fbpx
จะนะ: เสียงร้องจากท้องทะเล

จะนะ: เสียงร้องจากท้องทะเล

อับดุรเราะฮหมาน มูเก็ม เรื่อง*

 

ผลพวงของการพัฒนา

 

โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ จะนะ

โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ อ.จะนะ จ.สงขลา

ข้อมูล: กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

 

บ้านผมอยู่ในอำเภอเมืองสงขลา ซึ่งห่างจากจะนะพื้นที่พิมพ์เขียวในการโกยเงินของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในจังหวัดสงขลาประมาณ 30 กิโลเมตร แม้พื้นที่จะไกลกัน แต่สายน้ำและอากาศต่างเป็นเนื้อเดียวกัน พื้นที่แถบบ้านผมเกือบทั้งหมดในปัจจุบันไม่สามารถใช้น้ำบ่อเพื่อการบริโภคได้เหมือน 10 ปีก่อน ความจริงปัญหาน้ำบ่อในชุมชนไม่เกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมาจากบริษัทรับจ้างล้างโลหะอุปกรณ์ขุดเจาะน้ำมันที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของชุมชน ซึ่งอุปกรณ์ขุดเจาะเหล่านั้นก็เชื่อมโยงกับท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้นิคมอุตสาหกรรมจะนะจะห่างจากบ้านเรา แต่น้ำที่เราดื่มกินกลายเป็นสีเหลืองและไม่สามารถบริโภคได้อีกต่อไป จนชาวบ้านในละแวกดังกล่าวต้องซื้อน้ำกินมากกว่า 500 บาทในแต่ละเดือน ทั้งที่บ้านเรามีทะเล ป่าไม้ ภูเขา น้ำตกซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ความจริง ก่อนหน้านี้ พวกเราไม่ต้องจ่ายค่าน้ำดื่ม แต่เมื่อมีมีธุรกิจพลังงานและนิคมอุตสาหกรรมเข้ามา วิถีชีวิตและการเป็นอยู่ของเราก็เปลี่ยนไป ทั้งที่เราห่างพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกว่าคิดเป็นระยะทางแล้วก็ไม่น้อย … น่าคิดว่า แล้วชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมจะมีสภาพเป็นอย่างไร

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านกู่ร้องต่อต้านโครงการดังกล่าวผ่านสโลแกน “มึงสร้าง กูเผา” เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เวลากว่า 1 ทศวรรษสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเพื่อสนองประโยชน์มูลค่าปีละหลายล้านบาทของนายทุนบางกลุ่ม ในขณะที่ ประชาชนต้องสูญเสียน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ อาชีพ รวมทั้งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไปในที่สุด

 

จะนะ: จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

 

ปลากระโทงร่มในทะเลนาทับ อ.จะนะ

ปลากระโทงร่มในทะเลนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา

ข้อมูล: ครูซอแหละฮฺ ขุนดุหรีม นักตกปลาผู้มากประสบการณ์

 

ข้อมูลในเดือนธันวาคมปี 2559 ระบุว่า เมืองจะนะถือเป็นเมืองใหญ่ลำดับต้น ๆ ของจังหวัดสงขลา มีพื้นที่ครอบคลุม 14 ตำบล 139 หมู่บ้าน รวมประชาชนประมาณ 106,114 คน รวม 28,894 ครัวเรือน วัด 27 แห่ง สำนักสงฆ์ 4 แห่ง และมัสยิด 70 แห่ง เป็นพื้นที่ที่ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกัน แต่หากคิดสัดส่วนแล้ว ชาวมุสลิมนับเป็นประชากรส่วนใหญ่คิด ซึ่งคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 60 ของผู้คนในอำเภอจะนะ

จุดเปลี่ยนสำคัญของอำเภอจะนะคือ โครงการก่อสร้างท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หลังจากการหาข้อตกลงกรณีพิพาทเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปด้านอ่าวไทยของไทยและมาเลเซียประมาณ 7,250 กิโลเมตรในปี 2522 ซึ่งต่อมาในปี 2534 ทั้งสองประเทศได้ข้อสรุปว่า “จะมีการแสวงหาผลประโยชน์ของทรัพยากรในพื้นที่ร่วมกัน” องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Authority) จึงเริ่มสำรวจและพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 15 แห่งด้วยปริมาณสำรองก๊าซปิโตรเลียมสูงกว่า 9.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ในปี 2541 จึงมีการทำข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (Gas Sales Agreement-Head of Agreement: GSA-HOA) ระหว่างกลุ่มผู้ขาย (องค์กรร่วมตัวแทนรัฐบาลไทย-มาเลเซีย) บริษัทผู้รับสัมปทาน (บริษัทไตรตันออยล์ประเทศไทย บริษัทเปโตรนาสชาริกาลี ประเทศมาเลเซีย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด ประเทศไทย) และกลุ่มผู้ซื้อ (บริษัทปิโตรเลียมไทยจำกัด ปตท. และบริษัทปิโตรนาสแห่งมาเลเซีย)

ในปี 2542 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เริ่มโครงการก่อสร้างท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อเชื่อมจากไทยเข้าสู่มาเลเซียรวม 374 กิโลเมตร หลังจากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2542 รัฐบาลชวน หลีกภัยมีการลงนามสัญญา 4 ฉบับว่าด้วย (1) สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (2) สัญญาผู้ถือหุ้น (3) สัญญาการให้ยืมคืน และ (4) สัญญาแม่บทการร่วมทุน สัญญาดังกล่าวมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันดังนี้คือ รัฐบาลไทยได้ร้อยละ 5 ปตท.ได้ร้อยละ 10 บริษัทไตรตันออยล์ของอเมริกาได้ร้อยละ 35 รัฐบาลและบริษัทผู้ขุดเจาะประเทศมาเลเซียได้ร้อยละ 50

หลังจากนั้นโครงการจึงถูกคัดค้านจากคนในพื้นที่อย่างหนักเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่ถูกกลุ่มทุนกว้านซื้อ การใช้ที่ดินวากัฟ (บริจาค)ในโครงการ การไม่มีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ รวมทั้งปัญหาเรื่องความไม่โปร่งในเรื่องของการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment Report) ที่ทางบริษัททรานส์ไทย-มาเลเซียได้ว่าจ้างให้คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ทำการศึกษาวิจัยด้วยวงเงินสูงถึง  20.77 ล้านบาท เมื่อ 16 ธันวาคม 2541 โครงการดังกล่าววางบนพื้นที่ประมาณ 950 ไร่ ของ ต. ตลิ่งชัน อ.จะนะ การคัดค้านจบลงด้วยการการสลายการชุมนุมผู้คัดค้านในวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ท้ายที่สุดมีการก่อสร้างสำเร็จและเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2549

ปัจจุบัน ท่อส่งและโรงแยกก๊าซจะนะมีกำลังการผลิตวันละ 425 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตได้จริง 325 ล้านลูกบาศก์ฟุต ปริมาณการส่งออก 325 ล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งส่งผ่านท่อไปยังมาเลเซียรวมระยะทางทั้งทางบกและทางน้ำประมาณ 374 กิโลเมตร

หลายฝ่ายมองว่า อุตสาหกรรมในโครงการจะนะไม่ใช่แค่ท่อส่งและโรงแยกก๊าซ หากแต่คือ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีท่าเทียบเรือ ระบบการขนส่ง และอื่น ๆ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวครั้งใหญ่ของผู้คนเพื่อจับตาการเปลี่ยนแปลงในบ้านเกิดตนเองด้วยการเรียกร้องที่ว่า “เมื่อถูกกลายเป็นผิด ภารกิจคือการต่อสู้” ประชาชนจึงรวมตัวกันยื่นหนังสือกว่า 100 ฉบับ เปิดเวทีทางวิชาการกว่า 100 ครั้ง เขียนบทความและนำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย

 

นิคมอุตสาหกรรมจะนะกับมติ ครม. รอบใหม่

 

โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา

ข้อมูล: httpswww.thansettakij.comcontentMacro_econ438265

 

หลังมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลไฟเขียวให้ผู้รับผิดชอบเริ่มดำเนินการโครงการนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งต้องใช้พื้นที่กว่า 16,000 ไร่และนโยบายเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตในพื้นที่ 4 อำเภอของสงขลา คือ อ.จะนะ อ.นาทวี อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย ซึ่งทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) รีบดำเนินการเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 โดยเฉพาะประชาชนจากพื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอจะนะ คือ นาทับ ตลิ่งชัน และสะกอม การคัดค้านของประชาชนเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะอันที่จริง รัฐควรจะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนแล้วจึงค่อยมีมติจาก ครม. ไม่ใช่จัดการภายใต้กระบวนการที่ค่อนข้างปิดลับและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะชน

แม้ความเห็นในการดำเนินโครงการจะมี 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มสนับสนุน (กลุ่มทุนและประชาชนที่อยู่กับทุน มีนักการเมืองในพื้นที่หนุน) กลุ่มคัดค้าน (กลุ่มคัดค้านท่อส่งและโรงแยกก๊าซเดิม) และกลุ่มสนับสนุนหากมีการแบ่งผลประโยชน์ให้กับประชาชนผ่านสหกรณ์ที่เพิ่งจัดตั้ง (กลุ่มนายทุนและประชาชนที่หนุนโดยนักการเมืองในพื้นที่ที่กลัวเสียฐานเสียง) แต่ข้อมูลจากพื้นที่บอกว่า ทั้งกลุ่มสนับสนุนเดินหน้าโครงการและกลุ่มสนับสนุนหากมีการแบ่งผลประโยชน์ให้ประชาชน ล้วนเป็นกลุ่มที่เกิดจากการจัดตั้งของนักการเมืองในพื้นที่ ซึ่งตนเองนั้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะผลประโยชน์จากการขายที่ดินที่ได้กว้านซื้อมาก่อนหน้านี้ รวมทั้งธุรกิจพลังงานที่หลายคนมีส่วนในการแบ่งผลกำไร

ในกลุ่มผู้สนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมจะนะจึงขับเคลื่อนด้วย 2 กลุ่มทุนใหญ่นั่นก็คือ ทีพีไอกรุ๊ป ซึ่งมีแผนร่วมลงทุนกับนักลงทุนจีนจะตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนระบบขนส่งทางรางมูลค่า 4 แสนล้านบาทบนพื้นที่ 7,000 ไร่ และ บมจ.ปตท. โดย บมจ.ไออาร์พีซี ซึ่งถือครองที่ดิน 3,000 กว่าไร่ และอยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุนในประเทศเกาหลี เพื่อลงทุนโครงการพลังงานทางเลือก (energy complex) ด้วยมูลค่าลงทุน 2.9 แสนล้าน

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มีการจัดการและเตรียมพร้อมเพื่อหาประโยชน์จากนิคมอุตสาหกรรมในจะนะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2540 โดยมีการกว้านซื้อที่ดินมากกว่า 10,000 ไร่โดยกลุ่มทุน นักธุรกิจ และนักการเมืองในท้องถิ่น ด้วยหวังว่า จะนะจะกลายเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จและแหล่งที่พักอาศัย (Smart City) อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักร ศูนย์กระจายสินค้า อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าสะอาด อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี โลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งยังไม่รวมท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

 

จะนะ: บาดแผลแห่งการพัฒนา

 

เครือข่ายผลกระทบจากนโยบายรัฐ

โรงเรียนริมเลเพื่อการต่อสู้ ก้าวสู่วิถีการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ข้อมูล: https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/8f66da3b-caed-e711-80e3-00155d65ec2e?ReportReason=1&ReportReason=1

 

หากตั้งใจอ่านงานเขียนเรื่อง “โรงเรียนริมเลเพื่อการต่อสู้ ก้าวสู่วิถีการเรียนรู้ที่ยั่งยืน” ของ “เครือข่ายผลกระทบจากนโยบายรัฐ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้: ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้ อยู่ดี ที่ปากใต้” ก็จะพบข้อสังเกตสำคัญของศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่กล่าวว่า

“จริง ๆ แล้ว โครงการขนาดใหญ่ของรัฐหรือทุนนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของทุนนิยมไทยที่ไม่พัฒนา กล่าวคือ ก่อให้เกิดความมั่งคั่งแก่คนหยิบมือเดียว ในขณะที่ปล่อยให้คนส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการกอบโกยความมั่งคั่งเหล่านั้น นายทุนทำหน้าที่ดูดซับทรัพยากรและแรงงานราคาถูกไปป้อนเศรษฐกิจ ทุนนิยมไทยผลาญทรัพยากรของชาติและทำให้คนไทยส่วนมากกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำให้แก่โรงงานของพวกเขา โครงการเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับทรัพยากรให้แก่นายทุนทั้งภายในและข้ามชาติ ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลายมักสัญญาว่า จะทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นเสมอ เพราะรู้อยู่แล้วว่า วิถีชีวิตเดิมของชาวบ้านนั้นจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้”

ประสบการณ์จากการพัฒนาในหลายพื้นที่ของไทยล้วนแต่ยืนยันความข้างต้น โครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่รัฐส่งเสริมจำนวนมากทำให้วิถีชีวิตของผู้คนดั้งเดิมเปลี่ยนไป เมื่อโรงงานมา ความเจริญก็เข้ามา ถนน ประปา โทรศัพท์ ร้านค้าและอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน ความสงบสุขของชุมชนก็เริ่มหายไปพร้อมกับการเกิดขึ้นใหม่ของห้องแถว ที่พัก สลัมข้าง ๆ โรงงาน เพื่อรองรับแรงงานต่างถิ่น หนำซ้ำ อาชญากรรม ยาเสพติด ลักขโมย (ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นทั้งไทยและต่างชาติ) ก็ตามมาด้วยเช่นเดียวกัน น้ำเสีย กลิ่นเหม็น อากาศเป็นพิษและน้ำฝนที่เริ่มทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า การพัฒนาที่เกิดขึ้นคุ้มค่ากับวิถีชีวิตและฐานทรัพยากรของชุมชนที่สูญเสียไปได้หรือ ไม่ต้องพูดถึงว่า ผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้นั้นมีคนเพียงหยิบมือเดียวที่ได้รับไป มิได้มีการเกลี่ยให้กันอย่างเป็นธรรม

น่าแปลกตรงที่ว่า โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะก็ยังพยายามโฆษณาชวนเชื่อให้ทุกคนเห็นกับโครงการว่าสามารถ “ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในพื้นที่” แต่ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า แต่ข้อมูลในปี 2559 ชี้ว่า ประชาชนอำเภอจะนะ มีครอบครัวยากจนสูงถึง 79 ครอบครัว ผู้พิการ 46 คน ซึ่งทั้ง 2 สถิติดังกล่าวนั้นมากเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดสงขลา

คำถามใหญ่คือผ่านมา 10 กว่าปีสำหรับโครงการท่อขนส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อำเภอจะนะ ทำไมคุณภาพชีวิตของชาวจะนะจึงไม่ดีตามที่โครงการเคยชวนเชื่อไว้ไว้

 

ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมจังหวัดสงขลา

ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมจังหวัดสงขลา

 

จะนะ: เสียงร้องจากท้องทะเล

 

ความจริงเสียงของคนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่และสถิติดังกล่าวนั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่รัฐจะรับฟัง แต่เสียงเหล่านั้นกลับถูกกลบโดยข่าวก่อการร้าย อาชญากรรมรายวัน ครูในโรงเรียน โควิด-19 และสถานการณ์ทางการเมือง เมื่อเสียงเหล่านั้นถูกบดบังด้วยเสียงอื่น ๆ เสียงของปลาอาจเป็นพลังสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวและความเป็นไปของพื้นที่ รวมทั้งเป็นสัญญาณเพื่อให้รัฐบาลหันมาทบทวนโครงการ “นิคมอุสาหกรรม” ที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นกว่าเดิม

ความจริง รัฐเองก็รู้ดีว่า “นิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มทำลายสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ รวมทั้งกุ้งหอยปูปลาในท้องทะเล” จนชาวบ้านสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า “สัตว์ทะเลเริ่มหายากมากขึ้นเต็มที”

วิกฤติดังกล่าว บีบให้รัฐหามาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนด้วย “การสร้างปะการังเทียมและบ้านพักของปลาในพื้นที่อ่าวไทย” ซึ่งทำมาจากโบกี้รถไฟ รถบัส รถถัง โครงแท่งคอนกรีตและอื่น ๆ สังเกตได้จากข้อมูลของสำนักงานประมงจังหวัดสงขลาที่ระบุว่า มีการจัดวางปะการังเทียมมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา ซึ่งการวางปะการังในปี 2526-2552 นั้นจะกระจุกตัวในโซนพื้นที่ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร ส่วนเมืองสงขลา และจะนะ ส่วนในเทพานั้นมีเพียงแค่นิดเดียว

แต่เวลา 1 ทศวรรษหลังเกิดโครงการท่อส่งและโรงแยกก๊าซ ภาครัฐวางแนวปะการังในพื้นที่จะนะและเทพาอย่างเร่งด่วน (ดูได้จาก สัญลักษณ์สีเขียวและสีน้ำเงินในรูปภาพที่ 6) นั่นหมายความว่า “ความสมบูรณ์ของท้องทะเลเริ่มหายไป ปูปลาและวัฏจักรของสัตว์น้ำเริ่มสูญพันธุ์”

ในปี 2559 มีการวางแท่งคอนกรีตเพื่อทำเป็นปะการังเทียมในพื้นที่บ้านปากบางนาทับ ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลาจำนวน 2,280 แท่งเป็นการเฉพาะเจาะจง เพราะรัฐรู้ดีว่า “ฐานเศรษฐกิจรากหญ้าของชุมชนเริ่มถูกคุกคามจากการพัฒนา” รัฐจึงทำได้แค่เพียงลำเลียงปะการังเทียมลงทะเลเพื่อเรียกฐานทรัพยากรของชุมชนกลับมา ซึ่งดูได้จากรูปภาพของสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา

 

การจัดวางปะการังเทียมในจังหวัดสงขลาระหว่างปี

การจัดวางปะการังเทียมในจังหวัดสงขลาระหว่างปี 2526-2555

ข้อมูล: สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา

 

เมื่อบ้านพักของปลาและปะการังเทียมมากขึ้น ท้องทะเลก็เริ่มฟื้นฟูและมีผลผลิตมากขึ้น เนื่องจากท้องทะเลเริ่มมีวัฏจักรและวงจรชีวิตตามธรรมชาติ ท้องทะเลนาทับจึงเริ่มสมบูรณ์ในระลอกใหม่ เราสังเกตได้จากปลาที่ครูซอแหละฮฺ ขุนดุหรีมได้มาจากทะเลนาทับ ซึ่งครูซอแหละฮฺบอกว่า

“ตนเองเริ่มตกปลามา 20 กว่าปี หลังจากเริ่มดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2549 สิ่งที่พบเห็นคือ ปลาและสัตว์ทะเลนั้นเริ่มหายไป จนกระทั่งภาครัฐต้องหาทางออกด้วยการสร้างปะการังเทียม เมื่อมีปะการังเทียมและบ้านพักอาศัยของปลา ทำให้ปลาเล็กสามารถเจริญเติบโต จนในปี 2563 ตนเองพบปลาฉลามวาฬที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือ ซึ่งคาดว่ามีน้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม”

 

ปลาฉลามวาฬ

ปลาฉลามวาฬขนาดกว่า 500 กิโลกรัมในทะเลนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา

ข้อมูล: ครูซอแหละฮฺ ขุนดุหรีม นักตกปลาผู้มากประสบการณ์

 

นอกจากนี้ยังมีปลากระโทงร่มที่มีขนาดใหญ่กว่า 30 กิโลกรัม ปลาโฉมงามขนาด 5-7 กิโลกรัม ปลาอินทรีย์ขนาด 7-10 กิโลกรัม และปลาชนิดอื่น ๆ “ปลาเหล่านี้ส่งสัญญาณให้เรารู้ว่า ท้องทะเลเริ่มกลับมาอุดมสมบูรณ์” ครูซอแหละฮฺกล่าวย้ำ

“ท้องทะเลเริ่มกลับมาอุดมสมบูรณ์ เห็นได้จากวันที่ 5 ตุลาคม 2563 ตนเองได้ปลากระโทงร่มจากทะเลนาทับขนาดใหญ่กว่า 30 กิโลกรัม ซึ่งขนาดของปลาบอกเราถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล” ครูซอแหละฮฺแลกเปลี่ยน

 

ครูซอแหละฮฺกับปลากระโทงร่มจากทะเลนาทับ อ.จะนะ

ครูซอแหละฮฺกับปลากระโทงร่มจากทะเลนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา

ข้อมูล: ครูซอแหละฮฺ ขุนดุหรีม นักตกปลาผู้มากประสบการณ์

 

ตลกร้ายของเรื่องนี้คือ ยิ่งเราพบเจอสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์มากเท่าไหร่ที่ทำจากปะการังเทียมมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่า ระบบนิเวศโดยธรรมชาติมีปัญหามากเท่านั้น และเราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า ความอุดมสมบูรณ์แบบนี้จะเป็นแค่เรื่องชั่วคราว หรือมีผลกระทบระยะยาวแบบไหนอย่างไร

การกลับมาของปลาและสัตว์น้ำในทะเลเป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่หากสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราพึงปราถนาจริงๆ แล้ว ภาครัฐและสังคมควรหันมาตระหนักและทบทวน ‘การทำลายระบบนิเวศครั้งใหญ่ของประเทศ’ เพราะอุตสาหกรรมไม่ใช่แค่เพียงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่มันคือ ‘การล้มระบบฐานเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชนไปอย่างไม่มีวันหวนคืน’

ปลากระโทงร่มขนาดกว่า 30 กิโลกรัมและฉลามวาฬกว่า 500 กิโลกรัมในทะเลนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา อาจปลุกจิตสำนึกของภาครัฐและนักการเมือง ผู้ที่คอยบอกคนรอบข้างว่า “ตนเองมาจากเสียงของประชาชน”  ได้บ้าง…ไม่มากก็น้อย…

 

*นักวิจัยประจำศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

อ่านเพิ่มเติม

วชิระ แก้วจัน. (2561). รายงานสถานการณ์อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา. สงขลา: กลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา.

กิตติภพ สุทธิสว่าง และคณะ. (2549). โรงเรียนริมเล เพื่อการต่อสู้ ก้าวสู่วิถีการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เครือข่ายผลกระทบจากนโยบายรัฐ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้: ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้ อยู่ดี ที่ปากใต้. กรุงเทพฯ: อุษากรพิมพ์.

สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา. (2560). การจัดวางปะการังเทียมในเขตจังหวัดสงขลาระหว่างปี 2526-2555. 17 มีนาคม 2560. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 15 ตุลาคม 2563

คณะทำงานหยุดการพัฒนาสงขลา-สตูลสู่การเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมหนัก. (2554). สงขลา-สตูลก้าวสู่จังหวัดอุตสาหกรรมหนัก. 17 มีนาคม 2560. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 15 ตุลาคม 2563

ประชาชาติธุรกิจ. (2563). ราคาที่ดิน อ.จะนะพุ่งขึ้น 20 เท่า รับแผนลงทุนเขตเศรษฐกิจใหม่. 16 กรกฎาคม 2563. เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 15 ตุลาคม 2563

ซอแหละฮฺ ขุนดุหรีม, ณ ร้าน้ำชา ในชุมชนบ้านควนหิน อ.เมือง จ.สงขลา สัมภาษณ์, 18 ตุลาคม 2563

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save