หลายคนอาจสิ้นหวังว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไร พวกเราก็ไม่มีวันแก้ไขคอร์รัปชันได้ เพราะคอรัปชันฝังรากลึกในสังคมราวกับว่าต้นตอของมันมาจากพันธุกรรมหรือธรรมชาติของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว กฎหมายหรือมาตรการใดๆ ก็ยากที่จะกำจัดคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปอยู่ดี

แต่นั่นอาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

 

ในงาน SHIFT HAPPENS : พลิกธุรกิจให้ทันวันพรุ่งนี้ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักคิดนักเขียนผู้สนใจติดตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของไทยและโลก ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า “ไม่มีสังคมไหนถูกสาปให้ต้องมีคอร์รัปชันตลอดไป และคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ในดีเอ็นเอ”

ประจักษ์มองว่าเรายังมีพอมีหนทางที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อยู่ สิ่งที่ต้องทำคือเปลี่ยนระบบและวิธีคิดของสังคม ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ โดยในงานนี้ เขาได้พาผู้ฟังออกไปสำรวจตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ อิตาลี อินเดีย และอินโดนิเซีย ที่ต่างเคยประสบปัญหาคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วงไม่แพ้ประเทศไทย โดยบางประเทศยังเคยประสบปัญหาคอร์รัปชันหนักว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถ ‘พลิกสังคม’ ขึ้นมาเพื่อต่อกรและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างน่าชื่นชม และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับการต่อต้านคอร์รัปชันทั่วโลก

 

 

อิตาลี : ลาก่อน ‘ค่าคุ้มครอง’

 

ประจักษ์เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของเมืองปาแลร์โม ดินแดนอันสวยงามในแคว้นซิซิลี ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี หนุ่มสาว 7 คนอยากเปิดบาร์เป็นของตัวเอง พวกเขามีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน แผนธุรกิจ และทำเลร้าน แต่หนึ่งในปัญหาที่พวกเขาคิดไม่ตกคือ พวกเขาจะเอาอย่างไรกับการจ่าย ‘ค่าคุ้มครอง’ ให้มาเฟียท้องถิ่น

“มีสถิติบอกว่าผู้ประกอบการประมาณ 80% ที่อยากจะทำธุรกิจในเมืองนี้ ล้วนต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้มาเฟีย มาเฟียพวกนี้มีรายได้จากการเก็บค่าคุ้มครองต่อปีมากกว่า 3 หมื่นล้านยูโร ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญที่กวนใจนักธุรกิจทุกคนที่มีฝันอยากจะทำธุรกิจของตัวเอง”

หนุ่มสาวทั้ง 7 คน จึงปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด จนเกิดข้อตกลงกันว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างธุรกิจในฝันของพวกเขาให้เป็นจริงโดยไม่ต้องจำนนต่อวัฒนธรรมการจ่ายค่าคุ้มครอง พวกเขาจึงริเริ่มทำแคมเปญ  ‘AddioPizzo’ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘Goodbye Pizzo’ ซึ่งแปลว่า ‘ลาก่อนค่าคุ้มครอง’

‘คนที่จ่ายค่าคุ้มครองคือ คนไร้ศักดิ์ศรี’ นี่คือข้อความในใบปลิวที่วัยรุ่นทั้ง 7 คนแอบเอาไปติดทั่วเมืองในตอนกลางคืน วันรุ่งขึ้นเมื่อชาวเมืองตื่นขึ้นมาและเขียนใบปลิวดังกล่าวติดอยู่ทั่วเมือง มีคนให้ความสนใจมากมายและอยากรู้คนที่ติดใบปลิวนี้เป็นใคร และต้องการจะทำอะไร

ในที่สุดหนุ่มสาวทั้ง 7 คน จึงเปิดเว็บไซต์ของแคมเปญอย่างเป็นทางการ มีแบบฟอร์มให้ผู้บริโภคและเจ้าของร้านค้าในเมืองมาลงชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้ อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกชาวบ้านยังไม่กล้ามาร่วมสักเท่าไหร่ เพราะยังกลัวพวกมาเฟียอยู่ พวกเขาเกรงว่าหากเข้ามาร่วมแคมเปญจะโดนเล่นงาน

“ปรากฏว่ามีคนโดนจริงๆ ในบรรดาร้านค้าร้อยกว่าร้านที่เข้ามาร่วมในตอนแรก มีอยู่ร้านหนึ่งถูกสั่งสอนจากมาเฟีย คือร้านของมิสเตอร์กราซี่ ซึ่งมาเฟียส่งลูกน้องไปเผาโกดังสินค้าของร้าน เพื่อสั่งสอนและข่มขู่ให้คนอื่นหวาดกลัว ไม่กล้ามาร่วมแคมเปญนี้” ประจักษ์ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่เกิดเรื่องขึ้น กลุ่มผู้ปฏิบัติการและชาวบ้านกลับไม่ได้หวาดกลัวหรือเลิกล้มแคมเปญ แต่พวกเขาสู้กลับโดยการช่วยกันลงขันบริจาคเงิน ซ่อมแซมโกดังสินค้าของมิสเตอร์กราซี่ที่ถูกเผาจนสามารถกลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้ง ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นการปลุกพลังของชาวเมืองและผู้ประกอบการอย่างมีนัยยะสำคัญ

ปฏิบัติการต่อมาคือการแจกจ่ายสติกเกอร์ที่มีข้อความว่า “ร้านนี้ไม่จ่ายส่วย” ให้ร้านค้าต่างๆ นำไปติดไว้หน้าร้าน ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการสนใจร่วมแคมเปญและติดสติกเกอร์ไว้หน้าร้านของตนกันอย่างล้นหลาม ปัจจุบันมีมากกว่าหนึ่งพันร้านในเมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย AddioPizzo

 

 

ผลของแคมเปญนี้ส่งผลให้กลุ่มมาเฟียไม่กล้าเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากร้านที่ติดสติกเกอร์ เพราะรู้ว่าร้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย AddioPizzo ที่มีผู้สนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมาก

“กลุ่ม AddioPizzo มีสโลแกนง่ายๆ ว่า ‘consume critically, shop ethically’ สิ่งที่เขาเรียกร้องคือถ้าคุณเป็นผู้บริโภค ขอให้สนับสนุนกิจการที่ไม่จ่ายค่าคุ้มครอง แล้วก็บอยคอตร้านที่ยังยอมจำนนและจ่ายค่าคุ้มครอง เพื่อไม่ให้ระบบมาเฟียดำรงอยู่ได้”

ปฏิบัติการของ AddioPizzo สร้างผลสะเทือนต่อสังคมอย่างมาก มีการเปลี่ยนกฎหมายที่ส่งผลให้รัฐสามารถยึดทรัพย์สินจากเจ้าของที่ดำเนินธุรกิจไม่โปร่งใส ขณะเดียวกันก็สร้างความกดดันต่อพวกมาเฟียอย่างหนัก จนถึงขั้นที่หัวหน้ามาเฟียอิตาลีชื่อดังต้องออกมายอมรับว่าแคมเปญนี้เป็น “fucking disaster” สำหรับธุรกิจมาเฟีย

ประจักษ์สรุปบทเรียนจากการต่อสู้คอร์รัปชันของชาวเมืองปาแลร์โมไว้ 2 ข้อ ข้อแรกคือ “คอร์รัปชันไม่ได้ถูกฟังไว้อยู่ใน DNA และไม่มีสังคมหรือประเทศไหนที่ถูกสาปให้เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชันตลอดไป” และข้อสอง “ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถเป็นพลังในการสู้กับคอร์รัปชันได้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่รัฐหรือ NGO เท่านั้น”

 

 

อินเดีย : เมื่อ ‘สินบน’ กลายเป็นเรื่องเปิดเผย

 

จากอิตาลี ประจักษ์ชวนผู้ฟังไปรู้เรียนรู้การต่อสู้คอร์รัปชันในประเทศอินเดีย ประเทศที่ว่ากันว่าเป็นประเทศที่ประชาชน ‘ต้องจ่ายสินบนให้แก่ข้าราชการตั้งแต่เกิดจนตาย’ (A lifetime of bribes)

“แค่จะไปขอใบสูติบัตรก็ต้องจ่ายสินบนให้ได้มา ลูกจะเข้าโรงเรียน มหาวิทยาลัย ใบขับขี่ พาสปอร์ต แต่งงาน ทุกจังหวะของชีวิตต้องมีสินบนเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้บริการจากรัฐ ทั้งๆ ที่ไม่ควรมีค่าใช้จ่าย กระทั่งตอนที่พ่อแม่ตายแล้ว จะไปขอใบมรณบัตร ยังต้องจ่ายสินบนเพื่อให้หน่วยงานรัฐออกใบมรณบัตรให้เรา”

ประจักษ์เล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับปัญหานี้ มาจากสองสามีภรรยาชาวอินเดียคู่หนึ่งที่ไปทำงานต่างประเทศมานาน และอยากกลับมาเปิดมูลนิธิที่มีชื่อว่า ‘Janaagraha’ แปลว่า ‘พลังของพลเมือง’ โดยในตอนแรกเป้าหมายของมูลนิธิคือ พัฒนาเมืองในอินเดียให้น่าอยู่ ปรับปรุงที่พักอาศัย จัดสรรที่พักราคาถูกให้คนจน รวมถึงจัดการศึกษาให้เด็กยากไร้ แต่พวกเขากลับพบปัญหากวนใจบางอย่าง

“เรื่องที่ตลกร้ายและกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สองคนนี้หันมาสนใจคอร์รัปชัน คือเขาจะไปจดทะเบียนมูลนิธิเพื่อทำงานด้านสังคมที่ไม่แสวงหากำไร ปรากฏว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตการจัดตั้งมูลนิธิ เรียกเงินสินบนจากเขา เขาเลยตระหนักว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ร้ายแรง กัดกินสังคม ทำให้สังคมอินเดียไม่พัฒนา”

จากเหตุการณ์นี้ สองสามีภรรยาจึงลุกขึ้นมาทำแคมเปญหนึ่งชื่อว่า “I Paid a Bribe – IPAB” หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ฉันจ่ายสินบน” เริ่มต้นจากการเปิดเว็บไซต์หนึ่งขึ้นมา เพื่อให้ชาวอินเดียที่ถูกเรียกสินบนเขียนรายงานเข้ามา โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อและนามสกุลจริง หลังจากได้ข้อมูลมา เจ้าหน้าที่ดูเว็บไซต์จะรวบรวมมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ให้คนอื่นๆ เห็น

“ปรากฏว่าภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากเปิดเว็บ มีเรื่องรายงานเข้าไปเป็นหมื่นเรื่อง ครอบคลุมทั้งประเทศ เกี่ยวพันกับหน่วยงานรัฐ 19 แห่ง ที่น่าสนใจคือในเว็บไซต์นี้ จะมีแผนที่เปิดเผยว่าเมืองไหนเรียกรับสินบนเท่าไร และเมืองไหนมีอัตราการรับสินบนสูงที่สุด”

 

การเปิดเผยข้อมูลการติดสินบนในลักษณะนี้ ทำให้ประชาชนอินเดียเห็นว่าคนอื่นๆ ก็ตกเป็นเหยื่อเหมือนกับตนอย่างไรบ้าง และมันช่วยตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ การติดสินบนของหน่วยงานราชการเป็นเรื่อง ‘เปิดเผย’ จากที่เคยเป็นเรื่องมืดดำมานาน

“สิ่งที่เขากำลังทำคือเอากลไกของตลาดมาสู้กับคอร์รัปชัน ตอนนี้คนอินเดียเห็นแล้วว่าราคากลางของการจ่ายสินบนอยู่ที่เท่าไหร่ เช่น ราคากลางสำหรับได้ใบขับขี่อยู่ที่ 500 บาท และสมมติว่าคนในนิวเดลีจ่าย 1000 เขาจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมของเราเยอะขนาดนี้” ประจักษ์เล่าถึงกลไกการทำงานของเว็บอย่างติดตลก

การเปิดเผยข้อมูลสินบนทำให้ประชาชนรู้สึกอัดอั้น และลุกขึ้นมากดดันหน่วยงานราชการในเมืองที่ตนเองอาศัยจนเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น เจ้าหน้าที่รัฐที่โดนร้องเรียนได้รับการสอบสวนมากขึ้น และคนที่ตรวจสอบแล้วว่าทำผิดโดนพักงานหรือถูกไล่ออกมากกว่าแต่ก่อน รวมถึงคุณภาพของบริการภาครัฐก็ได้รับการยกระดับ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนไม่น้อย เกิดอาการ ‘เกร็ง’ เมื่อประชาชนมาขอรับบริการ เพราะไม่รู้ว่าถ้าเรียกสินบนแล้ว จะโดนแฉหรือหัวหน้าจะเรียกไปสอบสวนหรือไม่

จากผลดังกล่าว ประจักษ์ชี้ว่าเว็บไซต์ I Paid a Bribe ได้กลายเป็น ‘Online Crowd-Source’ ที่ต่อสู้คอร์รัปชันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะว่ามันช่วย ‘เพิ่มต้นทุนของผู้เรียกสินบน’ และ ‘ลดต้นทุนของประชาชนที่ต้องการเปิดเผยข้อมูลการโกง’

“แคมเปญนี้ทำให้การสู้คอร์รัปชันมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างมากสำหรับประชาชน แค่มีสมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต เราก็คลิกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว โดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิต”

ประจักษ์สรุปบทเรียนที่ได้จากกรณีนี้ว่า “หากต้องการสู้กับคอร์รัปชัน ต้องทำให้มันโปร่งใส” โดยใช้ความได้เปรียบของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน และหากเราต้องต่อสู้คอร์รัปชันในระบบและสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี หนทางเดียวที่ทำได้คือ “ประชาชนต้องรวมพลังกัน เพื่อไม่ให้เราโดดเดี่ยว ที่สำคัญคือแก้ที่ตัวคุณอย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ที่ระบบให้ได้”

 

 

อินโดนีเซีย : ปลอดคอร์รัปชันด้วยวิธีคิดใหม่

 

จากอินเดีย ประจักษ์ชวนผู้ฟังมาเรียนรู้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในอินโดนิเซีย ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การ ‘พลิกวิธีคิด’ หรือ ‘Shifting Paradigm’

ประเทศอินโดนีเซียเคยเป็นประเทศหนึ่งที่มีคอร์รัปชันมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะช่วง 1965-1998 ซึ่งเป็นช่วงที่นายพลซูฮาร์โตยังเรืองอำนาจอยู่ ต่อมาเมื่อระบอบซูฮาร์โตสิ้นสุดลงในปี 1998 ปัญหาคอร์รัปชันก็ค่อยๆ คลี่คลาย อันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index) ในปี 2016 ของอินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 90 ส่วนไทยอยู่ที่ 101

ประจักษ์เล่าว่าภายหลังที่ซูฮาร์โต้ลงจากอำนาจ บรรยากาศประชาธิปไตยก็เริ่มเบ่งบานมากขึ้น แต่ถึงกระนั้น ประชาชนในประเทศก็ตระหนักดีว่า ไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองแบบไหน หากไม่มีระบบการตรวจสอบจากประชาชนและสื่อที่ดี คอร์รัปชันก็คงเกิดขึ้นอยู่ดี

จากความตระหนักดังกล่าว ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากรวมกลุ่มกันอย่างกว้างขวาง เพื่อพยายามเปลี่ยนกระบวนทัศน์หลายๆ อย่างที่จะเอื้อให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

สิ่งที่ภาคประชาสังคมในอินโดนีเซียทำ ณ เวลานั้นคือ การสร้างความเข้าใจใหม่ว่า พลังทางสังคมใดบ้างที่มีส่วนสร้างและทำลายคอร์รัปชันกันบ้าง ในอินโดนีเซีย ประชาชนเขาบอกว่ามีสิ่งที่เรียกว่า 3 ประสานคอร์รัปชันที่ทำให้มันฝังลึก คือ ข้าราชการ นักการเมือง และภาคเอกชน นักการเมืองเป็นกองหน้า ข้าราชการเป็นกองกลาง และภาคเอกชนเป็นกองหลัง 3 ประสานนี้ทำให้ระบบคอรัปชันมันถูกหล่อเลี้ยงในสังคมอินโดนีเซีย แต่เขาสู้ด้วยพวกมากกว่าคือ 4 ประสานสู้คอร์รัปชัน มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ภาคธุรกิจ สื่อ และภาคประชาสังคม

หัวหอกสำคัญในการต่อต้านคอร์รัปชันในอินโดนีเซียคือ องค์กร ‘Komsit Pemberantasan Korupsi’  (KPK) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของไทย KPK เป็นองค์กรใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2003 แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ โดยปัจจัยที่ทำให้ KPK ทำงานได้ดีนั้น ไม่ใช่เพราะตัวองค์กรเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน ภาคธุรกิจ สื่อ นักวิชาการ รวมถึงเหล่าดาราอีกด้วย เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อรัฐบาลพยายามตัดงบประมาณของ KPK ประชาชนรวมถึงดารานักร้องก็ออกมาทำแคมเปญ ‘Save KPK’ เพื่อลงขันกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือองค์กรอย่างแข็งขัน

 

 

มีกรณีที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริง คือ ญาติของอดีตประธานาธิบดียูโทโยโน ที่ใช้อำนาจยักยอกเงิน กระทั่งผันงบประมาณไปให้นักการเมือง แล้วโดนจับได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงถูกโอบอุ้ม ปกป้องด้วยประธานาธิบดี แต่ปรากฏว่าประธานาธิบดีไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะประชาชนจับตามองอย่างเข้มข้น ในที่สุด เขาต้องยอมให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปอย่างปกติ ญาติของประธานาธิบดีถูกตัดสินจำคุก 4 ปี

“ผลของการต่อสู้จากภาคประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ก็คือการเปลี่ยนจินตนาการใหม่ คือต่อให้คุณมีอำนาจ มีเส้นสายมากมายขนาดไหน ถ้าคุณทำผิด โกง คุณสามารถถูกนำตัวมาลงโทษได้ มีข้าราชการมากมายโดนจับ หลายอาชีพที่เป็นชนชั้นนำก็พาเหรดเขาคุกกันเป็นแถว”

บทเรียนสำคัญอีก 2 ข้อจากอินโดนีเซีย คือ ข้อแรก การต่อสู้คอร์รัปชันต้องเกิดจากความร่วมมือขององค์กรข้างบนซึ่งก็คือหน่วยงานรัฐ กับองค์กรข้างล่างซึ่งก็คือภาคประชาชน ข้อสอง การสร้างประชาธิปไตยกับสังคมปลอดคอร์รัปชันคือเรื่องเดียวกัน เราไม่สามารถละเลยอีกสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เพราะแท้จริงแล้วการสร้างทั้งสองสิ่ง ก็คือการสร้างระบบที่ไม่ให้ใครมาผูกขาดทั้งในการเมืองและเศรษฐกิจ และเป็นระบบที่ผู้มีอำนาจทุกคนต้องถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน

สิ่งที่เราเรียนรู้จากการต่อสู้กับคอร์รัปชันจากทั่วโลกคือ การต่อสู้กับคอร์รัปชันไม่มีคำว่าสายเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน การต่อสู้ต้องใช้เวลา และที่สำคัญคือ อย่าคิดว่าคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ผูกติดอยู่กับความเป็นชาติ แต่เป็นผลผลิตของระบบที่ไม่ดีซึ่งผลิตพฤติกรรมที่ไม่ดีต่างหาก

 

“กลับมาที่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา พร้อมแล้วหรือยังที่จะลุกขึ้นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลง” ประจักษ์ทิ้งท้าย

 

 

ชมคลิปทอล์ก แก้เกมโกง โดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ในงาน Shift Happens: พลิกธุรกิจให้ทันวันพรุ่งนี้ โดยดีแทค และ 101

เมื่อวันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2560

 

Author