fbpx
Investigative Interviewing : ความก้าวหน้าของไทยกับทางเลือกใหม่ในการสอบปากคำ

Investigative Interviewing : ความก้าวหน้าของไทยกับทางเลือกใหม่ในการสอบปากคำ

ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ เรื่อง

Thailand Institute of Justice (TIJ) ภาพ

 

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างการสืบสวน เป็นหนึ่งในประเด็นความกังวลที่สาธารณชนมีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการสอบปากคำผู้ต้องหาคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ เนื่องจากคดีดังกล่าวต้องเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด และบางครั้งเกิดกรณีผู้ต้องหาเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว เป็นเหตุให้ประชาชนมักตั้งคำถามถึงวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นไปโดยชอบธรรม ถูกต้องตามหลักสิทธิสากลหรือไม่

การสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมด้วยการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหา จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของแนวทางพัฒนาวิธีสอบสวน หนึ่งในความพยายามยกระดับแนวทางการสอบปากคำผู้ต้องหาคือการเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะแนวคิดการสอบปากคำแบบ ‘Investigative Interviewing’ จากประเทศนอร์เวย์ รวมถึงการนำความรู้มาประยุกต์ใช้ภายใต้บริบทสังคมและกฎหมายแบบไทย

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันจัด การประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติว่าด้วยอนาคตการสืบสวนสอบสวน : การซักถามเพื่อการสืบสวนสอบสวน และมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เพื่อเรียนรู้แนวทางการสอบปากคำแบบ ‘Investigative Interviewing’ ในระดับโลก สำรวจแนวทางการสืบสวนสอบสวนของไทยในปัจจุบัน และมองหาโอกาสการประยุกต์ใช้แนวทางการสอบสวนแบบ ‘คุยกันฉันมิตร’ ในบริบทของสังคมไทย

 

เครื่องมือใหม่ในการทำงานสืบสวนสอบสวนของไทย

 

“การสืบสวนสอบสวนเป็นหัวใจของความสำเร็จในการปิดคดีอาญา เป็นจุดเริ่มต้นของทุกเรื่อง”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการสืบสวนสอบสวนว่าหากมิได้มีการดำเนินการอย่างถูกต้อง อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล จนนำมาสู่ความเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การได้มาซึ่งข้อมูลนั้นต้องไม่ปฏิบัติกับผู้ต้องหาโดยมิชอบ แม้ว่าจะทำไปโดยมีเจตนาดีต่อสังคมก็ตาม

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

 

อีกแง่หนึ่ง การพัฒนาเครื่องมือทำงานที่มีประสิทธิภาพและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนก็เป็นเรื่องสำคัญ และเครื่องมือที่ได้รับความสนใจในแวดวงสืบสวนสากล คือแนวทางสืบสวนสอบสวนด้วยการซักถามแบบสัมภาษณ์ หรือ Investigative Interviewing อันมีต้นแบบจากประเทศนอร์เวย์

“การพัฒนาการสืบสวนสอบสวนโดยนำแนวคิดการสัมภาษณ์มาปรับใช้ เป็นเรื่องที่ TIJ เริ่มทำมาปีเศษแล้ว เป็นการจัดกิจกรรมในวงของผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวน มีตำรวจ DSI จากนอร์เวย์มาร่วมกับเรา

“จากการที่ผมได้สังเกตและฟังจากผู้เชี่ยวชาญ แนวทางนี้น่าจะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งประหยัดเวลา และสามารถได้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เป็นที่ยอมรับโดยไม่ต้องไปเค้นความจริงจากเนื้อตัวร่างกายของคน ซึ่งอาจนำไปสู่การทำผิดกฎหมายและสร้างความเสื่อมศรัทธา”

กิตติพงษ์มองว่าการนำเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาใช้กับกระบวนการสืบสวนสอบสวนของไทยจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ของคนทำงาน ถ้าแนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานด้วยความสมัครใจจากคนภายในระบบ และช่วยยกระดับคุณภาพการสอบสวน

 

ความท้าทายของไทยว่าด้วยเรื่องการทำงานสืบสวนสอบสวนและบริบทด้านกฎหมาย

 

ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำทรมานและการบังคับให้หายสาบสูญ เล่าถึงพัฒนาการกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาของไทยว่า ในยุคหนึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและข้าราชการฝ่ายปกครอง กล่าวคือ สำนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีความที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ส่วนในต่างจังหวัดจะมอบหมายให้นายอำเภอสืบสวนสอบสวน โดยบางครั้งอาจมีตำรวจท้องที่ร่วมทำงานด้วย

“หลังจากนั้นประมาณ พ.ศ. 2509 ก็เปลี่ยนใหม่หมด ให้ตำรวจทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาโดยทั่วไป ฉะนั้นบทบาทในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำจะอยู่ที่ตำรวจทั้งหมด ยกเว้นเพียงบางคดีเท่านั้น

“พอรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จ จึงจะส่งให้พนักงานอัยการ ด้านอัยการก็มีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามสอบสวน เว้นแต่จะมีกรณีที่ต้องการสอบเพิ่มเติม”

ระบบการทำงานดังกล่าวแตกต่างไปจากวิธีของกลุ่มประเทศแถบยุโรป ที่มักให้พนักงานอัยการเข้ามามีส่วนร่วมในชั้นสอบสวนตั้งแต่ต้น ดังนั้น เมื่ออำนาจสืบสวนสอบสวนตกอยู่แก่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียว จึงสร้างความกังวลเรื่องการสอบปากคำที่อาจใช้ความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำทรมานและการบังคับให้หายสาบสูญ

 

แม้ว่ามีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใน พ.ศ. 2547 ให้ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุมสามารถมีทนายร่วมนั่งฟังในชั้นสอบสวน แต่ศาสตราจารย์ณรงค์ก็ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการยังคงมีช่องโหว่ เพราะเจ้าพนักงานบางส่วนสอบปากคำในที่ลับ และไม่ใช่ทุกครั้งที่ผู้ถูกจับกุมทราบว่าสามารถเรียกทนายได้

“ถ้าระหว่างที่สอบปากคำมีการรับสารภาพ หรือทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพแล้ว พอไปถึงศาล ผู้ต้องหาบอกว่าตอนที่ให้การเป็นการพูดเพราะถูกบังคับ มันก็ยากจะตรวจสอบว่าถูกทรมานหรือถูกบังคับหรือไม่ นี่เป็นช่องโหว่ในแง่ของมาตรการป้องกันการทรมานหรือบังคับให้รับสารภาพ”

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของการสร้างมาตรการป้องกันในไทย คือกฎหมายส่วนใหญ่มักให้น้ำหนักเรื่องการควบคุม ตรวจสอบกระบวนการโดยบุคคลหรือองค์กรภายนอก แต่ขาดการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนทำงาน ทำให้บางส่วนยังคงเชื่อว่าต้องใช้วิธีกดดันผู้ต้องสงสัยเท่านั้นจึงจะได้ข้อมูล

“เราจึงต้องสร้างความชัดเจนของมาตรฐานการสืบสวนสอบสวน รวมถึงสร้างวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการสอบปากคำ”

มาตรฐานการสืบสวนสอบสวนและวิธีคิดใหม่ดังกล่าว คือการสอบปากคำแบบ ‘คุยกันฉันมิตร’ ตามหลัก Investigative Interviewing ซึ่งนอกจากช่วยป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ถูกจับกุมแล้ว ยังเป็นแนวทางการซักถามที่มีประสิทธิภาพกว่าการใช้แรงกดดัน

“ถ้าคนสอบปากคำได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังจะให้การว่าเราเป็นเพื่อนเขา เรากำลังพยายามช่วยกันค้นหาความจริง เวลาให้ข้อมูลก็นั่งคุยกันสบายๆ เขาจะบอกข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะเขามีความรู้สึกเหมือนเล่าเรื่อง ไม่ได้ถูกกดดันว่าต้องตอบคำถามเหมือนเวลาสอบสวนคดีอาญาปกติ ที่ฝ่ายคนถามมักพุ่งเป้าไปที่รายละเอียดเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร การกระทำนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ มีคำถามไล่ตามลำดับลงมา

“และผมขอเน้นย้ำว่า ถ้าต้องการให้แนวทางการสืบสวนสอบสวนแบบเป็นมิตร มีประสิทธิภาพสูงสุด ทางองค์กรของรัฐอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ DSI ต้องให้ข้อมูลคดีกับพนักงานสอบสวนเพื่อวางแผนเตรียมตัวก่อนเริ่มสัมภาษณ์”

การมีข้อมูลชัดเจนล่วงหน้าทำให้ผู้ถูกจับกุมไม่จำเป็นต้องเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่าเขา “ทำหรือไม่” แต่จะเล่ารายละเอียดที่หลักฐานพยานอื่นๆ ให้ไม่ได้ เช่น “ทำไมถึงทำ” โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้รับฟังเองก็ต้องมีใจเป็นกลาง เชื่อว่าการสอบปากคำคือขั้นตอนพิสูจน์ความจริง ผู้ถูกจับกุมอาจเป็นผู้บริสุทธิ์ และเบื้องหลังของคดีมีความเป็นไปได้หลากหลายรูปแบบ

“ฉะนั้น ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนมาใช้เทคนิค Investigative Interviewing ให้ได้ผลคือการเปลี่ยน mindset คนทำงาน”

ศาสตราจารย์ณรงค์ยังเสนอว่าควรสร้างหลักสูตรฝึกอบรมทักษะการสืบสวนสอบสวนแก่เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะทักษะการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และทักษะการคาดเดาแรงจูงใจในการก่อเหตุที่เป็นไปได้ของผู้ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้น ควรมีการฝึกฝนวิธีสอบปากคำในคดีต่างๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสก่อนปฏิบัติงานจริง

ในแง่บทลงโทษทางกฎหมายสำหรับเจ้าพนักงานที่ทรมานผู้ต้องหาหรือบังคับให้สูญหาย ศาสตราจารย์ณรงค์เล่าว่าที่ผ่านมามีการดำเนินคดีกรณีทำร้ายร่างกายหลายครั้ง แต่ด้านการบังคับให้สูญหายหรือ ‘การอุ้มหาย’ ยังไม่มีความผิดบัญญัติชัดเจน ดังนั้น หากเกิดกรณีดังกล่าว ผู้กระทำจะได้รับแค่โทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังซึ่งเป็นโทษสถานเบา จึงอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นช่องว่างทางกฎหมายประการหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สภากำลังอยู่ในช่วงพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีเนื้อหากำหนดฐานความผิดเรื่องการทรมานและอุ้มหายเป็นความผิดเฉพาะ และมีโทษสูงมาก นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนากฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของไทย

 

ประเทศไทยกับการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาตามหลักสากล

 

ปัจจุบัน การคุ้มครองสิทธิที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมทางอาญาอยู่ในความรับผิดชอบของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะการรับเรื่องราวร้องทุกข์กรณีที่ผู้ต้องหาถูกทรมานหรือบังคับให้หายสาบสูญ

“กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ ดูแลการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกผู้ถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ช่วยเหลือเยียวยา ป้องกันไม่ให้มีการกระทำทรมานและการบังคับให้หายสาบสูญ” สมณ์ พรหมรส อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมชี้แจง

 

สมณ์ พรหมรส อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

 

นอกจากนี้ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพยังมีหน้าที่รับผิดชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการดูแลสิทธิผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) เพื่อเป็นหลักประกันว่าประเทศไทยจะปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางกฎหมายของผู้ถูกจับกุมตามหลักสากลทุกประการ

ด้านการนำแนวทางการสืบสวนสอบสวนรูปแบบใหม่อย่าง Investigative Interviewing มาใช้ในไทย สมณ์แสดงความเห็นว่าเป็นวิธีทางที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

“แนวทางดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้หน่วยงานสืบสวนสอบสวนมีประสิทธิภาพ ปราศจากการบีบบังคับ ไม่เกิดการปฏิบัติหรือใช้อำนาจโดยมิชอบในทุกรูปแบบ รวมถึงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดการกระทำทรมาน ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนทุกคนต่างมุ่งหวัง”

 

ก้าวสำคัญของ DSI ในการพัฒนางานสอบสวน

 

พันตำรวจโทคมวิชช์ พัฒนรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ DSI

 

พันตำรวจโทคมวิชช์ พัฒนรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เล่าความคืบหน้าของการประยุกต์แนวทาง Investigative Interviewing เข้ามาใช้ในประเทศไทยว่า DSI มีความพยายามในการสร้างหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่รับองค์ความรู้มาจากวิทยากรของนอร์เวย์

“เมื่อ TIJ ได้เริ่มเชิญเราร่วมรับฟังการบรรยายจากมหาวิทยาลัยออสโลและผู้เชี่ยวชาญจากทางนอร์เวย์เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เข้าใจคอนเซ็ปต์ในการดำเนินการเรื่องเหล่านี้และมีความตื่นตัว ไม่ละเลยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างมาตรฐานการสืบสวนสอบสวน

“เราคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านของการซักถามเพื่อสืบสวนสอบสวนมาประชุม ให้ความเห็นร่วมกับ TIJ และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ เพื่อจัดทำร่างหลักสูตรลงบน SOP (Standard Operating Procedure) รวมถึงจัดการปรับเปลี่ยนหลักสูตรในการฝึกอบรมพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของเรา ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 นี้”

พันตำรวจโทคมวิชช์ยืนยันว่า จะติดตามผลที่ได้จากการดำเนินงานมาประเมินเพื่อพัฒนากระบวนการสืบสวนของไทย รวมถึงนำกรณีที่น่าสนใจไปแลกเปลี่ยนความรู้บนเวทีนานาชาติในอนาคต

จะเห็นได้ว่า นักวิชาการ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนและสอบสวนไทย ต่างตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางกฎหมายของผู้ต้องหา ตลอดจนเล็งเห็นถึงปัญหาที่พบระหว่างการสืบสวนและสอบสวน เช่นการข่มขู่ บีบบังคับ ทรมาน ซึ่งมีผลต่อรูปคดี ดังนั้นจึงเห็นควรว่ากระบวนการทางเลือกที่เอื้อประโยชน์และช่วยปรับปรุงการสืบสวนและสอบสวนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างแนวคิดการสอบปากคำแบบ Investigative Interviewing จากประเทศนอร์เวย์ จะมีบทบาทในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมของไทยต่อไป

 


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save