fbpx
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเมื่อเด็กไทยต้อง Learn From Home

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเมื่อเด็กไทยต้อง Learn From Home

ภัททา เกิดเรือง[1] เรื่อง

 

ด้วยแนวคิด ‘โรงเรียนหยุดได้แต่การเรียนรู้หยุดไม่ได้’ ดูเหมือนว่าการเรียนรู้จากที่บ้าน (learn from home) ทั้งการเรียนออนไลน์หรือการเรียนทางไกล[2]น่าจะเป็น ‘คำตอบ’ ที่อยู่ในใจของกระทรวงศึกษาธิการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดให้โรงเรียนทั่วประเทศมีการเรียนการสอนแบบปกติในวันที่ 1 กรกฏาคม 2563 นี้ แต่หากเกิดการระบาดของโควิดระลอกที่ 2 หรือ 3 การปิดโรงเรียนและการเรียนออนไลน์ก็อาจจะยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตราบเท่าที่ยังไม่มีการค้นพบวัคซีนป้องกันโรคนี้

ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจำเป็นต้องก้าวข้ามข้อถกเถียงว่าการเรียนออนไลน์ ‘ดี’ หรือไม่ ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ เราจะมีแนวทางการจัดการศึกษาอย่างไรเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของคนในสังคมและและความต่อเนื่องในการเรียนรู้ของเด็กไทย บทความนี้ชวนคุยถึงความเป็นไปได้และข้อจำกัดในการเรียนออนไลน์ในบริบทของประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดขึ้นจากการเรียนออนไลน์ ตลอดจนทางเลือกสำหรับการศึกษาไทยในสถานการณ์โควิด

 

เด็กไทยพร้อมที่จะเรียนออนไลน์หรือไม่

 

แม้ว่าในการทดลองเรียนออนไลน์ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการจะใช้การถ่ายทอดวิดีโอผ่านทาง DLTV ของมูลนิธิทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต แต่วิธีการนี้เป็นลักษณะ ‘ออนแอร์’ มากกว่า ‘ออนไลน์’ หรือหากจะนับเป็นออนไลน์ก็ไม่ได้ใช้ศักยภาพของออนไลน์อย่างดีที่สุด เนื่องจากคลิปวิดีโอที่ใช้เป็นคลิปเดียวกันทั่วประเทศและไม่ได้มีลักษณะ tailor-made ให้เหมาะกับเด็กแต่ละกลุ่มหรือแต่ละโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ บางโรงเรียนได้ทำวิดีโอรายวิชาขึ้นเฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนของตนเอง ซึ่งหมายความว่า การเรียนออนไลน์ยังจำเป็นต้องอาศัยการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในครัวเรือน

จากข้อมูลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครัวเรือนในปี พ.ศ. 2561[3] ครัวเรือนไทยที่มีเด็กอยู่ในวัยเรียนมีทั้งหมด 8.28 ล้านครัวเรือน ในจำนวนนี้กว่า 6 ล้านครัวเรือนมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (อินเทอร์เน็ตแบบ broadband และอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อผ่านมือถือ เช่น 3G) แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเชื่อมต่อผ่านมือถือ โดยในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท (5 ล้านครัวเรือน) ครัวเรือนที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต broadband มีสัดส่วนเพียงไม่เกินร้อยละ 20 ของครัวเรือนในกลุ่มรายได้เดียวกัน เปรียบเทียบกับกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป (6.46 แสนครัวเรือน) ที่มีสัดส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต broadband มากกว่าร้อยละ 50 (ดูรูป 1)

 

รูป 1 สัดส่วนของครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำแนกตามระดับรายได้ครัวเรือน

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน (Q4/2561)

 

ในรายจังหวัด ครัวเรือนกว่าร้อยละ 60 มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแต่ส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมต่อผ่านมือถือ มีเพียงจังหวัดสกลนครและศรีสะเกษที่มีสัดส่วนครัวเรือนมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงน้อยกว่าร้อยละ 60 ส่วนครัวเรือนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ broadband จะกระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ เช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเพียงจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม และนครพนมที่มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ broadband มากกว่าร้อยละ 20 ของครัวเรือนในจังหวัดนั้น (ดูรูป 2)

สำหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์แบบ PC/notebook/tablet มีเพียงครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและนนทบุรีที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 55 และ 43 ตามลำดับ จังหวัดอื่นๆ มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีการเชื่อมต่อโดยใช้คอมพิวเตอร์ไม่เกินร้อยละ 40 (ดูรูป 3) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดจากการเรียนออนไลน์ ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีอยู่เดิม

 

รูป 2 สัดส่วนของครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรายจังหวัด

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน (Q4/2561)

 

รูป 3 สัดส่วนของครัวเรือนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์ PC โน๊ตบุ๊ค หรือ tablet

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน (Q4/2561)

 

นอกจากนี้ หากแบ่งพิจารณาตามระดับการศึกษาของเด็กในครัวเรือนจะเห็นได้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีความแตกต่างชัดเจนในกลุ่มครัวเรือนที่มีเด็กเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน (ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนครัวเรือนมากสุด) มีเพียงร้อยละ 1-14 ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไปต่อเดือนมีสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตประมาณร้อยละ 59-78 อย่างไรก็ดี ความต่างระหว่างกลุ่มนี้น้อยลงสำหรับครัวเรือนที่มีสมาชิกศึกษาในระดับอุดมศึกษา (ดูรูป 4)  ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กที่กำลังศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามากกว่านักศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่ในอีกนัยหนึ่ง เราก็อาจบอกได้เช่นกันว่า การเรียนออนไลน์มีความเหมาะสมที่จะใช้กับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษามากกว่าเด็กที่เรียนในระดับประถมและมัธยม

 

รูป 4 สัดส่วนของครัวเรือนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แบ่งตามระดับการศึกษาของเด็ก

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน (Q4/2561)  

 

เมื่ออุปกรณ์พร้อมแต่คนไม่พร้อม

 

นอกเหนือไปจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แล้ว การเรียนออนไลน์โดยเฉพาะสำหรับเด็กวัยอนุบาลและประถมศึกษายังต้องอาศัยการให้ความร่วมมือของพ่อแม่หรือผู้ที่ดูแลเด็กด้วย ในครัวเรือนที่ผู้ดูแลไม่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้หรือไม่มีเวลาให้ เด็กอาจขาดโอกาสในการเรียนรู้หรือไม่สามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ

สมหญิง เป็นตัวอย่างของผู้ดูแลเด็กที่ไม่มีความรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เลย เธอรับหน้าที่ดูแลหลานสองคนซึ่งกำลังเรียนในชั้นป.1 และอนุบาล 2 เนื่องจากพ่อและแม่ของเด็กต้องทำงานนอกบ้าน โรงเรียนของหลานเป็นโรงเรียนที่เน้นวิชาการ จึงกำหนดให้เด็กป.1 ดูคลิปวิดีโอที่โรงเรียนส่งไปให้และครูมีการสุ่มให้เด็กตอบคำถามผ่านวิดีโอคอล โชคดีที่สมหญิงมีน้องสาวที่เป็นข้าราชการเกษียณและสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการสื่อสารได้ เธอจึงให้น้องสาวเป็นผู้ดูแลหลานคนโตในการเรียนออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านของเธอมีคอมพิวเตอร์เพียงหนึ่งเครื่อง หลานที่เรียนชั้น ป.1 จึงได้สิทธิ์ในการเรียนออนไลน์ ส่วนน้องอนุบาลต้องรอจนกว่าพี่จะใช้เสร็จ น้องสาวของสมหญิงเล่าว่า คลิปวิดีโอมีความยาว 55 นาที ทำให้เด็กเหนื่อยและไม่สามารถจดจ่อกับเนื้อหาได้ทั้งหมด

พิกุล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ปกครองที่มีลูกในวัยอนุบาลและในขณะเดียวกันเธอก็ต้องทำงานแบบ WFH ไปด้วย โรงเรียนของลูกซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกได้เสนอวิธีการเรียนที่เรียกว่า home-based learning community โดยให้ผู้ปกครองมารับอุปกรณ์สำหรับฝึกทักษะและพัฒนาการด้านต่างๆ ที่โรงเรียน และให้ผู้ปกครองเป็นผู้ดูแลเด็กในการทำกิจกรรมต่างๆ พิกุลเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้มีความสร้างสรรค์ดีแต่ก็แลกกับเวลาทำงานที่เธอต้องสละไป และความท้าทายของการทำกิจกรรมเหล่านี้คือการขาดการปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนในวัยเดียวกันซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย ส่วนผู้ปกครองคนอื่นๆ ก็ประสบปัญหาการจัดสรรเวลา โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน หรือพ่อแม่ต้องกลับไปทำงานตามปกติ

ขณะที่ ชุติมา มีลูกเพิ่งเข้าเรียนชั้น ป.1 ในโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง เธอจ่ายค่าแรกเข้าเป็นตัวเลขหกหลักและคาดหวังกับโรงเรียนแห่งนี้ไว้สูง แต่เมื่อมีมาตรการล็อกดาวน์ ชุติมาต้องทำงานที่บ้านพร้อมกับดูแลลูกในการเรียนออนไลน์ เธอรู้สึกว่าหากต้องให้ลูกเรียนออนไลน์หรือเรียนผ่านทางดิจิทัลทีวีที่มีเนื้อหาเหมือนกันทั่วประเทศ เธอก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเทอมและค่าแรกเข้าในราคาที่สูงขนาดนี้

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้เด็กจะอยู่ในครัวเรือนที่มีความพร้อมด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่หากขาดผู้ใหญ่ที่จะทำหน้าที่ ‘ครูเสมือน’ ที่บ้าน การเรียนออนไลน์ของเด็กก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยให้เด็กใช้อุปกรณ์ดิจิทัลตามลำพัง อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น เกิดภาวะสมาธิสั้นหรือภาวะออทิสติกเทียม

 

ทางเลือกนโยบายควรเป็นอย่างไร

 

นโยบายทางการศึกษาที่ผ่านมาเป็นการออกคำสั่งแบบ top-down และใช้มาตรฐานเสื้อตัวเดียวสำหรับคนหลายขนาด (one-size-fit-all) การเลื่อนเปิดเทอมและการทดลองใช้การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นตัวอย่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด แต่อาจไม่ได้เหมาะสมกับเด็กทุกวัย ในทุกโรงเรียน หรือในทุกพื้นที่ การเรียนออนไลน์อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากเท่ากับผลกระทบต่อเด็กในวัยอนุบาลและประถม ในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนเด็กต่อห้องและจำนวนเด็กต่อโรงเรียนน้อยอยู่แล้ว และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ การเปิดการเรียนการสอนตามปกติอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเรียนออนไลน์

สำหรับการกำหนดให้จำนวนนักเรียนต่อห้องต้องไม่เกิน 20 คน[4]ก็ควรมีการระบุให้ชัดเจนว่าพื้นที่ห้องมีขนาดเท่าไหร่  และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถกำหนดนโยบายที่ครอบคลุมและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทางเลือกที่ดีกว่าควรเป็นการให้อำนาจครูในการเลือกวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนของตน ซึ่งในบางบริบท วิธีการเรียนการสอนแบบลูกผสม (hybrid) ระหว่างการมาเรียนที่โรงเรียนและการเรียนออนไลน์ อาจเป็นคำตอบที่ ‘ใช่’ ในสถานการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม การให้เสรีภาพแก่ครูในการบริหารจัดการไม่ได้หมายถึงการอนุญาตให้ทำตามอำเภอใจ ความปลอดภัยทางสาธารณสุขยังคงเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งตราบเท่าที่ยังไม่มีวัคซีนและจำนวนผู้ติดเชื้อในต่างประเทศยังสูงอยู่ การตรวจหาผู้ติดเชื้อแบบปูพรมหรือใช้การสุ่มตัวอย่าง (random sampling)[5] อาจช่วยให้การควบคุมทำได้ดีขึ้นในขณะที่โรงเรียนเปิดทำการตามปกติ นอกจากนี้ นโยบายเช่นการลดจำนวนเวลาเรียนลงเพื่อจำกัดเวลาที่เด็กต้องมีการสัมผัสกัน เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณา ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังการทบทวนวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเรียนรู้ของเด็กว่าเราคาดหวังอะไรจากการมาโรงเรียนของเด็ก และมีอะไรบ้างที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองที่บ้านและไม่จำเป็นต้องอาศัยการเรียนกับกลุ่มเพื่อน (peer group)

ไม่แน่ว่า ในสถานการณ์ ‘disruptive COVID-19’ เราอาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปการศึกษาไทยก็เป็นได้

 

 


เชิงอรรถ

[1] ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] การเรียนรู้จากที่บ้าน (learn from home) หมายความรวมทั้งการเรียนออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตและการเรียนทางไกลผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น ทีวีดิจิทัล โดยการเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นที่บ้าน ในบทความนี้จะใช้คำว่า ‘การเรียนออนไลน์’ เพื่อหมายถึงการเรียนรู้จากที่บ้านในทุกรูปแบบเนื่องจากมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย

[3] สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2561). การสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครัวเรือนไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2561

[4] การเตรียมความพร้อมของกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนเปิดภาคเรียน 1 กรกฎาคม 2563

[5] If We Can’t Test Everyone for Coronavirus, This Is the Next Best Thing

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save