วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

ที่มาภาพประกอบจากเว็บไซต์เมืองโบราณ

 

“ตั้งจิตเพื่อฟ้าดิน มีชีวิตเพื่อมนุษยชาติ

สืบต่อวิทยาการสุดยอดจากปราชญ์ในอดีต

สร้างสรรค์สันติสุขชั่วกาลนานแก่มนุษยชาติ

นี่คือเป้าหมายอันแท้จริง

ซึ่งศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ต้องการบรรลุ”

– เล็ก วิริยะพันธุ์

 

 

เป็นความโชคดีของผู้เขียน ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสทำงานวารสารเมืองโบราณและนิตยสารสารคดี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเมืองโบราณ และบริษัทวิริยะประกันภัย ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้ชายคนหนึ่งที่เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน เรียกได้ว่าเป็นคนรวยอันดับต้นๆ ของประเทศ ในฐานะเจ้าของเครือบริษัทธนบุรีฯ ผู้ทำให้เบนซ์กลายเป็นรถยนต์อันดับหนึ่งของเมืองไทย เจ้าของวิริยะประกันภัย ประกันภัยรายใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และผู้สร้างเมืองโบราณให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใหญ่ที่สุดในโลก

คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ หรือเสี่ยเล็ก เกิดเมื่อปีขาล พ.ศ. 2457  เป็นบุตรชายของนายชีเซ็ง เจ้าของร้านขายยาเทียนแชตึ๊ง ย่านสำเพ็ง ทางบ้านส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มหานครที่ได้ชื่อว่าเป็น ปารีสแห่งตะวันออก และสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้

ในเวลานั้นคุณเล็กมีโอกาสท่องเที่ยวและศึกษาไปยังแหล่งศิลปวัฒนธรรมและได้สั่งสมความรู้ ความเข้าใจ ในด้านศิลปะ ศาสนา ปรัชญาและวัฒนธรรมต่างๆ ไว้เป็นอันมาก จนเมื่อกลับมาสานต่อธุรกิจเดิมของครอบครัวที่ประเทศไทย จึงเริ่มเรียนรู้และรู้สึกเข้าใจความหมายศิลปะของชาติมากขึ้น

เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมาช่วยดูแลกิจการที่บ้าน และได้แต่งงานกับคุณประไพ วิริยะพานิช ลูกสาวคหบดีเมืองแปดริ้ว เจ้าของน้ำมันทาไม้ตราปลาตะเพียน และยาสมุนไพรไทยหลายขนาน

นักเรียนที่จบการศึกษาจากต่างประเทศในเวลานั้น ส่วนใหญ่จะรับราชการ มีไม่กี่คนที่เป็นนักธุรกิจ คุณเล็ก นักเรียนนอก จึงเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่นาน ในปีพ.ศ. 2490 เขาได้ก่อตั้งบริษัทอาเซียพานิชยการ แผนกประกันภัย และต่อมาเจริญก้าวหน้าเป็นบริษัทวิริยะประกันภัย ยักษ์ใหญ่แห่งบริษัทประกันภัยรถยนต์อันดับต้นๆ ของอาเซียน

แต่การก้าวกระโดดในชีวิตครั้งสำคัญ คือการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทธนบุรีพานิชทั้งหมดในปีพ.ศ. 2492 จากหุ้นส่วนคนอื่นที่ประสบปัญหาการเงิน

บริษัทธนบุรีฯ ในเวลานั้นเป็นบริษัทอิมพอร์ตเอ็กพอร์ตขนาดใหญ่ของประเทศ ดำเนินกิจการสั่งรถยนต์เข้ามาจำหน่ายอาทิ รถ Chrysler, Renault ฯลฯ ตู้รถไฟ เครื่องฉายภาพยนตร์ สารเคมีนานาชนิด เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยา เวชภัณฑ์ ไปจนถึงตั๋วเครื่องบิน ขณะที่ส่งออก ข้าว ยางพารา ดีบุก และไม้สัก

ต่อมาคุณเล็ก พยายามติดต่อเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ Benz เขาใช้ความพยายามมาก และตัดสินใจตั้งบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ เพื่อผลิตรถหรูสัญชาติเยอรมนีอย่างครบวงจร  จนต่อมารถยนต์ยี่ห้อดาวสามแฉก กลายเป็นรถราคาแพงขายดีที่สุด ครองใจเศรษฐีคนไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

ธุรกิจที่คุณเล็กทำประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เขากลายเป็นเสี่ย เป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่ถึง 40 เวลานั้นคนใหญ่คนโต คนมีอำนาจ คนแวดวงชั้นสูง ไม่มีใครไม่รู้จักเสี่ยเล็ก  มีผู้คนเข้าเยี่ยมคำนับ ขอเข้าพบตลอดเวลา

แต่เสี่ยเล็กไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจ ขยายกิจการแสวงหากำไรมากขึ้นเพียงอย่างเดียว เขามีโลกอีกด้านหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นโลกที่สะท้อนตัวตนของเขามากที่สุด

ช่วงปี 2500 นายห้าง ภรรยาของเสี่ยเล็ก ค่อยๆ สะสมผืนนาที่ชาวบ้านนำมาขายแถวบางปู สมุทรปราการ เพราะแถวนั้นเป็นน้ำกร่อย ทำนาไม่ค่อยได้ผล จนต่อมากลายเป็นที่ดินแปลงใหญ่พันกว่าไร่

มีเรื่องเล่าว่า ตอนแรกเสี่ยเล็กมีไอเดียบรรเจิดอยากทำสนามกอล์ฟ แต่จะสร้างสนามแบบใหม่ คือคนเล่นจะตีกอล์ฟผ่านไปเมืองโบราณจำลองต่างๆ ทั่วประเทศ

ช่วงเวลานั้น เสี่ยเล็กสนใจสะสมวัตถุโบราณ ของเก่า และเมื่อจะทำเมืองโบราณจำลอง ก็ลงมือศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง เพราะเป็นคนมีนิสัยเมื่อลงมือทำอะไรต้องรู้ให้จริงจังก่อนจะทำ และเป็นจุดเริ่มที่เขาได้รู้จักนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงหลายคน เพื่อไปขอความรู้และกลายเป็นสหายร่วมเดินทางไปเก็บข้อมูลทั่วประเทศ

เสี่ยเล็กใช้เวลาหลายปีลงพื้นที่ไปยังชนบท ท้องถิ่นทุรกันดาร ไปค้นหาหลักฐาน ซากวัตถุโบราณ เพื่อทำความเข้าใจกับอดีตของแผ่นดินนี้

ยิ่งนานเข้า เขาเริ่มรู้สึกถึงภารกิจใหม่ในชีวิต

เขาเคยบันทึกว่า

“จงอย่าได้เสียเวลาและชีวิตของท่าน

ไปสั่งสมแต่สิ่งที่จะกลายเป็นผุยผงในกาลต่อไป

จงพยายามแสวงหาอุดมคติไม่ใช่วัตถุ

มีแต่อุดมคติเท่านั้น ที่จะทำให้ชีวิตเรามีความหมาย”

เสี่ยเล็กจึงเปลี่ยนความคิดในการสร้างสนามกอล์ฟโดยสิ้นเชิง แต่ตั้งใจสร้างเมืองโบราณ ให้เป็นที่รวบรวมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี เพื่อปรารถนาให้คนไทยได้เข้าใจรากเหง้าของตัวเอง

ตอนแรกใครๆ ก็คิดว่า คงสร้างเป็นเมืองจำลองขนาดเล็กๆ  แต่พอทำไปทำมา คุณเล็กแก้ไขงานสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง หรือได้ข้อมูลหลักฐานอันน่าเชื่อถือกว่าหลายครั้ง กระทั่งกลายเป็นเมืองโบราณ ขนาดใกล้เคียงกับของเดิม จนต่อมากลายเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

 

คุณเล็กเป็นคนมีความรู้ จะสร้างหรือทำอะไรด้วยข้อมูลและหลักฐาน และการออกไปดูให้เห็นของจริงด้วยตัวเอง จึงทำให้เขาต้องเดินทางไปดูโบราณสถานทั่วประเทศ เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ทั้งยากลำบาก เสี่ยงอันตราย

เสี่ยเล็ก มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ กลายเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่งตัวเรียบง่าย มีอะไรก็กิน ค่ำไหนนอนนั่น ไม่มีพิธีรีตองใดๆ

เขาทำตัวโลว์โพรไฟล์ ไม่ออกงานสังคม ไม่จำเป็นไม่พบปะผู้คน ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เพื่อสร้างเมืองโบราณที่ไม่เคยสิ้นสุดการก่อสร้างจนถึงทุกวันนี้

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนี่งเขามาตรวจงานที่บริษัทขายรถเบนซ์แต่เช้าตรู่ ปรากฏว่าถูกยามไล่มา เพราะแต่งตัวเหมือนอาแป๊ะแก่ๆ

สุดท้ายผู้จัดการบริษัททราบข่าว ต้องรีบมาขอโทษ

คุณพิชัย วาศนาส่ง อดีตพิธีกรและสถาปนิกชื่อดังผู้เคยเป็นที่ปรึกษาให้เสี่ยเล็ก เคยเล่าให้ฟังว่า

“ผมเห็นคนรวยมามาก คนที่ไม่เคยทำอะไรให้สังคมก็เยอะ คนรวยที่ชอบทำบุญ บริจาคให้วัดก็เยอะ แต่คนรวยที่คิดทำอะไรเพื่อสังคม ขณะเดียวกันก็สนใจศิลปะ วัฒนธรรมอย่างเป็นวิชาการ มีปรัชญาในตัวเสร็จ ผมไม่เคยเห็นคนไหนเป็นอย่างนี้ เขาสนใจทุกอย่าง โบราณคดี จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมแล้วเข้าใจทุกอย่าง…เข้าใจอย่างลึกซึ้ง อะไรที่ไม่รู้ หาหนังสือมาอ่าน หาผู้รู้มาถก จนรู้…”

ในบรรดาโบราณสถานนับร้อยแห่งในเมืองโบราณที่ก่อสร้างขึ้นมา พระที่นั่งศรีสรรเพชญปราสาท คือตัวอย่างของความพยายามอันไม่สิ้นสุด เพื่อสร้างพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าเผาทำลายไปเหลือแต่ฐานให้กลับคืนขึ้นมาใหม่

เสี่ยเล็กและทีมนักวิชาการได้ค้นคว้าหาหลักฐานด้วยความยากลำบากจากจดหมายเหตุ พงศาวดาร ตำนานต่างๆ  ก่อนจะค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์บรรจงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาจนสำเร็จ

คุณพิชัย วาศนาส่ง เล่าให้ฟังว่า

“กระเบื้องหลังคา คุณเล็กลงทุนเอาดีบุกผสมตะกั่วรีดเป็นแผ่น เพราะมีกล่าวในจดหมายเหตุขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมว่า หลังคาเป็นดีบุก”

ในปีพ.ศ. 2515 พระที่นั่งศรีสรรเพชญปราสาท เคยเป็นที่ต้อนรับสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธแห่งประเทศอังกฤษ เมื่อครั้งเสด็จมาทอดพระเนตรเมืองโบราณ ท่ามกลางผู้คนระดับวีไอพีที่มารอรับเสด็จจำนวนมาก

แต่เสี่ยเล็กผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ปรากฏตัวให้เห็น เล่ากันว่า เขาแต่งกายชุดธรรมดา แทรกตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านที่ออกมายืนต้อนรับบริเวณด้านนอกพิธี

ครั้งหนึ่งเมื่อมีแขกคนสำคัญมาเยือน และมีหมายกำหนดการจะมาชมเมืองโบราณ

คุณเล็กได้ระดมคนงานหลายร้อยคน ถักทอดอกไม้เป็นพรมยาวเหยียดต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกล

แต่พอใกล้เวลา เกิดฝนตกหนัก ดอกไม้พรมที่อุตส่าห์ประดิษฐ์ประดอยกันทั้งวันทั้งคืน เสียหายยับเยิน

คุณเล็กนิ่งเงียบไม่ได้ตกอกตกใจอะไร

กล่าวคำโบราณของจีนสั้นๆ ว่า

“ความพยายามเป็นของมนุษย์

ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน”

…………………………..

เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน เมื่อผมได้เข้าทำงานในสำนักพิมพ์เมืองโบราณ เคยได้ยินว่าคุณเล็กมีความฝันอยากจะสร้างปราสาทไม้สักขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเชิดชูความสำคัญของศาสนาต่างๆ ในฐานะเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ผ่านงานศิลปะต่างๆ และถ่ายทอดออกมาเป็นข้อเขียนว่า

“จินตนาการที่ริมขอบฟ้า

สูงตระหง่านดั่งภูเขา

ที่บรรจงสลักเสลา

จากวัสดุเดียวคือ ไม้

ตั้งแต่ปลายฐานจนถึงปลายฟ้า

ยิ่งใหญ่ดุจภูผา”

ต่อมาผมได้มีโอกาสไปชมการก่อสร้างปราสาทสัจธรรม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่เพิ่งเริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ. 2524 เมื่อคุณเล็กมีอายุได้ 67 ปี

เพื่อนร่วมงานเล่าให้ฟังว่า คุณเล็ก อยากสร้างปราสาทสูงนับร้อยเมตร ติดทะเล และก่อสร้างแบบไทยโบราณสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสื่อแสดงถึงแก่นแท้ของศาสนา สะท้อนความเท่าเทียมของทุกสิ่งเป็นการเชื่อมโยงจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ เทพเทวดา และจักรวาลซึ่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียว

ปราสาทแห่งนี้ก่อสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งชิ้น เช่น ไม้ตะเคียนทอง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้สักทอง ด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ คือการเข้าเดือย ตอกสลักตอกลิ่ม และเข้าหางเหยี่ยว

ปราสาทแห่งนี้สร้างโดยไม่ใช้ตะปู และปูน

 

 

ระหว่างการก่อสร้าง คุณเล็กมีจินตนาการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเอง เป็นการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาหลายศาสนาเข้าด้วยกัน จนอาจเรียกว่าเป็นงานศิลปะสกุลช่างของแกเอง

ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง แกสั่งคนงานแกะสลักไม้ เพื่อมาทำช่อฟ้าขนาดมหึมา

แต่พอยกขึ้นตั้งบนโครงแล้ว แกบอกว่า มันกินฟ้า

คือ อยู่บนพื้นดิน ดูใหญ่สมส่วน แต่พอยกขึ้นไปติดตั้ง ปรากฏว่าเล็กเกินไป ไม่สมส่วน

แกสั่งรื้อ ยกลงมาลงมือแกะสลักทำใหม่หมด อีกหลายครั้งกว่าจะลงตัว

เพื่อสร้างงานศิลปะยิ่งใหญ่ให้โลกนี้

ทุกวันนี้ปราสาทหลังนี้กลายเป็นความภูมิใจของคนไทย และดึงดูดคนจากทั่วโลก มาดูความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมแห่งนี้

แม้เวลาจะผ่านไปร่วมสี่สิบปี  แต่ปราสาทสัจธรรมจึงคล้ายปราสาทที่ไม่เคยสร้างเสร็จ มีการต่อเติมเสริมแต่งตลอดเวลา

…………..

หากใครมีธุระไปแถวสำโรง หรือขับรถขึ้นไปทางด่วนสายสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม

หากไม่เคยไปแถวนั้นอาจจะตกใจเมื่อเห็นช้างสามเศียรยักษ์ สิ่งนั้นคือ อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ สูง 43 เมตรผลงานชิ้นสุดท้ายของคุณเล็กในวัย 80 ปี

ตอนแรกคุณเล็กมีแนวคิดบรรเจิดจะสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งโลกและโรงเรียนช่างสิบหมู่ขึ้นบนพื้นที่ 1,000 ไร่ริมแม่น้ำบางปะกง ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการออกแบบขนาดอาคารสูง 70 ชั้น หรือ 210 เมตร และมีประติมากรรมช้างเอราวัณยักษ์ขนาดสูง 90 เมตรตั้งอยู่ข้างบน และมีอาคารบริวารล้อมรอบเหลือคณานับ

แต่สุดท้ายไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมีปัญหาเรื่องคนบุกรุกที่ดินและไม่ยอมย้ายออกไป คุณเล็กจึงเลิกล้มโครงการ และลดทอนลงเหลือเพียงตัวช้างเอราวัณ เพื่อเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณของมีค่าที่สะสมมาตลอดชีวิต

คุณเล็กเป็นคนออกแบบช้างเอราวัณกับทีมช่างเมืองโบราณ เป็นช้างสามเศียรอยู่ท่าเคลื่อนไหวส่ายเศียร ยืนอยู่เหนือยอดโดมของอาคาร ราวกับช้างตัวนี้เหยียบโลก

 

 

เมื่อแบบนี้ถูกส่งต่อไปให้สถาปนิก พวกเขาถึงกับ ‘มึนตึ๊บ’  เพราะตอนแรกคิดว่าเป็นอาคารคล้ายรูปทรงช้าง คล้ายอาคารช้าง แถวสี่แยกรัชดาตัดกับลาดพร้าวที่มีรูปทรงเป็นเหลี่ยมๆ ไม่คิดว่าจะเป็นช้างทั้งตัวจริงๆ และหุ้มด้วยทองแดงทั้งหลัง สายล่อฟ้าชั้นดี  เพราะการออกแบบยากและการก่อสร้างยากมาก

สิบปีผ่านไป ประติมากรรมช้างยักษ์ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา สนิมสีเขียวของทองแดงทำให้ช้างเอราวัณเปล่งประกายดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา บริเวณท้องช้างนอกจากจะเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณแล้ว ภายในอาคารยังมีสี่เสาหลักบรรจุเรื่องราวของศาสนาคริสต์ พุทธ อิสลาม และฮินดู

แกเคยบอกคนใกล้ชิดว่า

“โลกเต็มไปด้วยการต่อสู้แก่งแย่ง ทำสงครามกัน ไม่มีอะไรหยุดความอยาก ความโลภของมนุษย์ได้ นอกจากศาสนา เพราะศาสนาสอนให้คนทำดี จึงเป็นแนวคิดของเสาสี่เสา เป็นตัวแทนศาสนาต่างๆ ที่ค้ำจุนโลก”

ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณกลายเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประติมากรรมช้างใหญ่ที่สุดในโลก และกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยไปกราบไหว้อย่างล้นเหลือ

…..

ไม่นานมานี้ผู้เขียนกลับไปเยือนเมืองโบราณอีกครั้งหนึ่ง

เราถีบจักรยานผ่านโบราณสถานที่เลียนแบบภูมิประเทศของไทย ผ่าน พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  พระบรมธาตุไชยา

จอดจักรยานแวะเข้ามาในตลาดโบราณหรือตลาดบก เดินเข้าไปตามร้านค้าต่างๆ ที่เลียนแบบร้านค่าเก่าในอดีต

ไม่ว่าจะเป็นร้านขายทอง ร้านตัดผม ร้านขายเหล้า

เราซื้อโอเลี้ยงดับกระหาย และดื่มเหล้าโรงกลิ่นหอมสมุนไพรสักหนึ่งเป๊ก

ผมเข้าไปในสำนักโคมเขียว

ภายในตบแต่งบรรยากาศแบบบ้านจีนโบราณ เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะเครื่องแป้ง  ชะลอมสีใส่ของ

ภาพถ่ายที่แปะข้างฝา ชวนให้นึกย้อนกลับไปวัยเด็ก เมื่อครั้งไปเยี่ยมอาม่าที่บ้านแถวเยาวราช ตอนวันตรุษจีน

อดีตเหล่านี้ไม่มีวันหวนกลับมา

หลังจากนั้นเราถีบจักรยานไปเที่ยวพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

สิ่งก่อสร้างอันงดงามที่สุดในเมืองโบราณ

ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้ เพราะของจริงเป็นพระที่นั่งสร้างในสมัยอยุธยา และถูกพม่าเผาจนไหม้หมดสิ้นเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

ก่อนกลับแวะไปที่ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม บริเวณใต้ถุนสูงด้านล่าง

คือที่ทำงานของคุณเล็ก สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

เป็นโต๊ะเก่าๆ ปราศจากเครื่องประดับใดๆ

เช่นเดียวกับกระต๊อบของท่านที่อยู่ไม่ไกล ภายในมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ ไว้ซุกหัวนอน

เราเห็นโมเดลขนาดยักษ์ของปราสาทสัจธรรม อาคารไม้สักขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่พัทยา และโมเดลของพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ที่ปัจจุบันไม่มีใครเชื่อว่าจะสร้างอาคารเป็นตัวช้างขนาดมหึมาได้สำเร็จจริงๆ

คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ทุ่มเทชีวิตและเงินทองมหาศาลหลายพันล้านบาทเพื่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ด้วยความวิจิตรพิสดาร

เพื่อให้ผู้คนในสังคมหันมาสนใจอดีตและรากเหง้าของตนเอง โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องนำทาง

เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างในเมืองโบราณร้อยกว่าแห่ง คือหยาดเหงื่อ ชีวิตเลือดเนื้อและวิญญาณของผู้สร้างที่ต้องการงานศิลปะอันทรงคุณค่าอันงดงามที่สุด

บริเวณใต้ถุนมีคำจารึกของคุณเล็กว่า

“สิ่งที่ข้าพเจ้าทำไปแล้วในวันนี้มีความสำคัญมาก

เพราะว่าข้าพเจ้าได้สละชีวิตหนึ่งวัน

เป็นค่าทดแทนไปแล้ว”

ทุกวันนี้คนไปเที่ยวเมืองโบราณ อดสงสัยไม่ได้ว่า ใครคือคนสร้างและเอาแรงบันดาลใจมากจากไหน ไม่รวมถึงปราสาทสัจจธรรม ปราสาทไม้สักหลังใหญ่ที่สุดของโลก และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคปัจจุบัน

น้อยคนจริงๆ ที่สร้างฝันตัวเองให้เป็นจริงได้

 

“สิ่งที่ตนได้เรียนรู้หรือได้ค้นพบนั้น

 ล้วนเป็นสิ่งที่น้อยนิดในจักรวาล

มนุษย์เป็นแค่เศษธุลีของจักรวาล

ที่มีพื้นที่และเวลาเป็นนิรันดร์”

 

Author

vanchai tantivitayapitak

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ - สื่อมวลชนอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการด้านข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผู้สนใจประเด็นด้านการเมืองภาคประชาชน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการพัฒนา