ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เรื่อง

 

เจฟ เซสชั่น (Jeff Sessions) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตกเป็นข่าวใหญ่อีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่เพราะถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ค่อนขอดและโขกสับราวกับทาสในไร่  (เซสชั่นเป็นอดีตวุฒิสมาชิกและอดีตอัยการใหญ่แห่งรัฐแอละแบมาซึ่งเป็นรัฐที่เหยียดผิวและกดขี่คนผิวดำที่เลื่องชื่อที่สุดในสหรัฐฯ) แต่เจ้าตัวแสดงบทบาทเองโดยตรง ด้วยการออกไปปลุกระดมและรณรงค์บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมายเล่นงานพวกคนอพยพที่เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ตามอำนาจในกฎหมาย โดยไม่ต้องรีรอและลังเลอีกต่อไป

ปฏิบัติการนี้เป็นการเอาใจประธานาธิบดีทรัมป์ที่ประกาศให้ปัญหาผู้อพยพเป็นนโยบายใหญ่ที่ต้องจัดการให้เสร็จเรียบร้อย ทรัมป์ประกาศใช้ไม้แข็ง “ความอดทนศูนย์องศา” (Zero tolerance) คือไม่มีความเมตตาปรานีอะไรกันอีกต่อไป  ดังนั้น รัฐมนตรียุติธรรมซึ่งเป็นแม่กองใหญ่ในงานนี้ เพราะคุมหน่วยงานและเจ้าหน้าที่มากมายในการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง จึงออกมาประกาศย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักในความเอาจริงเอาจังของนโยบายนี้

เซสชั่นกล่าวตอนหนึ่งว่า “เราไม่สามารถและจะไม่สนับสนุนให้คนพวกนั้นนำเด็กๆ ของพวกเขาเข้ามาด้วยการให้ความคุ้มกัน (ข้อยกเว้น) จากกฎหมายของเราอีกต่อไป” กระทั่งพูดออกมาเป็นถ้อยคำที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่ง นั่นคือ การแยกลูกออกจากพ่อแม่ที่ผิดกฎหมายทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในดินแดนสหรัฐฯ

“การแยกลูกออกจากพ่อแม่” กลายเป็นประโยคที่บรรดาผู้ต่อต้านกฎหมายนี้ออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์คัดค้านและโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการใหญ่ ที่แสบมากคือมีคนอัดคลิปภาพและเสียงของพวกเด็กๆ ที่ร้องไห้กันจ้าละหวั่นที่ค่ายกักกันบริเวณพรมแดนสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก อันเป็นด่านหลักที่ผู้อพยพจากอเมริกากลางทั้งหลายทะลักกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ทันทีที่ภาพและเสียงของเด็กๆ ออกไปสู่โลกเสมือนจริงต่อหน้าผู้ชมทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก เท่านั้นเองเสียงประณามและก่นด่าผู้นำและนโยบายหน้ามืดของทรัมป์ก็ประสานเสียงกันดังลั่นไปทั่วทุกหัวระแหง กระทั่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ยังต้องออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับการแยกลูกออกจากพ่อแม่ แต่สื่อมวลชนก็ยังไม่วายตั้งคำถามกับข้อความบนเสื้อแจ๊กเก็ตของเธอในวันที่ไปเยี่ยมศูนย์ผู้อพยพเด็กในเท็กซัส ซึ่งบังเอิญมีข้อความว่า “I really don’t care. Do U?” (“จริงๆแล้วฉันไม่แคร์หรอก คุณล่ะ?”) ว่ากันว่าตอนไปเยี่ยมเด็กในศูนย์นั้น เธอยังไม่ได้ใส่เสื้อเจ้าปัญหาตัวนี้ กระทั่งขาเดินทางกลับซึ่งมีนักข่าวรอทำข่าวเธอกัน เสื้อแจ็กเก็ตพร้อมข้อความท้าทายถึงได้ปรากฏต่อหน้าบรรดาสื่อมวลชน เหมือนกับเป็นการส่งสารให้นักข่าว ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ รีบออกมาทวีตถล่มสื่อว่าเมลาเนียต้องการสั่งสอนพวก “สื่อสำนักข่าวลวง”(Fake News Media) ต่างหาก

ปมเงื่อนของความขัดแย้งและปฏิกิริยาของผู้คนในอเมริกานั้น ที่สำคัญยังมาจากการที่ เจฟ เซสชั่น อ้างอิงคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิลในการปกป้องและสร้างความชอบธรรมให้แก่นโยบายโหดในการแยกลูกจากพ่อแม่ ในโอกาสที่เขาไปชี้แจงทำความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้ารัฐในอินเดียนา ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้นำศาสนาคริสเตียนโปรเตสแตนท์ออกมาวิจารณ์นโยบายของทรัมป์ที่ให้ดำเนินนโยบาย “ความอดกลั้นศูนย์องศา” อย่างเด็ดขาดต่อบรรดาผู้อพยพทั้งหลาย

เซสชั่นเป็นทายาทขนานแท้และดั้งเดิมของคนใต้ ซึ่งในอดีตมีประวัติของการเป็นคนเคร่งศาสนาและยึดมั่นหลักคำสอนของพระเจ้าเป็นที่สุด กระทั่งเข้าสู่สงครามกลางเมือง จึงเลือกเดินบนเส้นทางของคนใต้ผู้มีอดีตอันรุ่งโรจน์ (ก่อน “วิมานทลาย” ในสงครามกลางเมือง)

เขาอ้างข้อความในพระคัมภีร์มารับรองการปฏิบัตินโยบาย “ความอดกลั้นศูนย์องศา” ว่า

ข้าพเจ้าจะท่องให้พวกท่านฟังถึงคำสอนของสาวกพอล อันเป็นคำสั่งที่ชัดเจนและหลักแหลมในโรมันบทที่ 13 ว่า ให้เคารพกฎหมายของรัฐบาล เพราะพระเจ้าทรงสร้างรัฐบาลขึ้นมาเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของพระองค์” (“I would cite you to the Apostle Paul and his clear and wise command in Romans 13, to obey the laws of the government because God has ordained the government for his purposes.”)

อีกตอนหนึ่ง

กระบวนการทั้งหลายที่เป็นระเบียบและถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ดีในตัวมันเอง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอต้นเสมอปลายและชอบธรรมเป็นสิ่งที่ดีและเป็นศีลธรรมในตัวมันเอง มันปกป้องคนที่อ่อนแอ ปกป้องคนที่ทำตามกฎหมาย” ( “Orderly and lawful processes are good in themselves. Consistent and fair application of the law is in itself a good and moral thing, and that protects the weak, it protects the lawful.”)

เซสชั่นคงปลื้มปิติอย่างยิ่งที่ร้อยวันพันปีไม่เคยมีนักการเมืองหน้าไหนในสหรัฐฯ สามารถอ้างถึงคำสอนในพระคัมภีร์ไบเบิลโดยตรงอย่างที่เขาได้ทำในครั้งนี้ แน่นอนประธานาธิบดีในอดีตหลายคน เช่น จอร์จ บุช จูเนียร์ และโอบามา ได้เคยอ้างข้อความอย่างอ้อมๆ ในไบเบิล แต่ไม่ใช่การอ้างตรงๆ และพูดในที่ประชุมทางการเมือง ไม่ใช่ในโบสถ์

ความจริงเซสชั่นตั้งใจอ้างถึงคำสอนในไบเบิลโดยตรงเพื่อตอบโต้คำวิจารณ์จากผู้นำศาสนาบางคนที่ออกมาวิพากษ์คำพูดดังกล่าวของทรัมป์ เขาคิดว่าการกระทำครั้งนี้จะทำให้เขาได้คะแนนบวกจากทรัมป์สักครั้ง หลังจากติดลบมาตลอดนับแต่ร่วมรัฐบาลกันมา

ความผิดพลาดอย่างมหันต์ของเซสชั่น คือ การประกาศลดบทบาทของการเป็นรัฐมนตรียุติธรรมลง และจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนเรื่องการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเขาเองก็มีปมด่างในการให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการในวุฒิสภาเมื่อไปให้ปากคำในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรม ว่าเขาไม่เคยพบปะหรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัสเซียในอเมริกาเลย ต่อมาหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า มีหลักฐานว่าเซสชั่นเคยพบปะพูดคุยกับเอกอัครรัฐทูตรัสเซียในอเมริกาถึงสองครั้ง  การเปิดโปงของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวทำให้เซสชั่นต้องออกมาชี้แจงและทำหนังสืออธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวถึงวุฒิสภา พร้อมกับแถลงว่าเพื่อความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของเขา จะไม่ขอรับผิดชอบในการสอบสวนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านมาแต่ประการใด

ปรากฏว่าการปลดตัวเองจากตำแหน่ง แม้ดูดีมีหลักการในทางการเมืองที่โปร่งใส แต่ในทางปฏิบัติเท่ากับปล่อยให้การสอบสวนถึงเบื้องหลังและบทบาทของสายลับรัสเซียในการเลือกตั้งอเมริกานั้นสามารถดำเนินไปได้อย่างปลอดโปร่ง ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรองรัฐมนตรียุติธรรม โรเซ็นสไตน์ แต่งตั้งโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการสำนักเอฟบีไอจอมตงฉิน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาพิเศษในคณะกรรมการสอบสวนเรื่องบทบาทรัสเซีย

สถานการณ์เริ่มคืบคลานเข้ามาถึงตัวคนใกล้ชิดของทรัมป์มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วันหนึ่งทรัมป์อดรนทนไม่ไหวลุกขึ้นบริภาษเซสชั่นว่าเป็นความผิดพลาดและโง่เขลาอย่างยิ่งที่ดันไปปลดตัวเองออกจากอำนาจในกระทรวง ทรัมป์พูดใส่หน้าเซสชั่นอย่างไม่ไยดีเลยว่า ถ้ารู้ว่าแกจะทำแบบนี้ ก็จะไม่แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีแต่แรกแล้ว เอาคนอื่นดีกว่า

เรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ววอชิงตันว่าทรัมป์กำลังมองหามือขวาคนใหม่มาแทนเซสชั่น แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังหาแพะตัวใหม่ไม่ได้สักที ทั้งนี้เพราะการปลดหรือไล่รัฐมนตรีที่มาจากสภาคองเกรสนั้นจะกระเทือนไปถึงรัฐสภาด้วย อาจมีการตั้งป้อมหรือค้านการกระทำดังกล่าวได้ ด้วยการตั้งกระทู้หรือวิธีอื่นๆ กลายเป็นว่าสิ่งที่ทำให้ทรัมป์โกรธและตอนนี้เกลียดเซสชั่นก็เพราะเขาไม่มาช่วยปกป้องทรัมป์และบริวารจากการสอบสวนของทีมมุลเลอร์ต่างหาก ข้อนี้เองที่ทำให้การรังแกและเล่นงานเซสชั่นอย่างไม่ระวังอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าและการต่อต้านทรัมป์ขึ้นมาก็ได้

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากพูดถึงคือ มีคนวิจารณ์ว่าการอ้างพระคัมภีร์ไบเบิลของเซสชั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่ในสมัยสงครามกลางเมืองระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ก็มีการอ้างไบเบิลมาสนับสนุนระบบทาสก่อนแล้ว

ข้อนี้เป็นความจริง ก่อนที่ภาคใต้ประกาศแบ่งแยกดินแดนจากภาคเหนือในปี 1860 ภายหลังการเลือกตั้งลิงคอล์นขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของพรรคใหม่รีพับลิกัน บรรดาโบสถ์และนิกายโปรเตสแตนท์ต่างๆ ในภาคใต้พากันถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกคริสตจักรกับภาคเหนือมาก่อนแล้วถึงสองทศวรรษ

ประเด็นความแตกแยกของโบสถ์คริสเตียนในภาคเหนือและภาคใต้มาจากปัญหาการตีความเรื่องทาสกับศาสนาคริสต์ โดยฝ่ายศาสนาจารย์ภาคใต้เห็นพ้องต้องกันว่า ในพระคัมภีร์เก่า (Old Testament) พระเจ้าได้ทรงสร้างทาสขึ้นมาและสั่งสอนให้เชื่อฟังในนายของพวกเขาด้วย ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) พระเยซูก็สั่งสอนผู้คนในเรื่องทาสและการดูแลทาสเหมือนกับที่มีอยู่ในพระคัมภีร์เก่า

สรุปคือศาสนาคริสเตียนให้การรับรองการดำรงอยู่และดำเนินงานของทาสในสังคมมายาวนาน ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือเป็นความชั่วร้ายแต่ประการใด แน่นอนคริสตจักรภาคเหนือย่อมไม่เห็นด้วย และนั่นคือการแบ่งแยกความศรัทธาและเชื่อมั่นในศาสนาที่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ก่อนเสียงปืนแตก

แม้แต่ประเด็นเรื่องการแยกลูกจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้วในภาคใต้ เมื่อสมัยก่อนสงครามกลางเมือง สาธุคุณธอนตัน สปริงเฟลโลว์ (Thornton Springfellow) แห่งนิกายแบ๊พติสต์ในเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาที่มีชื่อเสียงในภาคใต้คนหนึ่ง อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า พระเจ้ามอบอำนาจในการแบ่งแยกผัวออกจากเมียและลูกจากพ่อแม่ให้แก่นายทาส หลังจากที่อธิบายถึงความเป็นมาของทาสในประวัติศาสตร์โบราณที่บรรพบุรุษเรียกว่าชนอิสราเอล ผู้คนที่ตกอยู่ในความยากจนและไร้ความมั่นคงในชีวิต จึงตัดสินใจพากันมาเข้าเป็นทาสของชนอิสราเอล

ธรรมเนียมสมัยนั้นให้ถือคนเหล่านั้นเป็นทาสได้หกปี หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจถึงจะรับเป็นทาสต่อไปได้ ปรากฏว่าส่วนใหญ่เต็มใจเป็นทาสต่อไปตราบชั่วชีวิต คนที่ต่อต้านระบบทาสจึงยกหลักฐานนี้มาแย้งว่า ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ามีกฎจารีตที่ให้ทาสเป็นเสรีได้อยู่เหมือนกัน ควรใช้กฎหมายนี้กับทาสรุ่นต่อๆ มาได้  สาธุคุณสปริงเฟลโลว์รีบตอบทันทีว่าไม่ได้ กฎหมายเลิกทาสนี้ใช้ได้กับคนในชุมชนนี้เท่านั้น คนนอกชุมชนซึ่งคือพวกทาส กฎหมายนี้ไม่คุ้มครอง ตรรกะของฝ่ายปกป้องระบบทาสจึงสะท้อนถึงการใช้กฎหมายของอเมริกาที่มีการเลือกฝ่ายแต่แรกก่อนแล้ว ว่ากับใครถึงจะใช้กฎหมายอะไรได้  ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ในดินแดนเดียวกันแล้วจะได้ความเท่าเทียมทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกผัวเมียและลูกออกจากกันสะท้อนความเป็นจริงของระบบทาสผิวดำในอเมริกา เนื่องจากทาสเป็นสินค้ามีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของคนผิวขาวที่ทำการเกษตรกรรม จึงเกิดการค้าขายทาสขึ้น อันเป็นที่มาหลักของการแยกผัวเมียและลูกออกจากกัน เมื่อผู้ซื้อต้องการแต่ทาสผู้ชาย หรือต้องการทาสสตรี การแตกครอบครัวทาสก็ต้องเกิดขึ้นตามมา สาธุคุณสปริงเฟลโลว์ก็คงตระหนักถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนภาคเหนือต่อการกระทำดังกล่าวนี้ว่าไร้มนุษยธรรมยิ่ง  เขาอธิบายว่า นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการรักษาจำนวนทาสที่เหมาะสมไว้แก่คนผิวขาว แต่ถ้าถามว่าพระเจ้าต้องการแยกผัวเมียไหม คำตอบคือไม่อยากให้แยกออกจากกัน แต่ถ้าผัวต้องการหลบหนีไปสู่เสรีภาพ เขาก็ต้องทิ้งลูกเมียไว้ข้างหลัง ความประสงค์ของพระเจ้าคือต้องการเอาพ่อลงเป็นทาส มากกว่าการปล่อยให้เมียและลูกเป็นเสรี

ความขัดแย้งในฐานะของผู้อพยพปัจจุบันนี้อาจมองโดยการเปรียบเทียบกับฐานะของทาสผิวดำในอดีตได้ ด้านหนึ่งรัฐบาลและคนผิวขาวต้องการรักษาฐานะและความเหนือกว่าของพวกตนไว้ ในขณะที่ต้องการแรงงานของคนต่างชาติต่างดินแดนมาทำงานในการผลิต แต่ระบบกฎหมายและโครงสร้างส่วนบนของสหรัฐฯ เป็นดอกผลของการปฏิวัติกระฎุมพีและปรัชญาแสงสว่างของยุโรปที่มีสมมติฐานว่าคนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน สิทธิในธรรมชาติและความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งสากล ที่เชื้อชาติศาสนาและสีผิวไม่อาจกีดกั้นการเข้าถึงหลักการและการปฏิบัติในกฎหมายดังกล่าวได้

การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และหลักการของสิทธิมนุษยชนจึงยังคงเป็นประเด็นใหญ่และมีความหมายต่อระบบการเมืองและโครงสร้างอำนาจในอเมริกาสืบต่อมา หลักการที่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ประธานาธิบดีก็ตาม จึงยังคงทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่อไป

แม้ว่าทรัมป์จะใช้อำนาจอันมหาศาลของตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างอัตตาธิปัตย์ แต่เสรีภาพของสื่อมวลชนและการแสดงออกอย่างเสรีของประชาชนยังคงเป็นผนังทองแดงและกำแพงเหล็กสำหรับ “ประชาธิปไตยในอเมริกา” อยู่เสมอ

Author

Thanet Aphornsuvan

ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิตวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องระบบทาส