fbpx

จับชีพจรกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางการใช้อำนาจเกินขอบเขต: กรณีศึกษาอดีตผกก.โจ้

ภาพคลิปวิดีโอการสอบสวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนถึงแก่ชีวิตในคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรืออดีตผกก.โจ้ สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของพนักงานตำรวจ และการทำงานในกระบวนการยุติธรรมอย่างปฏิเสธไม่ได้

เสียงสะท้อนของสังคมที่ตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่อันเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่เป็นโจทย์สำคัญที่หลายภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันหาทางออก ภายใต้โจทย์ดังกล่าว สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในฐานะหน่วยงานที่ทำงานด้านวิชาการเพื่อการปฏิรูปและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงจัดทำแบบสอบถามออนไลน์เพื่อสำรวจความคิดเห็นและความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วไปต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญา: การใช้อำนาจของตำรวจเพื่อค้นหาความจริงคดีอดีตผู้กำกับโจ้  และจัดงานเสวนาออนไลน์ TIJ Forum “ZOOM OUT อำนาจตำรวจ ส่องวิธีการ “เค้น” หาความจริง” เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันชัย รุจนวงศ์ กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อร่วมกันสำรวจปัญหาและหาทางออกและปรับปรุงระบบกระบวนการยุติธรรมไทย


เมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม


ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มต้นงานเสวนาด้วยการเปิดผลสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับความคิดเห็นและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญา: การใช้อำนาจของตำรวจเพื่อค้นหาความจริงคดีอดีตผู้กำกับโจ้ ซึ่งสำรวจในช่วงวันที่  2-5 กันยายนที่ผ่านมา

จากผลการสำรวจพบว่า ในจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 5,291 คน กว่าร้อยละ 86 ไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงเพื่อรีดความจริง นอกจากนี้ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมลดลงจากเดิม กล่าวคือจากค่าคะแนนเต็ม 5 ได้ลดลงจากความเชื่อมั่น 2.01 คะแนนเหลือเพียง 1.29 คะแนนเมื่อทราบรายละเอียดคดี และลดลงเหลือเพียง 1.20 เมื่ออดีต ผกก.โจ้เข้ามอบตัว พร้อมแถลงรายละเอียดของเหตุการณ์ 

เสียงสะท้อนของผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 94 ยังให้ความเห็นว่าปัญหาการใช้ความรุนแรงดังกล่าวต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการสอบสวนคดีอาญาให้ดีขึ้นในทุกมิติ เรียงลำดับความสำคัญ 3 เรื่องแรก ได้แก่ 1. ควรปรับปรุงกลไกการตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจด้านการค้นหาความจริงในชั้นสอบสวน 2. ควรส่งเสริมให้บทบาทของพนักงานสอบสวนเป็นวิชาชีพเฉพาะและเป็นอิสระจากสายบังคับบัญชาปกติ 3. ควรสร้างกระบวนการที่ให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมในการกำกับดูแลงานตำรวจ


บทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม


“ในช่วงต้นเราอาจจะขยับมามองออกจากกรณีที่เกิดขึ้นเพื่อสะท้อนว่ามันมีปัญหาอะไรบ้างในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพบว่าประเด็นความท้าทายในกระบวนการยุติธรรมเกิดจากปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้าง ในเชิงระบบกฎหมาย วัฒนธรรม รวมทั้งทัศนคติของบุคคล” ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกริ่นในช่วงต้นของการเสวนาพร้อมปูพื้นฐานต่อยอดจากผลสำรวจความคิดเห็นของ TIJ ว่า แม้จะมีการกล่าวรวมถึงการสืบสวนสอบสวนในภาพรวม แต่บทบาทของตำรวจในกฎหมายไทยมีการแบ่งแยกระหว่างการ ‘สืบสวน’ และ ‘สอบสวน’ ออกจากกัน ในขณะเดียวกันก็มีความเกี่ยวข้องกัน

กล่าวคือเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่แสวงหาพยานหลักฐาน ขณะที่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวม ประมวลผลค้นหาความจริงจากพยานหลักฐาน ซึ่งพนักงานสอบสวนอาจจะแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตัวเอง หรืออาจได้มาจากตำรวจที่ไปดำเนินการแสวงหาหลักฐานเข้ามา ก่อนที่จะทำสำนวนคดีและส่งต่อไปยังพนักงานอัยการ สำหรับกรณีคดีผกก.โจ้ที่เกิดขึ้น เป็นการคาบเกี่ยวระหว่างชั้นของการสอบสวน สะท้อนให้เห็นทัศนคติของเจ้าหน้าที่ในการแสวงหาพยานหลักฐานที่ยังให้ความสำคัญกับการเค้นหาความจริงจากพยานบุคคล เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้หลักฐานมาดำเนินคดี โดยมองว่าเป็นการปกป้องเยาวชนและปราบปรามยาเสพติด

ปารีณาให้ความเห็นว่าประเทศไทยมีแนวความคิดที่มุ่งป้องกันปราบปรามรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม (crime control) ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน รักษาความสงบบนพื้นฐานว่าประชาชนเชื่อใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะทำงานโดยปราศจากแรงจูงใจที่จะทำร้ายประชาชน และเมื่อมีข้อผิดพลาดก็ถือว่าเป็นความผิดส่วนบุคคล (human error) ดำเนินการจัดการแยกเป็นกรณีไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกแนวความคิดที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นมนุษย์ อาจเกิดข้อผิดพลาดจากอคติ ความประมาทได้ จึงต้องมีกระบวนการชอบด้วยกฎหมาย (due process) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเพิ่มสิทธิของตัวผู้ต้องหาและประชาชนผ่านการบัญญัติกฎหมาย เช่น สิทธิในการมีทนาย สิทธิในการที่จะไม่ให้การอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตัวเอง สิทธิในการได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล เป็นต้น เพื่อยกระดับอำนาจต่อรองของผู้ต้องหาและจำกัดอำนาจหน้าที่ของรัฐบางส่วน

นอกจากนี้ ปัญหาของการแยกบทบาทของการสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานอันเป็นหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวน กับการพิจารณาสำนวนคดี ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานอัยการอย่างเด็ดขาด ก็เป็นช่องโหว่สำคัญที่อาจกระทบต่อสิทธิของประชาชน กล่าวคือ บทบาทของอัยการส่วนใหญ่ได้รับพยานหลักฐานและสำนวนคดีจากตำรวจและพนักงานสอบสวน ดังนั้น กรอบดุลยพินิจของพนักงานอัยการก็จะถูกตีกรอบอยู่ในพยานหลักฐานที่ถูกรวบรวมไว้ในสำนวน ทำให้อาจเกิดกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานมาเพียงพอ ทำให้พนักงานอัยการไม่สามารถสั่งฟ้องคดี แม้ในทางกฎหมายจะให้อำนาจอัยการในการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นอาจทำให้ระหว่างการดำเนินการพยานหลักฐานเสียหายก่อนนำมาพิจารณาคดี หรือเกิดกรณีการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการมิชอบในชั้นสืบสวนสอบสวน เป็นต้น


ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน


ปารีณาคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับทั้งกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้กฎหมายมีความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้จริง โดยข้อเสนอแรก คือให้มีการปรับกระบวนการในการออกกฎหมายโดยใช้มุมมองใหม่ ซึ่งคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่รัฐเป็นศูนย์กลาง คานอำนาจระหว่างการให้อำนาจรัฐในการคุ้มครองความปลอดภัยและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ออกแบบกระบวนการยุติธรรมให้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปพร้อมๆ กับการปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัย

ข้อเสนอที่สอง คือการเพิ่มทางเลือกในการแสวงหาพยานหลักฐาน นอกเหนือจากการเค้นหาความจริงพยานบุคคล ไม่ว่าจะด้วยวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ การใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในการเก็บหลักฐาน รวมไปถึงการใช้เทคนิคในการสอบสวนแบบที่เรียกว่าเป็นการค้นหาความจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานในการแสวงหาพยานหลักฐานจะต้องได้รับการอบรมความรู้ใหม่ๆ พัฒนาทักษะที่จำเป็น ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือในการแสวงหาพยานหลักฐาน รวมถึงปลูกฝังทัศนคติและวัฒนธรรมเกี่ยวกับการเคารพสิทธิมนุษยชน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

ข้อเสนอที่สาม ปรับระยะเวลาในการควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อลดโอกาสการละเมิดสิทธิ เสนอให้มีการพิจารณาเรื่องระยะเวลาการควบคุมผู้ต้องหาบางกรณี เช่น กรณีผู้ต้องหายาเสพติดที่ให้อำนาจในการควบคุมตัว โดยยังไม่ต้องไปที่ทำการของพนักงานสอบสวน 3 วัน เสนอว่าอาจจะต้องมีการแยกประเภทคดียาเสพติดรายย่อย และยาเสพติดรายใหญ่ที่ต้องการขยายผลให้มีระยะเวลาควบคุมตัวต่างกัน เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการปฏิบัตินอกกรอบที่กฎหมายอนุญาต

ข้อเสนอที่สี่ ปรับตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานและปรับรางวัลสินบนนำจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่เป็นจำนวนคดี คือดาบสองคม ด้านหนึ่งกระตุ้นให้ทำงาน แต่อีกด้านกลับสร้างแรงจูงใจให้สร้างคดีขึ้นมาเพื่อบรรลุเป้าที่ถูกตั้งไว้ นอกจากนี้ เรายังต้องทบทวนมาตรการสร้างแรงจูงใจเจ้าพนักงานผ่านรางวัลนำจับในคดียาเสพติด โดยสินบนนำจับมีการให้ตามมูลค่าของกลาง เพราะที่ผ่านมาเปิดโอกาสให้เกิดการยัดคดี เพื่อแสวงหาประโยชน์ตามกฎหมาย

ข้อเสนอที่ห้า สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อคนทำงานโดยปราศจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์ หาแนวทางขจัดการแทรกแซงจากภายนอกและการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม เพื่อคงไว้ซึ่งความศรัทธา ขณะเดียวกัน ต้องสร้างระบบที่ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการ ทั้งในด้านความปลอดภัยและความมั่นคงในหน้าที่การทำงาน

ข้อเสนอที่หก เพิ่มการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใส กระบวนการยุติธรรมควรมีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยเสนอให้พนักงานอัยการเข้ามามีส่วนรับรู้ในเรื่องการทำสำนวนสืบสวนตั้งแต่ต้น สามารถเข้ามาพิจารณาองค์ประกอบของความผิดต่างๆ และตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของพยานหลักฐานก่อนการยื่นฟ้องคดีต่อศาล รวมถึงในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้องกับการกระบวนการยุติธรรมทำผิดกฎหมาย ก็จำเป็นต้องถูกดำเนินคดีได้อย่างตรงไปตรงมา ส่วนคดีอาญาที่ไม่ได้มีหน่วยงานรับผิดชอบมาตรวจสอบโดยเฉพาะอาจจะให้หน่วยงานอื่นเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ

ยิ่งไปกว่านั้น ปารีณามองว่าการตรวจสอบโดยภาคประชาชนยังเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญ เป็นการเพิ่มความโปร่งใส โดยหยิบยกกรณีศึกษาในหลายประเทศที่บังคับว่าให้มีการบันทึกเทประหว่างการสอบสวน เพื่อสะท้อนความชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินการ

“ดิฉันยึดถือเสมอว่ากฎหมายควรจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคม แต่ที่ผ่านมากฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐที่อยู่เหนือประชาชน กฎหมายจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคมได้ต้องทำให้กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐในการแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อประชาชน” ปารีณากล่าว


ปรับทิศทางนโยบายและกฎหมายยาเสพติดให้ชัดเจนและตรงจุด


“ผมมองว่าคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ในกระบวนการยุติธรรมระบบใหญ่ที่มันบิดเบี้ยว คดีนี้ไม่ใช่เรื่องแรก ไม่ใช่เรื่องเดียว แต่มีกระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำและเป็นมานานแล้ว” วันชัย รุจนวงศ์ กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เอ่ยพร้อมพาลงลึกไปสำรวจในประเด็นยาเสพติด อันเป็นต้นตอสำคัญของคดีอดีตผกก. โจ้ โดยฉายภาพใหญ่ให้เห็นการดำเนินงานเชิงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในช่วงระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาว่าประเทศไทยมีข้อผิดพลาดในการดำเนินนโยบายและส่งผลต่อการปราบปรามยาเสพติด

ที่ผ่านมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่สอบสวนและปราบปรามยาเสพติด โดยการผลักดันของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เนื่องจากขณะนั้นประเทศไทยเป็นทางผ่านของเฮโรอีนก่อนเข้าสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวจก็มีการตั้งกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติดขึ้นมาทำงานเพื่อป้องกันการผูกขาดเพียงองค์กรเดียว พร้อมๆ กับการรณรงค์ทางสังคมถึงโทษของการติดยาเสพติดที่ร้ายแรง ทำให้คนในสังคมถูกครอบงำด้วยทัศนคติว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นผู้ร้ายร้ายแรง

วันชัยให้ความเห็นว่านโยบายและกฎหมายที่ผิดพลาดมีสองประการสำคัญ ประการที่หนึ่ง การไม่ได้แยกประเภทของยาเสพติด ซึ่งแต่ละประเภทมีระดับความอันตรายที่แตกต่างกัน และประการที่สอง การไม่ได้แยกผู้ค้ารายใหญ่และรายเล็ก กฎหมายในสมัยแรกเน้นการจับทั้งหมดทั้งผู้เสพและผู้ขายตามแบบสหรัฐอเมริกา โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงว่าผู้เสพอาจจะติดยาเสพติดเนื่องจากปัญหาทางสังคม ข้อบกพร่องของกฎหมายยาเสพติดและนโยบายดังกล่าวทำให้มาตรการในการจับหรือปราบปรามยาเสพติดมีความรุนแรง พร้อมกับการให้อำนาจหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมากมาย เช่น จับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตรวจปัสสาวะโดยที่ไม่ต้องมีหมาย เข้าไปตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมาย สามารถควบคุมผู้ต้องสงสัยไว้ได้ 3 วันก่อนไปเริ่ม 48 ชั่วโมงเพื่อใช้อำนาจในการขยายผล อำนาจเหล่านี้มีเป้าหมายในการปราบปราบผู้ค้ารายใหญ่ แต่ในนโยบายและกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดจึงกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต และหลายครั้งมีการใช้ประโยชน์จากการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 วัน ต่อรองผลตอบแทน เพื่อจบคดีโดยที่ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน

“กฎหมายอาญายาเสพติดเป็นกฎหมายที่ถูกละเมิด (abuse) มากที่สุด เพราะมันละเมิดได้ง่ายที่สุด ผู้ที่ถูกจับในคดียาเสพติดไปพูดอะไรก็ไม่มีคนเชื่อ มองว่าเป็นพวกขี้ยา ไม่น่าเชื่อถือ” วันชัยให้ความเห็น

สำหรับคดียาเสพติดเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญ จากในสถิติของกรมราชทัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564 รายงานว่ามีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ 240,807 คนในจำนวนนี้เป็นนักโทษยาเสพติด 199,257 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 82.75%

วันชัยชี้ให้เห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ต้องขังคดียาเสพติด และผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ค้ารายย่อย ทั้งยังให้ความเห็นว่าการเน้นคุมขังผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมดเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรมนุษย์ และสร้างอาชญากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับข้อเสนอในการแก้ปัญหายาเสพติด วันชัยหยิบยกกรณีศึกษาจากในประเทศฝั่งยุโรปที่มีการแยกผู้ค้ารายย่อยและผู้ค้ารายใหญ่ เน้นใช้ทรัพยากรในการปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่ และแก้ปัญหารายย่อยด้วยวิธีทางสังคม นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการปรับทัศนคติของประชาชนและผู้รักษากฎหมายที่จะต้องมองผู้ต้องคดียาเสพติดเป็นมนุษย์ผู้สมควรได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน 

“เราสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรจำนวนมากในการปราบปรามและการดูแลผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่อยู่ในคุก ปัญหาสำคัญคือทรัพยากรมนุษย์มีจำกัด ต่อไปประเทศไทยจะแข่งกับใครได้ ยาเสพติดเป็นเรื่องที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมล้มเหลว ผู้ต้องขังล้นคุก ผมยืนยันว่าปัญหายาเสพติดที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิดวิธี ผิดมาตลอด ถ้าแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ โดยหวังว่าผลมันจะไม่เหมือนเดิม ผมว่าโง่ครับ” วันชัยกล่าวทิ้งท้าย


อนุวัติการกฎหมาย – เพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน


ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้ความเห็นว่า ภาพรวมปัญหาการซ้อมทรมานยังเป็นประเด็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่นักในทั่วโลก จากข้อมูลสถิติพบว่ามีมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลกที่ยังมีการซ้อมทรมาน รวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ดี ในระดับนานาชาติมีความพยายามหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ โดยมีอนุสัญญาสำคัญในการยุติการใช้กำลังความรุนแรงนอกกฎหมาย ได้แก่  อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced disappearance : CED)

นอกจากนี้ยังมีกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหรือที่เรียกว่า Universal Periodic Review (UPR) เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council หรือ HRC) ให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ จัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ

สำหรับประเทศไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการนำเสนอรอบที่สอง ปี พ.ศ. 2559 ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลายประเทศได้เสนอแนวทางในการปรับปรุง โดยประเด็นสำคัญคือการอนุวัติการ (implementation) กฎหมายภายในตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่จนถึงวันนี้ประเทศไทยอาจถือว่าไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีนัก เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการซ้อมทรมานและป้องกันการถูกบังคับสูญหายอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงกฎหมายพิจารณาความอาญาที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่มีพัฒนาการที่น่าสนใจคือเรื่องร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งผ่านมติเห็นชอบวาระที่ 1 ไปเรียบร้อย ฐิติรัตน์ตั้งข้อสังเกตว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจจะเป็นแรงผลักดันจากผู้คนในสังคมที่ถูกกระตุ้นด้วยกรณีอดีตผกก. โจ้ และผลสำรวจของ TIJ ที่ทำให้เห็นว่าคนในสังคมรับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงที่กฎหมายไม่ได้รับรอง

ฐิติรัตน์คิดเห็นคล้ายคลึงกับปารีณา ในประเด็นที่ว่ากฎหมายไทยมักให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม (crime control) จึงให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการแทรกแซงเสรีภาพของประชาชนบางประการเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การจับกุม คุมขัง หรือการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องมีความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (due process) กล่าวคือ กฎหมายกำกับว่าการใช้ความรุนแรงนั้นเป็นเหตุจำเป็น และใช้ความรุนแรงให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ความรุนแรงจึงจะสิ้นสุดที่คำสั่งของศาล ในขณะที่ก่อนหน้านั้นเป็นการแทรกแซงสิทธิในระดับที่ต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ประชาชนยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐแทรกแซงสิทธิเสรีภาพ ก็เนื่องด้วยความไว้วางใจของคนในสังคม (trust) ว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้อำนาจเหล่านี้ในการแสวงหาความจริงที่นำมาซึ่งความสงบสุข และการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงในสังคม หลักการสำคัญจึงต้องพิจารณาว่าประชาชนให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจนี้ไปเพื่อปกป้องคนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการแสวงหาความจริงเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือหากไม่มีความชอบกระบวนการทางกฎหมาย (due process) ในการใช้ความรุนแรงทั้งในกระบวนการสืบสวนสอบสวน หรือกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ จะส่งผลทำให้คนในสังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ เกิดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากประชาชนเห็นว่าการใช้อำนาจเส้นสายจะทำให้เข้าถึงความยุติธรรม และประการสุดท้าย ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิอื่นๆ ตามมา เช่น การละเมิดสิทธิในการต่อสู้คดี การละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย รวมไปถึงทำให้เกิดการคอร์รัปชันภายในกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจเกินขอบเขต (Arbitrary) โดยขาดความคงเส้นคงวา และทำให้เกิดการพ้นผิดลอยนวลจากการใช้อำนาจเกินขอบเขต (Impunity) เนื่องจากขาดการตรวจสอบจากองค์กรอื่น และขาดความโปร่งใส สิ่งเหล่านี้ทำให้สังคมเกิดสภาวะปั่นป่วน เนื่องจากรัฐจะไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไปในการผูกขาดความรุนแรงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ฐิติรัตน์เสนอว่าทางออกที่หลายประเทศเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน หากกล่าวอย่างสรุปคือป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงโดยปราศจากความชอบด้วยกฎหมาย (due process) โดยต้องพูดให้ชัดว่า “ห้ามทรมาน ห้ามบังคับสูญหาย ห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาด้วยวิธีมิชอบ” และต้องมีอย่างน้อยสองกลไกในการแก้ปัญหา ประการแรก กลไกตรวจสอบ (oversight) ได้แก่ 1) การบันทึกกระบวนการทำงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งระเบียบภายในของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการกล่าวถึงประเด็นนี้อยู่แล้ว แต่เสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การบันทึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปได้ง่าย มีทิศทางเดียวกัน และคงเส้นคงวามากขึ้น 2) การตรวจสอบโดยองค์กรอื่น อาจจะต้องเข้ามาตรวจสอบนอกกระบวนการหรือในกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกันด้วยกันเอง เช่น อัยการต้องมาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่สอบสวนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และตรงกับบันทึกกระบวนการหรือไม่ เป็นต้น 3) การมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้ามาช่วยแรงกดดัน ทำให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติมได้

ประการที่สอง สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน (healthy ecosystem) มอบเครื่องมือในการทำงานสืบสวนสอบสวนอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกใหม่ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มผลตอบแทนตามภารกิจหลัก ไม่ใช่ตามรางวัลนำจับ เพื่อให้กลไกตลาดดึงคนเก่งเขามาทำงาน เกิดการพัฒนาศักยภาพให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับระยะสั้น ฐิติรัตน์เสนอให้มีการติดอาวุธให้กับประชาชนเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมาย สนับสนุนให้คนเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบ โดยมีทนายและสภาทนายความให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับความรู้ทางกฎหมาย พร้อมกับย้ำว่า เมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการซ้อมทรมาน หรือมีอะไรที่ขัดต่อกระบวนการเกิดขึ้น ภาระการพิสูจน์เป็นของภาครัฐที่ต้องอธิบายข้อกล่าวหานั้นให้ได้ เพื่อสะท้อนความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในกระบวนการยุติธรรม


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save