ธิติ มีแต้ม เรื่องและภาพ

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ‘ตู่’ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องเผชิญคลื่นลมทางการเมืองชนิดถึงลูกถึงคน-เจ็บจริงตายจริง

หนแรกของเขาในการต่อต้านเผด็จการ รสช. ปี 2535 นั่นก็นองเลือด ประชาชนเจ็บจริงตายจริงไปหลายสิบ

หนที่สองในการต่อต้านรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหารปี 2553 จบลงด้วยการถูกสลาย ณ ใจกลางเมือง นั่นก็นองเลือด และประชาชนก็เจ็บจริงเป็นพัน ตายจริงอีกร่วมร้อย

กระทั่งรัฐประหาร 2557 กระทั่งยิ่งใกล้วันเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปี ดูเหมือนคลื่นลมทางการเมืองจะก่อตัวกลายเป็นหอกแหลม พร้อมทิ่มแทงฝ่ายที่พลาดพลั้งตลอดเวลา

ในนามหัวขบวนคลื่นมวลชนคนเสื้อแดงอย่าง นปช. เขากำลังอ่านกระดานการเมืองไทยอย่างไร

นักการเมืองในสายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างไร ภายใต้กติการัฐธรรมนูญบิดเบี้ยว ทำไมเขาถึงเลือกเดินหน้าต่อกับพรรคเพื่อชาติ

เมื่อหันไปมองศัตรูทางการเมืองอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ รวมถึง คสช. เขาเห็นอะไรในปัจจุบัน

อีกทั้งความดุดัน เสียงที่เคยแผดก้องไปทั่วเวทีชุมนุมทางการเมืองยังเหมือนเดิมหรือไม่

กระทั่งว่าภายใต้รัชสมัยใหม่ เขาคิดและวางตัวเองในกระดานการเมืองอย่างไร

101 ชวน ‘จตุพร’ คุยยาวๆ ในวันที่สังคมการเมืองไทยมีเรื่องให้เซอร์ไพรส์ชนิดวันต่อวัน

 

 

ความสัมพันธ์ของคุณกับแกนนำ นปช. คนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง หลังจากแกนนำส่วนใหญ่ไปอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนคุณมาช่วยพรรคเพื่อชาติ

ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง ถ้าจำกันได้ตอนเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ผมยังอยู่ข้างนอกได้เพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนส่วนหนึ่งอยู่ในคุก ส่วนหนึ่งหลบลี้หนีภัย สิ่งที่ผมทำทั้งหมดนั้นคือการหาพยานหลักฐานเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับคนที่ถูกคุมขัง คนที่บาดเจ็บล้มตาย เรียกร้องเรื่องการปลดปล่อยเขาเหล่านั้น

ทั้งอภิปรายในสภาฯ เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยาวนานที่สุดของผม คือยืนพูด 4 ชั่วโมงเต็ม เพราะฉะนั้นการเรียกร้องให้เพื่อนได้รับการปลดปล่อยนั้น ถ้าคิดในมิติทางการเมือง ก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ผมสู้ด้วยชีวิต ไม่มีเรื่องส่วนตัว หรือผลประโยชน์ใดๆ ผลลัพธ์สุดท้ายคือผมสู้ให้เพื่อนได้รับการปลดปล่อย และผมก็ต้องถูกจับไปขังแทนหลังจากมีการยุบสภาฯ

 

มองย้อนกลับไปวันนั้นรู้สึกอย่างไร พอเพื่อนเดินออกจากคุก แต่คุณเดินเข้า

ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะว่าผมเองไม่เคยคิดว่าต้องเป็นอะไร หรือต้องมีเหลี่ยมคูทางการเมืองอะไร ผมแค่ต้องการให้ฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะ

มาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมเป็นคนที่อ่านกระดานการเมือง ที่ผ่านมาถ้าไปศึกษาข้อมูลเก่าๆ ผมจะอยู่ในขั้นที่ผิดพลาดน้อยมากนะ เพราะผมไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปวิเคราะห์ เพราะมันจะทำให้เกิดความผิดพลาด

 

อะไรที่คุณเห็นอย่างไม่พลาดในปัจจุบัน

ผมเห็นปรากฏการณ์ของฝ่ายสุเทพ เทือกสุบรรณ กปปส. เขาแยกพรรคการเมืองกันชัดเจนมาก ที่เป็นแกนนำก็อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนไปพรรคพลังประชารัฐ และอีกส่วนหนึ่งก็ไปกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ส่วนสายศาสนาก็ไปกับพรรคประชาชนปฏิรูป ทั้งหมดนี้คือภาพปรากฏ

ช่วงนั้นผมอยู่ในเรือนจำ ผมเป็นคนการเมืองที่ต้องคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมต้องเปิดรัฐธรรมนูญอ่าน เปิดแล้วเปิดอีก จึงเข้าใจถ่องแท้ว่าที่ฝ่ายสุเทพแยกตัวกันออกไปนั้น เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มันออกแบบไม่ให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้อีกต่อไป

ลองนั่งคำนวณตัวเลข แทบจะไม่เหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อสักคน คือพูดง่ายๆ ว่าเราจะมีพรรคการเมืองที่มี ส.ส.เกิน 175 คนนั้นหายาก อย่าไปคิดถึง 250 คนเหมือนเดิม มันเป็นไปไม่ได้แล้ว

พอศึกษาว่ารัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาว่ารวมกันแพ้ แยกกันชนะ เพราะฉะนั้นซีกคนเหล่านั้นเขาก็รู้ว่าถ้าอยู่ที่เดียวกัน เขาจะไม่ได้เข้าสภา แต่การแยกตัวไปเป็นพรรคการเมืองย่อยๆ นั้น จะทำให้เขาได้เข้าสภาอย่างครบถ้วนและจำนวนจะมากกว่าเดิม

 

อันนี้มองจากกติการัฐธรรมนูญ และมองฝ่ายตรงข้าม แต่ถ้ามองจากฝ่ายเดียวกันล่ะ

ตอนนั้นฝ่ายเรายังไม่มีการขยับอะไรกัน เพราะยังไม่เท่าทันในกติกานี้ พอผมออกมาจากเรือนจำ ผมก็พยายามยื่นข้อเสนอให้กับประชาชน เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่แค่การชนะกันด้วยการเลือกตั้งอย่างเดียว ยังมีปัญหาเรื่องวุฒิสภา 250 เสียง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งไว้ และมีผบ.เหล่าทัพอีก 6 คนมาโดยตำแหน่ง

สมัยรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมเคยบอกว่าบ้านเราเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบ เป็นประชาธิปไตยและเผด็จการคู่กัน คือมรดกที่อยู่ในองค์กรอิสระและครึ่งหนึ่งของ ส.ว. มาจากเผด็จการ แต่มาครั้งนี้องค์กรอิสระบวกกับ ส.ว. บวกกับกลไกรัฐและ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งรัฐธรรมนูญ ก็ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยเราจะได้เพียงเปลือกเท่านั้นคือการเลือกตั้ง

 

ถ้าเป็นแบบนี้ฝ่ายคุณทำอะไรได้บ้าง

วิกฤติมันรออยู่ข้างหน้า ถ้าไม่คุยกัน เช่นว่า วุฒิสภาอย่าเพิ่งตัดสินใจอะไร จนกว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ตกผลึกแล้วว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วให้วุฒิสภาโหวตตาม บ้านเมืองจึงจะไปได้ เพราะว่าเวลาโหวตเลือกนายกฯ จะโหวตด้วยสองสภาฯ แต่เวลาอยู่ทำงาน จะอยู่ด้วยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น คนที่เป็นนายกฯ อาจจะได้เสียงโหวตจากวุฒิสภามาก็ตาม แต่เวลาอยู่ในสภาผู้แทนฯ วุฒิสภามาช่วยอะไรไม่ได้อีกต่อไป ช่วยให้ได้เป็นนายกฯ ได้ แต่ช่วยทำงานไม่ได้

เพราะฉะนั้นพรรคที่จะตั้งรัฐบาลมันต้องได้เสียงเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรจึงจะอยู่ได้ ถ้าคิดแค่ตรรกะเอาเสียงเข้ามา 126 เสียง บวกกับ ส.ว. 250 เสียง ก็ได้เป็นนายกฯ แล้ว แต่มันอยู่ไม่ได้ วิกฤติมันจะเกิด

ผมก็พยายามเสนอทางออกให้มีการพูดคุยกัน แต่ก็ไม่มีการตอบรับจากผู้มีอำนาจ ท้ายที่สุดนั้นก็ต้องคิดว่าแล้วเราจะเดินอย่างไรให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะ เพราะฝ่ายประชาธิปไตยยังคิดช้ากันเป็นส่วนใหญ่ ยังติดกับรูปแบบเดิมๆ ขณะที่คณะรัฐประหารปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

 

สังคมไทยส่วนหนึ่งมองว่ารัฐบาลทหารไม่ปรับตัว ทำไมคุณมองว่าปรับ

รัฐบาลของเผด็จการ คสช. เขาปรับตัวชนิดที่คนไทยตามไม่ทัน เช่น เรื่องใดๆ ที่เป็นข้อเสนอและคนไทยไม่เอาด้วย เขาจะยกเลิกทันที ข้อเสนอใดที่คนไทยตะขิดตะขวงใจเขาก็จะคอย คำพูดใดที่คนไทยมีความรู้สึกว่าฟังแล้วไม่สบายใจ เขาก็จะขอโทษโดยทันที พอคนไทยเจอคนแบบนี้เข้า ก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน เพราะคนไทยเป็นคนที่ให้อภัยคน ชอบคนที่ผิดแล้วยอมรับผิด เพราะฉะนั้นเขาเข้าใจจิตวิทยาความเป็นคนไทย

ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยของเราก็ยังเดินในบริบทเดิม แม้ว่าจะจัดการชุมนุมไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป แกนนำทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือผมก็ตาม รวมถึงท่านพุทธะอิสระ หรือใครก็ตาม

 

เราต่างก็รู้ว่าในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 นี้ จะมีการชุมนุมทางการเมืองแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นมันก็เหลือเวทีเดียวคือเวทีรัฐสภา

 

ช่วงก่อนยึดอำนาจ ตอนที่สุเทพประกาศไม่ลงรับสมัครรับเลือกตั้ง ผมก็บอกในฐานะประธาน นปช. ซึ่งอยู่อีกซีกหนึ่งว่าจะไม่เอาเปรียบสุเทพ ก็ขอไม่ลงรับสมัครรับเลือกตั้งด้วย นี่คือก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะยึดอำนาจ

ต่อมาช่วงรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็ประกาศเดิมพันว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน นายจตุพรก็จะแสดงความรับผิดชอบ ไม่ขอลงรับสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไป แต่ว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ผมต้องคดีหมิ่นประมาทอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเองก็ไม่คาดคิดว่าจะโดน แต่ว่าผมเป็นคนที่ยืนอยู่บนถนนสายนี้ ก็บอกกับตัวเองว่าชีวิตและอิสรภาพยกให้กับการต่อสู้ไปหมดแล้ว

 

ถ้าอยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะแบบที่คุณว่า พรรคเพื่อชาติจะมาช่วยต่อจิ๊กซอว์ประชาธิปไตยอย่างไร

ผมอธิบายแบบนี้นะ ข้อเท็จจริงก็คือใน 10 ปีนี้ ถ้าไม่มีกฎหมายใดมาลบล้าง ผมก็ลงรับสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ไม่ได้ เหลือใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเดียว ไม่ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ว่าห้ามเป็นสมาชิกพรรคและห้ามลงรับสมัครรับเลือกตั้ง ก็เหลือช่องทางเดียวคือการเป็นกองเชียร์ให้กับพรรคเพื่อชาติ

ในปัจจุบันก็เหมือนเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรค เพราะว่ากฎหมายเปิดให้ทำได้แค่นี้ เพื่อที่จะรวบรวมเสียงภายใต้กติกาใหม่ให้กับฝ่ายประชาธิปไตย ลำพังพรรคเดียวสู้ไม่ได้แล้ว ประเภทเสียงเกินครึ่งก็ชนะได้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ต้องอ่านให้ขาดทั้งกระดาน

เพราะฉะนั้นในส่วนพรรคเพื่อชาติ ก็พยายามอธิบายความเป็นพรรคเกาะกลาง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นเกาะกลางที่จะไปร่วมมือกับเผด็จการ ไม่ใช่ แต่ว่าคุยกับทุกฝ่ายได้ เรามีจุดยืนประชาธิปไตย ซึ่งบ้านเมืองก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู

เราควรจะมีความเป็นเอกภาพของความแตกต่าง เอกภาพคือความเป็นชาติ ความแตกต่างคือประชาชน ประชาชนจะเหมือนกันไม่ได้ในความคิดทางการเมือง แต่ของไทยนั้นความแตกต่างถูกขยายให้เป็นความแตกแยก และเป็นช่องว่างให้กับคณะรัฐประหารชุดแล้วชุดเล่า นี่คือข้อเท็จจริงที่พรรคเพื่อชาติต้องการนำพาชาติให้ข้ามพ้น คอนเซ็ปต์ก็คือฟื้นประเทศไทย สร้างประชาธิปไตย ก้าวไปด้วยกัน นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างประชาธิปไตยกินได้ ซึ่งมันก็จะสอดคล้องกับประเทศไทยในขณะนี้

 

ทำไมคุณเลือกช่วยเพื่อชาติ ไม่ไปกับพรรคไทยรักษาชาติ

ตอนนั้นยังไม่มีพรรคไทยรักษาชาติ ก่อนนี้ผมก็บอกกับบรรดาหมู่มิตรว่า เพื่อนที่มีที่นั่งอยู่แล้วในพรรคเพื่อไทยก็อยู่ที่เดิมกันต่อไปเถอะ เพราะว่าที่นี่ไม่มีอนาคต

พรรคเพื่อชาติเริ่มจากศูนย์ ไม่มีอะไร และที่สำคัญผมถูกมัดขาด้วย ก็บอกพรรคพวกหมู่มิตรใครมีพื้นที่แล้วก็อยู่ต่อไป เขาก็ยืนหยัดกัน พอต่อมาเมื่อมีไทยรักษาชาติ เขาก็อพยพไปไทยรักษาชาติ แต่ความเป็นหมู่มิตรก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดไว้ตอนต้นที่ต้องแยกตัวกันออกมานั้น มันก็เป็นความจริง

ตอนแรกก็ไม่มีใครยอมรับเรื่องนี้ แต่ว่าผมต้องตัดใจ คุยกับคุณยงยุทธ ติยะไพรัช คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ว่าเราต้องตัดใจนะ และปลายทางเขาจะเห็นถึงสิ่งที่เราทำ

ตอนแรกหลายคนอึดอัดว่าแยกตัวกันไปตัดคะแนนกันเองหรือไม่ ผมก็เลยอธิบายง่ายๆ ว่าถ้าตัดคะแนนจริง ซีกพวกสุเทพนั้นไม่แยกไปตัดคะแนนกันเหรอ พวกนั้นเขาถ่องแท้กว่าเรา เขาศึกษามาหมดแล้ว เขาก้าวนำก่อนเรา และเขาศึกษาขาด เขารู้แล้วมันไม่ใช่การตัดคะแนนกัน

การเลือกตั้งรอบนี้ อยู่ที่หลังจากเลือกเสร็จแล้วเอาคะแนนไปเทรวมกันแล้ว แต่ละพรรคก็หิ้วกันมาใส่ถุง แล้วก็ไปเทรวมกัน ใครรวมได้มากกว่ากัน ระหว่างฝ่ายสืบทอดอำนาจกับฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายที่กั๊ก มันก็อยู่ที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้เสียงเกินครึ่งหรือไม่ ฝ่ายที่กั๊กก็จะได้ตัดสินใจได้ง่าย เพราะฉะนั้นผมเองก็เดินมาถึงจุดนี้ ผมรู้ว่าเราคิดได้ถูกแล้ว ถ้าเราไม่เริ่มคิดวันนั้น พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่แยกมาเป็นไทยรักษาชาติ แต่เพราะเราตัดสินใจกันเด็ดขาดและเมื่อตัดสินใจแล้ว ผมก็บอกว่าเราต้องสู้กันเต็มที่

พรรคนี้ผมเปรียบเทียบเหมือนเรือประมงชายฝั่ง เพื่อไทยก็เหมือนเรือใหญ่ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ ใช้อวนลาก ของเราก็เรือประมงตามชายฝั่ง เพราะเราไปทะเลลึกไม่ได้ ทำได้แค่ประมงพื้นบ้าน ส่วนเรือใหญ่ คุณก็มาหาปลาที่ชายฝั่งไม่ได้ เพราะมันจะเกยตื้น แต่สรุปได้ว่าประชาชนให้ความตอบรับดีเกินกว่าที่ตั้งใจไว้

 

ตอบรับเรื่องอะไร

หนึ่ง คือคนมันเห็นทางออกของชาติ สอง บรรดาหมู่มิตรที่ 10 กว่าปีมานี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่คนมีความรู้สึก มีความห่วงใย มีความผูกพันมาโดยตลอด และผมเองก็ไม่เคยอินังขังขอบใดๆ เพราะตัวเองก็เป็นอะไรไม่ได้ ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อชาติจะโตกว่าที่คิด จะโตชนิดที่คาดไม่ถึง

ในชีวิตผมเนี่ย ช่วยคนให้เป็นนายกฯ มา 5 คนแล้ว หมายถึงมีคนได้เป็นนายกฯ ด้วยการปราศรัยส่วนหนึ่งของผมที่ช่วยหาเสียง ผมเวียนรอบประเทศนี้หลายรอบมาก ทั้งในบริบทของพรรคการเมือง ทั้งในส่วนบริบทของเสื้อแดง เพราะฉะนั้นผมเองก็เห็นปรากฏการณ์ ผมเห็นว่าประชาชนเริ่มเข้าใจพรรคเพื่อชาติ ในความเป็นเราเขาไม่สงสัย ทั้งเรื่องความเป็นประชาธิปไตย บวกกับความเป็นคุณสงคราม หัวหน้าพรรค เป็นนักธุรกิจที่เป็นลูกคนจนมาก่อน และก็เป็นนักประชาธิปไตย และกล้าให้ใช้พื้นที่ห้างอิมพีเรียลของตนเองเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายประชาธิปไตยได้

 

อย่างที่คุณว่า เวลานี้รับรู้ร่วมกันว่าไม่ว่าจะสีไหน ยากจะออกมาชุมนุมแบบเดิมได้ แปลว่าหลังจากนี้สังคมไทยจะไม่เห็น นปช. บนถนนอีกแล้ว ?

ผมว่าทุกฝ่าย ทั้ง กปปส. พันธมิตร นปช. ที่จะอยู่บนถนนได้คือเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน แต่ว่าป้องกันการชุมนุมแบบทางการเมือง แบบที่เราผ่านมานั้น ก็เป็นที่รับทราบกันทุกฝ่ายว่า ในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 จะมีเรื่องดังกล่าวไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าทุกฝ่ายเขาก็ต้องคิด จึงไม่แปลกใจว่าฝ่ายคุณสุเทพต้องแยกตัวออกไปทำพรรคการเมือง ฝ่ายผมเองก็ต้องคิดว่าเอาพี่น้องเราที่มีบทบาทในการต่อสู้เข้าไปอยู่ในรัฐสภา เพื่อให้เกิดความสมดุลกับอีกซีกหนึ่ง

 

ทุกวันนี้คุณมองสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างไร  

สุเทพกับผม ก็เข้ากันไม่ได้ทั้งคู่ แต่ผมเชื่อว่าเราทั้งคู่ต่างคนต่างทำหน้าที่ และก็รู้ว่าบ้านเมืองคืออะไร มันก็ต้องเดินไปตามเป้าหมาย เราต้องยอมรับความจริงว่า 5 ปีมานี้ ความสงบมันมาคู่กับความอดอยาก เพราะฉะนั้นภารกิจต่อไปคือบ้านเมืองสงบและประชาชนไม่อดอยาก และเป็นประชาธิปไตย

 

ถ้ามองย้อนการต่อสู้ทางการเมืองของคุณจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ตอนนี้อยู่ตรงไหนในเส้นทาง ชัยชนะอยู่ใกล้หรืออีกไกล

ผมเองในฐานะมนุษย์ที่ถูกกระทำมากที่สุดคนหนึ่ง เข้าออกคุกมา 4 รอบ เหลืออีก 5 คดีใหญ่ๆ โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ผมนี่คิดมากทุกขั้นตอนในช่วงที่ผ่านมา เหตุที่ต้องคิดมากเพราะเราสู้มาตั้งแต่เด็ก อายุไม่ถึง 20 ผมไปเป็นครูบนดอย สอนหนังสือไม่มีเงินเดือนอยู่ 3 ปี ค้นหาสัจธรรมในชีวิต กลับมาเรียนช้ากว่าเพื่อน แล้วมาเจอเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ก็เป็นไม้สุดท้ายของเหตุการณ์นี้

หลังจากประชาชนถูกสลายที่ราชดำเนิน ผมก็ประกาศนำที่รามคำแหงต่อ ถือว่าเป็นจุดชี้ขาด เดินทางกันมากว่า 30 ปีแล้ว วันนี้มันพบสัจธรรมในชีวิตว่า เราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าที่สู้มาทั้งหมด เราต้องการอะไรกันแน่ เพราะสังขารและอิสรภาพมันเหลือไม่เท่าเดิมแล้ว

 

คุณกำลังจะบอกว่านักต่อสู้ ไม่ว่าอุดมการณ์ไหนก็จบที่สังขาร ?

ผมคิดว่าผมแข็งแรงนะ ตอนที่ผมติดคุกล่าสุด อยู่ดีๆ ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ค่าเม็ดเลือดขาวปาเข้าไป 40,000 เขาก็หามไปส่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แล้วก็ให้ยาผ่านสายน้ำเกลือ กระทั่งผู้ช่วยพยาบาลเขาหลับหมด ผมก็หลับ จู่ๆ น้ำเกลือหมด เลือดไหลย้อนออก เตียงนอนแดงเต็มไปด้วยเลือด ผมตื่นมาไม่ได้ตกใจ แค่ยิ้มหัวเราะกับตัวเองว่าเรามันรอดตายจากสไนเปอร์กลางเมืองมาได้ แต่ดันเกือบมาตายกับเข็มน้ำเกลือ เพราะฉะนั้นมันเอาแน่ไม่ได้กับเรื่องสังขาร เหมือนตอนที่ผมป่วยเป็นหมอนรองกระดูกอักเสบรุนแรง นั่งก็ไม่ได้ ยืนก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้

ส่วนอิสรภาพ เราไม่รู้อีกว่าจะต้องติดคุกวันไหน เรื่องที่เราไม่คิดว่าควรจะติดก็ติด ชีวิตและอิสรภาพที่ไม่แน่นอนนี้ ทำให้เราต้องตัดสินใจให้ขาด เพราะว่าเวลามันไม่รอเรา ผมจึงบอกกับพรรคพวกว่าที่สู้มาทั้งหมด เราต้องการส่งบ้านเมืองนี้ให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานเราในวันที่เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุด ในวันที่ประเทศอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด ก็เพียงแค่นี้

เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ก็ต้องกำหนดเป้าหมายกับสังขารและอิสรภาพที่เหลืออยู่ แล้วก็เดินต่อไป ถ้าพูดให้ชัดคือพรรคเพื่อชาติเป็นการเดินทางต่อ เพราะกลไกแบบ นปช. แบบเดิมเหลือเพียงแค่การแสดงความคิดเห็นเท่านั้น การชุมนุมแบบเดิมเกิดขึ้นไม่ได้ ถือเป็นที่เข้าใจกันทุกฝ่าย มันเป็นสัจธรรมของแผ่นดินนี้

 

 

แล้วหมู่มิตรที่ร่วมสู้กันมา เห็นด้วยกับคุณไหม

บรรดาหมู่มิตรก็ให้แต่ละคนเข้าไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ว่า นปช. ก็ยังมีจุดร่วมกันอยู่เสมอ ความเป็นพี่เป็นน้อง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปได้ ยังเหมือนเดิม เรามีสัญญาใจกันเพียงแค่ว่า วันใดที่เราละเลยจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย วันนั้นเราก็ขาดกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหน เราก็ยังมีหัวใจเดียวกันอยู่ ไม่ขัดแย้งกัน ต่างคนต่างเข้าไปสู้กันอย่างเต็มที่ ปลายทางก็ไปว่ากันอีกที

 

แต่หมู่มิตรหลายคนที่เคยดูหนักแน่นกับ นปช. วันนี้ก็ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ คุณได้คุยกันบ้างไหม คำสุดท้ายได้ร่ำลากันหรือเปล่า

ความจริงแล้ว แม้ว่าผมไม่ได้ว่าอะไรเขานะ คนอื่นเขาก็ว่ามากอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าใจเขาคงไม่มีความสุข ต่อให้มีอะไรครบทุกอย่าง แต่เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น มันมากกว่าที่ผมจะต้องไปว่าอะไร เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ว่าใครทั้งนั้น เพราะว่าคนที่ว่าเขาดีที่สุดก็คือตัวเขาเอง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ไม่มีใครทำร้ายเขาได้นอกจากตัวเขาเอง คนเสื้อแดงก็พูดชัดมาตั้งแต่ต้น เราเป็นองค์กรที่ไม่มีผลประโยชน์ให้กัน ไม่มีสายบังคับบัญชาอย่างแท้จริง เรารวมกันอยู่ด้วยความรู้สึก เหลือแค่จุดยืนและอุดมการณ์ มันก็ผูกพันกันได้แค่นี้ เพราะไม่มีผลประโยชน์อะไรให้ และไม่รู้จะได้ผลประโยชน์จากใคร เพราะแต่ละคนก็ยากลำบาก ถูกจับติดคุกกัน เดือดร้อนดูแลกันไม่ได้

กว่า 10 ปีมานี้ บางคนอาจจะมีความเข้าใจว่าทำไม นปช. ไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้ เราอยู่ในจุดที่พูดลำบาก เพียงแต่ว่าผมก็บอกกับพรรคพวกเสมอว่า การเป็นแกนนำมันไม่ใช่สมบัติติดตัวไปจนตายนะ มันเป็นเพียงแค่สิ่งสมมติ ประชาชนที่เขามาร่วมทางกับเรา เขาไม่ได้หลงในรูปรสกลิ่นเสียงของเรา แต่เป็นเพราะเขามีความศรัทธาเชื่อมั่นในอุดมการณ์ ในจิตวิญญาณของเรา

วันใดที่เราไม่มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณประชาธิปไตยแล้วไซร้ ความเป็นแกนนำก็สิ้นสุด เพราะฉะนั้นก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องไปพูดความหลังว่าเคยทำอะไรกันมา ตัวเขาและความจริงทั้งหมดมันก็อธิบายในตัวอยู่แล้ว ผมจึงไม่เคยไปว่าอะไรเขา การไม่ว่ามันยิ่งเจ็บกว่า ถ้าไม่มีใครว่าเขา ตัวเขานั่นแหละจะจิตตกเอง

 

คำว่า “ตาสว่าง” ของคนเสื้อแดง ที่ผ่านมาเป็นคำอธิบายที่สั้นแต่ชัดเจนมาก แต่บริบททุกวันนี้ คำนี้ยังใช้ได้อยู่ไหม

ถ้าพูดให้ชัด ยังไงเราก็ยังจะต้องต่อสู้ต่อไป และก็ต้องปรับวิธีการต่อสู้ให้เป็นจริง เพราะเรายังอยู่ในจุดที่ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้เป็นจำนวนมาก

หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้ เพราะว่าเรายืนคนละจุดกันจึงไม่เข้าใจ ว่าในจุดนี้เราจะทำอะไรได้บ้าง แต่ผมอยากให้รู้เพียงอย่างหนึ่งว่า เวลานี้เรายังถูกผูกเงื่อนไขทางคดีมากมาย ซึ่งเข้าคุกได้ตลอดเวลา

เวลาดูคนให้ดูที่หัวใจ รับฟัง อย่าฟังเพลงแค่คำขึ้นต้น ให้ฟังทั้งเรื่องราว วันนี้ผมเชื่อว่าการร่วมเส้นทางการต่อสู้มากว่า 12 ปีนี้ ไม่มีช่วงเวลาใดที่ผมจะเป็นอื่นหรือทรยศต่อการต่อสู้ วันนี้สู้ไปก็ไม่ใช่ว่าได้อะไร แต่ผมกำลังจะไปถึงจุดที่ว่า บ้านเมืองเราควรจะได้อะไร แล้วประชาชนเราก็จะพ้นทุกข์กันเสียที ซึ่งเป็นภารกิจช่วงท้ายๆ ในชีวิตของผมแล้ว

ขณะนี้เราทุกคนต้องช่วยกันคิด และก็อย่าคิดเกิน เราต้องเข้าใจในทุกบริบท ความเป็นจริงก็ไม่ใช่เราฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ทำอะไรได้หรือไม่ได้

 

พูดกันให้ถึงที่สุด ถ้าวันนี้ นปช. ทำได้เพียงแสดงความเห็น ชุมนุมไม่ได้แล้ว ก็เสมือนว่าไม่มีพลังทางการเมืองแล้วหรือไม่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา คุณมองสังคมไทยอย่างไร ต้องกล้ำกลืนยอมรับความเป็นจริงของมันไหม

สำหรับผม คนที่พูดดีที่สุดในเรื่องนี้คือเปาปุ้นจิ้น คนไม่ค่อยพูดกัน แต่ผมฟังแล้วผมเข้าใจ เปาบุ้นจิ้นบอกว่า “ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ปกครอง ประชาชนก็ยังเป็นประชาชนวันยังค่ำ” ประชาชนไม่เคยเปลี่ยนสถานะตัวเอง ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลากหลายเรื่องราว เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง การต่อสู้ของเรามันต้องการความสุข แต่ความสุขมันมลายหายไปหลังจากได้ความสุขนั้นเช่นกัน

รับชัยชนะมา ต่อมาก็ถูกปล้น ต่อมาก็ถูกฆ่า แล้วก็ถูกขัง สักพักได้รับชัยชนะ แล้วก็ถูกปล้น ถูกขัง ถูกฆ่า วนอยู่อย่างนี้มาตลอด นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกเหมือนกัน

 

คุณเห็นเงื่อนไขอะไร ทำไมถึงวนอยู่แบบนี้

ผมพยายามพูดมาโดยตลอดว่า ถ้าวันใดเรายังไม่สร้าง ส.ส. ให้เป็นนักประชาธิปไตย รัฐสภายังเต็มไปด้วยนักเลือกตั้ง เราก็จะหนีวงจรนี้ไปไม่พ้น

ที่ผ่านมาประชาชนมีหน้าที่ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และส่งอำนาจนั้นให้กับนักการเมือง ซึ่งนักการเมืองก็ไม่ได้รักษาอำนาจที่ประชาชนแลกมาด้วยเลือดเนื้อและคราบน้ำตาเอาไว้ได้ นี่ผ่านมาจะ 87 ปี ตั้งแต่ 2475 มันก็เป็นแบบนี้ตลอด

 

ตราบใดที่เราไม่มีนักประชาธิปไตยเป็นผู้แทน ประชาชนได้แค่นักเลือกตั้งมาเป็นผู้แทน ประเทศก็หนีวงจรอุบาทว์นี้ไปไม่ได้

 

ในส่วนของผมที่พยายามทำ ก็คือเรือประมงชายฝั่งแบบที่ว่าไป ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า แต่ยังเป็นความหวังอยู่ พูดกันถึงที่สุด ผมเชื่อว่าถ้านักประชาธิปไตยมันนั่งเต็มสภา ไม่มีใครกล้ายึดอำนาจหรอก เพราะมันจะยึดโยงกับประชาชน แต่ปัญหาคือที่ผ่านมามันไม่มีความสัมพันธ์เชิงอุดมการณ์ระหว่างนักเลือกตั้งกับประชาชน

 

ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องนี้ แปลว่ามีส่วนจริงอยู่ ?

เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ เราก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้

อันที่จริงฝ่ายเผด็จการเขาปรับตัวตลอดเวลา ฝ่ายประชาธิปไตยต่างหากที่ล้าหลังไม่ยอมปรับตัว ผมเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ผมก็ต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวก็จบเลย ชนะแล้วยังไง สักพักก็พังในองค์กรอิสระ หลังจากนั้นก็ถูกยึดอำนาจ ใช่ไหม มันก็วนเวียนอยู่แบบนี้ ก็เห็นบนกระดานอยู่ ไม่มีอะไรซับซ้อน วันนี้สู้เพื่อชัยชนะ พอชนะแล้วก็รอความพ่ายแพ้ เพราะเรายังคิดกันแบบเดิม ซึ่งมันจะจบแบบเดิม

 

คุณเห็นความสามารถของ คสช. อย่างไร ถ้าเทียบกับยุค รสช. เมื่อปี 2534-2535

คสช. เขาเตรียมการมานาน ถ้าฟังตามที่เขาพูดหลายๆ วาระ จะเข้าใจว่าเขาเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2553 และเขาทำการบ้าน พูดง่ายๆ ว่าเขามีความเป็นระบบมากกว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่ตัวใครตัวมัน เป็นเสรีชน อิสระซึ่งกันและกัน ขณะที่เขามีความเป็นเอกภาพ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ฝ่ายประชาธิปไตยมักไม่ทบทวน ไม่รักษาชัยชนะ นี่เป็นปัญหาใหญ่ มักจะหลงใหลไปกับชัยชนะที่ได้มา จนลืมไปว่ามัจจุราชรออยู่

ผมคิดว่าบทเรียนที่ผ่านมามันอธิบายชัด และนักการเมืองต้องไม่สร้างเงื่อนไข บ้านเมืองมันถึงจะเดินไปได้ บทเรียนที่ผ่านมา ประชาชนได้ประชาธิปไตยมา ท้ายที่สุดก็ถูกปล้น เพราะผู้แทนกลับไม่ยึดโยงกับประชาชน ก็จะเป็นภาระของประชาชนอีกนั่นแหละที่จะเข้ามาทวงประชาธิปไตย

ตั้งแต่ผมออกมาจากคุกมารอบนี้ ผมก็พูดเสมอว่าแต่ละฝ่ายต้องทบทวน ต้องปฏิรูปตัวเอง ไม่เช่นนั้นถ้าดูกระดานการเมืองไทยแล้วยังเป็นแบบเดิม มันก็จะจบแบบเดิม

ผมว่าวิธีคิดของนักการเมือง ถ้าต้องการรักษาประชาธิปไตย ต้องคิดกันใหม่ ซึ่งวันนี้พอเข้าสู่สนามการเลือกตั้งมันก็ละเลงกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มัจจุราชรอเราอยู่ เดี๋ยวมันก็เดินมาทางนี้ ผมไม่ได้ไปยกตนข่มท่านแต่อย่างใด แต่ประวัติศาสตร์มันอธิบายไว้อย่างนั้น

 

ถ้าจะก้าวออกจากจุดเดิมไปสู่จุดใหม่อย่างสิ้นเชิง ต้องจินตนาการถึงทางออกแบบไหน ทำอย่างไรถึงจะพาสังคมไทยออกไปจากวังวนนี้ได้

ภารกิจของเราคือการสร้างประชาธิปไตย อะไรก็ตามที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย มันก็ไม่มีทางเป็น และแม้ว่ามันเป็นเรื่องยาก กรณีรัฐธรรมนูญ ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะแก้ไขเป็นศูนย์เลย ยกเว้นมีปาฏิหาริย์ ผมถึงบอกว่าผลพวงของรัฐประหาร มันล็อคเอาไว้หมดเลย

อีกอันต่อมาก็คือ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ ส.ว. สามารถโหวตเลือกนายกฯ ไหนจะองค์กรอิสระอีก ก็ผลัดกันเกาหลังกันจนไม่มีวันเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ไขง่ายกว่านี้ เรายังเดินกันไม่ถึงไหนเลย ความจริงนักการเมืองต้องก้าวหน้ากว่าเดิม เพราะโจทย์มันยากกว่าเดิม และเราต้องไปให้ทัน

 

การแก้รัฐธรรมนูญที่ว่ายาก ยกเว้นมีปาฏิหาริย์ มันสะท้อนว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่แข็งแรงพอที่จะเปลี่ยนแปลงเองไหม

ฝ่ายประชาธิปไตยเราต้องยอมรับความจริงที่ว่า ทุกคนเสียสละ ทุกคนอยู่กับความเจ็บปวด ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่สู้ แต่ว่ามันเจ็บปวดกันมากมาย แล้ว พอถึงเวลา มันควรที่จะพ้นทุกข์ แต่ก็ปรากฏว่าเราถูกกับดักให้วนเหมือนเดิม

ผมก็อยากให้พี่น้องเราพ้นจากความทุกข์นะ ให้เขามีความสุขกันสักที แต่ว่าทั้งหมดในกระดานการเมืองนี้ ผมไม่เรียกร้องส่วนอื่นหรอก เอาแค่ฝ่ายประชาธิปไตย ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะถ้าไม่เปลี่ยน ประชาชนเขาจะเปลี่ยนใหม่

 

 

บนกระดานการเมืองที่คุณเห็น ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและท้าทาย มีอะไรที่เป็นความหวังไหม

ผมคิดว่าประชาชนเชื่อว่าตัวเองมีอำนาจ

แต่ไม่ใช่ว่าพอผู้แทนได้อำนาจมาจากประชาชน หลังจากนั้นดันไปเชื่อมั่นกลไกรัฐอื่นๆ ซึ่งมีตัวอย่างมากมาย

วันนี้ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างมั่นคง ไม่หลงใหลกับสิ่งแวดล้อมอื่นใดที่จะทำให้เคลิ้มเคลิ้ม จนลืมที่มาคือประชาชน ผมเชื่อว่าถ้าซีกนักการเมืองยึดโยงประชาชน สังคมไทยจะมีห้วงเวลาประชาธิปไตยที่ยาวนาน ไม่เช่นนั้นเราก็จะเป็นประชาธิปไตยสั้นที่สุด

 

อย่างที่รู้กันว่าเวลานี้ แต่ละสีเสื้อชุมนุมบนถนนไม่ได้ ถ้าหลังเลือกตั้งมีปาฏิหาริย์อีก เสียงของประชาชนไม่ได้รับการเคารพอีก คุณมองออกไหมว่าวันนั้นจะเป็นอย่างไร

ผมเชื่อวิบากกรรมใครวิบากกรรมมัน เรายังไม่ได้วิเคราะห์ว่า ถ้า คสช. ยังอยากอยู่ต่อ เขาต้องเจออะไร ความจริงนี้นะ ผมนี่คิดได้ทุกทาง ถ้านายกฯ เป็นคนเดิม แต่เป็นคนเดิมที่ไม่มีมาตรา 44 ไม่มีอำนาจของหัวหน้า คสช. อีกต่อไป แล้วก็มาอยู่ในสภาฯ ซึ่งตัวเองอยู่มาเกือบ 5 ปีนี้ไม่เคยถูกตรวจสอบเลย และเป็นคนที่ใครก็ตรวจสอบไม่ได้

แปลว่าถ้าเป็นนายกฯ รอบนี้ จะไม่เหลือสิ่งเหล่านี้เลย จะกลายเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสิทธิ์เท่ากับ ส.ส. ลุกขึ้นอภิปรายในสภา สิ่งที่คนไม่เคยรับรู้กันมาก่อนคุณก็จะรับรู้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงอย่างอเนจอนาถ ซึ่งเราก็เห็นปลายทางกันมาหลายคน

ผมไม่ได้กลัวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯ ต่อ เพราะว่าผมเองก็เห็นอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ ในกระดานการเมืองที่ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แปลว่าถ้าวันใดกลับเข้าไปมีอำนาจรอบนี้ สิ่งที่เคยมีอยู่ก็จะหมดไปทุกอย่าง นั่นก็คือเข้าสู่สัจธรรมที่ว่า ไม่มีใครทำร้ายตัวเองได้ดีไปกว่าทำตัวเอง ถ้าเป็นผม ผมต้องรู้ว่าหมดเวลาแล้ว เล่นต่อไปมีแต่ขาดทุน เพราะว่าที่ผมลงพื้นที่มา ผมเห็นว่าประชาชนเขาไม่ต้องการอะไร คนการเมืองอย่างผมก็เห็นชัด เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ต่อไปมันจะทุกขลาภที่สุด

พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าถ้าไม่กล้าจริง รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ก็คงไม่เกิด แต่ไอ้ตอนนั้นมันถือปืน แต่นี่ใส่สูทอย่างเดียวไม่มีปืนอยู่ มันคนละเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ แต่ถ้ายังเชื่อในสิ่งนี้ก็เดินไปเถอะ

 

นึกย้อนไปวันที่คุณอยู่ในเรือนจำ จนถึงวันที่ก้าวออกมา ได้เจอการเมืองที่ยังวนอยู่กับที่ หลายคนก็บอกว่าความดุดันของคุณน้อยลง คุณทบทวนตัวเองยังไง มันตกผลึกอะไรข้างใน

ต้องเล่าให้ฟังว่าผมเป็นใคร ผมคือลูกชาวบ้านที่ยากจน ได้ใส่รองเท้าคู่แรกตอนอายุ 8 ขวบ เรียน ป.1 มีเสื้อผ้าชุดเดียว ไม่มีรองเท้า พอโตขึ้นมาหน่อยตัดสินใจไปเป็นครูบนดอย อาสาสอนเด็กนักเรียน เพราะตัวเองก็รู้ว่าความลำบากมันเป็นยังไง พอมาเป็นผู้นำนักศึกษาก็ไปเจอเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ผมก็ลงเวทีด้วยมือเปล่า ผมใช้คำพูดว่า กลับไปหอพักก็กินมาม่าอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ชีวิตก็ไม่เคยเปลี่ยน มันก็สู้ แล้วก็ยังต้องสู้ต่อไป

พอมาปี 2553 ผมเองก็ไม่ได้กลัวหรอก แต่ผมกลัวประชาชนที่พร้อมยอมตาย ซึ่งผมทนเห็นเขาตายไม่ได้ เพราะคนที่ตายมันไม่ใช่เราไง ถ้าผมตายมันก็จบ และเอาเข้าจริงตัวผมเองนั้น เขาอยากจะฆ่าวันไหนก็ฆ่าได้อยู่แล้ว ไม่ฆ่าวันนี้ วันรุ่งขึ้นก็ฆ่าได้

ผมไม่ได้อินังขังขอบว่าจะต้องได้รับรางวัลอะไร แล้วก็ตลอดการต่อสู้ชุมนุมช่วง 10 กว่าปีมานี้ ใครก็รู้ว่าระหว่างวัดกับที่ชุมนุมเป็นของคู่กัน ก่อนเข้าเวทีผมก็ไปไหว้พระ เพราะวัยเด็กผมก็เป็นเด็กวัดบวรนิเวศมาร่วม 10 ปี พระพี่ชายก็ทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาจนวันสุดท้ายในชีวิต พี่ชายผมก็เสียสละ จบลงด้วยการไม่สะสมอะไรสักอย่าง ยกให้กับศาสนาหมด ผมเองก็ยกให้กับการต่อสู้ทั้งหมดเหมือนกัน

ถ้าวันนี้เรามาถึงที่จุดหลายคนมองว่าผมลดความดุดันลงไป มันก็เหมือนในสถานการณ์หนึ่ง ในห้องหนึ่งที่อยู่กันสองคน เราไม่จำเป็นจะต้องตะโกนใส่กันก็ได้ แต่ว่าถ้าอยู่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง พูดเบาๆ ไม่ได้ได้ยิน เสียงก็ต้องดังให้เข้ากับความเป็นจริง

วันนี้หลายคนพูดว่า ทำไมผมพูดเสียงเบาลง ก็เพราะผมยังอยู่ในห้องเล็ก แต่วันใดที่ผมจะต้องไปพูดในห้องใหญ่ อยู่ในลานกว้าง เสียงผมก็ดังขึ้นเหมือนเดิม แต่ข้อสำคัญคือต้องรู้ว่าผมคิดอะไร ทั้งจุดยืนและจิตวิญญาณ อุดมการณ์ของผมเปลี่ยนไปหรือเปล่า

คนที่ฟังอย่าฟังแค่เปลือก มันต้องฟังให้ถึงแก่นว่าแก่นผมต้องการจะสื่ออะไร ผมว่าถ้าคนที่เข้าใจ เขารู้ว่าผมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แก่นผมยังเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแก่นผมได้ แต่เปลือกมันเป็นวิธีการ และสถานการณ์ที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นมันไม่ได้อยู่ที่เสียงดังหรือเสียงเบา ถ้าหัวใจมันไม่เปลี่ยนก็ความหมายเดียวกัน

 

คุณคิดว่าในวันเวลาที่ไม่รอใคร รวมถึงอิสรภาพและสังขารอันจำกัดของคุณ จะทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยแบบที่คุณอยากเห็นไหม

อยากจะเห็น แต่ตอบไม่ได้ว่าจะได้เห็นหรือไม่ ไม่สามารถการันตีได้ ทั้งที่เราต้องการจะส่งต่อบ้านเมืองนี้ให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานเราอย่างที่เป็นประชาธิปไตย

ในขณะเดียวกัน ภายใต้อิสรภาพและสังขารอันจำกัดนี้ เห็นหรือไม่เห็นไม่ใช่สาระ เพราะผมต้องการขีดเส้นใต้ชีวิตของจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงไปจนวันตาย

ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมยังไม่มีความทุกข์ เพราะว่าจิตใจผมไม่เคยคิดเป็นอื่น แล้วผมก็พยายามประคับประคองสถานการณ์ เป้าหมายผมไม่เคยเปลี่ยน การอ่านผมต้องอ่านที่หัวใจ เพราะฉะนั้น 10 กว่าปีนี้ ถ้าผมคิดเรื่องส่วนตัว ผมไม่เดินมาไกลถึงขนาดนี้ แม้ว่าจะต้องโดนทำร้ายอีก

 

เคยมีสักแวบไหมที่คุณคิดว่าพอดีกว่า การต่อสู้ทั้งหลาย หยุดดีกว่า

ผมเดินมาไกลเกินกว่าที่จะหยุด แล้วสุดท้ายทุกคนก็ต้องตาย

 

 

หมายเหตุ – สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - หัวหน้ากองบรรณาธิการ The101.world