ธิติ มีแต้ม เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

 

ดูเหมือนว่าการเลือกตั้ง 2562 ที่สร้างความหวังกับสังคมไทยในการผ่านพ้นวิกฤตการเมือง-กลับไปสู่ความเป็นปกติ จะยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

เมื่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่อาจตอบคำถามกับสังคมถึงความไม่เรียบร้อยของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นได้ เช่น ทำไมคูหาเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่มาเลเซียถึงใช้ลังกระดาษ ทำไมบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่นิวซีแลนด์ถึงกลายเป็นบัตรที่นับไม่ได้ ทำไมบัตรถึงมีการเขย่ง กระทั่งว่าทำไมสูตรคำนวณผลคะแนนถึงเปิดเผยไม่ได้ ฯลฯ

ยังไม่นับความอิรุงตุงนังอื่นๆ ที่กำลังตามมา จนเกิดเป็นข้อกังขาว่า “กกต. มีไว้ทำไม” ลั่นไปทั่วแผ่นดิน

ระหว่างที่รอ กกต. จัดการกับความพร่ามัวบนเลนส์แว่นตา 101 ชวนสนทนากับ ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ รองประธานและเลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือที่สังคมไทยคุ้นหูในชื่อ ‘พีเน็ต’ องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการเลือกตั้งมาตั้งแต่หน่วยงาน กกต. ยังไม่คลอดออกมา

อะไรคือสิ่งที่เธอ-ในฐานะผู้เคยสมัครเป็น 7 เสือ กกต. มองเข้าไปในสปิริตของคนที่ต้องจัดการเลือกตั้ง, อะไรคือสิ่งที่พีเน็ตเห็นท่ามกลางความคลางแคลงของการเลือกตั้ง 62 นี้ และอะไรคือความกังวลเมื่อประชาชนเริ่มไม่ไว้วางใจกรรมการ ผู้ต้องทำหน้าที่เป็นกลาง สุจริต และเที่ยงธรรม

 

 

 

เท่าที่คุณติดตามการเลือกตั้งมา การเกิดขึ้นของ กกต. วางอยู่บนสปิริตแบบไหน

เมื่อก่อนการเลือกตั้งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มันยังเต็มไปด้วยการซื้อเสียง ขายเสียง แจกรองเท้าหนึ่งข้าง ชนะแล้วหัวคะแนนบอกจะให้อีกข้าง แจกปลาทู น้ำปลา แจกกันทุกรูปแบบ เลี้ยงเหล้า สารพัด

ต่อมาปี 2535 หลังจากรัฐประหาร รสช. 2534 เรามองกันว่าควรจะต้องมีองค์กรกลางมาจัดการเลือกตั้ง เพราะแม้ว่ามหาดไทยดูแลการเลือกตั้ง และข้าราชการต้องทำหน้าที่เป็นกลาง แต่เมื่อรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองมีคำสั่งมา ข้าราชการก็ต้องทำตามนโยบาย ถ้าเขาสั่งแล้วไม่ทำ คุณก็เดือดร้อน แล้วหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งก็มี กกต. ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐก็เลยเสนอว่าจะต้องมี กกต. มาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง

พอมีรัฐธรรมนูญ 2540 กกต. ก็เกิดขึ้นเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เราเองทำที่พีเน็ตมาก่อนหน้านั้น ก็ขยับไปช่วย กกต. ในฐานะภาคประชาสังคม ออฟฟิศแห่งแรกของ กกต. อยู่ที่รัฐสภา เพราะยังไม่มีที่เป็นของตัวเอง เขาก็เลยให้ห้องประชุมกรรมาธิการ 2 ห้อง เราก็ตั้งออฟฟิศกันอยู่ตรงนั้น ยังไม่มีงบประมาณ

อุดมการณ์หรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 มีเป้าหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งต้องสุจริต เที่ยงธรรม เพื่อระบอบประชาธิปไตย

 

โจทย์ของ กกต. ต้องสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย?

ใช่, ประชาธิปไตยจะคัดเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่ตามที่ประชาชนเลือก แต่ กกต. ต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้ประชาชนสามารถเลือกได้โดยมีกลไกที่เป็นกลาง และเขาได้เลือกผู้แทนตามที่เขาต้องการ ส่วนผู้แทนก็ต้องทำตามกติกา ซึ่งทั้งหมด กกต. ก็ออกแบบกติกาไว้ เช่น ไม่ซื้อเสียง ไม่แจกเงิน ไม่จัดเลี้ยง ไม่เล่นการพนัน ไม่ขนคน แต่ก็ห้ามไม่ได้เท่าไหร่

กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการแก้ปัญหาการทุจริต แจกใบเหลือง ใบแดง แต่อย่าลืมนะ กกต. ชุดแรกก่อตั้งมาไม่นานต้องจัดการเลือกตั้งแล้ว เป็นองค์กรใหม่เอี่ยม กฎหมายใหม่ คนใหม่ ทุกอย่างใหม่ แต่ว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ อาจารย์โคทม อารียา มีประสบการณ์เรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน พีเน็ตเองก็ต้องศึกษากฎหมาย อยู่ดีๆ จะไปเที่ยวจับใครไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่เรา

ในแง่หนึ่งก็ไม่ค่อยยากนัก เพราะรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ที่สำคัญคืออาจารย์โคทมให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมกับประชาชนเรื่องการรณรงค์มาก เพราะองค์กรอิสระเป็นเรื่องใหม่ และตัวรัฐธรรมนูญ 2540 เอง ประชาชนก็ยังไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ กกต. ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าการเลือกตั้งเป็นยังไง ลงคะแนนอย่างไรให้มีคุณภาพ การซื้อเสียงทำไม่ได้ การรับเงินผิด เพราะเมื่อก่อนคนไม่รู้ว่าการรับเงินผิด คิดว่าไม่เห็นเป็นไร ถือเป็นค่าจ้าง แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ค่อยๆ ยกระดับพัฒนาความรู้คนมาเรื่อยๆ

พัฒนาการที่เกิดขึ้นในแง่หนึ่งมันเป็นองค์ความรู้ให้กับ กกต. เองด้วย ตั้งแต่ 2540 จนถึงปัจจุบันนี้ 22 ปีแล้ว เราสะสมประสบการณ์ สะสมวัฒนธรรมแนวปฏิบัติขึ้นมาว่า กกต. ควรจะต้องทำอะไรบ้าง และที่สำคัญคือความคาดหวังของสังคม ตั้งแต่ชุดแรกจนปัจจุบันนี้มันก็ลุ่มๆ ดอนๆ เกิดปัญหาการเมืองเข้ามาแทรกแซง โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า กกต. จะทำยังไงไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงได้

 

คำว่า ‘สุจริตเที่ยงธรรม’ ที่ กกต. ใช้เป็นธงนำ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงใช้คำนี้

จริงๆ ตอนแรกใช้คำว่า ‘บริสุทธิ์ยุติธรรม’ มาตลอด แปลมาจากภาษาอังกฤษ Free and Fair ตอนแรกแปลว่า ‘เสรี’ แต่คนไม่เข้าใจ เพราะมันก็เสรีอยู่แล้ว คนก็ว่า “ฉันก็ไปเลือก ไม่ได้มีใครเอาปืนมาจี้” ไปๆ มาๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นสุจริต มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Integrity คือการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปเพื่อสนองเจตนารมณ์ของคนที่ไปใช้สิทธิอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง

กกต. เหมือนเป็นกรรมการฟุตบอล พรรคการเมืองและผู้สมัครเป็นผู้แข่งขัน ประชาชนเป็นคนดู ต้องแข่งขันภายใต้กติกา สุจริตคือเป็นไปตามกฎหมาย และได้รับการยอมรับจากสายตาคนดูว่าแฟร์ นี่ถือเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม คนไปเลือกก็อิสระจากการจูงใจทางการเงิน ถ้าคุณถูกจูงใจโดยนโยบายถือว่าสอดคล้อง ถูกต้องแล้ว คุณเลือกผู้แทนมาแก้ปัญหาให้เพราะชอบนโยบายที่เขาเสนอ

เมื่อมีกฎหมายให้คนเกี่ยวข้องเล่นตามกติกา กกต. ก็ต้องทำตามกติกาด้วย ต้องเป็นกลาง กรรมการต้องแสดงความกล้าหาญที่จะรักษากติกา รู้ว่าต้องเป่านกหวีดเมื่อมีการทำผิดกติกา จะปล่อยให้มีการเตะสกัดขากันไม่ได้

 

องค์ความรู้การจัดการเลือกตั้งที่ กกต. สะสมมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เรื่องการจัดการเลือกตั้ง โดยหลักแล้วไม่ได้มีอะไรพิสดาร ถึงเวลาเริ่มต้นคุณต้องเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าจะมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งแบบไหน เลือกตั้งอย่างไร มีข้อระวังอะไรที่ทำได้ อะไรทำไม่ได้

จริงๆ แล้วกฎหมายบอกให้ กกต. สามารถดึงภาคประชาสังคมมาช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งได้ เพราะตั้งแต่ชุดแรกก็มีการทำงานร่วมกันมาตลอด ลองคิดดูว่าเมื่อก่อนคุณต้องทำงานกับประชาชนประมาณ 30-40 ล้านคน ครั้งนี้ราวๆ 51 ล้านคน คนมากขนาดนี้ คุณจะไม่สร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างไร

การดึงภาคประชาสังคมเข้ามาช่วย เหมือนเป็นแขนเป็นขาคอยช่วยตั้งแต่เรื่องการตรวจสอบการเลือกตั้ง รณรงค์เผยแพร่ให้คนเข้าใจ อาจจะไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันดีกว่าการให้ กกต. ทำงานเองผ่านหน่วยงานราชการ ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่ากลไกราชการทำงานอยู่กับที่ ข้าราชการปกติก็ต้องเกรงใจผู้บังคับบัญชา อาจไม่ได้ออกมาแอคทีฟ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอิสระที่จะตัดสินใจอะไรเอง

พูดถึงการรณรงค์ ในสมัยก่อน กกต. จะมาขอความร่วมมือกับผู้อำนวยการโรงเรียน โรงเรียนก็อ้างนู่นอ้างนี่ ไม่มีเวลา ไม่มีงบประมาณ ไม่มีคน กว่าจะคุยกันรู้เรื่องใช้เวลานาน พอโรงเรียนจัดให้นักเรียนออกไปรณรงค์ก็มีข้อจำกัด แต่ถ้าเป็นคนที่มีความตั้งใจอยู่แล้ว มีจิตอาสา มีความอยากจะทำอยู่แล้ว เห็นสำนึกประชาธิปไตย อยากช่วยประเทศชาติ เขามาเต็มที่อยู่แล้ว แล้วทำไม กกต. ไม่เอาคนเหล่านี้เข้ามาช่วย คนเหล่านี้ก็มีอยู่ และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการทางการเมืองที่ผ่านมา น่าเสียดายว่าวัฒนธรรมนี้ องค์ความรู้เหล่านี้ กกต. ชุดปัจจุบันไม่เอามาใช้เลย

 

 

ทำไมถึงไม่ใช้ เห็นเงื่อนไขหรือเหตุผลอะไรของ กกต.

ต้องยอมรับความจริงว่าเขาเริ่มต้นจากติดลบ เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ อย่าคิดว่ารู้กฎหมายแล้วจะรู้เรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ความจริงต้องกลับไปถามคนต้นเรื่องที่ออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 จนมาสู่การออกแบบกฎหมาย กกต. กฎหมาย ส.ส. กฎหมาย ส.ว. กฎหมายพรรคการเมือง

กกต. ชุดนี้มาจากกระบวนการสรรหา และสุดท้ายก็เลือกโดย สนช. ที่ คสช. เลือกมาก่อนหน้านั้น ประเด็นคือทำไมเขาหยิบเฉพาะส่วนที่เป็นข้าราชการและนักการเมืองมาสรรหา กกต. แต่ภาคประชาชนเขาไม่เอาเลย ทั้งๆ ที่อยู่ในองค์ประกอบของ กกต. และทุกครั้ง กกต. ก็จะมีส่วนของภาคประชาชนที่เข้าไปทำงาน

ถามว่าทำไมถึงต้องมี ชุดที่ผ่านๆ มาเขาให้ความสำคัญเพราะเขารู้ว่าสามารถเข้าถึงประชาชนได้ เพราะต้องทำงานกับคนจำนวนมาก มันจะเป็นตัวช่วยในการทำงาน เกือบทุกชุดต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ รู้เรื่อง อยู่ในวงการ อย่างอาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร เขาอาจไม่ได้มาจากมหาดไทยที่เคยจัดเลือกตั้ง แต่เขาอยู่ในองค์กรกลางฯ รู้ขั้นตอน รู้กระบวนการ เวลาคุณตรวจสอบการเลือกตั้งคุณต้องรู้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รู้ว่าต้องจัดการเลือกตั้งยังไง ตั้งแต่ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ไปถึงหลังการเลือกตั้ง ต้องเข้าใจกระบวนการทั้งหมด

อย่าคิดว่าการเป็นนักกฎหมาย เป็นผู้พิพากษา แล้วจะรู้ทุกเรื่อง เพราะคนเหล่านี้เขาไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องการเลือกตั้ง เขารู้เรื่องกฎหมาย แต่ว่าการบังคับใช้กฎหมายมันอีกเรื่องหนึ่ง กฎหมายที่คุณเคยใช้มันไม่ใช่กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายเลือกตั้งมันมีรายละเอียด มีบริบท มีอะไรต่างๆ นานา ไม่ใช่ว่าคุณจะเข้ามาแล้วทำงานได้เลย แล้วถ้าในองค์ประกอบที่มีอยู่ ไม่มีใครมีประสบการณ์เลย ถือว่าอันตรายมาก

 

อันตรายยังไง

มันเห็นผลแล้ว ที่ผ่านมาเขาไม่เลือกคนที่รู้เรื่องเลย โอเค อาจมีอดีตผู้ว่าฯ แต่จะไปรู้เรื่องอะไรมาก อาจรู้เรื่องทะเบียนราษฎร์ จัดคูหา ซึ่งเป็นงานธุรการ แต่อำนาจ กกต. มันมากกว่านั้น ยิ่งกฎหมายปัจจุบันให้อำนาจ กกต. มาก มันเปลี่ยนไปเยอะ แต่ก่อนมีใบเหลือง ใบแดง เดี๋ยวนี้มีใบส้ม แล้วก็มีใบดำ ใบดำคือตัดออกจากการเมืองไปตลอดชีวิต แต่ไม่ใช่ กกต. เป็นคนให้นะ กกต. ต้องรวบรวมสำนวนยื่นศาลอีกที แต่มีอำนาจทำสำนวนฟ้องได้

เวลาที่ผู้พิพากษาพิจารณา ก็พิจารณาจากเอกสารที่มาจาก กกต. ซึ่งมีบทบาทในการหาข้อเท็จจริง สืบสวน ไต่สวน หาพยานหลักฐาน ดูว่าจริงเท็จยังไง ตรงนี้ที่มีอำนาจเพิ่มขึ้น กฎหมายให้อำนาจเรียกข้อมูลทางธุรกรรมการเงิน คุณจะแจกเงินผ่าน ATM ไม่ได้แล้วนะ เขาก็เรียกมาดูได้เลย ให้อำนาจในการคุ้มครองพยาน ให้รางวัลนำจับก็ทำได้ ให้เขี้ยวเล็บเยอะแยะไปหมด แต่ว่า กกต. ชุดนี้เขาไม่มีประสบการณ์ เขาไม่ใช้องค์ความรู้ วัฒนธรรม และศักยภาพของเครือข่ายที่มีอยู่และสะสมมาให้เป็นประโยชน์

อย่างเรื่องการมีส่วนร่วมกับประชาชน พีเน็ตทำงานประสานกับสำนักงาน กกต. ตั้งแต่ กกต. ยังไม่คลอดเลย เราอยู่มาตั้งแต่ปี 2535 ต้องเข้าใจว่า กกต. ตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการสนับสนุนให้องค์กรประชาสังคมทำงานรณรงค์ เผยแพร่เรื่องการตรวจสอบการเลือกตั้ง เราก็เตรียมความพร้อมมาตลอด เพราะรู้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน จะเดือนกุมภาฯ มีนาฯ ต้องเลือกแน่นอน เราเตรียมตัวมาแล้ว 2-3 ปี โดยไม่มีเงินเลย

 

แปลว่าเลือกตั้ง 2562 นี้ กกต. ไม่ชวนพีเน็ตแล้ว

เราไม่สนใจว่าเขาจะเรียกใช้หรือไม่ เราสนใจว่าเราจะทำงาน แต่ที่ผ่านมามีการประสานกัน เพราะถ้าเราพบเห็นเหตุการณ์ที่ส่อทุจริต เราก็ส่งข้อมูลให้ กกต. เพื่อส่งคนลงไปหาข้อเท็จจริงเพิ่ม เราไม่มีหน้าที่ไปจับใคร นอกจากนี้เราก็ร่วมกับสภาองค์กรชุมชน ซึ่งกฎหมายเขียนไว้เลยว่าต้องช่วย กกต. มีหน้าที่แจ้งจับทุจริต ปรากฏว่า กกต. ก็ไม่ใช้พวกเรา

ที่ผ่านมาเราไปเซ็น MOU กับสภาองค์กรชุมชน ทำงานด้วยกัน มีเครือข่ายทุกตำบล และมีส่วนร่วมในสภาพัฒนาการเมืองมาตลอด พอเกิดการเลือกตั้งที่จำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วม เขาถึงดึงสภาองค์กรชุมชนเข้าไป เพราะมันอยู่ในกฎหมาย ให้เข้ามาช่วยกันเพราะมันมีองค์ความรู้

เลือกตั้งครั้งนี้เราเตรียมเครือข่ายไว้ทั่วประเทศ วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ต้องทำยังไง เราจะไปช่วยให้ความรู้

 

แต่ 7 เสือ กกต. ก็ยังเฉย ?

เฉย, เขาเขียนในกฎหมายว่าเป็นอำนาจหน้าที่ที่ กกต. จะสนับสนุน แต่เขามองไม่เห็น ทางสำนักงาน กกต. ก็เตรียมพร้อมนะ วางกติกา วางระเบียบ ยกร่างระเบียบตามกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขปรับปรุง และเตรียมมาตั้งแต่ กกต. ชุดที่แล้ว เพราะเขารู้ว่าการเลือกตั้งมันต้องอาศัยองค์กรประชาสังคม เขารับรองไว้ร้อยกว่าแห่งทั่วประเทศ มีการตั้งงบไว้แล้วเรียบร้อย เราก็ทำงานตามระบบ ทำมาตลอดตั้งแต่มี กกต.

ครั้งนี้ (ก่อนวันเลือกตั้ง) เราก็ถามเขาไปว่าตกลงจะเอายังไง นี่มันจะเลือกตั้งแล้ว เจ้าหน้าที่บอกยังไม่รู้ นโยบายเขายังไม่สั่ง เราก็เข้าใจคนทำงาน ไม่สั่งมาคงทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญคือช่วงคัดเลือก ส.ว. ให้มีการเลือกกันเองก่อนขั้นแรก กกต. ก็เชิญเราไป เขาก็บอกว่าให้องค์กรเอกชนในแต่ละจังหวัดไปช่วยสังเกตการณ์การเลือกกันเอง เขานัดไปคุยรายละเอียดที่เมืองทองธานี เราก็ส่งคนเข้าไป เขาเตรียมจัดงบประมาณให้ มีการทำสัญญาเรียบร้อย เงินไม่กี่บาทหรอก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่จ่าย คิดดูแล้วกัน เจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่เราก็ไม่ได้ทวงถาม ถือว่าเราทำงานแบบเป็นพลเมืองอาสา เงินเล็กน้อยไม่สำคัญเท่ากับคุณไม่ได้ทำตามกติกา

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้า กกต. จัดการเลือกตั้งไม่เรียบร้อยแบบที่เกิดขึ้น รอให้ คสช. สั่งทีเดียว ไม่ต้องทำในนามองค์กรอิสระดีกว่าไหม

เวลาพูดถึงการทำตามกติกา ทั้งหลักการและที่มามันต้องสอดคล้องกัน คุณต้องทำตามกติกาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการเลือกตั้งประชาชนจะยอมรับได้ ไม่อย่างนั้นมันก็โกลาหล ถ้าคนจัดการเลือกตั้งไม่ทำให้เรียบร้อย จะให้คนยอมรับได้ยังไง คนแพ้ก็ไม่ยอมแพ้แน่นอน และคนชนะก็ไม่ได้รับการยอมรับ

การมีคนกลางก็เหมือนกับเชียร์ฟุตบอล สนามจะถล่มไหมถ้าคนเห็นว่ากรรมการไม่เป็นกลาง แต่ถ้าให้การจัดการเลือกตั้งแบบรัฐมนตรีคอยสั่งการทีเดียว คนจะยอมรับไหม มันไม่สงบแน่นอน ยังไงก็ต้องมี กกต. ทั่วโลกเขาก็ยอมรับว่าการจัดเลือกตั้งต้องมีองค์กรอิสระเป็นกลาง

คนเป็นกลางคือคุณต้องไม่อิงการเมือง ว่าไปตามเนื้อผ้า ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก แค่นี้ไม่เห็นจะต้องมีอะไรยุ่งยากเลย จัดการเลือกตั้งก็ชวนคนมาเรียนรู้ รณรงค์เผยแพร่ว่าการเลือกตั้งคืออะไร สำคัญอย่างไร เลือกตั้งยังไงให้มีคุณภาพ ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ การเลือกตั้งก็มีจะพัฒนาการ

 

คุณเห็นพัฒนาการอะไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งในสังคมไทย

เท่าที่ตัวเองเห็น อย่างน้อยตอนนี้คนก็เริ่มให้ความสนใจนโยบายมากกว่าเรื่องเงินแล้ว เงินมีอิทธิพลน้อยลง กลายเป็นเรื่องนโยบายและอุดมการณ์ คนเลือกที่คุณตอบโจทย์เขาได้ไหม

ในบางพื้นที่มีปรากฏการณ์แล้วว่า ถ้ามีผู้สมัครที่ดี มีความสามารถ มันพิสูจน์ได้ว่าเงินไม่มีผล คนเก่งทำดีมีประสบการณ์ให้เห็น มีผลงาน มีวุฒิการศึกษา ได้รับการยอมรับ ส่วนใหญ่ชนะแน่นอน เงินไม่มีประโยชน์เลย ถ้านโยบายเจ๋ง ชัดเจน ไม่ใช่ก็อบปี้พรรคอื่นมา โอกาสชนะสูง

ยิ่งช่วงหลังมีการดีเบตกัน ยิ่งทำให้เกิดความชัดเจน ฝ่ายหนึ่งโต้มา อีกฝ่ายก็โต้กลับ เลือกตั้งครั้งนี้เราพบว่าหลายพรรคไม่ได้ใช้เงินซื้อเสียงเลย แต่พรรคใหญ่บางพรรคยังมีซื้ออยู่ มันเหมือนเป็นวัฒนธรรมฝังราก ถ้าไม่ให้ก็กลัวชาวบ้านเขาจะโกรธเอา มันมีลักษณะแบบนี้อยู่ แต่นับว่าลดน้อยลงไปมาก เพราะคนก็รู้สึกมีศักดิ์ศรีมากขึ้น

 

 

โซเชียลมีเดียสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล เช็คข้อมูลได้เอง มีส่วนช่วยให้การเลือกตั้งสุจริตขึ้นไหม

เท่าที่เห็น ถ้าเขาติดตามข่าวสารที่มีการดีเบต มันทำให้เขาตาสว่างมากขึ้น แต่ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีอิทธิพลบางอย่างอยู่ เช่น เราเห็นว่าในช่วงเลือกตั้งมีการกลับบ้านจำนวนมาก ทำไมขยันกลับ แสดงว่าก็ยังมีการเรียกร้องจากที่บ้าน พูดง่ายๆ ว่าถ้าเขากลับไปหาครอบครัวได้ ก็เหมือนการเช็คชื่อ เพราะคุณต้องมาลงคะแนน

แต่ก็ยังมีปัจจัยว่าการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของ กกต. มีการประชาสัมพันธ์น้อยมาก เราไปที่ปทุมธานีก็มีการร้องเรียนมาว่าไม่ค่อยรู้เรื่อง เขตปทุมธานีส่วนใหญ่เป็นแรงงาน เขาก็รายงานมา ไม่รู้ว่า กกต. จังหวัดทำอะไรอยู่ เพราะรู้อยู่แล้วว่าพื้นที่ไหนที่คนจะสามารถใช้สิทธิล่วงหน้านอกเขตได้

 

ถ้าให้คุณประเมิน คิดว่า กกต. จัดไม่ได้ จัดไม่เป็น หรือว่าเพราะอะไรกันแน่

มันปนๆ หลายอย่าง คือเขาทั้งไม่รู้ และไม่กล้า เราเข้าใจว่าการทำงานของ กกต. แม้จะเป็นองค์กรอิสระ แต่ก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของการทำงานแบบราชการอยู่สูง เพราะคนส่วนใหญ่มาจากข้าราชการ

คนที่เข้ามาทำงานก็มักถูกครอบโดยวัฒนธรรมราชการ ต้องรอคำสั่ง รอนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาจะลุกขึ้นมาทำอะไรเองได้ ถ้าข้างบนยังไม่ชัดเจน แกว่งไปแกว่งมา เขาก็ไม่ทำ นี่มันเป็นโดยสำนึกราชการ แต่ถามว่าเมื่อ กกต. 7 คนยังมึนๆ อยู่ ไม่ขยับ ข้างล่างจะขยับได้ยังไง

 

ถ้ามองระบบที่เป็นอยู่ ต่อให้ กกต. เป็นคนที่มีสปิริตสูง มีความเป็นอิสระสูง จะทำอะไรได้มากกว่าเดิมไหม

ตอบไม่ได้ แต่เราเห็นว่าเขาอาจจะไม่มีความกล้า พอไม่รู้ก็ไม่กล้า แล้วแถมมีอะไรบางอย่างที่เขาอาจจะกังวลใจ หรือมีอิทธิพลบางอย่างโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวกดดันอยู่ พอไม่รู้ไม่แน่ใจและถูกคาดหวังจากสังคม มันก็เลยรวน

เพราะถ้าคนทำงานแบบอิสระ มีความตั้งใจอย่างเสรี เป็นกลาง ว่าไปตามเนื้อผ้า มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เขาต้องศึกษาทั้งหมด แล้วก็ดูว่าจะเอายังไง ไปฟังความเห็นจากผู้มีประสบการณ์ แล้วก็มาชั่งน้ำหนัก ถ้าคุณทำแบบนี้ คนก็จะเห็นว่าคุณพยายามทำแล้ว แล้วถ้ามันพลาด ก็ช่วยกันประคับประคองแก้ไขไป แต่นี่ไม่ ทำเป็นมึนๆ เงียบๆ แถมยังไปดูงานที่ต่างประเทศอีก งงมากเลย ดูงานยังไงถึงเกิดปัญหาเต็มไปหมด

 

ในอดีตคุณเคยเห็นการใช้ลังกระดาษมาเป็นฉากกั้นคูหา อย่างที่เห็นที่มาเลเซียตอนวันเลือกตั้งล่วงหน้าไหม ถือเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า

มันไม่เคยเกิด การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรไม่ใช่ครั้งแรกนะ ทุกครั้งก็เรียบร้อยดี นี่เป็นครั้งแรกที่เพิ่งเคยเห็น อายมากเลย คุณก็รู้อยู่แล้วว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่าไหร่ เขาก็มาลงทะเบียนใช่ไหม มันควรเตรียมไว้ได้ จะต้องจัดคูหาเท่าไหร่ ทำไมให้คนไปยืนตากแดดรอเข้าแถวแบบนั้น แล้วมาเลเซียก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ถามว่าการติดต่อประสานงานมันจะไปยากอะไร นี่โลกสมัยไหนแล้ว คุณต้องพร้อม ต้องรู้ว่าความตื่นตัวของคนมีแค่ไหน และต้องรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

ไหนจะบัตรจากนิวซีแลนด์ 1,542 ใบ เขาอ้างว่าไม่ใช่บัตรเสีย แต่เป็นบัตรที่นับไม่ได้ เขาไม่กล้าพูด มันก็คือบัตรเสียนั่นแหละ ไม่มีหรอกบัตรที่นับไม่ได้ แล้วคุณจะอ้างกฎหมายข้อไหนว่าบัตรนับไม่ได้ มันไม่มีในพจนานุกรมนะ ทำไมคุณไม่นับ แล้วทำไมถึงไม่ไปรับบัตรมานับ ถ้าคุณไม่นับแสดงว่าคุณผิดนะ ในกฎหมายมันมีแค่ 3 คำ คือ บัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ลงคะแนน บัตรที่นิวซีแลนด์สะท้อนว่าคุณไม่ใส่ใจ ไม่มีการกำกับดูแล ปล่อยปละละเลย ทำงานแบบลอยไปลอยมา

อุตส่าห์ไปดูงานต่างประเทศ ใช้เงินไป 12 ล้านบาท มันตลกตรงที่คุณกำลังทำงานเลือกตั้ง แต่คุณไม่รู้ ไม่มีประสบการณ์ งานก็น่าจะท่วมโต๊ะ แต่มีเวลาไปดูงานต่างประเทศ พูดกันตรงๆ คนในสำนักงานเขาก็ส่ายหัวกัน

สมัยก่อนตอนตั้ง กกต. ใหม่ๆ เขาทำงานกัน 24 ชั่วโมง ช่วงปีใหม่ก็ไม่ได้หยุดนะ รอรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ พอได้รับแจ้งก็ส่งให้ตำรวจวิ่งไปดูที่เกิดเหตุ ทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำมืด วันนับคะแนนก็นับถึงเช้าวันใหม่ นับกันจนกว่าจะเสร็จ คนนับก็ต้องนับ คนสังเกตก็ต้องดู แม้แต่เฮลิคอปเตอร์ก็ยังเคยขึ้นเพื่อไปขนหีบมาส่ง เราตามตำรวจไปดูการขนหีบ ตอนนั้นอยู่ที่กาญจนบุรี ถามว่าทำไมต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ ก็เพื่อให้ทันเวลา ไม่เกิดเป็นบัตรเสีย นี่เป็นช่วง กกต. ชุดแรกเลย ทำกันขนาดนั้น ถามว่าทำไปทำไม ก็เพื่อจะให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม

ถ้าเอาเฉพาะบัตรจากนิวซีแลนด์ 1,542 ใบที่เสียไป ถือว่าเข้าข่าย ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เพราะคุณทำให้คน 1,542 คนเสียโอกาสไป ไม่น้อยเลยนะ ถ้าเป็นคนที่ใส่ใจรับผิดชอบ เขาต้องดูบทเรียนที่มาเลเซียแล้วว่าจะไม่ทำให้เกิดปัญหาอีก ต้องวางแผนล่วงหน้า ต้องตามไปดูเลยว่าบัตรมาถึงหรือยัง จะใช้รถอะไรไปรอรับตอนไหน ทุกอย่างวางแผนได้หมด คุณต้องกำกับดูแลอย่างรอบคอบ ไม่ใช่โยนกันไปโยนกันมา คนที่รับผิดชอบทั้งหมดคือ กกต. 7 คน ทั้ง 7 คนต้องคิดว่าทำยังไงให้ทุกอย่างเรียบร้อย

 

ส่วนจะสุจริตเที่ยงธรรมไหมค่อยว่ากันต่อ ?

ใช่, ค่อยว่ากันอีกที อย่างน้อยต้องเรียบร้อยก่อน

 

ถ้าเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา เรื่องความเรียบร้อย โดยเฉพาะเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ช่วงที่ กปปส. ชุมนุมปิดหน่วยเลือกตั้ง กับครั้งล่าสุดที่ไม่ได้มีเหตุวุ่นวายทางการเมือง คุณมองเห็นเงื่อนไขอะไรที่ทำให้ครั้งนี้คนไม่พอใจกันมาก

ตอน 2557 มันเป็นเรื่องทางการเมือง คนข้างนอกกดดัน กกต. ทำให้เขาทำงานกันลำบาก แต่ก็ยังทำงานได้ แต่คราวนี้เป็นเรื่องของการจัดการล้วนๆ เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิด

อย่างเรื่องบัตรเขย่งที่คนสงสัยกันมาก ก็มองได้สองแง่ บัตรเขย่งคือจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับจำนวนบัตรต่างกัน ทีนี้ในอดีตมันมีวิธีการโกงในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งแก้ปัญหาไปแล้วโดยการส่งอาสาสมัครไปนั่งดูอยู่ทุกเขต แต่ว่าครั้งนี้ไม่มีอาสาสมัครไปนั่งดู เพราะว่า กกต. ไม่สนับสนุน

การโกงในหน่วยมันทำได้หลายวิธี ทั้งซื้อยกหน่วย ซื้อกรรมการ ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร สมมติว่าเลือกตั้งแล้วนับคะแนนที่เขต เขาก็บอกว่านับคะแนนที่เขต ระหว่างทางขนบัตรมามันจะหาย หรือถูกสับเปลี่ยนหีบได้ มันถึงต้องมีองค์กรประชาสังคมหรือว่าตำรวจตามประกบหีบมาด้วย แต่เขาก็ว่ามันยุ่งยาก เลยให้นับที่หน่วยเหมือนเดิม แต่การนับที่หน่วยมันก็มีปัญหาอย่างที่เห็นกัน และทำให้รู้ว่าซื้อได้ไหมด้วย

สมมติว่าหมู่บ้านนี้หัวคะแนนซื้อเสียง จ่ายเงินมาเรียบร้อย ผลคะแนนในหน่วยนั้นมันต้องเป็นไปตามเงินที่จ่าย ถ้าคุณนับที่หน่วยเขาก็จะรู้ว่าซื้อได้ไม่ได้ สมมติว่าเราต้องการที่จะควบคุมคะแนนในหน่วยนี้ เราก็ให้ผู้ใช้สิทธิ์เอาบัตรออกไป มันก็จะมีบัตรหยอดหีบอยู่ 1 ใบ ซึ่งอาจเป็นบัตรปลอม บัตรเสีย หรืออะไรก็แล้วแต่ เสร็จแล้วพอเอาออกไปให้หัวคะแนน หัวคะแนนก็กา คุณเอาบัตรนี้ไปให้ผู้มีสิทธิคนใหม่ แล้วคุณก็ไปหยอดหีบใหม่ แล้วก็เอาบัตรเปล่าออกมา เวียนไปเรื่อยๆ

 

 

กรณีแบบนี้ถือว่าถูกซื้อทั้งหน่วยไหม

ไม่จำเป็น คนเดียวก็ซื้อได้ บัตรมันจะหายไปหนึ่งใบ มันก็เกิดการเขย่ง คนที่คุมหีบสำคัญ มันจะหายไป 1 ใบ อาจเป็นบัตรปลอม ก็จะโดนเก็บไปเพราะถ้าพบว่ามีบัตรปลอมก็จบเลย

นอกจากเขย่งแบบนี้ มันยังมีเขย่งแบบอื่น เราเคยไปสังเกตคนที่มานั่งนับคะแนน บางทีตอนรวมคะแนนก็มึนนะ ไม่กี่ร้อยคะแนนก็ทำเอาเบลอได้ นับผิดนับถูก ยิ่งอากาศร้อน คนเยอะ ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน อาจเกิดการนับคะแนนผิดพลาดได้

ในการเตรียมการเลือกตั้ง คนที่สำคัญที่สุดคือกรรมการประจำหน่วย และเรื่องนี้ กกต. ก็รู้ว่ามันเป็นจุดอ่อนในเรื่องของความเป็นกลาง และเรื่องประสิทธิภาพ เราก็พยายามแก้กันมาตลอด มีการคิดกันว่าจะมีการสลับคน ไม่ให้อยู่ประจำหน่วยนี้ตลอด มีกระบวนการอบรม เพราะอย่างน้อยจะต้องมีคนหนึ่งที่รู้ดีที่สุด

แต่ก่อนเขาให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ข้าราชการ ซึ่งก็เรียนรู้ไม่ยากนัก แทนที่จะเป็นชาวบ้านทั้งหมด ตอนหลังเขาก็อบรมให้มีคนที่จะเป็นกรรมการประจำหน่วย แต่ล่าสุดเขาก็ไม่ใช้ ไม่รู้ว่านโยบายใหม่เขาเป็นยังไง แต่เขาไม่ใช้ ทั้งๆ ที่ถูกเตรียมมา มีการอบรมมาแล้ว

จุดอ่อนดังกล่าวเลยต้องมีมาตรการในการใช้ตัวช่วย คุณรู้ปัญหาแล้วคุณก็ต้องจัดการปัญหา อย่างมาตรการที่มีการอบรมแกนหลัก มีขึ้นบัญชีไว้ในทุกพื้นที่ สำนักงาน กกต. ก็ทำไว้เรียบร้อย แต่ว่าครั้งนี้กลับไม่ใช้ แต่ไปใช้วิธีอบรมเปิดเทปให้ดู พอคนมีคำถามก็ไม่รู้จะถามใคร เราก็เห็นว่าแบบนี้เละแน่

 

เละยังไง

ก็ไม่มีการเตรียมการเลย กรรมการประจำหน่วยบางที่ไม่รู้เรื่อง คนละมาตรฐาน ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถ่ายรูป ถามว่าเขาให้ถ่ายไหม ถ้าอยู่นอกหน่วย ถ่ายได้ นี่เจอกับตัวเองนะ เราไปถึงหน่วยเลือกตั้ง มีดารามาใช้สิทธิ คนมุงเต็ม ดาราเขาก็เต๊ะท่าให้ถ่ายรูป พอยกกล้องมือถือจะถ่าย เขาบอก “คุณห้ามถ่าย”

อ้าว แล้วทำไมทางนี้เขาถ่ายกันเพียบเลย “เขาเป็นสื่อมวลชน” เราก็งง มันแบ่งได้ไง กลายเป็นว่าบางที่ถ่ายได้ บางที่ถ่ายไม่ได้ จริงๆ แล้วกรรมการไม่รู้เรื่อง กฎหมายที่บอกห้ามถ่าย คือในคูหา เพราะมันเป็นความลับ แต่ถ้าจากข้างนอก อยู่นอกเส้นเหลืองถ่ายได้

อีกเรื่องคือเลือกตั้งคราวนี้ ผู้สมัคร ส.ส. มันเยอะ ซึ่งก็ดี ประชาชน พรรคการเมืองต่างตื่นตัว แต่จะมีปัญหาเรื่องเบอร์ผู้สมัคร คนจำไม่ค่อยได้ บางหน่วยในกรุงเทพฯ ดันไปเอาบัญชีรายชื่อผู้สมัครไปตั้งอยู่ที่หน้ารั้วโรงเรียน แต่คูหาอยู่ในอาคาร ห่างกัน 200 เมตร คนที่เข้ามาจะเลือกแล้วแต่ดันจำเบอร์ไม่ได้ ลืม ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยเอาบัตรเลือกตั้งไปฝากไว้กับกรรมการก่อน แล้วขอเดินไปดูว่าเบอร์อะไร ตลกไหม ทำไมคุณไม่เอารายชื่อมาไว้ใกล้ๆ คูหา คนจะได้ดูแล้วไปเลือกได้เลย มันไม่มีมาตรฐานอะไรเลย

กรรมการประจำหน่วยอาจจะหน้าใหม่ หรืออาจไม่ได้จัดเลือกตั้งมา 5 ปี ก็เลยงง แต่มันต้องมีมาตรฐานสิ บางหน่วยจะเลือกตั้งพรุ่งนี้อยู่แล้ว วันนี้ยังไม่มีบัญชีรายชื่อผู้สมัครเลย เป็นไปได้ยังไง พอถามไป เขาบอกว่า กกต. ยังไม่ส่งมา แล้วทำไมถึงไม่ส่งมา นี่เป็นตัวอย่างของความเละแค่ส่วนเดียว

การประชาสัมพันธ์ก็มีปัญหา คนไม่เข้าใจ ยังนึกว่าเลือก 2 ใบเหมือนเดิม เพราะไม่มีการรณรงค์ทำความเข้าใจ จนคนล้อว่ารณรงค์แต่เลือกตั้งวันที่ 24 มีนาฯ จะรณรงค์ไปทำไม เขาก็รู้กันทั้งประเทศอยู่แล้ว ทำไมไม่รณรงค์อย่างอื่น (หัวเราะ)

หลังวันเลือกตั้ง เราได้รับเรื่องร้องเรียนมาเยอะ เพราะมีเครือข่ายอยู่ 60 กว่าจังหวัด อันนี้เฉพาะที่เราตรวจสอบ พอส่งเรื่องไปที่ กกต. แล้วมันเงียบหายไปไหน แสดงว่าไม่สุจริตเที่ยงธรรมใช่ไหม เครือข่ายแต่ละจังหวัดเขาก็ตัดพ้อว่า “ฉันก็ทำงานหนัก ทั้งที่ไม่ได้รับการสนับสนุนเลย” ด้วยความเป็นจิตอาสา เขาต้องการทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตเที่ยงธรรม เครือข่ายเหล่านี้ทำงานมาต่อเนื่อง มีประสบการณ์ยาวนานตั้งแต่ปี 2535

 

จากการใช้กระดาษลังที่มาเลเซีย มาถึงกรณีบัตรเสียจากนิวซีแลนด์ กระทั่งบัตรเขย่ง จนมาถึงสูตรคำนวณที่ยังไม่เปิดเผย จน กกต. ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วศาลก็ไม่รับ มันสะท้อนอะไร

เขาก็รู้อยู่แล้วว่าศาลไม่รับ กฎหมายมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เขาเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นหน้าที่ของ กกต.

ถ้าถามเรื่องการคำนวณ ช่วงหลังๆ แม้แต่นักคณิตศาสตร์ก็มาช่วยคำนวณให้ดูแล้ว พอคุณบอกว่านักคณิตศาสตร์ไม่รู้กฎหมาย นักกฎหมายก็ออกมาช่วยแล้ว ทำไม กกต. ยังไม่มั่นใจ คุณก็ประกาศมาเลย ถ้ามีปัญหาก็ค่อยไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยก็จบ ไม่เห็นด้วยก็จบ คุณได้ทำตามหน้าที่แล้ว คุณมีคำอธิบายแล้ว

แต่เบื้องต้นคุณต้องทำหน้าที่ของตัวเองก่อน ปัญหาคือ กกต. ไม่ทำหน้าที่ ระบบเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา พอหมดวันเลือกตั้งอย่างน้อยคุณต้องประกาศคะแนนที่ไม่เป็นทางการ เพื่อดูว่าแต่ละคนได้คะแนนเท่าไหร่ พอประกาศแล้วก็ต้องมาตรวจสอบอีกที บวกลบให้ละเอียด เพราะกรรมการประจำหน่วยจะต้องส่งมาที่เขต เขตมาส่งที่จังหวัด จังหวัดก็ต้องรวบรวมมาที่ส่วนกลาง ก่อนจะประกาศคะแนนที่เป็นทางการ มันต้องไม่เป็นทางการก่อน

ที่ผ่านมาเราก็รู้คร่าวๆ ว่าใครได้คะแนนเท่าไหร่ ใครชนะไม่ชนะยังไง แต่คราวนี้กลับไม่กล้าประกาศแม้แต่คะแนนที่ไม่เป็นทางการ สุดท้ายขอดูคะแนนดิบ ก็บอกให้ไปดูกันเองที่เขต ทั้งที่มันเป็นข้อมูลสาธารณะ นับคะแนนเสร็จก็ต้องติดประกาศอยู่หน้าหน่วยแล้ว ทำไมถึงเปิดเผยไม่ได้ ไม่เข้าใจ

 

ถ้าให้เดา คิดว่าเพราะอะไร

ไม่รู้สิ ทำไมเขาถึงกลัวไปหมด มันก็ไม่น่ายุ่งยากอะไร ความจริง กกต. ไม่ต้องสนใจฝ่ายการเมืองเลย ไม่เกี่ยวกับหน้าที่เลย คุณก็ทำหน้าที่ไป ใครได้คะแนนเท่าไหร่ยังไงก็ว่าไป

อย่างตอนนี้ต้องพิจารณาใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงแล้ว ได้ยินมาว่ามีการร้องเรียนกว่า 300 เรื่อง แสดงว่ามันต้องมีเหตุทุจริตในหลายเขตเลือกตั้ง ทำไมเพิ่งออกมาแค่ใบเดียว ถ้าเป็นเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา อย่างน้อยต้องแจกใบแล้ว และก็ต้องเลือกตั้งใหม่หลายเขตแล้ว นี่มันเกินหนึ่งเดือนแล้ว

กรณีโอนหุ้นของธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เป็นเรื่องของคุณสมบัติ จริงๆ กฎหมายให้ กกต. ดำเนินการตรวจสอบหลังเลือกตั้ง เพราะคุณสมบัติผู้สมัครเป็นเรื่องของวันช่วงรับสมัคร บางคนไม่ได้รับประกาศให้เป็นผู้สมัคร ไม่มีชื่ออยู่ในประกาศ ผู้สมัครเขาก็สามารถคัดค้านและฟ้องร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการศาลได้ เพราะเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล จะไปกล่าวหาว่าเขาไม่มีสิทธิ ก็ต้องพิสูจน์กันในศาล เพราะว่ากฎหมายให้ความสำคัญเรื่องนี้ แต่กฎหมายเขาเขียนไว้แค่นั้น

แต่ถ้ามาพบภายหลัง ช่วงที่เป็น ส.ส. แล้ว กฎหมายก็เปิดช่องว่า ถ้าพบว่าขาดคุณสมบัติ คุณก็ไปจัดการตอนนั้นได้ แต่การดำเนินการช่วงนี้ กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ตรงไหนเลย ถ้าทำตามกฎหมายต้องทำช่วงการรับสมัคร มันเขียนชัดเลยว่าภายใน 7 วัน คุณสามารถร้องคัดค้านได้จนถึงขึ้นศาล ถ้าศาลยังไม่ตัดสินก็ว่าไป แล้วนี่คุณจะแถว่า ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะให้ใบส้ม มันจะให้ใบส้มได้ยังไง ใบส้มมันเป็นเรื่องของทุจริตซื้อเสียง มันคนละบริบท นี่เขาเรียกว่ามั่ว

 

ถ้าเกิดอ้างว่าคุณสมบัติของธนาธรทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม แบบนี้ฟังได้ไหม

มันไม่สุจริตยังไง ในกฎหมายไม่มีข้อไหนอธิบายในเชิงการให้ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม เกี่ยวกับคุณสมบัติเลย กฎหมายเขียนไว้กว้างๆ ว่าสุจริตเที่ยงธรรม ก็อยู่ในดุลยพินิจของ กกต. แต่การใช้ดุลยพินิจ มันต้องอยู่ในกรอบของการตีความทางกฎหมาย ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้

ถ้าคุณจะพูดเรื่องคุณสมบัติ สมมติเราเป็น กกต. แล้วเกิดจะฟิตตรวจสอบขึ้นมา คุณต้องเช็คทั้งหมด ตรวจหมดทุกคนว่าไม่มีหุ้น แล้วก็ประกาศไปเลยว่าผู้สมัครทุกคนไม่มีใครถือหุ้น ขอข้อมูลของผู้สมัครมันไม่ยากนะ ถ้า กกต. ตรวจทั้งหมดแล้วเจอกรณีนี้ ก็ว่าไปตามกฎหมาย แทนที่คุณจะเลือกปฏิบัติ คุณทำเหมือนกันหมดได้ไหม

 

ถ้า กกต. ทำตามกฎหมาย จะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ?

ใช่, เราก็เห็นกระบวนการตั้งแต่สรรหา กกต. จนถึงแต่งตั้ง เราเชื่อว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี เขาสามารถมีอิสระที่จะแสดงตัวตนและทำงานเป็นกลางตามกฎหมายได้ ทำไมไม่ทำ ถ้าทำมันจะดีกว่านี้ จะได้รับการยอมรับมากกว่านี้

ต้องยอมรับว่าการทำงานของผู้บริหารในระดับองค์กรอิสระ คุณต้องถูกตรวจสอบได้ การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ ต้องตอบคำถามให้ได้ ทำไมไม่ทำให้กระจ่างชัด ทำไมไม่ทำให้โปร่งใส ถ้าโปร่งใส เรื่องสูตรคำนวณยังไงก็อธิบายได้ ไม่ยากเลย

 

 

ที่ผ่านมาเคยมีกรณีแบบนี้ไหม ทั้งสูตรการคำนวณที่ไม่ถูกเปิดเผย รวมถึงกรณีธนาธร

ไม่เคยมี

 

ถ้าพยายามเห็นใจ กกต. เพราะอยู่ภายใต้อำนาจ คสช. ได้ไหม หรือเอาเข้าจริงเป็นเรื่องของความสามารถ สังคมไทยควรมองเรื่องนี้ยังไง

แน่นอนว่าคนที่มีอำนาจ ก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรักษาอำนาจไว้ แต่คนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ทั้ง 7 คน เขารู้ไหม เขาย่อมรู้แน่นอนว่าเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ไหน อยู่ในบริบทอะไร ถามว่าเขาจะยอมตกเป็นเครื่องมือ ตามคนกลุ่มน้อยไหม เราก็คิดว่าไม่น่าเป็นแบบนั้น เราคิดว่าเขาต้องมีศักดิ์ศรี อยู่ดีๆ จะมาให้คนอื่นสั่งได้ยังไง

แต่จริงๆ อย่างที่รู้กัน มันก็มีความพยายามอยู่ แน่นอนว่าการเมืองมันต้องมีความพยายามกดดัน สร้างเงื่อนไข แต่ถ้าคนแข็งแรง แข็งแรงแปลว่าต้องมีประสบการณ์ มีความชัดเจน มีความรู้ มีองคาพยพที่จะช่วยให้เขายืนอยู่ได้ แต่นี่ไม่ใช่ ประสบการณ์เขาไม่พอ ความรู้ไม่พอ เมื่อมันมีจุดอ่อนแบบนี้ น้ำหนักของผู้มีอิทธิพลที่พยายามจะเข้ามากำหนดมันก็ย่อมมาก ก็อาจทำให้เกิดความรวนเรได้

ถ้าเขาแข็งแรง มีประสบการณ์ มีเวลาเรียนรู้ ก็คงไม่เป็นแบบนี้ พอจุดอ่อนเยอะ ก็เลยออกมาเป๋แบบนี้

 

ถ้า กกต. แข็งแรง แล้วผู้มีอำนาจเขาจะเลือกเข้ามาหรือ ก็อาจถูกเขี่ยทิ้งตั้งแต่สรรหาหรือเปล่า

อย่างเราเอง ก็รู้ว่าเขาไม่เลือกอยู่แล้ว แต่เราต้องการแสดงออกว่า มันมีตัวเลือกที่แข็งแรงพอนะ ความจริงเราอาจจะยอมแพ้ตั้งแต่รอบแรกก็ได้ ถ้าคิดว่าเขาไม่เลือกเรา แต่มันไม่ใช่ การต่อสู้ทางการเมืองมันต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ชัดแจ้ง ไม่เช่นนั้นคนจะสงสัยว่าทำไมไม่มีตัวเลือก นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่ยกแรก ยังไงก็มีคำถาม

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ชัดเจนว่าตัวเลือกที่ดีกว่ายังมี แต่เขาตั้งใจที่จะไม่เลือก เราเป็นคนอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้ง กกต. ความผูกพันกับ กกต. เรามีมากกว่าทุกๆ คน เพราะช่วยทำคลอดมากับมือ ดังนั้นถ้าเป็นเรา ยอมไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้ทำปู้ยี่ปู้ยำการเลือกตั้งแบบนี้

 

คนที่เฝ้ารอความชัดเจนของ กกต. จะผ่านความอีรุงตุงนังนี้ไปได้ยังไง

กกต. ต้องโปร่งใส ต้องฟังความเห็นของทุกฝ่าย ทำให้ทุกอย่างมันชัด ทำให้ทุกคนเข้าใจ แม้แต่เรื่องการจัดการใบเหลือง ใบแดง ทำไมไม่บอกไปเลยว่าได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมดกี่เรื่อง จัดแจงว่ามาจากเรื่องอะไรบ้าง จังหวัดไหนบ้าง พรรคไหนบ้าง แล้วกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาแบบไหน โอกาสที่จะมีการเลือกตั้งใหม่มีกี่เขต ก็ยังไม่มีให้เห็น เรื่องพวกนี้ไม่ได้มีอะไรยากเลย

 

คุณมองเห็นอะไร ถ้า กกต. จะดันทุรังไม่ฟังเสียงประชาชนต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

คนจะไม่เชื่อถือ กกต.  เรื่องนี้เราเป็นห่วงมาก กกต. ก่อตั้งมา 22 ปี กำลังจะถูกทำให้ไม่ได้รับการเชื่อถือ แล้วต่อไปเราจะเลือกตั้งได้ยังไง

 

ถ้าคนไม่ไว้ใจ กกต. อะไรจะเกิดขึ้น

คนก็จะมีปัญหากับระบอบประชาธิปไตย ถ้าคนไม่ไว้ใจการเลือกตั้ง ก็อาจทำให้คนรู้สึกว่าแต่งตั้งกันก็ได้ ซึ่งแบบนั้นมันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

 

ต่อไปถ้ามีคนบางคนอยากได้ใครเป็นผู้แทน ก็ลากปืนออกไปบังคับคนอื่นมาเลือกก็ได้ใช่ไหม

หวังว่าคงไปไม่ถึงขนาดนั้น สังคมเราถ้ามันมีทางเลือก คนเห็นต่างกันได้ แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันอย่างมีเหตุผล คุยกันบนโต๊ะ จะมีโอกาสแก้ไขปัญหามากกว่า หนึ่งไม่ดีเอาสอง ไม่ก็สาม เปิดโอกาสให้มีทางเลือกพิสูจน์กันไป เขาถึงใช้ระบบเลือกตั้งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งก็จะได้รับการแก้ไข

 

ถ้าสามารถให้ยา 1 เม็ดกับ กกต. เพื่อให้หายจากอาการพร่ามัวไม่ชัดเจน ให้กลับมาสร้างความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งได้ ควรเป็นยาเม็ดไหน

เราอยากให้เขากินยาสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล หลังจากนั้น กกต. ต้องไปทำการบ้าน องค์ความรู้ต่างๆ ก็จะตามมา

การสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ส่วนร่วมแค่ในวงกันเองนะ อย่างนั้นเขาเรียกว่าจัดตั้ง การมีส่วนร่วมมันทำให้ได้ความเห็นที่หลากหลาย ทำให้สติปัญญางอกงาม เกิดทางเลือกมากขึ้น และให้คำอธิบายกับสังคมได้

 

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - หัวหน้ากองบรรณาธิการ The101.world