ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า พอเข้าหน้ามรสุมทีไร นอกจากฟ้าฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่เลือกเวลา พายุใหญ่ในชีวิตก็มักโหมเข้ามาอย่างกะทันทัน—เสมอๆ

หน้ามรสุมที่ผ่านมา ผมพบว่าคนรอบข้างต่างพบเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก กรมอุตุฯ แจ้งเตือนพายุครั้งแล้วครั้งเล่า คงจะดีหากพวกเขาสามารถพยากรณ์มรสุมชีวิตได้ล่วงหน้า

 

บ่ายวันหนึ่ง ขณะเลื่อนนิวส์ฟีดบนหน้าจอ ปรากฏรูปรุ่นน้องคนหนึ่งที่ไม่เจอกันนาน พร้อมข้อความอาลัยจากเพื่อนๆ ที่พากันส่งผ่านไทม์ไลน์

ความตายพุ่งเข้ามาโดยฉับพลัน วินาทีนั้นผมใจหาย

หลายวันก่อน เรายังสื่อสารกันผ่านกรุ๊ปไลน์ ปราศจากวี่แววข่าวร้ายใดๆ

“ไอ้เจฟมันไปสบายแล้ว” ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาในวง

แม้จะรู้ว่าเป็นคำปลอบโยนใจ แต่ภาพอุบัติเหตุในคลิปข่าวยังติดตา รถฟอร์จูนเนอร์สีขาวที่ยุบเข้ามาครึ่งคัน เจฟฟ์นอนฟุบอยู่อย่างนั้นในตำแหน่งคนขับ หลับใหลเนิ่นนาน ไม่แยแสการทำงานของเครื่องตัดถ่างและพนักงานกู้ภัย

 

ในงานศพ ผมไปส่งเจฟเป็นหนสุดท้าย เจฟแต่งกายด้วยสูทสีดำ ทอดร่างสงบนิ่งในโลง สีหน้าปราศจากความกังวลใดๆ

ผมคิดถึงรอยยิ้มและแววตาไร้พิษภัยคู่นั้น แบบเดียวกันกับรูปที่ตั้งอยู่หน้าโลง

“หลับให้สบายนะ” ผมบอกเจฟในใจ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล

มรสุมปกคลุมไปทั่วโบสถ์ ทุกคนพร้อมใจสวดภาวนา ท่วงทำนองอบอุ่น เนิบช้า

เจฟไปสบายหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่สำหรับบางคน ความสูญเสียครั้งนี้คงเป็นฤดูฝนอันยาวนาน

 

สองสัปดาห์ถัดมา ผมกับแม่จับรถทัวร์ไปชลบุรี

หลังจากไม่ได้ไปเยี่ยมคุณตามาหลายปี แม่บอกว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้าย

เท่าที่จำความได้ ตอนเด็กๆ ผมจะกลับไป ‘บ้านยาย’ ทุกปิดเทอม ใช้เวลากับคุณตาคุณยาย น้องชายรุ่นราวคราวเดียวกัน และบรรดาหมาๆ อีกสิบกว่าตัว

ตกเย็น เราจะพากันออกไปปั่นจักรยาน ผม น้องชาย และคุณตา รับบทเป็นหัวหน้าแก๊งคาราวาน ปั่นจักรยานวนรอบหมู่บ้าน มีลูกสมุนสี่ขาคอยวิ่งอารักขาอยู่ใกล้ๆ

วันเวลาผ่านไป ผมไม่ได้กลับไปบ้านยายบ่อยเหมือนแต่ก่อน ด้วยภาระหน้าที่ บวกกับความละเลย ทำให้ความห่างเหินกลายเป็นความเคยชิน

จนกระทั่งได้ยินข่าวว่าคุณตาป่วยหนัก

 

หน้าห้องไอซียู ผมใช้เวลาทำใจอยู่สักพัก ไม่รู้เลยว่าสภาพของคุณตาตอนนี้เป็นอย่างไร ต่างจากครั้งล่าสุดที่เจอกันเมื่อหลายปีก่อนแค่ไหน

ยังจำหลานคนนี้ได้หรือไม่…

เปิดประตูเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือคุณตานอนสั่นอยู่บนเตียง หลับตาพริ้ม หายใจแรง ร่างซูบผอมและบิดเกร็ง

มาตรวัดชีพจรขึ้นลงไม่เป็นจังหวะ ส่งเสียงเตือนถี่ พยาบาลสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ดูไม่ใส่ใจอะไรนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง มองหน้าคุณตาใกล้ๆ เอื้อมมือที่กำลังสั่นเทามากุมไว้ แล้วเอ่ยเรียก “อากง” เบาๆ

 

คล้ายสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ดวงตาอากงเบิกกว้าง เหม่อมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ชั่วครู่จึงหันมาทางผม

ดวงตานั้นกลมใสเหมือนเด็ก จดจ้องเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง และพยายามเอ่ยบางคำออกมา—ผ่านหน้ากากออกซิเจน

ผมไม่รู้ว่าอากงพูดอะไร แต่มั่นใจว่าแกจำผมได้ แรงบีบจากมือค่อยๆ กระชับขึ้น

สักพักลมหายใจจึงผ่อนลง แล้วอากงก็ผล็อยหลับไป

ผมบีบมือแกย้ำๆ เพื่อบอกลา พยายามกลั่นน้ำตาไม่ให้ไหล

“หลับให้สบายนะอากง” ผมเอ่ยในใจ

สัญญาณบางอย่างบอกว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

 

หลังงานฝังศพของคุณตา ผมและญาติๆ กลับมากินมื้อกลางวันที่บ้านยาย คุณยายยังกระฉับกระเฉง แข็งแรง ฝีมือการทำกับข้าวยังเฉียบขาดไม่เปลี่ยนแปลง

รอยยิ้มนั้นยังอบอุ่นเหมือนเคย

“ฝนตกบ้างมั้ยยาย” ผมชวนคุยขณะช่วยจัดแจงข้าวของในครัว

“โอ้ย ที่อื่นเขาตกกันหมด ที่นี่ไม่ตกสักกะแอะ” คุณยายตอบเสียงใส

ตั้งแต่คุณตาจากไป ผมยังไม่เห็นคุณยายแสดงอาการหม่นหมองหรือร้องไห้เลย

 

“วันนี้ เซบาสเตียน โกศล ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้า กลับสู่บ้านหลังใหญ่ที่พวกเราจากมา…” เสียงคุณพ่อบาทหลวงยังกังวานอยู่ในใจ

หากมีบ้านหลังใหญ่ที่รอทุกคนอยู่บนฟ้า ผมเชื่อว่าเจฟและคุณตาคงได้พักผ่อนอย่างสบาย

กินข้าวเสร็จ ทุกคนเตรียมแยกย้าย คุณยายออกมารอส่งพวกเราที่หน้าบ้าน ภาพเดิมๆ ที่ลูกหลานคุ้นชินมาหลายปี

เราเรียกบ้านหลังนี้ว่าบ้านยาย ในความหมายของบ้านตากับยาย แต่วันนี้ความหมายนั้นกำลังเปลี่ยนไป

รถเคลื่อนตัว เราต่างโบกมือบ๊ายบาย

คุณยายเดินกลับเข้าบ้านลำพัง…

 

ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า พอเข้าหน้ามรสุมทีไร นอกจากฟ้าฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่เลือกเวลา พายุใหญ่ในชีวิตก็มักโหมเข้ามาอย่างกะทันทัน

หน้ามรสุมที่ผ่านมา ผมสูญเสียคนใกล้ชิดสองคนในเวลาไล่เลี่ยกัน ในแง่ความรู้สึกถือว่าสั่นคลอนไม่น้อย แต่ก็ไม่อาจปล่อยชีวิตให้หดหู่ได้นาน

การงานยังต้องทำ คนรอบข้างยังต้องดูแล แม้จิตใจยังไม่เสถียรดี

ปีนี้มรสุมหนักและนาน นอกจากไม่อาจปฏิเสธ มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเรายังต้องต้านทานให้ไหว หาที่หลบให้ทัน

ในวันที่แดดแผดจ้า ใช่ว่าฝนฟ้าจะเป็นใจ

หน้ามรสุมยังไม่หมดดี.

 

SHARE
ปิดโหมดสีเทา