fbpx

พระเกจิในเพลงลูกทุ่งไทย (ตอน 1) : พลทหาร ยอดรัก สลักใจ กับ ‘ลูกคอพุทธคุณ’ สู้คอมมิวนิสต์

“หอบใจโซๆ มาวัดตะโกกราบหลวงพ่อรวย การเงินมันติด ชีวิตมันป่วย ตัวช่วยไม่มีเลยพ่อ”

ย้อนกลับไปปี 2563 เพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ จากลูกคอการขับร้องของ มนต์แคน แก่นคูณ กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญของวงการเพลงลูกทุ่งไทย กระแสความโด่งดังของเพลงวอนหลวงพ่อรวย ไม่เพียงทำให้มนต์แคน เป็นศิลปินนักร้องที่มียอดเข้าชมบนแพลตฟอร์มยูทูบมากที่สุดในปี 2563 เท่านั้น แต่ยังช่วยส่งผลทำให้ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดตะโก อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเข้ากราบสรีรสังขารหลวงพ่อรวย พระเกจิชื่อดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยหวังขอโชคขอลาภในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังประสบปัญหาอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

ปรากฏการณ์เพลงวอนหลวงพ่อรวย ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยผ่านเพลงลูกทุ่งที่มีเนื้อหาว่าด้วยอารมณ์และความรู้สึกในการพึ่งพึงบารมีพุทธคุณพระเกจิชื่อดังเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และความรู้สึกของคนในสังคมไทยต่อความคาดหวังพึ่งพึงบารมี ‘พุทธคุณ’ ของบรรดาพระเกจิ จากเดิมที่เคยคาดหวังพึ่งพิงพุทธคุณทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน เปลี่ยนแปลงสู่ความคาดหวังพึ่งพิงพุทธคุณในด้านเศรษฐกิจ หรือที่ในงานศึกษาของ ปีเตอร์ เอ แจ็คสัน (Peter A. Jackson -นักวิชาการด้านพุทธศาสนาและเพศชาวออสเตรเลีย) เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ‘จากคงกระพันชาตรีสู่ความร่ำรวย’[1]

จากปรากฏการณ์เพลงหลวงพ่อรวย คงมิสายเกินไปที่จะย้อนกลับไปสำรวจความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยผ่านเรื่องราวพระเกจิในเพลงลูกทุ่งไทย เพื่อทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความรู้สึกของคนไทยต่อความคาดหวังพึ่งพึงในบารมีพุทธคุณของพระเกจิ รวมทั้งตระหนักถึงปฏิบัติการอำนาจของเพลงลูกทุ่งในสังคมไทยยิ่งขึ้น

พระเกจิกับสังคมไทย

YouTube video

ตามพจนานุกรรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลทรัพย์ ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) อธิบายถึงที่มาของคำว่า เกจิ ว่าแต่เดิมหมายถึง อาจารย์บางพวก โดยเป็นคำที่กล่าวถึงบ่อยในอรรถกถา กล่าวคือ ‘ในเวลาที่พระอรรถกถาจารย์อธิบายความและเล่าเรื่องราวต่างๆ บางครั้งท่านก็ยกมติหรือความเห็นของท่านผู้อื่นมาให้ดูด้วย เมื่อไม่ออกชื่อเจ้าของมติเหล่านั้น ก็ใช้คำว่า เกจิ อย่างไรก็ดี ในภาษาไทย เมื่อไม่นานนักนี้ คำว่าเกจิหรือ เกจิอาจารย์ ได้มีความหมายเพี้ยนไปจากเดิมห่างไกลมาก กลายเป็นหมายถึงพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงเด่นในทางความขลัง’[2] สอดคล้องกับความหมายตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ที่ระบุว่า เกจิอาจารย์ หมายถึง อาจารย์บางพวก, อาจารย์ที่เชื่อกันว่ามีความรู้ความสามารถในด้านคาถาอาคมและการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง[3]

แม้ประวัติศาสตร์พระเครื่องและเครื่องรางของขลังจะมีความเป็นมาที่ยาวนาน แต่ผู้เขียนเข้าใจว่า คำว่า ‘พระเกจิ’ ที่หมายถึง พระภิกษุผู้มีชื่อเสียงในด้านคาถาอาคม การปลุกเสกพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง น่าจะเป็นคำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 2480 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในช่วงสงครามอินโดจีนต่อเนื่องถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ดังปรากฏการยกย่องพระภิกษุทั้งในพระนครและต่างจังหวัดว่าเป็น ‘พระเกจิ’ จำนวนหลายรูปในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จังหวัดปราจีนบุรี หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อคง วัดบางกระพร้อม จังหวัดสมุทรสงคราม และหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยพระเครื่องและเครื่องรางของขลังที่ปลุกเสกโดยพระเกจิทั้งสี่รูปนี้ เป็นที่เลื่องลือในพุทธคุณแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน จนท่านได้รับการยอมรับให้เป็น ‘พระเกจิแห่งยุคสงคราม’ ในนาม ‘จาด จง คง อี๋’[4]

ไม่เพียงบริบทภัยสงคราม ความคาดหวังในพุทธคุณแคล้วคลาดปลอดภัยของพระเกจิยังปรากฏในช่วงปี 2500 เมื่อรัฐบาลในจอมพล ป. พิบูลสงคราม (อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย) จัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการจัดสร้างพระเครื่องรุ่น ‘25 พุทธศตวรรษ’ จำนวนกว่าห้าล้านองค์เพื่อระดมทุนสร้างพุทธมณฑลเป็นพุทธบูชาและเป็นพุทธานุสรณียสถาน ซึ่งในพิธีปลุกเสกพระเครื่องรุ่น ‘25 พุทธศตวรรษ’ มีพระเกจิร่วมพิธีปลุกเสกจำนวนมากถึง 108 รูป เช่น หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง จังหวัดนนทบุรี, ท่านพ่อลี วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ, หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จังหวัดสมุทรสาคร, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี, หลวงพ่อทบ วัดสว่างอรุณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ฯลฯ โดยน่าสังเกตว่า แม้ความมุ่งหมายในการจัดงานจะกล่าวถึงความชื่นชมปีติยินดีที่พระพุทธศาสนาได้สืบทอดมาอย่างยาวนาน[5] แต่ขณะเดียวกัน การนิมนต์พระเกจิจำนวนมากมาร่วมพิธีก็สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังในพุทธคุณ เนื่องจากในขณะนั้น สังคมไทยเกิดความตื่นกลัวต่อเรื่องต่างๆ เช่น ภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ เหตุการณ์ไฟไหม้ ปรากฏการณ์แปลกประหลาด ข่าวลือเรื่องผู้วิเศษ การค้นพบยาวิเศษ ไปจนถึงกระทั่งมีกระแสข่าวลือว่าจะมียักษ์ออกมากินคน ซึ่งความหวาดกลัวดังกล่าวมีที่มาจากความเชื่อในคำพยากรณ์ที่ว่า พุทธศาสนาจะมีอายุ 5,000 ปี โดยมีระยะรุ่งเรืองประมาณ 2,500 ปี (ถึงพุทธศักราช 2500) หลังจากนั้นสังคมพุทธศาสนาจะเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อม หรือ ‘กลียุค’[6]

ภาพความสัมพันธ์ของพระเกจิกับสังคมการเมืองไทยยิ่งปรากฏเด่นชัดในช่วงปี 2510 – 2520 เมื่อความตระหนกต่อภัยคอมมิวนิสต์ทำให้คณะสงฆ์และพระเกจิในฐานะองค์ประกอบสำคัญของอุดมการณ์รัฐไทย อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เข้ามาร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ดังเช่น ในปี 2519 มีการสร้างเหรียญรุ่น ‘หนึ่งในสยาม’ เพื่อแจกทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดนที่ทำหน้าที่ป้องกันรักษาแผ่นดินไทยและปราบปรามภัยคอมมิวนิสต์ ซึ่งในพิธีพุทธภิเษกมีการนิมนต์พระเกจิที่มีชื่อเสียงในด้านพุทธคุณแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน เข้าร่วมพิธีหลายรูป เช่น หลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร, หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม, หลวงพ่อสุด วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น[7]

นอกจากนี้ พระเกจิที่มีชื่อเสียงในด้านปลุกเสกเครื่องรางของคลังบางรูปยังได้จัดสร้างเครื่องรางของขลังเพื่อแจกจ่ายให้แก่ ทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่สู้รบและต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นการเฉพาะ เช่น ‘เหรียญ 5 สมรภูมิ’ ของ หลวงปู่โสฬส วัดโคกอู่ทอง จังหวัดปราจีนบุรี เหรียญรุ่น ‘เราสู้’ ของ หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ผ้ายันต์ ‘ธงมหาพิชัยสงคราม’ และ ‘เหรียญเอกราช’ ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี[8]

แน่นอนว่า ภาพความสัมพันธ์ของพระเกจิกับสังคมการเมืองไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่เพียงปรากฏในประวัติศาสตร์พระเครื่องและเครื่องรางของขลังเท่านั้น แต่ยังปรากฏในวัฒนธรรมความบันเทิงอย่างเพลงลูกทุ่งไทยที่ชาวบ้านประชาชนทั่วไปนิยมชื่นชอบด้วยเช่นกัน

พลทหาร ยอดรัก สลักใจ กับ ‘ลูกคอพุทธคุณ’ สู้คอมมิวนิสต์

YouTube video

เส้นทางความโด่งดังของ ยอดรัก สลักใจ นักร้องหนุ่มจากอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ก็เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ของวงการเพลงลูกทุ่งกับการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี จากนักร้องเชียร์รำวงมาสู่นักร้องห้องอาหารที่อำเภอตาลี จังหวัดนครสรรค์ ในยุค ‘อเมริกันครองเมือง’ ช่วงกลางทศวรรษ 2510

 ยอดรักเข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งจากการชักชวนของ เด็ดดวง ดอกรัก นักจัดรายการวิทยุชื่อดังแห่งสถานีวิทยุกระจายเสียงทหารอากาศ 4 (ท.อ.04) จังหวัดนครสรรค์ โดยวันหนึ่ง เด็ดดวงได้มานั่งฟังเพลงที่ห้องอาหารแห่งหนึ่งในอำเภอตาลี ในครั้งแรก เมื่อได้ยินเสียงนักร้องบนเวทีขับร้องเพลงของไพรวัลย์ ลูกเพชร เด็ดดวงก็นึกว่าไพรวัลย์เดินทางมาร้องเพลงที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงถามเพื่อนๆ ที่มาด้วยกันว่า “เอ๊ะ ไพรวัลย์เคยมา แล้วมาหาผมนะทุกครั้ง แล้วครั้งนี้ทำไมไม่มาหาผม ใครเชิญไปร้องเพลงอยู่บนเวทีเนี่ย” เพื่อนๆ ที่มาด้วยจึงตอบว่า “พี่เด็ดดวง ไปอยู่ไหนมาเนี่ย ไอ้คนที่ร้องเพลงนะ ไม่ใช่ไพรวัลย์ ไอ้แอ๋ว ไอ้แอ๋ว ที่เล่นกีตาร์ดนตรีอยู่ที่นี่แหละ”[9]

เพียงได้ฟังเสียงยอดรักครั้งแรก เด็ดดวงก็ถูกใจและมีความคิดจะปั้นยอดรักให้กลายเป็นนักร้องดัง เมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ จึงได้ชักชวน ‘ดาร์กี้ ขี้เมา’ (ไพฑูรย์ ขันทอง) ดาวตลกวงดนตรีลูกทุ่ง/นักแต่งเพลง ไปนั่งฟังยอดรักร้องเพลงด้วยกันอีกครั้งที่ร้านอาหารในอำเภอตาคลี ผลปรากฏว่าเมื่อฟังจบทั้งคู่ได้ตัดสินใจพายอดรักเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในคืนนี้ทันที เพื่อนำมาฝากตัวเป็นศิษย์ไว้กับ ชลธี ธารทอง นักแต่งเพลงชื่อดัง จนได้ร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงในชื่อ ยอดรัก ลูกพิจิตร แต่ทว่ากลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในปี 2518 เกิดเหตุการณ์ทหารไทยปะทะกับคอมมิวนิสต์บริเวณชายแดนจังหวัดน่าน ทหารที่รอดชีวิตจากการประทะดังกล่าวได้ถูกเชิญมาออกรายการโทรทัศน์และให้สัมภาษณ์ว่า “คนที่อยู่แนวหน้า ลำบากมากเหลือเกิน อยากให้แนวหลังช่วยส่งกำลังใจไปช่วยบ้าง” ชลธี ธารทอง ได้ฟังดังนั้นก็เกิดแรงบันดาลใจแต่งเพลงเพื่อสะท้อนชีวิตและเป็นกำลังใจให้แก่ทหารไทยที่ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ดังที่ ชลธี เล่าว่า

“เพลงจดหมายจากแนวหน้า ที่ยอดรัก สลักใจ ดังเป็นเพลงแรก เพลงนี้มาจาก ที่เขารบกันที่ห้วยโกร๋น ทหารเราตายไป 11 คน มีทหารสองคนที่รอดตายมา เขาก็พามาออกรายการโทรทัศน์ตอนเย็น ผมกำลังกินข้าวอยู่พอดี เขามาให้สัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์ ทหารเขาพูดออกมาคำหนึ่งว่า แนวหน้าเขาจะเป็นจะตายเขาไม่กลัวเพราะทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาอยากได้คือกำลังใจ เวลามีจดหมายสักฉบับหนึ่งสงไป เขาก็แบ่งกันอ่านทั้งกองร้อย นั่นคือที่มาของเพลง จดหมายจากแนวหน้า”[10]

ช่วงระหว่างที่ทำเพลงจดหมายจากแนวหน้า ก็เป็นช่วงเวลาที่ยอดรักได้เปลี่ยนนามสกุลมาเป็น ยอดรัก สลักใจ ตามคำแนะนำของ ชวนชัย ฉิมพะวงศ์ (นักแต่งเพลง) ด้วยเหตุผลที่ว่าชื่อ ยอดรัก ลูกพิจิตร นั้นเหมือนลิเกและเหมือนนักมวยเกินไป คำว่า ‘ยอดรัก’ มีความไพเราะอยู่แล้ว และมีความหมายที่ดีเป็นที่รักของทุกๆ คน ซึ่งเมื่อมียอดรักแล้ว ก็ต้องสลักไว้ในใจแฟนเพลง จึงกลายเป็น ‘ยอดรัก สลักใจ’[11]

เพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ ต้นฉบับในปี 2518 เปิดตัวมาด้วยเสียงยิงและเสียงตู้มของลูกระเบิดในสนามรบ จากนั้นตามมาด้วยเสียงดนตรีและเสียงร้องของ ยอดรัก สลักใจ ที่ขับร้องอย่างไพเราะว่า

“กลางดงควันปืน พี่เฝ้ายืนสู้เหล่าร้าย

ได้รับจดหมาย น้องโฉมฉายเจ้าส่งถึง

อยู่กลางพนา เป็นเวลาทุ่มครึ่ง เสียงปืนปังปึง ไม่คะนึงเลยเชียว

จ.ม. เนื้อทอง เขียนใส่ซองสดสีฟ้า

พี่ครึ้มอุรา ลืมข้าวปลาไม่แลเหลียว

หายเหนื่อยหายเพลีย อ่านเสียสิบกว่าเที่ยว

นั่งยิ้มคนเดียว ใจเหลียวถึงโฉมตรู

เสียงปืนลั่นปัง ตื่นภวังค์คลำหัวอก

คว้าเอ็มสิบหก หลบเข้ารบเตรียมต่อสู้

คลำหลวงพ่อองค์น้อย คล้องสายสร้อยใจชื่นชู

ดีร้ายขอสู้ ให้โลกรู้นักรบไทย…”

เพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ พายอดรัก โด่งดังเป็นพลุแตกในช่วงปลายปี 2518 – 2519 และน่าจะส่งผลทำให้ครูเพลงจับทางในการสร้างภาพลักษณ์ให้ยอดรักกลายเป็นนักร้องลูกทุ่งที่ทำหน้าที่เป็น ‘ภาพตัวแทน’ (representation) ของเหล่าทหารไทยผ่านบทเพลงลูกทุ่งในบริบทสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้วยการออกผลงานเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’ จากการแต่งของ ประจวบ วงศ์วิชา และเพลง ‘ทหารเรือมาแล้ว’ ที่แต่งโดย สนิท มโนรัตน์ ให้แฟนๆ เพลงลูกทุ่งทั้งแนวหน้าและแนวหลังได้รับฟังกันอย่างต่อเนื่อง

ในเพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ นอกจากยอดรักจะเป็นตัวแทนของทหารไทยในสมรภูมิรบแล้ว ยอดรักยังได้นิมนต์พระเครื่องไปสนามรบด้วยความคาดหวังในพุทธคุณแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน ดังเนื้อเพลงที่ว่า “คลำหลวงพ่อองค์น้อย คล้องสายสร้อยใจชื่นชู ดีร้ายขอสู้ ให้โลกรู้นักรบไทย” และความคาดหวังในพุทธคุณของพระเกจิ พระเครื่อง และเครื่องรางของขลัง ก็ปรากฏต่อเนื่องในเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’ ที่พลทหารยอดรักได้นิมนต์พระเกจิ พระเครื่อง และเครื่องรางของขลังเป็นจำนวนมากห้อยคอติดตัวออกสู่สมรภูมิเพื่อไปสู้รบกับพวกญวนคอมมิวนิสต์ที่อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี (เดิม) ดังเนื้อเพลงที่ยอดรักร้องว่า

“โบกมือหยอย ๆ บอกน้อยจะไปชายแดน

จำห่างร้างไกลแฟน อย่าหมอง สองปีกลับมา

เชิญหลวงพ่อห้อยคอทั้งพวง เชิญปู่หลวงไปกันเถิดหนา

หลวงปู่แหวนองค์นี้รุ่นแรก เพิ่งไปแลกกับรองผู้ว่า

หลวงปู่โต๊ะนี้หลวงพ่อโต ละนี้ ย่าโมของแม่ให้มา

หลวงพ่อทวดอยู่วัดช้างให้ หลวงพ่อคล้าย พ่อแพต้องพา

หลวงพ่อแช่มพ่อแดงพ่อชัย ละนี้ เหล็กไหลของพ่อให้มา

หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อโสธร กรมหลวงชุมพร มาช่วยรักษา

เลือดไทยไม่เคยขี้ขลาด เลือดไทยไม่เคยขี้ขลาด จะรักษาชาติศาสน์กษัตริย์ตรา”

YouTube video

หากวิเคราะห์เนื้อหาและภาพลักษณ์ความต่อเนื่องของเพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ และเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’ จะเห็นได้ถึงภาพความสัมพันธ์ของภาพลักษณ์ยอดรัก, เพลงลูกทุ่ง, พระเกจิ และการเมืองไทยในสองประเด็นสำคัญคือ

หนึ่ง จากภาพของนักร้องลูกทุ่ง ยอดรักได้กลายเป็นภาพตัวแทนของทหารไทยในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ กล่าวคือ ภาพของนักร้องลูกทุ่งได้ถูกทาบทับลงบนภาพของทหารไทย และ ‘นำเสนอ’ ให้เป็นภาพแห่งความกล้าหาญในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เพื่อปกป้องรักษา ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในขณะที่ทหารไทยกำลังคว้า M – 16 รบกับคอมมิวนิสต์ในสมรภูมิ นักแต่งเพลง นักร้อง และเพลงลูกทุ่งก็สู้รบกับคอมมิวนิสต์ผ่านสมรภูมิทางวัฒนธรรม[12] จากนักร้อง ยอดรักได้กลายเป็น ‘นักรบทางวัฒนธรรม’จากลูกกระสุนในสนามรบได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นเพลงลูกทุ่ง ยิงเข้าไปที่ลูกคอของชาวบ้าน ยิงเข้าไปที่สถานที่วิทยุทั่วประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานีวิทยุทหาร) รวมทั้งยิงเข้าไปที่เวทีการแสดงของวงดนตรีเพลงลูกทุ่งซึ่งกำลังเป็นที่เฟื่องฟูในช่วงเวลาดังกล่าว

กล่าวได้ว่า ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองกำลังทำงาน เพลงลูกทุ่งในฐานะ ‘อุดมการณ์ความบันเทิง’ ก็ทำงาน/ปฏิบัติการทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน ซึ่งอาจจะฝังลึก/ซึมลึก มากกว่าการสั่งสอนและปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองโดยตรงเสียอีก ดังที่ ชลธีซึ่งเป็นผู้แต่งเพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในงานศึกษาเพลงลูกทุ่งของ ขจร ฝ้ายเทศ ว่า

“ข่าวสารนั้นสู้เพลงไม่ได้ เพลงนั้นมันซึมไปโดยไม่รู้ตัว ระหว่างคุณอ่านบทความหนึ่งออกวิทยุ กับฟังเพลง ๆ หนึ่งจะฟังอะไรจนจบ เพลงเขาฟังจนจบ แต่อ่านบทความเขาอาจหมุนคลื่นหนีก็ได้ เพราะเพลงมันสวย ภาษาสวย ทำนองสวย โดยคนเสพไม่รู้ตัวว่าเขาป้อนเนื้อหาอะไรให้เรา ซึมไปโดยไม่รู้ตัว ‘เพลงมีอำนาจมากกว่าปืน’ เวลาบ้านเมืองมีปัญหา ต้องการความสามัคคี เขาถึงเปิดเพลงปลุกใจให้อีกเหิม เพราะคนเรามีอารมณ์เพลงอยู่แล้วไม่ว่าเด็กเล็กคนชรา เพลงปลุกใจอาจจะมีผลหนักแน่นกว่าในนาทีนั้น ชั่วโมงนั้น อาจจะรู้สึกอีกเหิม แต่เพลงลูกทุ่งจะซึมลึกกว่า เพลงปลุกใจเป็นเพลงมาร์ชอะไรก็ตาม ไปเปิดทุกๆ วัน เขาก็ไม่ฟัง เมื่อมาถึงช่วงหนึ่งก็ต้องหยุดแล้ว แต่เพลงลูกทุ่ง ฟังได้ทุกวัน ฟังแล้วก็ชอบเอามาร้องกันอย่างเช่นเพลงจดหมายจากแนวหน้า ก็อาจถือว่าเป็นเพลงปลุกใจได้เหมือนกัน เพลงเป็นความทรงจำเป็นประวัติศาสตร์ ผมว่าคนเราไม่ลืมความทรงจำง่าย ๆ เพลงเหล่านี้ก็จะอยู่ในสมองของเขาตลอดไป พอฟังเพลงนั้นก็จะนึกถึงเหตุการณ์ได้ทันที”[13]

สอง เพลงทหารใหม่ไปกอง สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังพึ่งพิงพุทธคุณของพระเกจิในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน อันสัมพันธ์ไปกับบริบทสังคมไทยในขณะนั้นที่คณะสงฆ์และพระเกจิหลายรูปได้ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนต่อต้านคอมมิวนิสต์ และทหาร ตำรวจ อาสาสมัครต่างๆ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ก็คาดหวังพึ่งพิงพุทธคุณของพระเกจิ โดยยังน่าสังเกตด้วยว่า พระเกจิในเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’ ล้วนเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาคลอบคลุมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน สัมพันธ์ไปกับพื้นที่ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ยังคงกระจายตัวอยู่ในหลายภาคช่วงราวทศวรรษ 2510 ดังข้อมูลตามตารางด้านล่าง

พระเกจิวัดจังหวัดภาค
หลวงปู่แหวนวัดดอยแม่ปั๋งเชียงใหม่เหนือ
หลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลีกรุงเทพมหานครกลาง
หลวงพ่อโต (สมเด็จโต)วัดระฆังกรุงเทพมหานครกลาง
หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ปัตตานีใต้
หลวงพ่อคล้ายวัดสวนขันนครศรีธรรมราชใต้
หลวงพ่อแพวัดพิกุลทองสิงห์บุรีกลาง
หลวงพ่อแช่มวัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)ภูเก็ตใต้
หลวงพ่อแดงวัดเขาบันไดอิฐเพชรบุรีกลาง
หลวงพ่อชัย– ไม่ทราบว่าเป็นวัดใด –
หลวงปู่ฝั้นวัดป่าอุดมสมพรสกลนครอีสาน

กล่าวได้ว่า เพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ และเพลง ‘ทหารใหม่ไปกอง’ ของพลทหารยอดรัก สลักใจ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของเพลงลูกทุ่งไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2510 ที่แสดงให้เห็นถึงภาพความสัมพันธ์ของเพลงลูกทุ่ง พระเกจิ และการเมืองไทย โดยเฉพาะความคาดหวังพึ่งพิงพุทธคุณแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน อันสัมพันธ์ไปกับประเด็นภัยความมั่งคงของชาติไทยในช่วงทศวรรษ 2510 – 2520

จวบจนเมื่อการต่อสู้ทางอุดมการณ์สิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 2520 และสังคมไทยก็ก้าวเข้าสู่สังคมโลกาภิวัฒน์ ความคาดหวังพึ่งพิงในพุทธคุณของพระเกจิจากแคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน ก็ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นพุทธคุณ ‘เมตตามหานิยม’ และ ‘โชคลาภและร่ำรวย’ ดังปรากฏในเพลง เพลง ‘คาถามหานิยม’ ของ ยอดรัก สลักใจ เอง รวมไปถึงเพลง ‘เสรีขอพร’ ของ เสรี รุ่งสว่าง เรื่อยมาจนถึงเพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ ของ มนต์แคน แก่นคูณ ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึงในตอนต่อไป แฟนเพลงลูกทุ่งไทยโปรดติดตาม.


[1] Peter A. Jackson ; แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ, เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2566), 266 – 270.

[2] สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลทรัพย์, พิมพ์ครั้งที่ 35, นายสนิท ตันติวัฒน์พานิช พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน, 2564, 30 – 31.

[3] พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. สืบค้นใน https://dictionary.orst.go.th/

[4] ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์, พระเครื่องกับสังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึง พ.ศ. 2550 : การศึกษาคติความเชื่อ รูปแบบ และพุทธพาณิชย์, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554, 131 – 132.

[5] คณะกรรมการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ, งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ, โรงพิมพ์อักษรสารการพิมพ์, 2500, 1-5

[6] พัชรลดา จุลเพชร, ‘แนวคิดเรื่องกึ่งพุทธกาลในสังคมไทย พ.ศ. 2475 – 2500’ , วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548, 29.

[7] ณัฐพล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์, พระเครื่องกับสังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึง พ.ศ. 2550 : การศึกษาคติความเชื่อ รูปแบบ และพุทธพาณิชย์, 166.

[8] นนทวุฒิ ราชกาวี, ความเชื่อแบบพุทธไทยในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2508 – 2519, วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (ตุลาคม 2557 – มีนาคม 2558), 125 – 129.

[9] ทัวร์ลูกทุ่ง คุยกับ เด็ดดวง ดอกรัก | ไพฑูรย์ ขันทอง Part1/3 เข้าถึงข้อมูลใน https://www.youtube.com/watch?v=gNU4PKHc6pQ

[10] ขจร ฝ้ายเทศ, การสื่อสารทางการเมืองในเพลงไทยลูกทุ่ง พ.ศ. 2507-2547, วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณทิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548, 265.

[11] จันทรา กุลนันทคุณ, ยอดรัก สลักใจ (นายนิพนธ์ ไพรวัลย์), แบบจัดเก็บองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมจากการสัมภาษณ์/ภูมิปัญญาท้องถิ่น, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร, 2564.

[12] ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมใน ธนวัฒน์ ภูมิไชยโชติ, ลูกทุ่งหันขวา: ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในเพลงลูกทุ่ง อุดมการณ์อนุรักษนิยมช่วงทศวรรษ 2510, เข้าถึงข้อมูลใน https://www.the101.world/cultural-violence-in-thai-country-music และ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, ฟังเสียงประวัติศาสตร์ผ่านลูกคอนักร้องลูกทุ่ง 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519, เข้าถึงข้อมูลใน https://waymagazine.org/14-oct-2516-6-oct-2519-in-luk-thung-music/.

[13] ขจร ฝ้ายเทศ, การสื่อสารทางการเมืองในเพลงไทยลูกทุ่ง พ.ศ. 2507-2547, 435.

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

22 Feb 2022

คราฟต์เบียร์และความเหลื่อมล้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขียนถึงอุตสาหกรรมเบียร์ไทย ที่ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์รายเล็กไม่อาจเติบโตได้ เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย และกลุ่มทุนที่ผูกขาด ทั้งที่มีศักยภาพ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

22 Feb 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save