฎหมาย “ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายที่ดิน ก็มาจากอุดมการณ์นี้ทั้งนั้น”

 

สุมิตรชัย หัตถสาร

 

หากการเดินทางเข้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีแค่ ‘โค้งซ้าย’ หรือ ‘โค้งขวา’

ทำนองเดียวกันกับหนทางข้างหน้า มีแค่ชนะหรือแพ้ เท่ากันหรือเหลื่อมล้ำต่ำสูง

การเดินทางไกลของ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ จึงไม่ใช่เรื่องของ ‘คนอื่น’ แต่เป็นปัญหาที่พวกเราใต้ฟ้าเดียวกันร่วมเผชิญ

แน่นอน คงไม่จบในรุ่นเรา

 

 

 

 


หมายเหตุ – เก็บความจากโครงการมหกรรมไร่หมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอน สนับสนุนโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

MOST READ

Social Problems

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Problems

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้เว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Analytics Cookie

    คุกกี้ประเภทนี้มีเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บเพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ต่อไป

Save