fbpx

จดหมายจากอาจารย์มหา’ลัยชายขอบ

สวัสดีปีใหม่ครับ อาจารย์สมชายที่คิดถึง


น่าจะเป็นเวลานานพอสมควรแล้วที่ไม่ได้เจอกัน ก็อย่างที่อาจารย์รู้แหละครับว่าพอเรียนจบ ผมก็ได้งานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแถวบ้าน ไม่ใช่มหาวิทยาลัยใหญ่โตหรือมีชื่อเสียงอะไรมากนักหรอก อาศัยว่าไม่ไกลจากบ้านมากนักก็เลยตัดสินใจเลือกที่จะลองทำงานนี้ดู

แม้ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีสภาพเลิศเลอแบบที่เคยเห็นมาตอนเรียนอยู่ แต่ผมกลับพบว่ามันช่างแตกต่างจากที่คาดไว้อยู่ไม่น้อยเลย  

ด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆ จำนวนนักศึกษาของสาขามีไม่ค่อยมาก แต่ละปีก็มีจำนวน 60-70 คน แน่นอนว่ามันก็รวมไปถึงจำนวนอาจารย์ในสาขาก็มีอยู่ไม่มากเช่นกัน วิชาสอนแต่ละเทอมก็ประมาณ 3-4 วิชา แต่นั่นก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่เป็นกังวลแต่อย่างใด

เรื่องที่ผมรู้สึกหนักใจมากกว่าก็คือ จะพูดอย่างไรดีครับ นักศึกษาที่ผมต้องเจอส่วนใหญ่เป็นคนจน จนในแบบที่ตอนผมเรียนก็ไม่ได้ค่อยได้เจอเพื่อนในแบบนี้มาก่อน เมื่อไม่มีเงินมากพอหลายคนก็เลยต้องไปทำงานพิเศษ ช่วงตอนเย็นถึงกลางคืน พอกลับมาเรียนตอนเช้าก็อย่างที่อาจารย์เดาได้ ก็คือมานั่งหลับคาโต๊ะเรียน แรกๆ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้หลับกันตั้งแต่เช้า พอมารู้เข้าตอนหลังก็ได้แต่แสดงความเห็นใจและไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

อาจารย์อาจจะถามถึงทุน กยศ. ส่วนใหญ่เขาก็ขอกู้กัน แต่ค่าใช้จ่ายสองพันกว่าบาทต่อเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร แถมกว่าเงินจะมาในแต่ละปีก็ช้าเป็นอย่างมาก อาจไม่น่าเชื่อนะครับบางคนก็ต้องแบ่งกลับไปให้ที่บ้าน ส่วนทุนของคณะหรือมหาวิทยาลัยก็มักมีคุณสมบัติแบบ ‘เรียนดีแต่ยากจน’

ชีวิตมันแย่นะครับ นอกจากจะยากจนแล้วยังต้องเรียนดีอีกด้วย ต่อให้ไอน์สไตน์กลับชาติมาเกิดในเมืองไทย ก็คงยากจะขอทุนประเภทนี้

ด้วยเงื่อนไขแบบดังกล่าว แม้ว่าผมจะพยายามชี้ให้พวกเขาเห็นว่ามันเชื่อมโยงกับโครงสร้างหรืออำนาจทางการเมือง ถ้าเรามีการเมืองที่ดีกว่านี้ มันคงทำให้การกระจายทรัพยากรส่วนรวมได้มาถึงในเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าการไปซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน หรืออะไรต่อมิอะไรแบบที่เป็นอยู่ แต่มันก็ยากเหลือเกิน หลายคนอาจพอมีความสนใจ แต่โลกที่พวกเขาเผชิญอยู่ข้างหน้าคือ การหาเงินเพื่อมาใช้เรียน กินข้าว จ่ายค่าหอ ทำให้เวลาที่จะขบคิดถึงเรื่องอื่นๆ มันก็น้อยลงไป

ตอนที่เห็นข่าวยืน หยุด ขัง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหลายแห่ง ผมก็ลองเอ่ยปากชวนนักศึกษาหลายคน แต่ดูเหมือนว่าแม้จะเป็นนักเรียนกฎหมายแต่พวกเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะแสดงออก ‘ทางการเมือง’ ในพื้นที่สาธารณะ

อันที่จริง มันก็ไม่ใช่แค่นักศึกษาหรอกครับ ผมลองชวนเพื่อนอาจารย์ไปยืน หยุด ขัง หน้ามหาวิทยาลัย จำนวนหนึ่งทำหน้าตาเหรอหรา จำนวนหนึ่งตอบกลับมาว่า “กลัวถูกผู้บริหารเล่นงาน” อาจารย์ครับ เราก็รู้ว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่สามารถกระทำได้ แต่นั่นแหละ ในโลกความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบที่ตัวหนังสือเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

ถ้าจะไปยืนหน้ามหาวิทยาลัย ก็คงมีผมยืนอยู่เหงาคนเดียว คนผ่านไปมาคงคิดว่าเป็นคนบ้ามากกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองแหงๆ

ย้อนกลับไปเรื่องผู้บริหารเล่นงาน อาจารย์อาจไม่รู้ว่าระบบการจ้างงานคนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยของผมมันมีหลายระบบ มีพวกเก่าๆ เป็นข้าราชการแม้เงินเดือนน้อยแต่มีความมั่นคงสูง พนักงานมหาวิทยาลัยก็มีความมั่นคงพอสมควร และยังมีอีกกลุ่มที่เรียกว่า ‘อัตราจ้าง’ กลุ่มนี้จะเป็นพวกที่ต่อสัญญากันปีต่อปี อย่าคิดว่าเงินเดือนเยอะนะครับ แม้จะเป็นจ้างระยะสั้นแต่เงินเดือนก็น้อยกว่าพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ต้องพูดถึงสวัสดิการหรือความมั่นคงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เอาแค่ว่าเงินเดือนจะไม่ขึ้นเลยตราบเท่าที่ยังเป็นอาจารย์อัตราจ้าง

การต่อสัญญาก็ขึ้นอยู่กับคณะหรือมหาวิทยาลัยว่าพอใจจะจ้างต่อหรือเปล่า มันไม่ใช่การเลิกจ้างนะครับ แต่มันเป็นการ ‘ต่อสัญญา’ ดังนั้น ไม่ต้องไปฟ้องเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอะไรให้เสียเวลา

แต่ส่วนใหญ่เขาก็ต่อสัญญาให้ครับ ท้ายที่สุดแต่ละคนก็จะหาทางเผ่นหนีไปด้วยตัวเอง เพราะค่าตอบแทนมันไม่สามารถทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ไหนจะเรื่องอนาคตอีก ยิ่งเป็นอาจารย์อัตราจ้างนานไปก็ยิ่งจะบั่นทอนตัวเองไปมากยิ่งขึ้น ที่ยังเหลืออยู่ก็คือคนที่แทบไม่สามารถไปไหนได้อีกแล้ว

(โชคดีครับ ที่หลังจากทำงานได้ไม่นาน ผมก็ได้บรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ถ้ายังเป็นอัตราจ้างอยู่ ผมก็สงสัยว่าตัวเองจะยังยืนอยู่ในจุดนี้หรือเปล่า)

ได้ยินว่าตำแหน่งอาจารย์แม้ในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ก็หันมาจ้างงานแบบระยะสั้นเหมือนกัน อาจารย์คิดว่าสัญญาจ้างแบบนี้จะสามารถดึงคนเก่งๆ มาทำงานได้จริงหรือครับ ครบ 5 ปี ก็ต้องคอยลุ้นว่าจะได้ต่อสัญญาหรือเปล่า แล้วถ้าในระหว่างนั้นอยากกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ มันจะได้เหรอครับ ก็สัญญามันระยะสั้นแค่นั้น ธนาคารที่ไหนเขาจะให้กู้ ถ้ากู้ได้ก็คงต้องผ่อนให้เสร็จภายใน 5 ปี ถ้ากู้ 3 ล้าน คงต้องผ่อนเดือนละหกหรือเจ็ดหมื่นเป็นอย่างน้อย เงินเดือนอาจารย์ระดับปริญญาเอกที่เริ่มต้นเกินสี่หมื่นก็เห็นอยู่ว่ามีไม่กี่แห่ง

ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าเกิดผู้บริหารไม่ชอบขี้หน้าขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ล้วนแต่อาจทำให้ผมอาจต้องยุติการทำงานลงตามสัญญา การมีชีวิตอยู่ด้วยการจ้างงานแบบนี้ก็คงทำให้หลายคนต้องยืนกุมเป้า ก้มหน้าก้มตารับคำสั่งของผู้บริหารไปแบบไม่หือไม่อือไปชั่วกัลปาวสาน

ชีวิตของคนสอนหนังสือรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยแบบชายขอบนี่มันก็ง่อนแง่นไม่น้อยเลยนะครับ

ผมมีเรื่องจะปรึกษาอาจารย์หน่อยเกี่ยวกับการประกันคุณภาพ ทำไมมันถึงได้มากมายและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์อะไรมากมาย แล้วอยากถามพอเป็นความรู้ว่าบรรดาเอกสารที่พวกเราทำกันไปเป็นตั้งๆ มีใครมาอ่านและตรวจสอบหรือเปล่า ขณะที่ผมนั่งดูข้อมูล เรียบเรียงและสรุปผลประกันคุณภาพอย่างจริงจังหามรุ่งหามค่ำ เพื่อนอาจารย์บางคนที่ ‘เก๋า’ เขาก็ไปเอารายงานของปีก่อนมาตัดหัวตัดท้าย เปลี่ยนวัน เดือน ปี แล้วก็ส่งไปก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร

ถ้าแค่สักแต่ว่ามีเอกสารส่งๆ ไป ปีหน้าผมก็คงต้องใช้วิธีการเดียวกันบ้างละ 5555

แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าอาจารย์จะตอบเรื่องประกันคุณภาพได้ เพราะตอนที่เรียนอยู่ไม่เคยเห็นอาจารย์ต้องทำอะไรแบบนี้ คงมีเจ้าหน้าที่คณะที่รับผิดชอบและทำให้ใช่ไหม งานที่อาจารย์วุ่นวายอยู่ก็ดูเหมือนจะเรื่องสอนหนังสือ เขียนบทความ ทำวิจัย และไปบรรยายตามที่ต่างๆ ส่วนหนึ่งเลยทำให้ผมหลงเข้าใจว่าอาชีพอาจารย์นี่มันช่างน่าพิสมัยเป็นอย่างยิ่ง มันคืออาชีพที่เราจะสามารถมีเวลาในการอ่านหนังสือ ค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมได้อย่างเต็มที่  

แต่มันก็ไม่จริงในทุกแห่ง เพราะที่สาขาของผม พวกเราอาจารย์ต้องทำทุกอย่างนับตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ยิ่งช่วงมีประกันคุณภาพมาตรวจสอบก็ยิ่งวุ่นวายเพิ่มมากขึ้นไปอีก จนแทบไม่มีเวลาเตรียมสอนเลย

สารภาพนะครับว่าเวลาได้ยินคำพูดที่บอกว่า “เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน” ผมอยากเดินเข้าไปตบปากคนพูดจริงๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้งบประมาณปีละมากกว่า 10,000 ล้าน กับมหาวิทยาลัยผมที่ได้ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี คุณภาพมันจะเหมือนกันไปได้ยังไง ระหว่างอาจารย์ที่สามารถทำงานสอน วิจัย ได้อย่างเต็มที่กับอาจารย์กึ่งเจ้าหน้าที่แบบผม ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันก็ยุบมหิดลทิ้งไปเถอะครับ ในฐานะที่ใช้งบประมาณแบบไม่มีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ คงไม่มีอะไรอวยพรอาจารย์นะครับ เพราะผมจะเก็บเอาไว้อวยพรตัวเองมากกว่า โดยหวังว่าจะขอให้ตัวเองยังสามารถมีพลังในการทำงานที่นี่อยู่ต่อไป ได้มีโอกาสสอนหนังสือให้นักศึกษาได้มองเห็นและเข้าใจโลกแห่งความจริงมากขึ้น และหวังว่าพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้สร้างสังคมใหม่ที่น่าอยู่และมีความหวังมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้


ด้วยความระลึกถึง

ลูกศิษย์คนหนึ่ง

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save