คำ ผกา เรื่องและภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ช่วงรอยต่อจากเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนเป็นช่วงเวลาที่ฉันไม่คิดว่าจะต้องเจอกับภาวะที่ทั้งเหนื่อย เครียด และท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และนี่คงเป็นความหนักอึ้งของคนวัยสี่สิบปลายที่เข้าใกล้ห้าสิบกระมัง ไหนจะภาระเรื่องงาน ไหนจะภาระเรื่องครอบครัว หลายคนคงพบว่าในวัยต้นห้าสิบ สิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าคือสุขภาพของพ่อแม่ที่ถดถอย ไม่เฉพาะทางกาย แต่ยังเป็นทางใจ แม่ที่เคยสุขุมเยือกเย็นอาจเปลี่ยนเป็นอารมณ์ร้ายและฉุนเฉียวอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนกลายเป็นคนแก่ขี้น้อยใจ หนักกว่านั้นหลายคนอาจต้องพบกับภาวะที่พ่อแม่เริ่มมีปัญหาทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า ไบโพลาร์ หรือแม้กระทั่งความจำเสื่อม

ฉันก็พบกับภาวะอะไรที่ใกล้เคียงกัน อยู่มาวันหนึ่งก็ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองเป็นหญิงวัยกลางคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ระหว่างคุณย่าที่อารมณ์ร้อน ใจร้อน อีกทั้งเห็นว่าการทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” นั้นเป็นเรื่องง่ายที่สุดในโลก และอีกด้านหนึ่งเป็นวัยรุ่นสมาธิสั้นวัย 15 ย่าง 16 ผู้ที่คิดว่าการทำในสิ่งที่คนทั้งโลกเห็นว่า “ถูกต้อง” เป็นเรื่องยากที่สุด

การมีชีวิตอยู่ระหว่างคนสองขั้วนี้ก็ว่ายากแล้ว แต่ฉันยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ระหว่างคนสองขั้วนี้ในระยะทางไกล นั่นแปลว่าในทุกๆ ปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ต้องบริหารจัดการจากที่ไกล นั่นหมายถึงการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ครั้งแล้วครั้งเล่า จากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง จากความขัดแย้งหนึ่งไปสู่อีกความขัดแย้งหนึ่ง ผ่านผู้คนหลายคนทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ครู โค้ช ผู้ปกครอง ญาติ ฯลฯ ไม่นับการฝ่าผ่านพายุอารมณ์ที่มีทั้งโกรธ เกลียด เศร้า เสียใจ น้อยใจ สะเทือนใจ ปะปนระคนกันไปอย่างหลากหลายในแต่ละวันแต่ละคืน

หลายครั้งหลายกรณีก็ต้องเดินทางไปบริหารจัดการกิจธุระต่างๆ เหล่านั้นด้วยตัวเอง ความเหนื่อยและความเครียดที่เกิดขึ้นในหลายๆ จังหวะให้ความรู้สึกเหมือนถูกรถสิบล้อชนแล้วบดๆ อัดๆ กระแทกๆ ทั้งร่างและสมองแน่นจนอาจระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ได้

แต่ก็นั่นแหละ ความแน่น เหนื่อย เครียด อาจจะไม่ทำให้ฉันเหมือนคนอกจะแตกในบางขณะ ถ้าฉันจะไม่ใช่มนุษย์พันธุ์ที่คิดว่าใดๆ ในโลกล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ ถ้าเราทำงานกับมันหนักพอ ถ้าเราพยายามมากพอ ถ้าเราไม่ดูดาย ถ้าเราทุ่มเท ฉันเป็นมนุษย์จำพวกที่เมื่อเผชิญกับปัญหาแล้วคิดว่า สิ่งเดียวที่ต้องทำคือนำปัญหานั้นมาขบให้แตก แล้วลงมือแก้ปัญหา แก้ให้ได้ แก้ให้สำเร็จ ชีวิตต้องเดินไปที่ผลลัพธ์ ลงมือทำแล้วต้องเห็นผล ฉันทำอะไรมาเยอะขนาดนี้ ปัญหามันต้องลดลงสิ ไม่ใช่เพิ่มขึ้น

แต่ใครๆ ก็รู้ว่าใดๆ ในโลกล้วนมีมิติที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดจากตัวเราเองล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งภาวะเหนือความคาดหมาย ไอ้ที่คิดว่าจะผ่อนหนักเป็นเบา หลายครั้งก็จบลงด้วยการผ่อนหนักเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม

เอาน่ะ คนเราชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน บางวันก็กระซิบบอกตัวเองว่า มาเถอะ ปัญหาจะมาเท่าไหร่ก็มา ดูซิว่าจะหนักกว่านี้ได้อีกเท่าไหร่ พร้อมทั้งเชื่อเสมอว่า วันที่ปลอดโปร่งก็เดินทางมาหาเราจนได้

ตัดใจเดินออกมาจากภาวะขบเคี้ยวความเครียด ภาวะเฝ้าหมกมุ่นครุ่นคิด ว่าที่สุดแล้วเรื่องราวทั้งหลายจะจบลงอย่างไร แม่จะอารมณ์ดีขึ้นไหม หลานจะทนทานบอบช้ำจากภาวะหัวใจสลายบ่อยๆ ได้ไหม

พักมันไว้ก่อน วางมันไว้ก่อน แล้วเดินกลับเข้าไปในครัว ครัวที่ฉันควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่อเดินออกมาจากภาวะหมกมุ่นนั้นแล้ว ฉันก็เพิ่งตระหนักว่านี่คือต้นฤดูหนาว และฉันไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องพลาดจากแสงแดดอันสวยงามของฤดูนี้ แดดสีเหลืองลออยามบ่ายวันเสาร์ส่งความรู้สึกอบอุ่นตัดกับสายลมหนาวที่เย็นจนเกือบจะยะเยือก ฉันชงกาแฟแล้วอนุญาตให้ตัวเองเอิบอาบอยู่ในความสงบและความสุขที่มาพร้อมกับความเงียบงันจากการได้อยู่ลำพัง มีแค่ตัวฉัน กาแฟ แสงแดดของฤดูหนาว และสายลมอันเยียบเย็น

เหมือนมีพลังงานบางอย่าง ความวิตกกังวลใดๆ ก็ยังอยู่ตรงนั้น แต่ตัวฉันเองที่รู้สึกว่าเรี่ยวแรงค่อยๆ กลับมา แขนขาที่รู้สึกฟีบๆ เหี่ยวๆ ค่อยฟื้นคืนสู่ความเปล่งปลั่ง แล้วฉันก็ยิ้ม ฉันยังอยู่ ฉันที่เป็นตัวฉันยังอยู่ ฉันที่เป็นคนแสนตะกละในความรื่นรมย์ของชีวิตยังอยู่ ฉันยังอุ่นและหนาวในแดดและลมของฤดูกาลอันแสนงามนี้

เขย่งเท้าขึ้นไปหยิบโถแป้งลงมา น้ำตาล เกลือ และยีสต์ — ฉันจะทำในสิ่งฉันควบคุมมันได้อีกครั้ง — ฉันจะทำขนมปัง

 

 

แป้ง 500 กรัม ครั้งนี้ฉันใช้แป้งสาลีขาว 400 กรัม และใช้แป้งโฮลวีต 100 กรัม

ยีสต์ 5 กรัม

น้ำตาล 47 กรัม

เกลือ 7 กรัม

น้ำ 10 ออนซ์

เนย 25 กรัม

ขนมปังนั้นต้องการความแม่นยำและเที่ยงตรงของสัดส่วนแป้ง น้ำตาล ยีสต์ ไขมันและน้ำ ดังนั้นเพื่อผลลัพธ์ที่ไม่ผิดพลาด พึงชั่งตวงวัดอย่างเคร่งครัด เสน่ห์ของการทำขนมปังอยู่ตรงนี้ ควบคุมได้ทุกปัจจัยแล้ว ผลลัพธ์จะไม่พลิกความคาดหมาย — ช่างตรงกันข้ามกับชีวิตอันเส็งเคร็งของเราเหลือเกิน

ชั่งแป้ง โรย instant ยีสต์ลงไป ละลายน้ำตาล เกลือ ลงไปในน้ำอุ่น (อุ่นเกือบเป็นอุณหภูมิห้อง)

คนให้น้ำตาล เกลือ ละลาย เทน้ำลงไปผสมกับแป้ง คนให้เข้ากัน แล้วพักแป้งไว้ 10 นาที คิดเอาว่าให้ส่วนผสมต่างๆ ได้ทำความรู้จักกันเสียหน่อย

จากนั้นเติมเนยแล้วลงมือนวด เวลาที่ใช้ในการนวดคือประมาณ 15 นาที แต่ถ้าใครมีเครื่องนวด จงใช้เครื่องนวด มันง่ายและเหนื่อยน้อยกว่ากันเยอะมาก ที่สำคัญประสิทธิผลของเครื่องนวดนั้นดีกว่าการนวดมืออย่างเทียบกันไม่ได้ นวดแป้งจนได้ที่แล้วพักแป้งไว้ประมาณ 90 นาที คลุมไว้ด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด

 

 

แดดยังอ่อนลออ ลมหนาวยังคงอ้อยอิ่งที่อยู่บนกิ่งไม้ใบหญ้า มองผ่านหน้าต่างห้องครัวเป็นม่านเครือของเสาวรส เลื้อยพันกับเถาองุ่น รางจืด อัญชัญ ฉันปลูกไม้เลื้อยหลายอย่างปะปนกันไป หวังให้เป็นดั่งม่านกรองแสง ช่วยห่อหุ้มตัวบ้านไว้ให้ร่มเย็นอยู่ตลอดเวลา ในยามที่จิตใจเริ่มปลอดโปร่งเช่นนี้ เราก็จะเห็นความสุขกระพริบอยู่ตรงนี้ตรงนั้น ณ ช่องที่แสงแดดลอดผ่านใบไม้ลงมา

90 นาทีที่รอให้แป้งขนมปังทำงาน ฉันก็ลงมือจัดห้องครัวให้อยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง ชงกาแฟอีกรอบ และลงมือเขียนบทความชิ้นนี้

ชั่วโมงครึ่งผ่านไป แป้งขึ้นมาเป็นสองเท่า ชกไล่ลมแล้วทิ้งแป้งไว้อีก 10 นาที ระหว่างนี้ทาเนยที่พิมพ์ขนมปังรอไว้ จากนั้นตัดแบ่งแป้งออกเป็น 2 ก้อน แล้วใช้ไม้คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบาง ก่อนจะม้วนให้เป็นรูปทรงกระบอก แล้วนำไปวางในพิมพ์ที่เตรียมไว้

พักแป้งอีก 60 ถึง 90 นาที แต่อากาศเย็นขนาดนี้ คงต้องรอถึง 90 นาทีนั่นแหละ

เป็น 90 นาทีที่สามารถไปฝึกโยคะ ไปเดินเล่น ไปปั่นจักรยาน ไปวิ่งออกกำลังกาย ไปตลาด ไปทำอาหารเย็น หรือแม้กระทั่งรินไวน์มาสักแก้ว แล้วฝังตัวเองลงบนโซฟานิ่มๆ กับหนังสือสักเล่ม ก่อนจะผล็อยหลับไปกับมัน

เราน่าจะเปิดเพลงแจ๊ส ใช่ ฉันควรฟังเพลง

แป้งขนมปังขึ้นเป็นสองเท่าแล้ว เราเริ่มอุ่นเตาอบ ก่อนจะส่งขนมปังสวยๆ ของถาดนั้นเข้าไปในเตา

 

 

จิบไวน์ ฟังเพลงคลอไป ลืมใครต่อใครที่ทำให้เราหนักใจไปชั่วคราวบ้างก็ได้ กลิ่นหอมขนมปังจากเตาค่อยๆ ยึดครองครัวไว้ทั้งครัว ฉับพลันฉันก็รู้สึกเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของใครสักคนที่เคยฝันถึง

ขนมปังใหม่จากเตาอยู่ตรงนั้น หอมมากที่สุดเท่าที่ฉันจะยืนยันได้ผ่านตัวหนังสือ ความทุกข์ไม่ได้หายไปไหน ทว่ากลิ่นและที่ทางแห่งความสุขก็ยืนยันตัวตนของมันอยู่ตรงหน้าเราด้วยเช่นกัน

ขนมปังอุ่นๆ หอมๆ นั้นได้เลาะเลียบผ่านเข้าไปอุ่นอยู่ในใจ พรุ่งนี้เช้าเราจะได้กินขนมปังสดใหม่ในแดดหนาว

 

Author

Kam Phaka

คำ ผกา - คอลัมนิสต์ผู้เคยฝากผลงานไว้นิตยสารหลายฉบับทั้งดิฉัน อิมเมจ GM ปัจจุบันยังเขียนคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ The Standard รวมทั้ง The 101.world นอกจากประเด็นทางสังคม การเมือง ประวัติศาตร์เรื่องเพศแล้ว เรื่อง "อาหารกาลกิน" เป็นอีกหนึ่งในความลุ่มหลงของเธอ