fbpx

‘เวลายิ่งยืดเยื้อ สังคมยิ่งชินชา’: แสงสว่างที่ห่างไกลจากปลายอุโมงค์ของการนิรโทษกรรมชายแดนใต้ กับ อับดุลเลาะ เงาะ

นิรโทษกรรมชายแดนใต้

1,051 กิโลเมตร คือระยะทางที่ อับดุลเลาะ เงาะ เดินทางมาจากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (Network of Affected People from Emergency Law: JASAD) จังหวัดปัตตานี สู่ศูนย์รวมอำนาจแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างรัฐสภาไทย เพื่อมายื่นกระดาษเพียงไม่กี่ใบแก่นักการเมืองที่เสมือนเป็นตัวแทนของพวกเขาเพียงไม่กี่คน แต่กระดาษในนั้นกลับแบกเสียงสะท้อนของชาวบ้านหลายพันคน เพียงหวังว่าอาจทำให้ผู้อำนาจที่อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางได้ยินเสียงบ้าง และหวังว่าจะสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงจะพัดมาถึงยังดินแดนสนธยาอย่าง ‘ชายแดนใต้’ ได้

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมาไกลเช่นนี้? – คำตอบคือ ‘การนิรโทษกรรม’

แม้ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ‘การนิรโทษกรรมคดีการเมือง’ กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญท่ามกลางตลาดของนโยบายและสมรภูมิทางความคิด และหลายพรรคการเมืองก็ออกมาแสดงจุดยืนในทิศทางบวกต่อนโยบายดังกล่าว ราวกับว่าสังคมไทยอันเต็มไปด้วยความขัดแย้งกำลังจะเห็นแสงสว่างเล็กๆ ที่อยู่ปลายอุโมงค์

น่าเสียดายที่แสงสว่างนั้นอาจสว่างไม่พอที่จะส่องไปถึงปลายด้ามขวานของประเทศไทย หลังการเลือกตั้งเป็นต้นมา ไม่มีใครพูดถึง ‘การนิรโทษกรรมชายแดนใต้’ ทั้งที่หลายคดีในพื้นที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายพิเศษที่ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปี ทมีการออกหมายจับคดีความมั่นคงในพื้นที่มากถึง 7,620 หมาย และมีการบังคับให้สูญหายขณะถูกควบคุมตัวอยู่หลายกรณี น่าตั้งคำถามว่า ‘การนิรโทษกรรมคดีการเมือง’ ที่สังคมถกเถียงในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้จะถูกนับรวมด้วยหรือไม่

101 สนทนากับ อับดุลเลาะ เงาะ ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ถึงความคาดหวังต่อการนิรโทษกรรมชายแดนใต้ ความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายแดนใต้ ตลอดจนความท้าทายของในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนท่ามกลางพื้นที่พิเศษที่ต้องเผชิญ

ภาพจากอับดุลเลาะ เงาะ


ก่อนหน้านี้คุณเคยมีประสบการณ์การถูกควบคุมตัวในพื้นที่มาทั้งหมดสามครั้ง อะไรคือสิ่งที่คุณตกตะกอนจากเหตุการณ์เหล่านั้น

ผมเคยถูกควบคุมตัวทั้งหมดสามครั้ง ประกอบด้วยปี 2552, 2555 และ 2557 รวมทั้งสิ้น 77 วัน

หลังจากการถูกควบคุมตัวในครั้งแรกจำนวน 35 วัน ผมถูกปล่อยตัวโดยไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาอะไร และทำให้ผมเริ่มรู้จักกับนักสิทธิมนุษยชนจากกรุงเทพฯ และเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมที่ให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ จนตระหนักว่าทั้งที่สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่มนุษย์พึงมี แต่เมื่อเราไม่มีความรู้และความเข้าใจต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมากเท่าที่ควร ส่งผลให้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลายคนจึงยอมศิโรราบกับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงอันเป็นผลมาจากความไม่รู้

หลังจากนั้น 3 ปี ผมก็ถูกควบคุมตัวอีก 7 วัน ในช่วงปี 2555 และครั้งนั้นเองก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่าการถูกควบคุมตัวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงอิสรภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตด้านอื่นๆ ในระยะยาวด้วย ทั้งด้านสุขภาพจิต เศรษฐกิจและสังคม

เมื่อเราถูกควบคุมตัวและได้รับการปล่อยตัวกลับมาในหมู่บ้าน ไม่ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ผมถูกควบคุมตัวชาวบ้านเขาไม่รู้หรอก เขารู้เพียงว่าคนคนนี้ถูกทหารควบคุมตัว ราวกับว่าสังคมได้พิพากษาไปแล้วว่าคนที่ถูกควบคุมตัวอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้เห็นต่างหรือกลุ่มผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ เมื่อพวกเขาไปสมัครงานก็จะมีปัญหาเพราะคนทั่วไปเขาก็ไม่อยากจะมีปัญหากับฝ่ายรัฐและไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหารหรือตำรวจวนเวียนและป้วนเปี้ยนบ่อยครั้ง

นอกจากนี้เมื่อคุณถูกควบคุมตัว ครอบครัวก็จะหมดเงินทองไปกับการเดินทางไปเยี่ยม เนื่องจากหลายครั้งระยะทางจากภูมิลำเนาไปยังค่ายทหารซึ่งเป็นสถานที่ควบคุมตัวนั้นไกล เช่น บางคนอาศัยอยู่ในจังหวัดนราธิวาส แต่ถูกควบคุมตัวที่จังหวัดปัตตานี นั่นหมายความถึงระยะหลายสิบกิโลเมตร และค่าเดินทางอย่างน้อย 400-500 บาทต่อวัน ซึ่งตามอำนาจของกฎหมายพิเศษสามารถควบคุมตัวประชาชนได้นานถึงหลักเดือน

สำหรับการควบคุมตัวครั้งนั้น ผมถูกควบคุมตัวไว้ในห้องแคบๆ เหมือนกับการขังเดี่ยว แม้จะไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ แต่ตามหลักสิทธิมนุษยชนถือว่าการขังในห้องแคบๆ ก็นับเป็นการทรมานแล้ว ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติด้านสุขภาพจิตแล้ว  หลังจากที่ผมถูกปล่อยตัวเวลาได้ยินหรือพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเสียงของระเบิด หรือภาพของเจ้าหน้าที่กำลังปิดล้อมพื้นที่ ก็ทำให้ผมนึกถึงห้องสี่เหลี่ยมที่เราเคยถูกควบคุมตัวและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยตามมา จนผมตัดสินใจเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์

อีกครั้งเมื่อปี 2557 ผมโดนควบคุมตัวครั้งที่สามจำนวน 35 วัน ประจวบกับช่วงเวลานั้นมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และดูจากสถานการณ์เห็นว่าเริ่มจะเลวร้ายลง ผมอยู่ในนั้นนานจนผมตัดสินใจบอกเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลในสถานที่ควบคุมตัวว่า หากมีการรัฐประหารขึ้น พี่ช่วยเคาะประตูบอกผมหน่อย ผมยังจำได้เลยว่าในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ขณะที่เรายังอยู่ในห้องขัง เขาก็มาเคาะประตูห้องแล้วบอกเราว่า ข้างนอกสถานที่แห่งนี้เกิดการรัฐประหารแล้ว

ท้ายที่สุดคดีนั้นที่ทำให้เราถูกควบคุมตัวครั้งที่ 3 อัยการไม่สั่งฟ้อง แต่ชีวิตเราพังไปหมดแล้ว เงินที่กู้จากธนาคารเพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัวก็หมดลงเนื่องจากที่เจ้าหน้าที่มาปิดล้อมบ่อยครั้ง และผมก็ไม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้อีกครั้ง


เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้คุณเกิดแนวคิดก่อตั้งเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ใช่ไหม

ใช่ การถูกควบคุมตัวทั้งสามครั้งทำให้เห็นและเข้าใจว่า การบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้น่ากลัวกว่าที่ผมคิด เพราะมันทำลายทุกอย่างในชีวิตของผม ไม่ว่าจะเป็นสังคม การงานอาชีพ ตลอดจนสุขภาพจิต เรียกได้ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นได้สร้างบาดแผลภายในจิตใจผมอย่างมาก หากคุณเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นนั้น นับเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะกลับไปสู่สภาวะปกติได้ นอกเสียจากว่าคุณจะออกไปจากพื้นที่ซึ่งมีตัวกระตุ้นให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

หลังจากออกมาจากสถานที่คุมตัว ผมก็เกิดความคิดว่าเราสามารถช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่างเป็นระบบได้อย่างไร เพราะไม่ต้องการให้ใครมาพบเจอกับประสบการณ์เลวร้ายเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยบาดแผล

ดังนั้น ผมและเพื่อนๆ ซึ่งบางคนเคยอยู่ในเรือนจำ บ้างถูกดำเนินคดีตามกฎหมายพิเศษ บ้างครอบครัวถูกวิสามัญหรือถูกบังคับใช้กฎหมายพิเศษ จึงตัดสินใจมารวมตัวกัน โดยมีโจทย์แรกร่วมกันคือทำอย่างไรให้ครอบครัวสามารถเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ถูกควบคุมตัวได้ทุกวัน เนื่องจากการถูกควบคุมตัวภายในห้องมีลักษณะสี่เหลี่ยมแคบๆ เราไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนมาไหนได้ นอกจากสองเหตุผล คือ เจ้าหน้าที่นำตัวคุณไปสอบสวน และครอบครัวมาเยี่ยม

หลายคนที่ถูกควบคุมตัวต้องลุ้นในทุกวันว่าวันนี้ญาติของเขาจะเดินทางมาเยี่ยมหรือไม่ แม้ระยะเวลาสำหรับการเยี่ยมอาจไม่มาก แต่เพียงแค่การได้ออกไปเจอโลกภายนอก เห็นต้นไม้ตามรายทาง สายลมสัมผัสกระแทกใบหน้า ก็ทำให้คนที่อยู่ข้างในรู้สึกมีความสุขขึ้นได้แล้ว

นอกจากการรวมกลุ่มเพื่อผลักดันให้ญาติสามารถไปเยี่ยมแล้ว เรายังต้องการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายพิเศษแก่ประชาชนอีกด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัว หลายครั้งหากผู้ถูกคุมตัวได้รับการประกันตัว เราจะพยายามฝึกให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงสามารถต่อสู้เพื่อสิทธิที่เขาพึงมีได้ แต่หากไม่ได้รับการประกันตัว หน่วยงานของเราก็จะอบรมภรรยาแทน เพื่อให้ครอบครัวเห็นภาพกระบวนการที่พวกเขาต้องเผชิญได้ว่าหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร


นอกจากหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแล้ว JASAD ยังทำงานร่วมกับผู้ได้รับผลกระทบในด้านเยียวยาจิตใจด้วย JASAD มีขั้นตอนการทำงานด้านการเยียวยาจิตใจอย่างไร

เนื่องจากมิติการเยียวยาด้านจิตใจนั้นยังไม่มีหน่วยงานไหนในพื้นที่ที่ดำเนินงานอย่างจริงจัง และเราก็รับรู้ว่าการถูกควบคุมตัวนับเป็นเรื่องไม่คาดฝันไม่ว่าสำหรับครอบครัวใดก็ตาม หลายครั้งจึงเป็นเหมือนอุบัติเหตุทางจิตใจที่ส่งผลในระยะยาว

ภาพเสาหลักของครอบครัวหรือสมาชิกของบ้านต้องโดนพรากไปกับทหารซึ่งไม่มีใครทราบชะตากรรมของผู้ที่ถูกควบคุมตัวไป บางกรณีก็เสียชีวิตในค่ายทหารขณะการถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ส่งผลให้หลายครอบครัวเขาไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความกลัวที่เกิดขึ้นไปได้

JASAD จึงทำหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือจากภายนอก เพราะหากไม่มีใครไปเยียวยา สนับสนุน และให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษแล้วนั้น เขาก็จะไม่มีแรงและกำลังใจในการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกควบคุมตัวได้

นอกจากมิติการเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ เรายังต้องช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกด้วย โดยหลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัว ก็จะใช้วิธีการพูดคุยกับเขาเพื่อประเมินสุขภาพจิต หากประเมินแล้วพบว่าเข้าข่ายได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ เราจะส่งต่อไปให้แก่หน่วยงานที่มีศักยภาพช่วยเหลือ ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลด้านสุขภาพจิตเบื้องต้น (psychological first aid)


อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ JASAD มีทั้งผู้ที่เคยถูกควบคุมตัว ทั้งผู้ที่ต้องช่วยเหลือเคสของคนอื่นๆ มากมาย JASAD มีแนวทางเยียวยาบาดแผลทางจิตใจให้เจ้าหน้าที่อย่างไรบ้าง

พวกเราก็ไปไม่ถูกเหมือนกันในช่วงแรก เนื่องจากหลายกรณีที่เข้ามาร้องเรียนกับเรา บางคนมาพร้อมกับความตื่นตระหนก บางคนมาพร้อมกับน้ำตา ซึ่งหากเจ้าหน้าที่รับเรื่องต้องรับเรื่องราวเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีวิธีจัดการ หลายคนก็มักจะเอาความรู้สึกตัวเองไปแทนเป็นเขา มันเลยเป็นเรื่องที่หนักมากในการทำงานช่วงแรก

ต่อมาทาง JASAD จึงสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ฟังโดยที่เราสามารถดูแลผู้อื่นและไม่ทำร้ายตัวเองได้ ตลอดจนการรักษาบาดแผลทางใจเบื้องต้น ทำให้เมื่อพวกเขาเริ่มรู้ตัวว่าเกิดปัญหาภายในจิตใจ ก็จะมีเครื่องมือที่สามารถพาเขาก้าวข้าม ปรับตัว และจัดการตัวเองได้ดีขึ้น


ก่อนหน้านี้คุณเดินทางมายื่นข้อเสนอนิรโทษกรรมชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 อะไรทำให้คุณมายื่นข้อเสนอด้วยตัวเอง

ตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา สังคมเริ่มพูดถึงการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองเป็นวงกว้างมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป พรรคเพื่อไทยกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราก็ยังมีความหวังเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมทางการเมืองอยู่ เพราะยังมีคดีของคนเสื้อแดงที่ค้างคาอยู่ ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการหยิบประเด็นนี้มาคุยบนโต๊ะอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ในช่วงเวลานั้นเราเห็นหลายพรรคการเมืองต่างออกมาเสนอร่างและหลักการของการนิรโทษกรรมซึ่งมีความหลากหลายทางความคิดอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองขั้วไหน หรือมีความคิดทางการเมืองอย่างไร กลับไม่มีการพูดถึงการนิรโทษกรรมคดีความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้เลย

ที่ผ่านมา แม้สังคมจะตั้งคำถามว่าคดีที่เกิดในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นคดีความมั่นคงหรือไม่ แต่ต้องไม่ลืมว่าคดีความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ล้วนแต่มีเป้าประสงค์ทางการเมืองทั้งสิ้น กล่าวคือประชาชนที่ถูกควบคุมหลายคนเขาไม่ได้เลวโดยสันดาน เพียงแต่เขามีอุดมการณ์ที่เขายึดถือ และการเรียกร้องของเขาเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ทั้งสิ้น


หลักการในข้อเสนอของคุณคืออะไร

หลักสำคัญที่ไปยื่นในครั้งนี้ เราไม่ได้ต้องการให้เกิดการนิรโทษกรรมทุกคดี เพราะทาง JASAD เองก็รู้ว่าเป็นไปได้ยาก เพียงแต่ต้องการให้เกิดการพูดคุยในสังคมถึงนิยามของคำว่า ‘คดีความมั่นคง’ คืออะไร และคดีในพื้นที่ชายแดนใต้นับว่าเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ ตลอดจนการตกตะกอนว่าคดีลักษณะใดบ้างที่ควรได้รับการนิรโทษกรรม เช่น คดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางกายภาพ หรือคดีปิดปาก (SLAPP) เป็นต้น

คดีความมั่นคงในพื้นที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายพิเศษซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการอย่างไม่โปร่งใสและไม่เท่าเทียมกัน บางคนถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตั้งข้อกล่าวหาแรงกว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการพยายามฆ่า มีอาวุธในครอบครอง หรืออั้งยี่-ซ่องโจร ทั้งที่หลายคดีก็ไม่พบอาวุธในพื้นที่การควบคุมตัวเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหายังเสียเปรียบในการต่อสู้คดีอย่างมาก หลายคนไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้ไม่มีอิสระในการค้นหาพยานหลักฐาน เพื่อหักล้าง ถ่วงดุล พิสูจน์ว่าตนไม่ผิดอย่างไร ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมีกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้คนเหล่านี้ได้ง่าย ทั้งการแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาช่วงปี 2551 เพื่อให้ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐาน หรือพยานบอกเล่าที่ได้มาจากผลของกระบวนการตามกฎหมายพิเศษได้ ซึ่งแต่ก่อนศาลจะไม่รับฟังพยานที่ได้มาจากกระบวนการของกฎหมายพิเศษ

เหตุผลที่ข้อเสนอของเราครั้งนี้ไม่ได้รวมคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงด้านกายภาพ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม เพียงแต่สังคมไทยอาจยังไม่เข้าใจบริบทและสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ และหลายคนคงจะรับไม่ได้หากรวมคดีลักษณะดังกล่าวเพื่อเพิ่มโอกาสให้การนิรโทษกรรมในพื้นที่ชายแดนใต้สำเร็จ


กระแสตอบรับของภาคการเมืองและสังคมเกี่ยวกับข้อเสนอนิรโทษกรรมชายแดนใต้เป็นอย่างไรบ้าง

พรรคการเมืองที่รับข้อเสนอต่างตอบรับเป็นอย่างดี หลายพรรคการเมืองก็สัญญาว่าจะเป็นกระบอกเสียงเพื่อนำไปสู่การพูดคุยในสังคมต่อไป แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมค่อนข้างไม่อยากให้มีเรื่องชายแดนใต้อยู่ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนี้

ผมเข้าใจดีว่าการนิรโทษกรรมชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ยาก แต่ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่เป็นธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้กันเสียที ถึงเวลาแล้วที่เราจะถกเถียงว่าคดีแบบไหนที่ควรนิรโทษกรรม และคดีแบบไหนที่สังคมมองว่าไม่สามารถนิรโทษกรรมได้

ในความคิดของผม คดีเกี่ยวกับอั้งยี่-ซ่องโจร หรือมาตรา 116 ที่เป็นคดีทางความคิดสามารถนิรโทษกรรมได้ก่อน ส่วนคดีความรุนแรงด้านกายภาพ เช่น คดีก่อการร้าย ก็ต้องมีการปฏิรูปให้การพิจารณาคดีโปร่งใส เนื่องจากหลายครั้งคดีเหล่านี้ตั้งต้นมาจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่โปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับการตอบรับของชาวบ้านในพื้นที่นั้น หลายคนยังไม่รู้ว่าการนิรโทษกรรมจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร หรือแม้แต่อดีตผู้ต้องขัง นักกิจกรรมทางการเมือง หรือภาคประชาสังคมที่เข้าใจเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมในระดับหนึ่ง ก็ยังไม่เข้าใจกลไกของรัฐสภาในการขับเคลื่อนเป็นกฎหมาย

ดังนั้น ไม่ว่าวาระการนิรโทษกรรมชายแดนใต้จะถูกบรรจุเข้าไปอภิปรายในรัฐสภาหรือไม่ แต่โจทย์การให้ความรู้ของผมก็ต้องเดินหน้าต่อไป ผมจะจัดเวทีเพื่อให้ความรู้และความเข้าใจต่อการนิรโทษกรรมชายแดนใต้ต่อไป เพื่อให้ทั้งฝ่ายภาคการเมือง ฝ่ายกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาเป็นกฎหมายที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน

เวทีการพูดคุยเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และสะท้อนไปยังรัฐบาลโดยตรงว่าผู้คนในพื้นที่แห่งนี้เขาอยากได้ความสงบเพียงใด และรัฐบาลให้ความสำคัญต่อประเด็นสันติภาพในชายแดนใต้หรือไม่


ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การนิรโทษกรรมชายแดนใต้เป็นเรื่องยาก

เนื่องจากหลายคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางด้านกายภาพ หรือเกี่ยวข้องกับอาวุธ ทำให้พื้นที่ชายแดนใต้กลายเป็นพื้นที่ที่ยากในการพูดคุย ตลอดจนฝ่ายความมั่นคงกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับกลุ่มคนผู้ถูกดำเนินคดีความมั่นคง

ตราบใดที่รัฐบาลพลเรือนไม่มีอำนาจที่สามารถคุมกองทัพได้และรัฐบาลกับกองทัพมีอำนาจที่ไม่เท่ากันเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ไม่สามารถดำเนินนโยบายเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ได้ งบประมาณและนโยบายก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง กองทัพยังมีอำนาจเหมือนเดิม กฎหมายพิเศษก็ถูกบังคับใช้เช่นเดิม และการพูดคุยสันติภาพก็ไม่คืบหน้าเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้การนิรโทษกรรมกลายเป็นเรื่องที่ยาก และปัญหาชายแดนใต้ก็ไม่มีวันคลี่คลาย มิหนำซ้ำอาจเลวร้ายลงในทุกๆ วัน


การนิรโทษกรรมชายแดนใต้จะส่งเสริมการพูดคุยสันติภาพได้อย่างไร

การนิรโทษกรรมชายแดนใต้จะสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐไทยและหน่วยงานความมั่นคงต่อการพูดคุยเจรจาสันติภาพว่า รัฐบาลพลเรือนต้องการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐไทยหรือฝ่ายกลุ่มผู้เห็นต่างก็จะแย่งชิงความจริงใจในการแก้ปัญหาชายแดนใต้อยู่ตลอดมา

เนื่องจากที่ผ่านมาเวลามีการพูดคุยสันติภาพ ประชาชนหลายคนมองว่าฝ่ายกลุ่มผู้เห็นต่างมีความจริงใจมากกว่ารัฐไทย เช่น ในระหว่างที่มีการพูดคุยสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในพื้นที่ชายแดนใต้กลับมีการปิดล้อมและการควบคุมตัวประชาชน ทำให้เกิดภาพว่าข้างนอกคุยกัน แต่ข้างในตึงเครียด ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของรัฐไทยกลายเป็นฝ่ายที่ไม่มีความจริงใจ เพียงพูดว่าต้องการสันติภาพอย่างเดียวแต่ไม่เคยปฏิบัติตามสิ่งที่พูดไว้

ในสถานการณ์เช่นนี้ฝ่ายไหนชิงความจริงใจได้ก่อน ฝ่ายนั้นย่อมได้เปรียบและได้ใจประชาชน ดังนั้นการนิรโทษกรรมชายแดนใต้บางคดีจึงเป็นเครื่องมือที่ดีเพื่อซื้อใจประชาชนของรัฐไทยว่ามีความจริงใจและกล้าหาญในการดำเนินนโยบายที่แตกต่างจากเดิมเพื่อแก้ไขปัญหา

ผมอาจไม่ได้คาดหวังไปไกลถึงการผ่านร่างและมีการนิรโทษกรรมชายแดนใต้ภายในไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ แต่ละกระบวนการน่าจะต้องผ่านการแก้ไขแล้วแก้ไขอีกมาก อย่างน้อยข้อเสนอเหล่านี้ก็อาจทำให้สังคมเกิดการถกเถียง เพื่อจะได้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยคิดเห็นอย่างไรต่อประเด็นในพื้นที่ชายแดนใต้

ภาพจากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ


ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่พิเศษแห่งนี้เปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่

ที่ผ่านมาเรามักจะเรียกพื้นที่ชายแดนใต้ว่าเป็นพื้นที่พิเศษ แต่คำว่า ‘พิเศษ’ ที่ต่อท้ายไม่ได้หมายความถึงพื้นที่ที่ได้รับความสำคัญแบบพิเศษ เช่น พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐจะออกนโยบายต่างๆ เพื่อเอื้อการลงทุนในพื้นที่นี้ เพราะมองเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนา ในพื้นที่ชายแดนใต้กลับใช้คำว่า ‘พิเศษ’ เพื่อใช้กฎหมายพิเศษ ใช้อาวุธในการเข้าจับกุมผู้เห็นต่าง ตลอดจนพื้นที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนพิเศษเสียมากกว่า

ทั้งหมดนี้ก็สะท้อนแนวคิดของรัฐต่อพื้นที่พิเศษแห่งนี้ ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นเลย ก่อนหน้านี้ภาคประชาสังคมต่างรณรงค์ป้องกันการบังคับให้บุคคลสูญหายจนนำไปสู่การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหายฯ) นับว่าเป็นความหวังครั้งใหม่ของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการการบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใสมากขึ้น

ทว่าเมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้จริง ฝ่ายความมั่นคงกลับมีช่องทางละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะมีการปิดล้อมรูปแบบเดิม หรือฝ่ายความมั่นคงใช้กองกำลังขนาดใหญ่ปิดล้อมเพื่อตรวจค้นเช่นเดิม อีกทั้งยังมีการร้องเรียนว่ามีการทำร้ายร่างกายระหว่างถูกควบคุมตัวเหมือนเคย แม้ว่าจะมีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้มีมาตรฐานมากขึ้น

ตามตัวบทกฎหมายนับว่าเป็นกฎหมายที่ดี แต่เมื่อกฎหมายฉบับนี้ไม่อาจบังคับใช้ในพื้นที่ที่ถูกตั้งคำถามถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงทำให้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด หากต้องการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต้องไม่ใช้กฎหมายฉบับเดียวเป็นเครื่องมือเดียวในการแก้ไขปัญหา แต่ต้องควบคู่ไปกับการยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้วย


ความท้าทายของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้คืออะไร

การทำงานด้านสิทธิมนุษชนในพื้นที่ชายแดนใต้เหมือนคนทำงานต้องสู้ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และการแบกรับค่าใช้จ่ายของการดำเนินงานองค์กร หากพวกเราไม่เข้มแข็ง องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่คงอยู่ได้ยาก เนื่องจาก JASAD เป็นองค์กรที่ทำงานกับอาสาสมัคร หลายช่วงที่ผ่านมาเราไม่มีทุนสนับสนุนจนต้องใช้เงินส่วนตัวในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะเราไม่สามารถล้มเลิกการทำงานได้และเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก

อีกทั้งคุณต้องไม่ลืมว่าในพื้นที่ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายพิเศษ เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้ามาควบคุมตัวเราได้ตลอดเวลาหากเขาสงสัยอะไรบางอย่างในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานของภาคประชาสังคม หรือคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ต่างเคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐมาหาและคุกคามอยู่บ่อยครั้ง อาจเพราะในสายตาของฝ่ายรัฐ พวกเราเป็นตัวถ่วงที่ชอบเอาเรื่องด้านลบของเจ้าหน้าที่ไปสื่อสารให้กับชาวบ้าน

กระบวนการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐที่ค่อนข้างน่ากังวลในหมู่คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน คือ การยึดโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ของนักกิจกรรมและคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนว่าเราติดต่อใครบ้าง ทำงานอะไรบ้าง และในคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลอะไรบ้าง


เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้เหตุผลอะไรเพื่อตรวจค้น

นายให้มาเยี่ยม แต่นายคนไหนเราไม่เคยรู้เลย ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าพวกเขาจะเอาข้อมูลไปทำอะไร (หัวเราะ)

หลายครั้งผมก็จะให้เหตุผลกลับไปว่า ผมไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากองค์กรได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ หากเจ้าหน้าที่ต้องการข้อมูลอะไรต้องได้รับความยินยอมจากแหล่งทุนก่อน แล้วเขาก็จะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ก็แอบถ่ายรูปไปอยู่ดี

การทำงานส่วนหน้างานเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับการต่อรองกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่มีอาวุธครบมือ แต่งตัวเต็มยศ อาสาสมัครและชาวบ้านหลายคนก็ไม่กล้าไปต่อรองหรอก หลายคนจึงจำใจและยินยอมอย่างไม่เต็มใจ


ท้ายที่สุดแล้ว ความคาดหวังต่อพื้นที่ชายแดนใต้หลังจากนี้ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนคืออะไร

ผมไม่อยากให้ใครประสบกับเหตุการณ์แบบที่ผมเคยเผชิญ เพราะผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่หนักหนาต่อจิตใจมากๆ แต่เราต้องยอมรับเหมือนกันว่าบางเคสก็เกินกำลังและศักยภาพที่เราจะช่วยเหลือได้ทั้งหมด เช่น สามีและภรรยาถูกควบคุมตัวไปทั้งคู่และทิ้งลูกน้อยไว้กับปู่ย่าตายาย สิ่งที่เราทำได้คือป้องกันและคุ้มครองสุขภาพจิตของเด็กคนนั้นไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งได้ และสร้างองค์ความรู้ให้แก่เขาเพื่อช่วยเหลือคนรอบข้างและคนในชุมชนของเขาเอง

ผมคาดหวังให้ทุกคนยังมีความหวังและกำลังใจในการเดินหน้าต่อไป ให้เขารู้ว่ายังมีคนร่วมชะตากรรมเดียวกับเขาอยู่อีกหลายคน โจทย์ของผมคือ ทำอย่างไรให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้เขาไม่มีใครที่จะเข้าใจเขาแต่ยังมีผมและเพื่อนๆ ที่ทำงานตรงนี้คอยร่วมเดินและช่วยเหลือเขา

นอกจากนี้ ผมหวังว่าพื้นที่ชายแดนใต้จะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม เจ้าหน้าที่รัฐ ชาวบ้าน เพื่อพัฒนาร่วมกันให้เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากบ้านเรามีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีทะเล มีภูเขา มีท้องนา มีป่า แต่พื้นที่ชายแดนใต้ไม่เคยไปถึงจุดที่ได้รับการพัฒนาก็เพราะไม่มีใครยอมถอย ไม่มีใครเริ่มนับหนึ่งในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้

สำหรับการนิรโทษกรรมครั้งนี้ อาสาสมัครและชาวบ้านหลายคนไม่กล้าหวังสูงเกินไป แต่หลายคนก็ยังเชื่อว่ากลไกกรรมาธิการและ สส. ในพื้นที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการพูดคุยในสังคม เพื่อให้สังคมหันมาสนใจบริบทของคดีความมั่นคงในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงการนิรโทษกรรมเพียงคดีการเมืองในพื้นที่ส่วนกลางเท่านั้น

ยิ่งนับวันที่ยืดเยื้อออกไป นั่นหมายถึงความชินชาของผู้คนในสังคมมากขึ้น ในทุกๆ วันที่ผ่านไป หลายคนในสังคมไทยมองข้ามพวกเราไปว่าพวกเรายังอยู่ในพื้นที่พิเศษ หลายครอบครัวต้องขาดเสาหลัก และชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ยังต้องการสันติภาพที่อาจยังมาไม่ถึงในเร็ววันนี้

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save