fbpx

โดนกดขี่ ดูถูก ไม่เห็นคุณค่า: การลุกขึ้นสู้ของแรงงานเกาหลีใต้ช่วงปี 1970 -1987

“ใน 24 ชั่วโมงต่อวัน ฉันต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่ไม่ได้นอนอยู่ในโรงงาน และในเวลาที่เหลือ ทุกสิ่งที่ฉันต้องทำ เช่น การกิน การซักถุงเท้า และแม้แต่การนอน ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกลับสู่โรงงานอีกในวันรุ่งขึ้น” 

คิมคยองซุก (Kim Kyong sook) แรงงานชาวเกาหลีใต้ เขียนบรรยายถึงชีวิตประจำวันของพวกเธอที่ต้องอดทนทำงานหนักแทบทั้งวัน และไม่เหลือเวลาพอที่จะไปใช้ชีวิตอย่างอื่น เธอสรุปใจความชีวิตของเธอไว้เพียงสั้นๆ ว่า เธอกินและนอนเพื่อที่จะทำงานได้

ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่ต้องเจอกับเรื่องราวแบบนี้ ยังมีแรงงานเกาหลีใต้นับล้านคนที่โดนบังคับให้ทำงานหนักแทบทั้งวัน เพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิด แถมยังโดนดูถูกเหยียดหยามราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์

บทความชิ้นนี้พาย้อนอ่านเรื่องราวการลุกขึ้นต่อสู้ของแรงงานเกาหลีใต้ในช่วง ค.ศ. 1970 – 1987 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจต่างทำกำไรได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับกลุ่มบริษัทใหญ่อย่างกลุ่มเเชโบล (Chaebol) กลุ่มบริษัทที่ดำเนินการโดยครอบครัวตระกูลใหญ่ แต่ในทางตรงกันข้าม การเจริญเติบโตของประเทศนั้นต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ น้ำตา หรือแม้กระทั่งชีวิตของแรงงานผู้สร้างประเทศ

แรงงานที่ทำงานนานที่สุดในโลก

ในสมัยของนายพลปาร์ค ชุงฮี (Park Chung Hee) ประธานาธิบดีที่ยึดอำนาจจากการรัฐประหาร ดำรงตำแหน่งใน ค.ศ. 1961-1979  มุ่งเน้นการใช้ยุทธศาสตร์ EOI (Export-oriented industrialization) หรืออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้มูลค่าของสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นสูงจาก 87 ล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 1963 เป็น 835 ล้านเหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 1970 จากยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตของแรงงานในเกาหลีใต้

อุตสาหกรรมเริ่มเบ่งบาน ธุรกิจโรงงานเริ่มเติบโต แรงงานจึงย้ายเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติประจำชาติของเกาหลีใต้ พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของแรงงานในอุตสาหกรรมจาก ค.ศ. 1963 ที่มีเพียงแค่ 417,000 คน เป็น 3.1 ล้านคนใน ค.ศ. 1985 หรือเพิ่มขึ้นถึง 7.5 เท่า

เมื่อแรงงานมีจำนวนมาก และนายทุนต้องการพัฒนาธุรกิจเพื่อผลกำไรสูงสุด จึงทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่มีชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ที่ยาวนานที่สุดในโลกจากสถิติขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หากลองคิดคำนวณง่ายๆ ว่าเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของเราคือ 40 ชั่วโมง แต่สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตของเกาหลีใต้ใน ค.ศ. 1986 ต้องทำงานเฉลี่ยมากถึงสัปดาห์ละ 54.5 ชั่วโมง ถือเป็นประเทศที่แรงงานต้องทำงานยาวนานที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น

คำถามต่อมาที่หลายคนอาจสงสัย ทำไมแรงงานเกาหลีใต้ต้องยอมทำงานหนักขนาดนั้น

แรงงานที่ถูกสร้างเพื่อนายทุน

จากการศึกษาของฮาเก็น คู (Hagen Koo) ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่ศึกษาประวัติศาสตร์แรงงานเกาหลีใต้ พบว่าสาเหตุที่แรงงานเกาหลีใต้มีจิตสำนึกที่ยอมจำนนกับผู้มีอำนาจมาจาก 3 สถาบันหลักในสังคม

สถาบันแรกคือ สถาบันการศึกษา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ทุ่มเทงบประมาณด้านการศึกษามาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 ทำให้ชาวเกาหลีใต้มีมาตรฐานการศึกษาอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล และด้วยอิทธิพลจากระบบการศึกษาแบบตะวันตกที่เตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวสู่การเป็นแรงงาน ทั้งการปรับพฤติกรรมให้คุ้นเคยกับการทำงานที่มีผู้บังคับบัญชา การเข้าเรียนตามระบบเวลา และการประเมินผลด้วยตัวชี้วัด

สถาบันที่สองคือ สถาบันทหาร ตามกฎหมายได้ระบุให้ผู้ชายเกาหลีทุกคนต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร การรับใช้กองทัพทำให้แรงงานรู้จักกับระบอบอำนาจนิยมที่ต้องทำงานภายใต้คำสั่งของผู้บังคับบัญชา การจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล การลงโทษเมื่อทำผิดวินัย การเคารพผู้อาวุโส เหล่านี้คือการกล่อมเกลาให้แรงงานเกาหลีสยบยอมต่อผู้มีอำนาจ

สถาบันที่สามคือ สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่ผลิตซ้ำด้วยอุดมการณ์แบบชายเป็นใหญ่ที่กล่อมเกลาให้เคารพเชื่อฟังโดยไม่ต้องตั้งคำถาม โดยเฉพาะกับแรงงานหญิงที่ต้องเจอประเพณีและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่บังคับให้ต้องปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น แรงงานส่วนใหญ่มีฐานะยากจนที่ต้องทำงานเพื่อนำเงินรายได้ไปดูแลคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ที่ป่วย พี่น้องที่ต้องเรียนหนังสือ ฯลฯ ความรับผิดชอบต่อครอบครัวจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้แรงงานยอมอดทนทำงานหนัก

จากสาเหตุดังกล่าว ทำให้นายทุนของเกาหลีใต้แทบจะไม่ต้องลำบากในการคัดสรรแรงงานเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรม เพราะมีแรงงานจำนวนมากที่พร้อมทำงานหนักและยอมรับค่าแรงน้อยนิด ซึ่งแรงงานหลายคนนิยามการทำงานแบบนั้นไว้ว่า ‘นรกบนดิน’

แรงงานในระบบเผด็จการ

“ในตอนกลางคืนแม้แต่วัวควายยังได้นอนหลับ แต่พวกเราต้องทำงานตลอดทั้งคืน ดังที่ทุกคนรู้ เราทำงาน 10-12 ชั่วโมงในตอนกลางวัน และค่อนข้างบ่อยที่จะต้องทำต่อไปตลอดคืน… ฉันกลัวว่าฉันคงจะต้องตายไปในวันใดวันหนึ่งที่มีชีวิตเช่นนี้” 

ข้างต้นคือข้อความจากสมุดบันทึกของคิมคยองซุก แรงงานหญิงที่บรรยายถึงชีวิตการทำงานที่โหดร้ายในช่วงทศวรรษ 1970-1980

สาเหตุที่แรงงานเหล่านี้ต้องอดทนใช้ชีวิตแบบนี้ก็เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก เริ่มต้นจากการมีฐานะยากจนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในระดับสูง ทำให้พวกเขาต้องทำงานใช้กำลังซึ่งเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ เห็นได้ชัดจากสถิติรายได้ของแรงงานใน ค.ศ. 1983 ที่แรงงานในโรงงานได้รับค่าจ้างน้อยกว่าแรงงานในสำนักงานถึงร้อยละ 47 ความแตกต่างเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำทัศนคติในการดูถูกเหยียดหยามแรงงานในโรงงาน จนมีคำที่ถูกเรียกขานว่า ‘คงซูนี’ (สาวโรงงาน) และ ‘คงโดลี’ (หนุ่มโรงงาน) ซึ่งเป็นคำเรียกที่จัดสถานะให้แรงงานเป็นเหมือนคนรับใช้

เมื่อมีทัศนคติที่ดูถูกแรงงานเหล่านี้ จึงทำให้พวกเขาถูกปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติ พวกเขาถูกตะคอกและด่าอย่างหยาบคายเมื่อทำผิดพลาด รวมถึงถูกบังคับให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาพักผ่อน

“เราได้ทำงานล่วงเวลาในตอนกลางคืนมาหลายวันติดต่อกัน ใกล้เวลาสิ้นสุดของวันนี้แล้ว เราได้ยินหัวหน้าของเราพูดคำพูดซ้ำๆ  ฉันให้พวกคุณทำงานล่วงเวลากลางคืน เพื่อตัวคุณเองและบริษัท ดังนั้นแม้ว่าคุณมีอะไรจะบ่น แต่ก็โปรดทำงานให้หนัก คุณจะสามารถมีชีวิตที่ดีกว่าในตอนแก่ตัว โดยการทำงานให้หนักขึ้นเมื่อคุณยังเป็นหนุ่มสาว” 

เรื่องเล่าจากบันทึกของแรงงานนี้ สะท้อนให้เห็นทัศนคติของนายทุนที่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของแรงงาน แม้กระทั่งการขออนุญาตออกไปทำธุระส่วนตัวหลังเลิกงานก็ยังต้องเจอกับคำพูดของหัวหน้าที่บอกว่า “นี่คุณ คุณคิดว่ามีคุณเพียงคนเดียวหรือที่มีธุระส่วนตัว พวกเขา (คนงานอื่นๆ) ต้องทำอะไรด้วยกันทั้งนั้น คุณเห็นไหม?  ฉะนั้นกลับไปทำงานของคุณให้เสร็จ แล้วค่อยไปทำธุระส่วนตัวของคุณหรือนอนหลับก็ตามใจคุณ เข้าใจไหม?”

การทำงานในโรงงานในยุคสมัยนั้นจึงไม่ต่างจากการเป็นทหารในกองทัพ ด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดที่ได้รับอิทธิพลจากการปกครองแบบทหารที่มีลำดับชั้น จึงไม่ต่างจากการเป็นประชาชนในระบอบเผด็จการที่ห้ามแสดงความคิดเห็นอื่นใด นอกจากการทำตามคำสั่ง โดยคิว ฮัน เบ นักสังคมวิทยาชาวเกาหลีที่ศึกษาชีวิตแรงงานในเมืองอุลซาน ค.ศ. 1983 บรรยายภาพที่เห็นในโรงงานว่า “พวกเขาต้องเชื่อฟังกฎระเบียบของโรงงานอันเข้มงวด ตัวอย่างเช่น พวกเขาต้องตัดผมสั้น ตำแหน่งของพวกเขาเห็นได้จากรูปแบบของป้ายชื่อซึ่งติดอยู่บนกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย พวกเขามาถึงโรงงานก่อน 8 โมงเช้า ซึ่งมีเพลงมาร์ชเปิดผ่านลำโพงเสียงดัง ที่ประตูโรงงานยามผู้รักษาความปลอดภัยควบคุมทางเข้าและออกของคนงานและผู้มาติดต่อ แรงงานได้พัก 10 นาที หลังจากทำงาน 2 ชั่วโมง พวกเขาทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็นสัดส่วนสำหรับพนักงานที่มีตำแหน่งแตกต่างกัน”

เมื่อต้องเจอกับการกดขี่ ดูถูก เหยียดหยาม แถมยังต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนและใช้ชีวิต หนทางที่พวกเขาทำได้จึงมีอยู่สองทาง คือยอมอดทนทำงานต่อไป หรือเลือกลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเอง

แรงงานที่ลุกขึ้นสู้ : ฆ่าตัวตาย โดนกักขัง และเปลือยกาย 

แรงงานคนหนึ่งในโรงงานสิ่งทอ เจอหนังสือกฎหมายแรงงานจากร้านหนังสือมือสอง เขาอ่านมันอย่างตั้งใจและพบว่ากฎหมายแรงงานของเกาหลีใต้ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในเรื่องกฎระเบียบที่นายจ้างต้องดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงาน เขาศึกษากฎหมายแรงงานอย่างมุ่งมั่นและเริ่มต้นเขียนจดหมายไปถึงหน่วยงานของรัฐ โดยมีความหวังว่าหน่วยงานรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่มาจัดการให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่าทั้งหน่วยงานรัฐและนายจ้างไม่เคยสนใจกฎหมายหรือคุณภาพชีวิตของแรงงานเลยสักนิด

เมื่อรัฐและนายจ้างไม่ใยดี เขาพยายามประท้วงเรียกร้องให้นายจ้างเห็นความสำคัญของสิทธิแรงงาน แต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970 เขาตัดสินใจประท้วงด้วยการจุดไฟเผาตัวเองพร้อมกับถือหนังสือกฎหมายแรงงาน วิ่งไปตามท้องถนนและตะโกนว่า “เราไม่ใช่เครื่องจักร” “รักษากฎหมายแรงงานด้วย” ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในวัย 22 ปี แรงงานคนนั้นชื่อว่า ชอน แท-อิล (Jeon Tae-il)

หลังจากวันนั้น การสละชีวิตของชอน แท-อิล กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แรงงานคนอื่นลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองอย่างแพร่หลาย เพื่อนๆ ของเขาก่อตั้งสหภาพแรงงานในชื่อว่าสหภาพชุงจิงสิ่งทอ ซึ่งเป็นตัวแทนของแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอมากกว่าสองหมื่นคน  พวกเขาต่อสู้ เรียกร้อง ต่อรองกับนายทุนอย่างแข็งขัน จนกระทั่งผู้นำสหภาพถูกจับกุมและสหภาพต้องปิดตัวลงใน ค.ศ.1980 อย่างไรก็ตาม แม้จะพ่ายแพ้ แต่อุดมการณ์ของชอน แท-อิล ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของแรงงานเกาหลีใต้เรียบร้อยแล้ว

สถาบันที่ช่วยผลักดันให้แรงงานมีความรู้และความกล้าในการต่อสู้กับนายทุน คือองค์กรคริสต์ศาสนา 2 แห่ง คือ JOC (Jeunesse ouvrière chrétienne) และ UIM (Urban industrial mission) โดยให้การศึกษาด้านกฎหมายกับแรงงานและสนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้เข้มแข็ง จนเป็นเหมือนที่พักพิงแห่งเดียวของแรงงาน “ขณะที่ไม่มีใครในสังคมมองพวกเราในฐานะมนุษย์  พวกเขาแสดงให้เราเห็นถึงความห่วงใยอย่างแท้จริง และปฏิบัติกับพวกเราในฐานะมนุษย์ที่ควรเคารพ นั่นมีความหมายมากสำหรับพวกเรา” คิม จี ซุน (Kim Jee soon) ผู้นำสหภาพแรงงานหญิงกล่าวถึงความสำคัญขององค์กรคริสต์ศาสนาที่ช่วยผลักดันให้พวกเธอต่อสู้

เมื่อได้รับการสนับสนุนและแรงงานต่างตื่นตัวกับการเรียกร้องสิทธิกลับคืนมา นายทุนจึงเจอการประท้วงต่อต้านมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เช่น การประท้วงครั้งใหญ่ของพนักงานโรงงานทอผ้า ดงอิล เท็กซ์ไทล์ (Dong IL Textile) 

เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1976 สหภาพแรงงานโดนกดดันจากกลุ่มนายจ้างด้วยการส่งคนเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งผู้นำสหภาพ และกักขังแรงงานหญิงไว้ในหอพักเพื่อไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อแรงงานหญิงทนไม่ไหวจึงพังประตูและกระโดดออกจากหน้าต่าง เพื่อออกมานั่งหยุดงานประท้วงกว่า 800 คน สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยคนถูกส่งเข้ามาควบคุมเหตุการณ์ กลุ่มแรงงานหญิงตัดสินใจถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าจับกุม พวกเธอเปลือยกายสวมกอด พร้อมกับร้องเพลงของสหภาพด้วยความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับตำรวจนับร้อยคน

พวกเธอคิดว่าตำรวจจะไม่กล้าเข้ามาควบคุมตัว แต่พวกเธอคิดผิด ตำรวจเข้าบุกจับกุมและตีพวกเธอด้วยท่อนไม้ ฉุดกระชากลากหญิงสาวในร่างเปลือยนับร้อยคนไปตามพื้นถนน ก่อนจะนำร่างขึ้นรถตำรวจเพื่อนำตัวไปที่สถานี พวกเธอพ่ายแพ้ เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจที่ถูกย่ำยี

แต่พวกเธอก็สู้ต่อ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977 ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรศาสนาคริสต์ กลุ่มแรงงานจากดงอิลจัดงานแถลงข่าวและเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานที่โบสถ์มุนดง เมืองโซล เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่ามีแรงงานถูกกดขี่ โดยมีคำแถลงการณ์ส่วนหนึ่งว่า “แม้ว่าพวกเรายากจนและไร้การศึกษา เราก็ได้เรียนรู้เรื่องความยุติธรรมและประชาธิปไตยผ่านสหภาพแรงงานของเรา พวกเราผิดหรือที่เข้าร่วมต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต เพื่อที่จะให้สำนึกของการมีชีวิตนั้นคงอยู่ และไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ความอยุติธรรม” แล้วความพยายามของพวกเธอก็สำเร็จ ตำรวจปล่อยตัวผู้นำสหภาพและกระทรวงแรงงานสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ที่โปร่งใสและให้พนักงานทุกคนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้

เรื่องราวของชอน แท-อิล และพนักงานดงอิล เท็กซ์ไทล์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้แรงงาน เกาหลีใต้กว่าล้านคนต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับ และผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในปี 1987

แรงงานที่ลุกฮือครั้งใหญ่ในปี 1987

จากการต่อสู้ของแรงงานที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 ได้สร้างแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับนายทุนมาอย่างต่อเนื่อง และมาปะทุถึงขีดสุดใน ค.ศ. 1987 โดยมีปัจจัยสำคัญคือการประกาศของโร แทวู (Roh Tae-woo) ผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีชุน ดูฮวาน ผู้นำเผด็จการขณะนั้น ในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1987 ว่ารัฐบาลจะเปิดรับข้อเรียกร้องจากฝ่ายค้านและประชาชนที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยหลังจากที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการมาหลายสิบปี

การประกาศในครั้งนั้นสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้าง และกระตุ้นให้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้ครั้งใหญ่ทั่วประเทศ โดยจากสถิติของกระทรวงแรงงานพบว่าใน ค.ศ. 1987 มีคดีความที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างแรงงานกับนายจ้างสูงถึง 3,749 คดี มากกว่าปีก่อนที่มีคดีเพียงแค่ 276 คดี โดยคดีความขัดแย้งนั้นก็นำมาสู่การประท้วงหยุดงาน การเดินขบวนเรียกร้อง ฯลฯ รวมทั้งจำนวนสหภาพแรงงานได้ถูกก่อตั้งเพิ่มขึ้นจนมีจำนวน 4,086 แห่ง มากกว่าปีก่อนที่มีจำนวน 2,658 แห่ง

แต่หลังจาก ค.ศ. 1987 การต่อสู้ของแรงงานก็แผ่วลงและมาถึงจุดอิ่มตัว โดยมีปัจจัยหลายอย่างทั้งการปรับตัวของนายทุนที่เน้นการเจรจาต่อรองกับแรงงานมากกว่าการใช้กำลังบังคับเหมือนในทศวรรษ 1970 และเริ่มคำนึงถึงความสำคัญในการให้สิทธิสวัสดิการกับแรงงานเพิ่มขึ้น ปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยแบ่งแยกให้แรงงานประจำกับแรงงานชั่วคราวได้รับสิทธิสวัสดิการแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้แรงงานขาดจิตสำนึกร่วมกันในการต่อสู้ ต่างคนต่างอยู่เพื่อเอาตัวรอด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้จำนวนการหยุดงานประท้วงของแรงงานที่มีมากถึง 1,616 ครั้งใน ค.ศ. 1989 ลดลงเหลือเพียง 144 ครั้งใน ค.ศ. 1993 และเหลือเพียงแค่ 78 ครั้งใน ค.ศ. 1997

ในปัจจุบันที่แรงงานเกาหลีใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ย่อมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งมาจากการต่อสู้ของแรงงานในทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เกาหลีใต้เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ของแรงงานในอดีตนั้นได้สร้างแรงบันดาลใจให้แรงงานยุคหลังมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เช่นกัน พร้อมทั้งแสดงให้สังคมได้รับรู้ถึงความสำคัญและมองเห็นคุณค่าของเหล่าแรงงานผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาประเทศ

——————————-

อ้างอิง

หนังสือ แรงงานเกาหลี วัฒนธรรมและการเมืองว่าด้วยการก่อตัวทางชนชั้น เขียนโดย ฮาเก็น คู แปลโดย ธัญลักษณ์ เหลืองวิสุทธิ์ สำนักพิมพ์วิภาษา พิมพ์ พ.ศ. 2552

https://prachatai.com/journal/2020/11/9042

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save