รุ่งรวิน แสงสิงห์ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ขณะนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่ออกโดยรัฐบาลในช่วงก่อนหน้า เริ่มคลายความเข้มข้นลงในหลายๆ ส่วน เช่น ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอนุญาตให้กิจการบางประเภทกลับมาเปิดให้บริการได้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านตัดผม ร้านอาหาร ฯลฯ โดยจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อบังคับจากรัฐบาล

แม้สถานการณ์ด้านสาธาณสุขดูมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกหนึ่งประเด็นหนึ่งที่หลายๆ คนมองข้ามไปคือ บทบาทตำรวจและอาชญากรรมที่เปลี่ยนไปในยุคโควิด-19 ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากนัก เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดนำไปสู่สถานการณ์เฉพาะที่จำเป็นต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

101 เก็บประเด็นจากวงเสวนาเครือข่ายด้านนิติธรรมพัฒนา (ROLD) เรื่อง Living with COVID-19 ในประเด็น “บทบาทตำรวจและอาชญากรรมที่เปลี่ยนไปในยุคโควิด-19” ทางแอปพลิเคชัน ZOOM ผ่านเครือข่ายด้านหลักนิติธรรมเพื่อการพัฒนา หรือ RoLD (Rules of Law Development) โดยมีผู้ร่วมพูดคุยจากทั้งฟากตำรวจและฟากการศึกษา  เริ่มจากแนวโน้มอาชญากรรมในช่วงโควิด-19 ปัญหาการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงโควิด-19 รวมไปถึงแนวทางใหม่เพื่อลดความเสี่ยงในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หน้าตาอาชญากรรมที่เปลี่ยนไป

 

คุณชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เริ่มต้นการเสวนาด้วยการนำเสนอกระแสการเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรม กล่าวคือ แม้รูปแบบอาชญากรรมในแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับมิติทางสังคมและรูปแบบทางเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ แต่ขณะเดียวกัน รูปแบบการเกิดอาชญากรรมจะมีลักษณะคล้ายกันทั่วโลก คือ มีผู้กระทำความผิด (Offender) เหยื่อ และ โอกาส (Opportunities) หรือ กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

ชลธิชเผยว่า สิ่งที่เกิดในระดับโลกหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสคือ การลดลงของอาชญากรรมประเภท ลัก ชิง ปล้น การข่มขืน ฯลฯ (Street Crime) เนื่องจากมีการประกาศให้กักตัว และรัฐเข้ามาจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน ซึ่งเป็นการลดโอกาสเคลื่อนย้ายของผู้กระทำผิด และลดโอกาสที่จะเกิดกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ทำให้เกิดอาชญากรรมได้ยากขึ้น

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ สถิติอาชญากรรมในประเทศสเปนลดลง 50% และในฟิลิปปินส์ลดลงถึง 55% อย่างไรก็ดี เรากลับพบการเกิดอาชญากรรมรูปแบบใหม่ในประเทศยากจน แม้จะมีการกักตัวก็ตาม เช่น ประเทศเยเมน มีการขโมยน้ำ นำมาซึ่งข้อสรุปของชลธิชว่า “สถิติหรือรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนไปยังคงขึ้นอยู่กับรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้นๆ”

แต่สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดของการเปลี่ยนแปลงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคคือ อาชญากรรมเปลี่ยนจากอาชญากรรมตามท้องถนน (street crime) ไปสู่อาชญากรรมไซเบอร์ แน่นอนว่าท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด สิ่งที่ประชาชนทั่วไปสนใจใคร่รู้คือ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัส หรือการค้นหาเพื่อซื้อสินค้าทางการแพทย์ไว้ใช้สำหรับป้องกันตัว และในช่วงนี้เอง มีสถิติการจดทะเบียนโดเมนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 สูงขึ้นถึง 656% (เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม) และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย เช่น การหลอกขายยา หรือหลอกขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เช่น ชุดตรวจโควิด-19 อุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 เป็นต้น

นอกจากนี้ อาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นไม่แพ้อาชญากรรมไซเบอร์คือ การกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เนื่องจากรูปแบบการกักตัวส่งผลให้ผู้หญิงและเด็กถูกจำกัดการเคลื่อนไหว และมักจะถูกสามีทำร้าย โดยสถิติการแจ้งเหตุของประเทศมาเลเซียคิดเป็น 57% สิงคโปร์ 33% และฝรั่งเศส 30% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี แม้อาชญากรรมประเภทนี้จะสูงขึ้น แต่การเข้าไปช่วยเหลือกลับลดลง

อีกประเด็นน่าสนใจคือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้องค์กรอาชญากรรม (Oganized crime) ลดบทบาทลง โดยเฉพาะในรูปแบบของการนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย หรือการค้ามนุษย์ ที่จำเป็นต้องอาศัยการผ่านแดน การพบปะ แลกเปลี่ยน แต่ก็มีการอาศัยเทคโนโลยีในการช่วยทำความผิดเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในประเทศแถบละตินอเมริกา พบอาชญากรรมประเภทนี้ลดลง แต่ก็อาจจะทำให้องค์กรลักษณะดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น เช่น การส่งยาเสพติดโดยใช้โดรน ซึ่งทำให้สามารถส่งสินค้าได้ แม้จะมีการปิดเขตแดนก็ตาม

 

วิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในช่วง COVID-19

 

จากนั้น ในการเสวนาช่วงที่สอง พล.ต.ต.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้เปิดเผยประสบการณ์และบริบทการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย โดย พล.ต.ต.ดร.ธัชชัย ยกตัวอย่างพื้นที่ภาค 2 (พื้นที่ภาคตะวันออก) ในการกำกับดูแลว่า การแข่งรถของเด็กแว้นในจังหวัดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ก็ปรับมาแข่งในช่วงระหว่างบ่ายถึงค่ำแทน กล่าวคือ ยังคงมีการกระทำความผิดอยู่แต่เปลี่ยนวิธีการไป

พล.ต.ต.ดร.ธัชชัย ได้อธิบายบริบทการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ว่า มีการทำงานอยู่สองประเภท งานประเภทแรกคือ งานบริการหรืองานแจ้งความรับเรื่องร้องทุกข์ทั่วไป เช่น กรณีที่มีผู้ทำบัตรประชาชนหายและเข้าแจ้งความ ขณะที่งานอีกประเภทคือ การทำงานของเจ้าหน้าที่สายตรวจ โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนคือ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และงานสืบสวน

ด้วยบริบทการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำตามมาตรการ social distancing ได้ เพราะระหว่างการจับกุม ต่อสู้ ฯลฯ จำเป็นจะต้องจับหรือสัมผัสตัวผู้กระทำผิดตลอดเวลา ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีความเสี่ยงที่จะติดโรคอยู่ตลอด เพราะโดยหลักการแล้ว เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ผู้กระทำความผิดมีประวัติอย่างไร และคนที่กระทำความผิดส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว อีกทั้งคดีส่วนใหญ่ที่ตำรวจต้องไปตามจับมักเกี่ยวข้องกับการพนันหรือการดื่มสุรา ซึ่งมีความเสี่ยงในการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มากอยู่เป็นทุนเดิม

นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่เอื้อให้พวกเขาสามารถระมัดระวังตัวเองได้เช่นกัน เพราะขณะที่เจ้าหน้าที่สายตรวจออกไปทำงาน ก็มักจะนั่งมอเตอร์ไซค์ออกไปทำงานคันละสองคน หรือถ้านั่งในรถสายตรวจ ก็จะไปด้วยกันคันละสามคนถึงสี่คน ดังนั้น หากมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งติดเชื้อ คนที่เหลือก็จะต้องถูกกักตัวด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่ากังวลใจ เพราะจะกระทบกับกำลังพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะกระทบต่อการทำงานในส่วนอื่นๆ ด้วย

 

เสนอคู่มือ New Normal ให้แนวทางตำรวจในการปรับตัว

 

จากภาพรวมการทำงานของตำรวจในช่วงโควิด-19 พล.อ.ต.นพ.ไกรเลิศ เธียรนุกุล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศและจักษุแพทย์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ได้ร่วมอธิบายความเหมือนและความแตกต่างในการทำงานของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตำรวจ กล่าวคือ ทั้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและตำรวจไม่สามารถทำงานที่บ้านได้เหมือนกัน แต่ขณะที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีอุปกรณ์ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชุด PPE หรือหน้ากากอนามัย สามารถรักษาระยะห่างทางสังคมได้ และรับรู้ข้อมูลจริงๆ เพราะประชาชนจะกล้าบอกข้อมูลหรือประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติภารกิจโดยไม่มีชุด PPE ไม่สามารถรักษาระยะห่างทางสังคมได้ และเข้าไม่ถึงข้อมูลหรือประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อของประชาชน

ช่วงสุดท้ายของการเสวนา ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวณิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอแนวทางปฏิบัติงานรูปแบบใหม่เพื่อลดความเสี่ยงในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ดร.ปารีณาอธิบายว่า หน้าที่ปกติของตำรวจคือการจัดการกับอาชญากรรม ซึ่งในช่วงที่มีการกักตัว สถิติอาชญากรรมลดลงจริง แต่หลังจากมีการคลายล็อกประเทศแล้ว อาชญากรรมที่อยู่ตามท้องถนนจะค่อยๆ กลับคืนมา ในขณะเดียวกัน ตอนนี้ก็ยังเกิดเหตุอาชญากรรม หรือเหตุด่วนเหตุร้ายที่ทำให้ตำรวจต้องออกไปป้องกันและปราบปรามอยู่เสมอ และมีสถิติอาชญากรรมบางประเภทสูงขึ้นด้วย

นอกจากเรื่องอาชญากรรมที่กล่าวมา เจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีงานที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ภารกิจในการควบคุมโรคและการแพร่ระบาด กล่าวคือ เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ผู้คนเข้าบ่อนเพื่อเล่นพนัน ตำรวจก็ต้องบุกทลายสถานที่ผิดกฎหมาย หรือถ้าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายจากโควิด-19 เช่น การแย่งชิงสิ่งของบริจาค งานเหล่านี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปควบคุมและปราบปรามให้สถานการณ์สงบเรียบร้อยเช่นกัน

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ เช่น การตั้งด่านเคอร์ฟิว การตามตัวผู้ป่วยโควิด-19 ที่หนีการกักตัว ฯลฯ หน้าที่เหล่านี้เป็นหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นมาจากหน้าที่ปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดความเสี่ยงได้ เช่น กรณีศึกษาสนามมวย สถานบันเทิง ที่เจ้าหน้าที่สายตรวจต้องไปทำหน้าที่ หรือตามจับผู้ป่วยโควิด-19 ที่หนีออกจากโรงพยาบาล และภายหลังเจ้าหน้าที่ทั้ง 7 คนที่ปฏิบัติภารกิจก็ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19

ดังนั้น ดร.ปารีณา จึงได้สรุปความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ดังนี้

  1. เสี่ยงกับการสัมผัสผู้ติดเชื้อ ผู้ต้องสงสัย/มีความเสี่ยงติดเชื้อ
  2. เสี่ยงกับพื้นที่ที่เป็นที่กระจายของโรค ชุมชน แออัด ไม่มีหรือไม่สามารถมีมาตรการป้องกัน
  3. เสี่ยงเพราะเหตุ มีโอกาสสัมผัสหรือใกล้ชิดร่างกาย ละอองฝอย หรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น
  4. เสี่ยงเพราะขาดความพร้อมในการป้องกัน

 

ผลกระทบที่จะตามมาคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจขาดกำลังพลเพราะผู้ที่มีความเสี่ยงจำเป็นจะต้องถูกกักตัว อีกทั้งยังกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ กระทบต่อความปลอดภัยและความรู้สึกมั่นใจของประชาชน และมีโอกาสเป็นผู้แพร่เชื้อหรือ super spreader เสียเอง

จะเห็นว่าความเสี่ยงกับแนวทางการจัดการนั้นทำควบคู่กันไป ความเสี่ยงเกิดจากความไม่พร้อมของอุปกรณ์ ทรัพยากรและงบประมาณ ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนต่อการป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงขาดการวางแผนล่วงหน้า หรือได้รับการการตรวจรักษา ขณะที่ประสิทธิภาพในการจัดการก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมและการสนับสนุนจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ แนวทางในการป้องกันตัวเอง และงบประมาณ การเร่งตรวจหาเชื้อในตำรวจที่มีความเสี่ยง การบังคับและกำกับดูแลมาตรการป้องกันในส่วนเจ้าหน้าที่

ดร.ปารีณายังได้เสนอแนวทางการป้องกันสุขภาพโดยแบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงระวังกับช่วงรักษาพยาบาล โดยในส่วนของช่วงระวัง ให้มีการสร้างเสริมสุขภาพ และมาตรการป้องกันเฉพาะโรคผ่านการวินิจฉัย และรีบรักษาหรือกักตัวเท่าระยะเวลาฟักเชื้อ ส่วนช่วงรักษาพยาบาลจะเป็นส่วนระยะกักตัวและฟื้นฟู สรุปคือ เราสามารถใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้าได้ (precautionary) โดยไม่ต้องยืนยันว่าเขาติดเชื้อ ซึ่งดร.ปารีณา เสนอว่า จะต้องจัดหาและจัดเตรียมเครื่องและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ตั้งแต่เจลล้างมือ หน้ากากอนามัย ถุงมือทางการแพทย์ และชุดหมีป้องกัน (coverall) ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจ และกำชับให้มีการปฏิบัติตามเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

สุดท้ายคือมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันในการปฏิบัติภารกิจ ผ่านทางการจัดให้มีการจัดกำลังพลหลายชุดและไม่ให้ใกล้ชิดกัน การสำรองกำลังพล ฝึกอบรมความรู้และทักษะการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการปฏิบัติงานโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานที่จำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันในการตรวจ ส่งต่อ และกักตัวต่อไป


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ The101.world

Author