fbpx
Investigative Interviewing : ‘คุยกันฉันมิตร’ แนวคิดใหม่ในการสอบปากคำ

Investigative Interviewing : ‘คุยกันฉันมิตร’ แนวคิดใหม่ในการสอบปากคำ

ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ เรื่อง

Thailand Institute of Justice (TIJ) ภาพ

การปกป้องสิทธิมนุษยชนและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกจับกุม คือคุณค่าที่กระบวนการยุติธรรมทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานสืบสวนท่ามกลางสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก อาทิ เหตุก่อการร้าย หรืออาชญากรรมซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แรงกดดันจากสาธารณชนและความโกรธแค้นของผู้สูญเสียอาจเป็นเหตุทำให้การดำเนินงานบางกรณีสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะขั้นตอนการสอบปากคำ เพราะเจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงใช้วิธีเร่งรัดผู้ต้องสงสัยให้สารภาพภายใต้สภาพแวดล้อมบีบคั้น หรืออาจบานปลายไปถึงขั้นทำร้ายร่างกาย

ตามที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวไว้ว่า การสืบสวนสอบสวนต้องยึดหลัก ‘ค้นหา’ ความจริง ไม่ใช่ ‘เค้นหา’ ความจริง การพัฒนาแนวทางการสอบปากคำรูปแบบใหม่ที่ช่วยรักษาสิทธิมนุษยชนจึงเป็นโจทย์สำคัญของกระบวนการยุติธรรม และทางเลือกหนึ่งในนั้นคือแนวทางการซักถามเพื่อการสืบสวนสอบสวน หรือ ‘Investigative Interviewing’

กระบวนการ Investigative Interviewing เป็นการค้นหาความจริงผ่านการซักถามอย่างเป็นมิตรกับผู้ถูกจับกุม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมายและสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อประโยชน์สูงสุดร่วมกันทุกฝ่ายในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการ ‘คุยกันฉันมิตร’ กับผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สมาคมเพื่อการยุติการทรมาน (Association for the Prevention of Torture – APT) และศูนย์สิทธิมนุษยชนนอร์เวย์ (NCHR) ได้ร่วมกันจัด การประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติว่าด้วยอนาคตการสืบสวนสอบสวน : การซักถามเพื่อการสืบสวนสอบสวน และมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอทางเลือกในการสืบสวนสอบสวนและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยแนวคิด Investigative Interviewing พร้อมทั้งถอดบทเรียนจากการใช้แนวคิดดังกล่าวจากประเทศนอร์เวย์ เพื่อนำมาพัฒนากระบวนการสืบสวนสอบสวนของไทย

การเติบโตของอาชญากรรมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง

“ในปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ยังเน้นการสืบสวนภาคสนามเพื่อจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมให้ได้จำนวนมาก แต่ปริมาณการจับกุมเหล่านั้นบ่งชี้ถึงความสำเร็จของกระบวนการสืบสวนจริงหรือ”

นั่นคือสิ่งที่ Julien Garsany รองผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ตั้งคำถาม

Julien Garsany รองผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก UNODC
Julien Garsany รองผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก UNODC

เมื่อย้อนมองสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าองค์กรอาชญากรรมถือกำเนิดและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ทางตำรวจสามารถจับคนร้ายได้ในการก่อเหตุหลายต่อหลายครั้ง หากกลุ่มคนเหล่านั้นมักเป็นเพียงสมาชิกระดับล่างขององค์กร ทำให้ต้นเหตุของความรุนแรงที่แท้จริงยังคงลอยนวล

“5 ปีที่ผ่านมา องค์กรอาชญากรรมเหล่านี้สามารถทำเงินเพิ่มขึ้นจากหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ เป็นหนึ่งแสนสามหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี นั่นหมายความว่าปัญหาเรื่ององค์กรอาชญากรรมมีแนวโน้มเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ”

ถึงการทำงานสืบสวนภาคสนามจะได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ Garsany มองว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยวิธีใหม่ๆ โดยเน้นสืบสวนเชิงคุณภาพที่สามารถต่อยอดข้อมูลจากผู้ต้องหา ระบุรายละเอียดโครงสร้างองค์กรอาชญากรรมเพื่อการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แต่การ ‘ต่อยอด’ ข้อมูลด้วยการทรมานอาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด เพราะนอกจากสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ผู้ต้องหาที่ถูกทรมานหรือทำร้ายร่างกายระหว่างการสืบสวน ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เสมอไป รวมถึงอาจสร้างความไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

ในฐานะตัวแทนจาก UNODC เขาเสนอว่า “ทาง UNODC สนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงกระบวนการสืบสวน โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน และกระบวนการสอบสวนด้วยวิธีซักถามอย่างเหมาะสม ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับงานสืบสวนในอนาคต”

ไม่มีใครสมควรถูกทรมานในทุกสถานการณ์

“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประเทศอย่างตำรวจหรือทหาร จำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยด้านสิทธิมนุษยชนของผู้คนด้วยเช่นกัน”

Alka Pradhan ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชน เริ่มต้นประเด็นด้วยความเห็นดังกล่าว ก่อนเล่าเรื่องราวของนาย Ammar al-Baluchi ชายชาวปากีสถานผู้ถูกลักพาตัวจากเมืองการาจี (Karachi) เมื่อปี 2003 ไปยังเรือนจำกวนตานาโม ประเทศคิวบา เพราะต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดกับแกนนำก่อเหตุวินาศกรรม 9/11

ที่นั่น นาย Ammar al-Baluchi ถูกเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (Central Intelligence Agency – CIA) ทารุณกรรมอยู่เกือบ 3 ปี ได้รับความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส อีกทั้งยังถูกจับตาการเคลื่อนไหวหลังการปล่อยตัวอีกเป็นเวลานาน กรณีนี้คือตัวอย่างการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

จากประสบการณ์ในฐานะทนายของนาย Baluchi ศาสตราจารย์ Pradhan ให้ความเห็นว่าคำสารภาพที่มาจากการทรมานมักเต็มไปด้วยความผิดพลาด ทำให้การสืบสวนคดีล่าช้ามากกว่าเดิม และฝ่ายทนายอย่างเธอก็ต้องปกป้องลูกความไม่ให้ถูกพิพากษาประหารชีวิต เพราะคำสารภาพที่ไม่เป็นความจริงเหล่านั้น

แม้ว่าหลายๆ ครั้ง เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือรับแรงกดดันจากสาธารณชนในการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ศาสตราจารย์ Pradhan เชื่อว่า “ไม่ควรมีสถานการณ์ใดที่ต้องละเว้นสิทธิตามหลักกฎหมายหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกจับกุม”

“พวกเขาควรได้รับการแจ้งสิทธิอย่างครบถ้วน เช่น สิทธิในการเรียกทนาย สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล ที่สำคัญคือสิทธิในการติดต่อกับครอบครัวเพื่อบอกว่าถูกจับกุม เพราะเราพบว่าคนส่วนใหญ่มักยอมพูดอะไรก็ได้เพื่อให้ได้พบกับครอบครัวตนเอง”

ฉะนั้น การสร้างกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ตั้งอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชน จะช่วยปกป้องทั้งตัวผู้ถูกจับกุมจากการถูกละเมิดสิทธิ ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐจากคำครหา และปกป้องความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไปพร้อมๆ กัน

พัฒนากระบวนการสืบสวนสอบสวนด้วยแนวคิดใหม่

Juan E. Méndez อดีตผู้ตรวจการพิเศษด้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ
Juan E. Méndez อดีตผู้ตรวจการพิเศษด้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ

“สังคมทุกวันนี้ยังคงมีปัญหาเรื่องการทรมานเพื่อสอบปากคำในกระบวนการสืบสวนสอบสวน แม้ว่าจะมีหลักกฎหมายสากลว่าด้วยเรื่องคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับกุมอยู่ก็ตาม”

Juan E. Méndez อดีตผู้ตรวจการพิเศษด้านการทรมานแห่งสหประชาชาติเปิดเผยว่า สาเหตุหนึ่งของปัญหามาจากทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน ที่ตั้งเป้าหมายในการสืบสวนสอบสวนว่าต้องทำให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ ดังนั้นจึงทำทุกวิถีทาง จนอาจละเลยสิทธิบางประการของผู้ถูกจับกุม เป็นต้นว่า สิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ในชั้นสอบสวน หรือ สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าศาลจะตัดสิน

แต่เป้าหมายแท้จริงของการสืบสวนสอบสวน ควรเป็นการทำงานที่ยึดหลัก ‘ไม่ทรมาน’ แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือแรงกดดันจากสาธารณชนก็ตาม

“หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า ผู้ถูกทรมานหรือปฏิบัติอย่างทารุณมีแนวโน้ม ‘พูดอะไรก็ได้’ ที่ทำให้การทรมานจบลง ดังนั้น ข้อมูลที่ได้จึงไม่น่าเชื่อถือ กลายเป็นว่าสูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากร ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสังคมในระยะยาว และยังมีหลักฐานว่าการทรมานส่งผลร้ายต่อสมองส่วนที่ทำงานด้านการรู้คิดและความจำของผู้ถูกกระทำอีกด้วย”

การสอบปากคำโดยใช้แนวทางซักถามตามหลัก Investigative Interviewing อันมีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษ เวลส์ และนอร์เวย์ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งเข้ามาทดแทนวิธีการทำงานแบบเก่า

“จุดประสงค์ของกระบวนการซักถามคือการรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่ความจริงของเรื่องราว โดยหัวใจหลักของการตั้งคำถามอยู่บนข้อสันนิษฐานว่าผู้ถูกจับกุมบริสุทธิ์ แตกต่างจากวิธีการซักถามแบบเดิมที่คิดว่าผู้ถูกจับกุมเท่ากับคนร้าย”

“แนวทางนี้จะช่วยป้องกันการทรมานหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหา รวมถึงเปลี่ยนทัศนคติหรือวัฒนธรรมของผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นการบีบคั้นให้รับสารภาพ”

คุณลักษณะสำคัญของเจ้าหน้าที่สอบสวนตามแนวทางของ Investigative Interviewing คือมีความยุติธรรม ตั้งตนเป็นกลาง ไม่ด่วนตัดสิน และมีทักษะการสร้างไมตรีกับผู้ถูกซักถาม ซึ่งนอกจากสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ยังช่วยลดความเครียด หรือกระทั่งความโกรธเกรี้ยวของผู้ถูกคุมขัง ทำให้พวกเขายอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ แนวทางการซักถามแบบ Investigative Interviewing ยังสามารถเป็นต้นแบบการฝึกอบรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตนบนมาตรฐานการทำงานเดียวกัน และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดการทรมาน ที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่าจะช่วยปกป้องสิทธิและมอบความเป็นธรรมแก่พวกเขา

นอร์เวย์ ตัวอย่างความสำเร็จของการใช้แนวทางซักถามเพื่อการสืบสวน

“ผมเคยถูกสอนให้เชื่อว่า เมื่อจับผู้ต้องสงสัยได้ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้เขาสารภาพ” Asbjorn Rachlew ผู้กำกับการตำรวจ จากสำนักงานตำรวจ ประเทศนอร์เวย์ เล่าย้อนถึงประสบการณ์ตรงของเขา “แต่งานวิจัยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาบอกกับเราว่า การสอบปากคำด้วยวิธีการกดดัน บีบคั้นแบบเดิม อาจไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรวบรวมข้อมูล ดังนั้น เราจึงต้องเปลี่ยนความคิด”

Asbjorn Rachlew ผู้กำกับการตำรวจ สำนักงานตำรวจประเทศนอร์เวย์
Asbjorn Rachlew ผู้กำกับการตำรวจ สำนักงานตำรวจประเทศนอร์เวย์

กระบวนการซักถามแบบ Investigative Interviewing เป็นหลักสูตรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนในประเทศนอร์เวย์มากว่า 10 ปี นับเป็นประเทศที่สองต่อจากสหราชอาณาจักรที่นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จนั้นได้แก่ คดีก่อการร้ายเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2011 โดยนาย Anders Behring Breivik ได้ก่อเหตุวางระเบิดที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ และกราดยิงเยาวชนในองค์การเยาวชนของพรรคแรงงานนอร์เวย์บนเกาะ Utøya ทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน และผู้บาดเจ็บกว่า 310 คน

เขาถูกจับกุมพร้อมอาวุธปืนในมือ และประกาศกร้าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ‘เป็นเพียงจุดเริ่มต้น’ เท่านั้น เมื่อนาย Anders ไม่ยอมปริปากเล่าแผนการหรือแรงจูงใจแก่ตำรวจ จึงทำให้การสืบสวนคดีเป็นไปอย่างยากลำบาก

ท่ามกลางความโกรธแค้นของสาธารณชนและสถานการณ์บีบบังคับให้เร่งสอบสวนเพื่อดำเนินการลงโทษ ทางตำรวจนอร์เวย์เลือกใช้วิธีการเชิญนักสัมภาษณ์ที่มีประสบการณ์ด้านการซักถาม การฟัง และมีความรู้เรื่องจิตวิทยามาพูดคุยกับนาย Anders ในห้องซึ่งถูกจัดเตรียมไว้ให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย รวมถึงไม่มีตำรวจคอยควบคุม

พวกเขาพบว่าวิธีดังกล่าวได้ผลดียิ่งกว่าการสอบปากคำใต้ความกดดัน นาย Anders ยอมสารภาพข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

“กระบวนการเหล่านั้นทำให้ผู้ถูกจับกุมรู้สึกว่าได้รับความเคารพ และมีคนรับฟังเรื่องของพวกเขาจริงๆ”

Rachlew เล่าขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่สอบสวนว่าต้องเตรียมตัว ศึกษาข้อมูลของคดีเพื่อวางแผนการสัมภาษณ์ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ถูกซักถาม

“ไม่ใช่เพื่อแกล้งทำตัวเป็นพวกเดียวกัน แต่เพื่อทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าเราใส่ใจกับเรื่องของเขา เราจะไม่ละเมิดสิทธิของเขา และเราจะช่วยกันค้นหาความจริง”

หลังจากนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ก่อนจะถามคำถามเจาะจงในแต่ละประเด็นที่สนใจ ทั้งนี้ หัวข้อคำถามจะตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานว่าผู้ต้องสงสัยคือผู้บริสุทธิ์ และถามเพื่อค้นหาคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกเหนือไปจากการคาดเดาข้อมูลจากพยานหลักฐานที่มีอยู่

“เราสอนเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนว่าต้องเปิดใจ และต้องพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ผู้ถูกจับกุม เพราะบางครั้งเขาอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ นี่คือสิ่งที่เราต้องเปลี่ยนทัศนคติการทำงาน”

เมื่อเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ และประเมินการซักถามเป็นที่เรียบร้อย Rachlew ยืนยันว่าผู้ถูกซักถามจะยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างดี และให้เกียรติในฐานะมนุษย์ไม่แตกต่างไปจากเดิม

ปัจจุบัน ทางนอร์เวย์ได้ส่งต่อหลักสูตร Investigative Interviewing แก่ประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน โดยมุ่งหวังให้เกิดกระบวนการสืบสวนที่มีประสิทธิภาพและสร้างวิทยากรต้นแบบภายในประเทศเหล่านั้นเพื่อสืบทอดองค์ความรู้

สำหรับประเทศไทย เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งกำลังนำแนวทางการสืบสวนดังกล่าวมาเรียนรู้ผ่านความร่วมมือของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อสร้างหลักสูตร Investigative Interview ให้เกิดขึ้นในกระบวนการสอบสวนของไทย และพัฒนากระบวนการยุติธรรมบนหลักการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save