101 จับประเด็นบางส่วนจากการพูดคุยแบบสบายๆ กับ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักสิทธิมนุษยชน นักเคลื่อนไหว ในรายการ 101 One-on-One Ep.86 ทั้งเรื่องการเมืองและชีวิตแบบม่วนๆ

อีสานเจริญแล้วจริงไหม เขามองการเมืองปัจจุบันอย่างไรผ่านสายตาลูกอีสาน ชีวิตในเรือนจำเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาเชื่อหรือไม่ อะไรคือความฝันของเขา และจะหล่อเลี้ยงความหวังอย่างไรกับสิ่งที่ยากจะสำเร็จ

 

:: ประเทศต้องพัฒนาด้วยความหลากหลาย ::

 

 

ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น เผด็จการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาก็เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐธรรมนูญของประชาชน รัฐธรรมนูญ 2540 ถือว่าประชาชนมีส่วนร่วมในระดับหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าพอประชาชนมีส่วนร่วมรัฐธรรมนูญก็เป็นประโยชน์แก่ประชาชน แต่รัฐธรรมนูญ 2560 เห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์กับ คสช. ล้วนๆ มีเลือกตั้ง มีสภา แต่ภาพก็ยังชัดเจนไม่เลือนราง

การมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญ สังคมไทยตอนนี้ไม่ได้ต้องการคนรู้ทุกอย่าง เก่งทุกอย่าง แบบประยุทธ์ที่เป็นประธานทุกอัน มันเก่งเกินไป แต่เราต้องเอาคนเก่งที่เข้าใจปัญหามาช่วยกันทำงาน คุณไม่รู้ก็ไม่ต้องพูด ไม่ใช่ยึดอำนาจไว้คนเดียว ทำคนเดียว

ถามเขาบ้างว่าเราจะพัฒนาประเทศอย่างไร คนอีสานไม่ใช่ว่าไม่ต้องการความเจริญ เขาต้องการความเจริญ แต่ต้องมาจากการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ว่าเขาจะค้านทุกเรื่อง เขาค้านเพราะเขาไม่มีส่วนร่วม มีวาทกรรมที่บอกว่า “เราต้องเสียสละเพื่อประเทศ” เขาเสียสละได้ แต่เป็นการทำเพื่อประเทศจริงไหม ที่ผ่านมาก็เพื่อพวกคุณเท่านั้นเอง ใครจะไปยอมล่ะ

ประเทศนี้ต้องออกแบบร่วมกัน ผมไม่ใช่เจ้าของปัญหาทุกปัญหา ชาวนาก็ต้องมาออกแบบว่าต้องการชีวิตแบบไหน เรื่องทรัพยากรก็ให้ประชาชนมากำหนดร่วมกัน วันนี้ต้องมีพื้นที่ให้ความหลากหลายอยู่ร่วมกัน ประเทศต้องพัฒนาด้วยความหลากหลาย

สิ่งที่จะเป็นพื้นฐาน คือ รัฐธรรมนูญ เราเคยทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสามัญชน ถามชาวบ้านว่าอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไร เขาไม่ได้ต้องการรวย แต่เขาอยากมีส่วนกำหนดราคาผลผลิตทางการเกษตร มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เขาไม่ทำ

 

:: ความเจริญที่แท้จริงคือคุณภาพชีวิตที่ดี ::

 

 

ผมไม่ได้มอง ‘ความเจริญ’ เป็นแค่การมีถนนหรือห้างสรรพสินค้า แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าอีสานเจริญหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในกรุงเทพฯ จะไม่มีคนขับแท็กซี่ที่เป็นคนอีสานอีก เวลาขึ้นแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ผมก็ถาม “อ้ายคนอีสานบ่” / “แม่น” / “คนไส” / “อุบล” / “เป็นหยังอ้ายมาขับแท็กซี่” / “โอ๊ย เฮ็ดนาบ่รวยวะ”

ช่วงเทศกาล กรุงเทพฯ ก็เงียบหมดเลย ถ้าคุณภาพชีวิตที่อีสานดีจริง คนอีสานกลับบ้านหมดแล้ว เหมือนเพลงพี่ปู (พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์) “กลับบ้าน ผองเราชาวลูกอีสาน”

ความเจริญแบบของเขา คือ มีน้ำ มีไฟ มีถนนเพื่อส่งออกอุตสาหกรรม เขาไม่ได้คิดเพื่อคนอื่นแต่คิดเพื่อตัวเอง เวลาเขาใช้คำพูดหรือวาทกรรมมันดูดี เราไปค้านก็ดูแย่ ขัดความเจริญ ทั้งที่เขาทำเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อผลประโยชน์ของเขาไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

ความเจริญหรือคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้วัดที่ถนนหรือจีดีพี แต่ดูที่ความสุข มันมีไหมล่ะ ทำนาก็เป็นหนี้ จะเอาความสุขมาจากไหน ต้องมาทำงานกรุงเทพฯ เป็นแรงงาน พอเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ดีไปทั้งระบบ ถ้าชนชั้นล่างไม่มีเงินซื้อ ชนชั้นกลางก็ไม่มี สัมพันธ์กันเป็นทอดๆ ตั้งแต่รัฐประหารมาเห็นได้ชัดเลย มีการฆ่าตัวตายมาก ราคาการเกษตรแย่ ตอนนี้ก็ข้าวเหนียวแพง เป็นอะไรไม่รู้ จั๊กอะไรล่ะ

 

:: รัฐบาลทำหน้าที่เหมือนฝ่าย(ขี้)ค้าน ::

 

 

ผมเคยพูดตั้งแต่ช่วงรณรงค์รัฐธรรมนูญปี 2559 ว่า แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่สถานการณ์จะไม่ได้ดีขึ้นจริงๆ มันเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เหมือนจะเปลี่ยนแปลง แต่จริงๆ ไม่ได้เปลี่ยน ก็ยังเป็นเผด็จการเหมือนเดิม ถ้าใครฟังอภิปรายในสภา ผมคิดว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่เหมือนเป็นรัฐบาล แต่รัฐบาลทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แบบขี้ค้านน่ะ (ขี้เกียจ) ไม่เข้าประชุม ไม่ทำอะไร

ตอนเขาอภิปรายก็ฟังดูดีนะ แต่ถามว่าเป็นไปได้ไหมเมื่อกลไกยังเป็นแบบนี้ ส.ว. 250 คนยังโหวตให้ประยุทธ์อยู่อย่างนี้ ยังมีกลไกเลือกตั้งต่างๆ อีก ถึงจะมีเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย ต้องดูที่มาของกฎหมายด้วย บรรยากาศดีขึ้นนิดหนึ่ง แต่จะไปหวังกับสภาไม่ได้เพราะกลไกเป็นแบบนี้

จะคิดว่าเป็นการปลดปล่อยก็ได้ คนทนมา 5 ปีได้ระบาย แต่ก่อนลองด่าแบบนี้สิอยู่ไม่ได้เลยแหละ ในแง่ดีคือคนได้เรียนรู้ ดูกึ๋นฝ่ายค้านกับรัฐบาล คนไม่สนใจการเมืองมาฟังดูก็รู้ว่าใครพูดจริงใครแถ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงกฎหมายหรือนโยบาย

สุดท้ายต้องเริ่มจากรัฐธรรมนูญ ต้องกำหนดกติการ่วมกัน จัดการเลือกตั้งที่แฟร์ ไม่ใช่มี ส.ว. 5 ปีแบบนี้ ประยุทธ์จะอยู่ 2 วาระ 8 ปี ยุทธศาสตร์ชาติครอบ 20 ปี มันจะพัฒนายังไง เขากดทุกทางอยู่แล้ว สถานการณ์อาจดีกว่าแต่ก่อนที่พูดได้มากขึ้น แต่กลไกถูกวางไว้หมดแล้ว

 

:: อย่าหยุดที่จะทำเพื่อความฝันร่วมกัน ::

 

 

ถ้าเราปล่อยให้เขาละเมิดสิทธิคนอื่นได้ เขาก็ละเมิดเราได้ ต่อให้ไม่โดนกับตัวแต่เราก็ต้องปกป้อง ถ้าปล่อยให้เกิดการกระทำแบบนี้ต่อไปสักวันหนึ่งมันถึงเราแน่ ที่ทำอยู่ก็ทั้งทำเพื่อคนอื่นและเพื่อตัวเองด้วย

สมัยเป็นนักศึกษาเราจะพูดว่า เรามีความฝันร่วมกัน เราอยากเห็นสังคมแบบไหน สิ่งที่เราทำก็เพื่อความฝันนั้น อยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากเห็นสังคมดีขึ้น สังคมในจินตนาการเราคือทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการกดขี่ อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ไม่มีความขัดแย้งชนิดว่าคนบ้านเดียวกันคนละสีเสื้อแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทำนาต้องได้เงิน ลูกหลานต้องได้เรียน ชาวบ้านไม่ต้องคอยกังวลว่าโรงงานจะมา หรืออย่าง ‘พีมูฟ’ ที่ชาวบ้านต้องมานอนหน้าทำเนียบ มันไม่ใช่วิถีชีวิตของเขา

ผมทำตามความฝันอยู่ตลอด มนุษย์คนใดไม่มีความฝันก็ไม่ต่างกับคนที่ตายแล้ว ถ้าทำแล้วสิ่งที่ฝันไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ตายอย่างสบายใจว่าเราทำเต็มที่แล้ว ดีกว่าเสียดายที่ไม่ได้ทำ การเปลี่ยนแปลงสังคมยากมาก อยากเปลี่ยนให้ได้ในเจนเรา แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกผิดต่อสามัญสำนึกว่าเราปล่อยให้สังคมเละเทะไปโดยที่เราไม่ทำอะไร มันอาจจะยังเละเทะแต่เราพูดได้ว่าเราทำเต็มที่หมดเนื้อหมดตัวไปกับการทำแบบนี้แล้ว

ผมเคยท้อมาก่อน ผิดหวังกับสังคม ทำไมคนไม่เข้าใจ ทำไมคนไม่ออกมา ทำไมคนไม่คิดว่าเราเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เราท้อก็ไปบวช เปลี่ยนวิธีคิดในการมอง สบายใจขึ้น มีความสุขขึ้น ติดคุกก็เปลี่ยนความคิดอีก ทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจความหลากหลาย เข้าใจว่าทำไมคนไม่พร้อม เหมือนอัพเลเวล คนเราก็ต้องท้อแหละธรรมดา แต่ไม่ได้ทำให้เราหยุดทำตามที่ฝัน

 

:: คุกก็เหมือนสังคมหนึ่งที่มีคนทุกแบบ ::

 

 

ช่วงทุกข์ที่สุดตอนอยู่ในคุกคือช่วงเวลาไหน?

ช่วงรับสารภาพ มันสับสน ไม่มีทางเลือกให้เราเลย แล้วเราต้องตัดสินใจทางที่ไม่อยากเลือก ตอนแรกรู้สึกเหมือนสูญเสียความเป็นตัวเอง สูญเสียตัวตน ร้องห่มร้องไห้ ซึมไปสักพักหนึ่ง บางทีทางที่เราเลือก เราอาจไม่ได้เลือกก็ได้

บทเรียนล้ำค่าที่สุดหลังออกจากคุกมาคืออะไร?

อย่าเข้าไปอยู่ในคุก ใครจะอยากอยู่ในคุกล่ะ บ้าบอ

สิ่งที่เขาพูดว่า “คืนคนดีสู่สังคม” ในคุกมีกระบวนการเรียนรู้ มีวิทยากร แต่สิ่งสำคัญคือสังคมไม่ให้โอกาสไง ทุกคนทำพลาดได้ สังคมต้องเปิดรับเขา แต่คนคุกถูกมองเป็นคนเลว ทั้งที่สังคมข้างนอกน่ากลัวกว่าในคุกอีก บางคนแต่งตัวดีแต่หลอกลวง คนในคุกก็คือคนเหมือนกัน ก่อนเข้าคุกเขาก็อยู่ในสังคม ทำไมพอติดคุกแล้วต้องเปรียบเทียบว่าเขาไม่เหมือนเดิม เขาก็เป็นคนในสังคมเหมือนเดิมนั่นแหละ

ในคุกเหมือนสังคมหนึ่ง มีคนจิตใจดี มีทุกแบบ ในความเป็นมนุษย์มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น บางคนเคยติดคุกแล้วไปสมัครเป็นเด็กปั๊ม พอเขารู้ก็ไม่รับ ต้องกลับไปทำแบบเดิม เขาเป็นคนทั่วไปแต่อาจมีชั่ววูบหรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจ รับจ้างตัดอ้อยได้ 300 บาท ขายยาได้เป็นหมื่นเป็นแสน เราอาจบอกว่าคนอื่นไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเลย ใช่ไง แต่คนไม่ไหวมันก็มี บางคนยอมทำทั้งที่รู้ว่าจะติดคุกเพื่อให้ที่บ้านสบาย มีหลายอย่างมากในนั้น ทำให้เราเปิดมุมมองเข้าใจความเป็นคนมากขึ้นและเห็นว่าคนในคุกไม่ได้ต่างจากในสังคม แต่เวลาเขาออกมาทำไมคุณไม่ต้อนรับเขา

 

:: คนเล็กๆ เปลี่ยนสังคมได้ด้วยความเชื่อ ::

 

 

ตอนนั้นผมลงพื้นที่ที่เมืองเลย เจอพี่คนหนึ่งแกดู 15 ค่ำ เดือน 11 แล้วมาคุยกับผม “เฮ้ย ไผ่น้อง เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ” โห เท่ว่ะ คำนี้เฉียบมาก ตอนนั้นไม่รู้ว่ามาจากหนัง

ถ้าเฮาเซื่อในสิ่งที่เฮ็ดมันกะเฮ็ดเป็นจริงไปได้ ถ้าเฮาเซื่อว่าเฮาเปลี่ยนแปลงสังคมได้ มันกะสิเปลี่ยนไปได้ ถ้าเฮาเซื่อนำกันมันกะเปลี่ยนแปลงได้ ชีวิตมันสิดีขึ้น แค่มีความเซื่อ

คนรุ่น 14 ตุลาฯ รุ่น 6 ตุลาฯ หลายคนกะเซื่อจนตาย บ่เห็นเป็นหยังหนิที่เซื่อแล้วเฮ็ด อาจสิบ่สำเร็จ แต่อย่างน้อยความเซื่อที่เขาเฮ็ดมันกะยังมีฮอดมื้อนี้ บ่มีพวกเขาก็บ่มีเฮา ถ้าบ่มีเฮาก็บ่มีรุ่นต่อไป อย่างน้อยๆ มันบ่สำเร็จแต่กะมีรุ่นต่อๆ ไปแบบนี้