fbpx

ทำไมผู้บริหารท้องถิ่นถึงลาออกก่อนครบวาระ?

ก่อนพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาออกมาไม่นานนัก ก็มีข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายก อบจ. 3 แห่งในจังหวัดภาคกลางพร้อมใจกันประกาศลาออก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดปทุมธานี อ่างทอง และนครสวรรค์ ทั้งที่ทุกคนยังเหลือเวลาทำงานในตำแหน่งหน้าที่นานกว่าครึ่งปีแท้ๆ ช่วงแรกสื่อพาดหัวว่าบางท่านจะไปลงสมัคร ส.ว. แต่สุดท้ายไม่ใช่ กลายเป็นว่าทุกคนยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. ขอเป็นต่ออีกสมัยโดยพร้อมเพรียง

สำหรับผม เรื่องนี้ไม่เหนือความคาดหมายอะไร ปรากฏการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว หากย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีก่อน ผมเองก็เคยเขียนบทความพูดถึงประเด็นนี้ลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่เชียงราย

เท่าที่สำรวจตรวจตราสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น (ปี 2554-2555) พบท้องถิ่นขนาดใหญ่ (ระดับเทศบาลเมืองขึ้นไป) ทางภาคเหนือราว 10-20% ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นลาออกเมื่อจวนเจียนจะครบวาระเต็มที ขณะที่ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าในห้วงเวลาคาบเกี่ยวกันนั้น (ปี 2555-2556) มีอบจ. ถึง 14 แห่งที่นายกฯ ลาออก จนเป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนดเดิม

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวผมหน่อย ได้แก่ จังหวัดเชียงรายกับเชียงใหม่ นั่นคือ นายก อบจ.เชียงรายลาออกก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งเพียงไม่ถึง 10 วัน (ลาออก 10 เมษายน 2555 ก่อนครบวาระ 19 เมษายน 2555) ขณะที่นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ตัดสินใจลาออกก่อนที่จะครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง 1 เดือน (ลาออก 6 กันยายน 2556 ก่อนครบวาระ 3 ตุลาคม 2556) โดยให้เหตุผลต่อหน้าสื่อว่าเพื่อบวชทดแทนคุณให้คุณอาที่ล่วงลับ[1]

เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ มีข้อกฎหมายแฝงอยู่หรือไม่ และส่งผลกระทบต่อท้องถิ่นอย่างไรบ้าง บทความตอนนี้พยายามหาคำตอบ

1. เพื่อให้หลุดพ้นจากมาตรการควบคุมวิธีการหาเสียงเลือกตั้งตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด รวมไปถึงกรอบเวลาการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

ในอดีตตัวเลขที่มีนัยคือ ’60 วันก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง’ หากเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการครบวาระ ก็จะมีข้อห้ามเกี่ยวกับวิธีการหาเสียงที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น ใส่ซองงานแต่ง งานบวช งานศพ มอบสิ่งของช่วยเหลือ จัดงานเลี้ยง จ้างดารานักร้องช่วยหาเสียง จะถูกนำมาใช้ตั้งแต่ 60 วันก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งเป็นต้นไป สอดคล้องกับรอบระยะเวลาในการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้ง ซึ่งให้คิดรวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงภายในช่วง 60 วันก่อนครบวาระด้วย ไม่ว่าจะเป็นป้ายที่ติดประกาศไปล่วงหน้า ค่าจ้างผู้ช่วยหาเสียง ค่าโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ค่าเช่าสถานที่หาเสียง ฯลฯ เหล่านี้ต้องถูกนำมาคิดรวมเข้าด้วยกันทั้งสิ้น (เรื่องนี้อยู่ในระเบียบ กกต. เมื่อปี 2554 ในข้อ 103 ไม่ได้ปรากฏอยู่ในกฎหมายแต่อย่างใด) ซึ่งแตกต่างกับกรณีอื่น เช่น ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ตาย รวมถึงลาออก มาตรการข้างต้นจะมีผลไปข้างหน้า ตั้งแต่วันที่ประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง (ภายหลังแก้ไขเป็นวันที่ตำแหน่งว่างลงแทน)

อย่างไรก็ดี กฎหมายปัจจุบันยังคงยึดหลักการเดิม ทั้งการกำกับการหาเสียงและกรอบระยะเวลาการคิดค่าใช้จ่าย (คราวนี้ถูกระบุอยู่ในกฎหมายชัดเจนในมาตรา 61) ทว่าขยายเงื่อนเวลาบังคับออกไป จาก 60 วันเปลี่ยนเป็น 180 วัน เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัว พร้อมด้วยเงื่อนไขร้อยรัดพัลวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการหาเสียงภายใน 90 วันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง รวมไปถึงก่อนการลาออกจากตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

ระยะเวลา 180 วัน (หรือ 90 วัน) ก่อนครบวาระจึงมีความสำคัญขึ้นมาด้วยเหตุดังกล่าว

พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
มาตรา 57 เมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้งในกรณีอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครใดด้วยวิธีการ ดังนี้

(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

(2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

(3) ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ

(4) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด

(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด


กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นห้ามมิให้กระทำภายในหกสิบวันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง

การประกาศนโยบายหรือการดำเนินการตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ด้วยวิธีการใช้จ่าย จากเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (1) หรือ (2)

เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ เพื่อแนะนำวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 65 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้

(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

(2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัดหรือศาสนสถานอื่น สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด

(3) ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ

(4) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด

(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครใด

ห้ามมิให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ที่มีลักษณะ ตามวรรคหนึ่งภายในเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือก่อนการลาออกจากตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่โครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่องที่กระทำเป็นปกติอยู่แล้ว หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

การประกาศนโยบายหรือการดำเนินการตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยวิธีการใช้จ่ายจากเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (1) หรือ (2) เว้นแต่เป็นการโฆษณาหาเสียงเกี่ยวกับนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีเหตุอันควรสงสัยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดดำเนินการใดอันมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาและวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าการดำเนินการนั้นมีลักษณะเป็นการต้องห้ามดังกล่าว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดำเนินการตามควรแก่กรณีต่อไป

ความผิดตาม (1) หรือ (2) ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ประกอบ มาตรา 64 เพื่อประโยชน์แห่งความเที่ยงธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้ผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งได้ภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากครบวาระหรือครบอายุ ให้กระทำได้ตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนวันครบวาระหรือครบอายุจนถึงเวลา 18.00 นาฬิกาของวันก่อนวันเลือกตั้ง..

ทั้งหมดข้างต้นจึงเห็นได้ว่า การที่ผู้บริหารท้องถิ่นลาออกก่อนครบกำหนดเวลาเป็นไปเพื่อป้องกันการถูกร้องเรียน เพราะอาจมีบางกระทำที่เข้าข่ายข้อห้ามซึ่ง กกต. สามารถวินิจฉัยและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ได้นั่นเอง ซึ่งกรณีหลัง นอกจากผู้สมัครรายนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว ยังจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาพร้อมชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่อีกต่างหาก

ขณะเดียวกันก็เพื่อลดภาระในการแจ้งค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยลง และคุมวงเงินค่าใช้จ่ายมิให้เกินเพดานที่ทาง กกต. กำหนดได้ง่ายขึ้น (ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัด เช่น นายก อบจ.นครสวรรค์จำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 7,650,000 ล้านบาท)

การตัดสินใจของผู้บริหารท้องถิ่นเช่นนี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสียโอกาส จากวาระเต็ม 4 ปี กลายเป็นว่าผู้บริหารรายนั้นเหลือเวลาทำงานจริงเพียง 3 ปีเศษ เพราะเริ่มนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่กว่า กกต. จะประกาศรับรองผลก็ผ่านไปร่วม 2 เดือน และต้องแถลงนโยบายต่อสภาท้องถิ่นก่อนจึงจะได้ปฏิบัติหน้าที่จริง

จากความเขี้ยวของตัวบทกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนักการเมืองท้องถิ่น มีแนวโน้มที่เราน่าจะได้เห็นผู้บริหารท้องถิ่นชิงลาออกกันเยอะกว่าที่ผ่านๆ มา นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งของการเมืองท้องถิ่นไทยที่น่าเฝ้าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยที่กรณี อบจ. จะไปครบวาระเอาในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 กรณีเทศบาล วันที่ 27 มีนาคม 2568 กรณี อบต. วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 และเมืองพัทยากับ กทม. เป็นวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

ดังคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานีได้ชี้แจงสาเหตุของลาออกโดยยกเหตุผลข้อนี้สนับสนุนการตัดสินใจของตน

“..ในช่วงที่เหลือเวลาอยู่ 6 เดือน ก่อนหมดวาระในวันที่ 19 ธันวาคมปีนี้นั้น พวกเราไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เลย เพราะจะต้องอยู่ในกติกาของการเลือกตั้ง เบิกจ่ายเงินไม่ได้โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้าย..”[2]

นั่นคือคำอธิบายที่ปรากฏต่อสาธารณะ ทว่ายังมีเบื้องลึกเบื้องหลังแฝงอยู่ไม่น้อย

2. เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง เนื่องจากผู้สมัครรายอื่นยังขาดความพร้อม

แม้ดูเหมือนการลาออกทำให้คู่แข่งมีเวลาที่ใช้ในการหาเสียงมากขึ้น เพราะหากครบวาระกฎหมายจะต้องกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วันซึ่งมีระยะเวลาสั้นกว่า ขณะที่กรณีอื่นโดยเฉพาะการลาออกที่กำหนดให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน แต่เอาเข้าจริงมันเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง เป็นต้นว่าล่วงรู้มาว่าคู่แข่งรายสำคัญยังมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน เช่นมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปีนับถึงวันสมัคร, พรรค/กลุ่มการเมืองที่มีแผนจะส่งคนของตนลงไม่สามารถหาตัวผู้สมัครได้ทันจึงถอนตัว, การเลือกตั้งเฉพาะตำแหน่งฝ่ายบริหารทำให้คนเดิมที่มีเครือข่ายสมาชิกสภารองรับอยู่ก่อนสามารถยึดกุมฐานเสียงในพื้นที่ต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนใหม่ อีกทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณกว่าการส่งลงแบบเป็นทีม (เลือกพร้อมกันทั้งนายกฯ และสมาชิกสภาคราวเดียว) ฯลฯ

แน่ละ วันเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าวาระปกติก็ส่งผลมุมกลับต่อการเมืองท้องถิ่นหลายประการ

(1) ปราศจากการแข่งขันอย่างที่ควรเป็น เอื้อให้เกิดการผูกขาดอำนาจ

หากสำรวจจากจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งมีน้อยกว่าภาวการณ์ปกติ โดยอิงจากกรณี 3 แห่งล่าสุดซึ่งเคยมีผู้สมัครนายกฯ รวมกัน 9 คนก็ลดลงเหลือ 7 คน แยกเป็น อบจ.ปทุมธานีมีผู้สมัคร 4 คน (ปี 2563 มีผู้สมัคร 3 คน), อบจ.อ่างทองมีผู้สมัครคนเดียวเท่านั้น (ปี 2563 มีผู้สมัคร 2 คน), อบจ.นครสวรรค์มีผู้สมัคร 2 คน (ปี 2563 มีผู้สมัคร 4 คน)

แม้แต่พรรคก้าวไกลก็ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าแห่งใด ทั้งที่มีฐาน ส.ส. อยู่ในจังหวัดนั้นหลายคน ผิดกับปี 2563 ซึ่งคณะก้าวหน้าเคยส่งคนลงทั้งที่อ่างทองและนครสวรรค์

ในเมื่อทราบผลการเลือกตั้งผู้บริหารแล้ว การเลือกตั้งสมาชิกสภาที่ติดตามมาย่อมมีการแข่งขันน้อยจนกร่อย กล่าวคือมักมีแต่กลุ่มการเมืองในฟากฝั่งเดียวกับผู้บริหารเท่านั้นที่ส่งคนลงสมัคร ท้ายที่สุดก็ได้ทั้งสองฝ่ายมาจากกลุ่มการเมืองเดียวกัน ระบบตรวจสอบคะคาน (check and balance system) ก็ไม่ทำงาน ซึ่งการเลือกพร้อมกันมีความเป็นไปได้มากว่าจะได้สมาชิกสภาที่ยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับผู้บริหารเข้ามาทำหน้าที่บ้าง

(2) ขาดความตื่นตัวในหมู่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การเลือกตั้งที่มีบ่อยครั้งในระยะเวลาที่กระชั้นชิดย่อมส่งผลต่อความตื่นตัวของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ทั้งนี้ต้องมิลืม การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้มีมาตรการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากมายในแบบที่มีในการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขตและนอกเขต รวมถึงการใช้สิทธินอกราชอาณาจักร สะท้อนจากสถิติจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นโดดๆ น้อยกว่าการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นลำพัง (หรือเลือกพร้อมกัน) อย่างเห็นได้ชัด

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ปลายปี 2556 มีผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 62% ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาเกิดขึ้นซึ่งจัดไปก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2555 มีสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 51% หรือตัวอย่างล่าสุด การเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.เชียงใหม่ อ.เมือง เขต 4 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 30% เช่นเดียวกันกับการเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.เชียงใหม่ อ.แม่ริม เขต 2 ที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 48% เทียบไม่ได้เลยกับสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง อบจ.เชียงใหม่ ในปี 2563 ที่จัดขึ้นพร้อมกัน ครั้งนั้นสูงมากกว่า 72 % ถึงกระนั้น สาเหตุที่ต้องจัดเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 แห่งนั้นเหมือนกัน นั่นคือ อดีต ส.อบจ.ลาออกไปลงสมัคร ส.ส.

ข้างต้นน่าจะพอใช้สะท้อนอุปสรรคในการเข้าถึงการเลือกตั้งที่ผู้คนต้องเผชิญ หรือในขณะเดียวกันก็อาจส่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นความเหนื่อยหน่ายของประชาชน ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็ส่งผลร้ายทำให้ใครหลายคนต้องมาตกม้าตาย พลาดการลงสมัคร ส.ส./ส.ว.เอาง่ายๆ เพียงเพราะไม่ได้ไปเลือกตั้งท้องถิ่น

(3) สิ้นเปลืองงบประมาณของท้องถิ่น

การเลือกตั้งท้องถิ่นแต่ละครั้งอาศัยเงินงบประมาณของ อปท. นั้นๆ เอง มีทั้งตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยตรง หรือปรับเกลี่ยงบประมาณจากส่วนอื่นนำมาใช้ เนื่องจากไม่ได้ตั้งงบเอาไว้ล่วงหน้า หรืองบประมาณที่มีไม่เพียงพอ

การที่ผู้บริหารท้องถิ่นลาออกก่อนครบวาระและไม่ได้จัดการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ การเลือกตั้งใหญ่ระดับจังหวัดอย่าง อบจ. แต่ละครั้งใช้งบประมาณคราวละหลายสิบล้านบาท จังหวัดใหญ่ขนาดประมาณเชียงรายถ้าจัดเลือกตั้งพร้อมกันจะใช้งบประมาณเบ็ดเสร็จราว 30 ล้านบาท แต่ถ้าต้องเลือกตั้งซ้ำซ้อนกัน 2 ครั้ง งบประมาณที่ต้องใช้ก็ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขยับไปแตะหลัก 60 ล้านเลยทีเดียว แทนที่จะนำเอางบประมาณตรงนี้ไปใช้อย่างอื่น

มีบ้างที่มีการนัดแนะกันระหว่างผู้บริหารกับฝ่ายสภา เช่น การเลือกตั้ง อบจ.ลำปาง เมื่อปี 2555 สามารถจัดการเลือกตั้งนายก อบจ.กับ ส.อบจ.พร้อมกันได้ ทั้งที่นายกฯ ลาออกไปตั้งแต่ก่อนสภาจะครบวาระ โดยทำการขอขยายระยะเวลาจัดการเลือกตั้งออกไปให้เป็นวันเดียวกันตามที่ กกต. วางแนวทางเอาไว้

กรณีทำนองนี้ไม่ใช่มีเฉพาะการเมืองท้องถิ่น หากแต่การเมืองระดับชาติก็เป็น เหตุการณ์ใกล้เคียงที่สุดคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุบสภาก่อนครบวาระเพียงไม่กี่วัน (ยุบสภา 20 มีนาคม 2566 และกำหนดวันครบวาระ 23 มีนาคม 2566) ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้สมัคร ส.ส. มีเวลาย้ายพรรคเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องย้ายพรรคก่อน 90 วัน พอมีการยุบสภาระยะเวลานี้ลดลงเหลือ 30 วัน และมีผลให้กรอบเวลาหาเสียง 180 วันเป็นอันยกเลิก การคำนวณค่าใช้จ่ายในการหาเสียงจะเริ่มคำนวณนับแต่วันที่ยุบสภา ข้อห้ามหยุมหยิมในการหาเสียงก็จะไม่ย้อนหลังเอาไปใช้นานถึง 180 วัน[3]

สำหรับปัญหานี้ผมมีข้อเสนอสุดโต่งคือ เสนอให้มีการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับพร้อมท้องถิ่นพร้อมกัน[4] ถ้าทำไม่ได้ก็ขอให้การเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งหมด (ไม่ว่าผู้บริหารหรือสมาชิกสภา หมายรวมถึงองค์กรปกครองท้องถิ่นทุกประเภท) เกิดขึ้นวันเดียวกันก่อน

ข้อดีมากมาย เพื่อลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่น ประชาชนตื่นตัว (ไม่ต้องไปเลือกตั้งหลายหน มิหนำซ้ำยังไม่ต้องหยุดขายเหล้าหลายวัน) มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ลดการผูกขาดอำนาจ ถ้าจัดเลือกตั้งพร้อมกันยากจะควบอำนาจในฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาได้เบ็ดเสร็จ ไม่เปิดช่องให้มีนักการเมืองเดินสาย (สอบตก อบจ.หันไปลง เทศบาล/อบต.)

นอกจากวิธีการดังกล่าวยังมีอีกหลายวิธีการในอันที่จะทำให้การดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นไม่สะดุดจนนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่เสมอไป ทั้งให้มีระบบตัวสำรอง (ตอนลงรับสมัครต้องใส่ชื่อตัวสำรองประกบ), ระบบเลือกตั้งผู้บริหารเป็นบัญชี (ต้องฟอร์มทีมบริหารตั้งแต่ก่อนการสมัคร), วางลำดับการสืบตำแหน่งต่อ (ทำภายหลังได้ เช่นเดียวกับกรณีรักษาราชการแทน) เป็นต้น

ถ้ายังไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดคงถึงเวลาแล้วที่จะสังคายนากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นกันอีกสักหน


[1] ““ทัศนัย” แจงลาออกเตรียมบวชแทนคุณ “ปกรณ์” ยันไม่กระทบเลือกตั้ง พร้อมกลับมาสานต่องาน,” ผู้จัดการออนไลน์ (6 กันยายน 2556), จาก https://mgronline.com/local/detail/9560000112456

[2] “ด่วน! บิ๊กแจ๊ส ไขก๊อกพ้นนายกอบจ.ปทุม หนีกฎติดล็อก ทำช่วยชาวบ้านไม่ได้ แย้มจะมีจว.อื่นออกด้วย,” มติชนออนไลน์ (2 พฤษภาคม 2567), จาก https://www.matichon.co.th/politics/news_4556712

[3] “ประยุทธ์-ชวน ตัวตึงใช้เทคนิคยุบสภาก่อนครบวาระ ชิงความได้เปรียบก่อนเลือกตั้ง,” iLaw (9 พฤษภาคม 2566), จาก https://www.ilaw.or.th/articles/5901

[4] “เลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมเลือกตั้งใหญ่ดีกว่าไหม?,” the101.world (5 มิถุนายน 2566), จาก https://www.the101.world/local-election-and-national-election-day/

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save