fbpx

25 ปีให้หลังเมื่อคนยังกราบหมา สนทนากับ อิ๋ง-สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้เป็นทั้งพยานประวัติศาสตร์และนางอำมาตย์ชั่วของใครบางคน

‘คนกราบหมา’ (1997) เป็นหนังยาวเรื่องแรกที่ อิ๋ง-สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตนักข่าวที่คุ้นเคยอยู่ในสนามหนังสารคดีลงมือกำกับ ตัวหนังเริ่มเรื่องด้วยพระหนุ่มไปเห็นพระร่วมวัดมีเพศสัมพันธ์กับศพผู้ชาย แต่พระรูปอื่นๆ กลับไม่เห็นเป็นเรื่องผิดบาปเพราะถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ศพผู้หญิง (!!) ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้พระหนุ่มตัดสินใจบอกลาร่มกาสาวพัสตร์ ก่อนที่หนังจะตัดกลับไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่ง ที่ผู้คนเข้าร่วมลัทธิประหลาด พากันแห่แหนกราบไหว้หมาหนึ่งตัวในฐานะ ‘ผู้นำทางจิตวิญญาณ’

จะด้วยเนื้อหาแหลมคม เสียดแทงสังคมหรือด้วยเงื่อนไขกลใดก็ตามแต่ ‘คนกราบหมา’ ของสมานรัชฎ์ถูกกองเซ็นเซอร์สั่งห้ามฉายในราชอาณาจักร กล่าวให้ชัด นี่เท่ากับการที่ตัวหนังต้องโทษประหาร และหนักหนากว่านั้น หนังยาวลำดับต่อมาของเธออย่าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ (2011) ก็ไม่วายโดนโทษเดียวกันด้วยข้อหา ‘ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ’ หนังทั้งสองเรื่องกินเวลาร่วมทศวรรษกว่าที่จะถูกหยิบมาพิจารณาใหม่ และยกเลิกคำสั่งห้ามฉาย -แต่กว่าจะถึงเวลานี้ ใช่หรือไม่ว่าคนทำหนังอย่างสมานรัชฎ์และทีมงานก็ต้องแลกเลือดแลกเนื้อ สู้ยิบตากันไปเท่าไหร่ เสียน้ำตากันไปกี่หน

หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่ อาจกล่าวได้ว่าหนังของสมานรัชฎ์มีลักษณะเป็นหนังบันทึกเหตุการณ์ร่วมสมัยในเวลานั้นอย่างเข้มข้น ข้อนี้อาจมาจากการที่เธอมีพื้นฐานเป็นนักข่าว และข้อเท็จจริงนี้ยังโดดเด่นเมื่อเธอทำหนังสารคดีอย่าง ‘พลเมืองจูหลิง’ (2008) ที่ว่าด้วยโศกนาฏกรรมของ จูหลิง ปงกันมูล ครูสอนศิลปะที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบรรยากาศในขวบปีสุดท้ายของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งสารคดีมหากาพย์ Bangkok Joyride (2016-2019) บันทึกเหตุการณ์ปิดกรุงเทพฯ เมื่อปี 2013-2014

“เราเป็นพยานประวัติศาสตร์” คือประโยคที่สมานรัชฎ์ย้ำอยู่บ่อยครั้งระหว่างการสนทนา

บ่ายนั้น เราสนทนากันที่ Cinema Oasis โรงภาพยนตร์ที่สมานรัชฎ์ตั้งขึ้นเพื่อฉายหนังของเธอที่เคยถูกกองเซ็นเซอร์สั่งห้ามไว้ บทสนทนาของเราไหลเรื่อยตั้งแต่ ‘คดีฉาว’ อันเป็นต้นธารของ ‘คนกราบหมา’ ไปสู่การเมืองและประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่เธอเห็นค่าว่าควรบันทึกไว้เสมอ

‘คนกราบหมา’ โดนคำสั่งห้ามฉายไป 25 ปีเต็ม กลับมาฉายในขวบปีนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่ามันยังร่วมสมัยอยู่เลย ในฐานะคนทำหนัง คุณมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

ที่ประหลาดคือมันอาจยิ่งร่วมสมัยกว่าตอนนั้นอีก จริงๆ ถ้าออกฉายตอนนั้นคงไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่เมื่อมาเห็นตอนนี้กลับแรงกว่าเดิม

creative process หรือขบวนการสร้างสรรค์คือสิ่งที่พวกเซ็นเซอร์ไม่เข้าใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่ากว่าหนังเรื่องหนึ่งจะสร้างขึ้นมาได้มันต้องผ่านอะไรบ้าง โดยเฉพาะเมื่อ ‘คนกราบหมา’ คือหนังเรื่องแรกที่สร้างนอกระบบโดยสิ้นเชิง มันเป็นหนังที่ทำขึ้นมาโดยคนที่ไร้เดียงสา อันที่จริงเวลานั้นก็มีคนทำหนังนอกระบบบ้าง แต่ก็เป็นหนังสั้น มองหน้ากันก็รู้จักกันหมดเพราะมีไม่กี่คน

ก่อนหน้านี้เราทำหนังสารคดีมาสามเรื่องคือ Thailand for Sale (1991), Green Menace: The Untold Story of Golf (1993) และ Casino Cambodia (1994) ดังนั้นเราจึงไม่เคยทำหนังฟิกชั่นที่ต้องเขียนสคริปต์ ‘คนกราบหมา’ จึงเป็นหนังฟิกชั่นเรื่องแรกของเราและเราต้องทำหนังเรื่องนี้ให้ได้ภายในทุนหนึ่งล้านบาทซึ่งเป็นทุนเราเอง แหม ใครที่ไหนจะมาให้ทุนเรา (หัวเราะ) แล้วถ่ายฟิล์มด้วยนะ 

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน ตอนนั้นอะไรทำให้คุณอยากทำหนังที่ว่าด้วยคนมากราบหมา 

ต้นกำเนิดของ ‘คนกราบหมา’ เริ่มขึ้นจากที่เราดูหนังห่วยๆ เรื่องหนึ่ง แล้วก็คุยเล่นกันกับเพื่อน แล้วหันมาเห็นเจ้าหมีควายซึ่งเป็นหมาของเรา เราบอกเพื่อนฝรั่งว่า “I can make a better film! Starring my dog!” (“ฉันทำหนังได้ดีกว่าเรื่องนี้อีก ให้หมาเป็นนักแสดงนำด้วย!”) จากนั้นเราก็หัวเราะและบอกกันว่า “Why not!?” เอาไหมล่ะ ทำหนังกัน มันก็ดูไปได้อยู่นะ เพราะเรามีทรัพยากรแล้วคือนักแสดงหนึ่งตัว (หัวเราะ) กระบวนการทำหนังเรามาแบบตีนติดดินเลย หนังทุนต่ำสร้างขึ้นจากความเป็นไปได้รอบตัวเสมอ แต่จะให้เราไปทำหนังหมาแบบ Lassie (1994 -หนังว่าด้วยหมาแสนรู้) ก็ไม่ถูกโฉลกเราแม้ว่ามันจะสนุกดีก็ตาม เรารู้ตัวว่าเขียนหนังเด็กไม่ได้ เราจึงต้องจริงใจกับตัวเรา ก็เลยคิดว่าอย่างนั้นก็เอาคนมากราบหมาดีกว่า 

ทั้งนี้ ช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น เราเคยเห็นพระผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่นั่งคุยกัน เรารู้สึกมันปลอมมาก เวลาพระคนนั้นอยู่กับคุณหญิงคุณนายนี่เห็นเลยว่าประจบน่าดู แต่กับคนที่เขารู้สึกว่าไม่ใช่คนสลักสำคัญ เขาก็ทำตัวแย่ใส่ เราจึงบอกว่าทั้งหมดนี่มันตอแหลจริงๆ เราเห็นความปลอมทางจิตวิญญาณพวกนี้

เราตั้งใจมากำกับหนังแค่เพราะเราสนุก ตอนหานักแสดงก็ดูว่าใครจะมาแสดงให้ได้บ้าง เรานึกถึงหนังของ จอห์น วอเตอร์ส (John Waters -ผู้กำกับหนังคัลต์ชาวอเมริกัน) ที่เอาเพื่อนกับญาติมาแสดง นักแสดงในหนังจึงเป็นเพื่อนๆ เราทั้งนั้น พอดีมีคนบอกว่ามีนักแสดงคนหนึ่งเพิ่งจบการแสดงมา ก็คือไอ้น้อย (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) เขาเพิ่งกลับมาจากนิวยอร์กเลย อีกคนคือ ธาริณี เกรแฮม ที่จบการแสดงมาเหมือนกัน เราจึงให้สองคนนี้เป็นพระเอกกับนางเอก เพราะพวกเขาเรียนการแสดงมาและหน้าตาดีทั้งคู่ แต่ทั้งสองคนพูดไทยไม่คล่อง เราจึงคิดว่าถ้าเขียนบทภาษาไทยให้พวกนี้พูดก็คงดูปลอมมาก เลยเขียนบทเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า จำได้ว่าเปิดกล้องวันที่ 5 ธันวาคม 1995 เพราะเป็นวันหยุด เนื่องจากทุกคนมีงานประจำและมาถ่ายหนังได้แค่วันหยุด ไม่มีใครได้เงินเลย อุตส่าห์ไม่พักผ่อน มาทำหนังด้วยกัน น่ารักมาก 

ฉากเปิดเรื่องเป็นบทสนทนาระหว่างพระสองคน ที่คนหนึ่งไปเจอพระอีกคนมีเพศสัมพันธ์กับศพผู้ชาย จะว่าไปแค่ฉากนี้ก็ถือว่าแหลมคมมากยิ่งถ้ามองจากสมัยนั้น คุณไปได้ไอเดียมาจากไหน

จากข่าวช่วงนั้น ชาวบ้านเกือบไปรุมประชาทัณฑ์พระแน่ะ แต่ตามข่าวคือศพผู้หญิง ขณะที่ในหนังเราเอามาเปลี่ยนให้เป็นผู้ชาย จึงมีฉากที่หลวงพ่อในหนังบอกว่า “ไม่เป็นไร เป็นศพผู้ชายก็ไม่ผิดศีลแล้ว” 

ตอนนั้นเราขี้เท่อมาก ไม่เท่ ไม่มีอะไรเท่าไหร่เลย แต่เราจะทำหนังของเราให้ได้เพราะทุนเราคือหนึ่งล้านบาท รวมค่าซื้อกล้องด้วย ถ่ายฟิล์มอีก เราจึงบอกทุกคนว่ากูให้โอกาสมึงแสดงได้แค่ฉากละสามเทค ห้ามเกินเพราะแพง (หัวเราะ) แล้วที่เราต้องแสดงในหนังเองก็เพราะนักแสดงที่จะมารับบทเป็นพระอาจารย์ในอาศรมถอนตัวก่อนเปิดกล้องแค่สัปดาห์เดียว ตอนนั้นเราคิดเลยว่า ฉิบหายแล้ว! อีกเจ็ดวันจะเปิดกล้อง กูจะไปหาใครที่ไหนมาแสดง เครียดมากเลย จนนาทีสุดท้ายมันไม่มีใครจริงๆ ทุกคนเลยบอกว่า พี่อิ๋งแสดงเป็นอาจารย์ในอาศรมเองไปเลย เราก็ต้องมานั่งคิดว่า แล้วจะแสดงยังไงวะ เพราะตัวละครที่ไม่มีคนมาแสดงนี้มันเป็นพระ สุดท้าย ทางออกของเราคือการให้ตัวละครพระซึ่งเป็นผู้ชาย เป็นชาติก่อนของตัวละครอาจารย์ในอาศรมที่เราเล่น (หัวเราะ) คนเราถ้าจนตรอกมากพอก็จะคิดอะไรแบบนี้ออกมาได้แหละ เลยถ่ายพระเปลื้องจีวรโยนเข้าไป แล้วอิ๋งก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำแทน ซึ่งถ้าเรามีเงิน เราก็อาจคิดอะไรสร้างสรรค์แบบนี้ไม่ได้ 

สุดท้าย พอเราต้องเปลี่ยนตัวละครผู้ชายที่เป็นพระ กลับมาเกิดใหม่เป็นผู้หญิงที่เป็นพระอาจารย์ประจำอาศรม ภาพรวมเลยเพี้ยนหนักขึ้น และกลายเป็นว่ามันมีฉากผู้หญิงกับผู้หญิงด้วยกันอีก ในหนัง ‘คนกราบหมา’ มีตัวละครเซ็กซี่ประจำอาศรม แต่ตัวละครเราเป็นผู้หญิงแล้ว เราเลยต้องไปจีบตัวละครเซ็กซี่นั้น มีฉากหนึ่งที่ตัวละครต้องกินกุ้งล็อบสเตอร์ด้วยกัน ยัยคนเซ็กซี่ต้องป้อนเรา เราก็คว้ามือนักแสดงมาเข้าปากเลย คือจะไปกระมิดกระเมี้ยนไม่ได้แล้ว พูดจริงๆ นะว่าไม่เคยนึกเลยว่ากูต้องมาทำอะไรแบบนี้ (หัวเราะ) จะไม่ลุยก็ไม่ได้เพราะเราไม่มีเงินซื้อกุ้งล็อบสเตอร์อีกแล้ว ตัวหนึ่งนี่มันแพงมากนะคะ ดังนั้นเราจึงต้องเล่นเทคเดียวให้ผ่าน เราเลยคว้ามือนักแสดงแล้วกินเข้าไปด้วยเลย นักแสดงอีกคนก็ดูตกใจมาก ในใจเราก็คิดว่า มึงอย่านะ มึงอย่ากระโดดนะ (หัวเราะ) Do it! Do it! 

เราเขียนบทตามสิ่งที่เป็นไปได้ด้วยการยอมรับข้อจำกัดของเรา อย่างโลเคชันป่าไม้ที่เห็นในหนัง เราก็ถ่ายในกรุงเทพฯ นี่แหละค่ะ เป็นบริเวณเล็กๆ ที่สวยและดูเป็นป่า ฉากขบวนแห่หมาที่เราต้องถ่ายมุมข้างๆ เป็นเพราะว่าถ้าแพนกล้องขึ้นไปสักนิดจะเห็นตึก แพนไปอีกทางจะเห็นบ้านคน แพนต่ำลงมาอีกหน่อยจะเห็นสระว่ายน้ำ (หัวเราะ) มีแค่ไม่กี่ฉากที่ไปถ่ายในเชียงใหม่กับศรีราชา ซึ่งก็ต้องถ่ายเจาะเหมือนกัน เพราะหันกล้องไปทางไหนก็ติดบ้านคน 

พอทำทุกอย่างเองแบบนี้ เราคิดว่าการแสดงคือการฝึกสมาธิที่ดีที่สุดของการเป็นผู้กำกับแล้ว ยากมากเลย เราเห็นใจนักแสดงมาก เราคุ้มครอง ปกป้องนักแสดงตลอด ต้องไม่ให้มีใครอยู่ข้างหน้าพวกเขานอกจากตากล้องและตัวผู้กำกับ ห้ามมีคนอื่นเดินเพ่นพ่าน อย่างแย่ที่สุดคือพวกคนที่เช็กโทรศัพท์หรือคุยกัน ห้ามเลยนะคะ

แต่นั่นล่ะ สุดท้ายหนังโดนแบน เราถูกเรียกไปตอบคำถามของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ถามว่าทำไมศิลปะและวัฒนธรรมต้องไปอยู่กับศาสนาด้วย ดูสิว่ามัน fascistic (เต็มไปด้วยการใช้อำนาจนิยม) ขนาดไหน 

คุณรู้เรื่องว่าหนังตัวเองโดนคำสั่งห้ามฉายตอนไหน

เรามารู้ว่าหนังโดนแบนตอนกำลังปาร์ตี้ในงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ ครั้งที่ 1 คืนแรกเลย พอดีกับที่ตอนนั้นเราตั้งใจจะฉายหนังที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพและขายตั๋วหมดแล้วด้วย เนื่องจากคนรู้จักเราจากการเขียนเล่ากระบวนการทำหนังเรื่องนี้ในคอลัมน์ ‘บันทึกหนังไทยเชือกกล้วย’ จากนิตยสาร ‘ดิฉัน’ คนเลยอยากดู

วันที่ปาร์ตี้ในงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ  มีคนมาบอกเราว่ามีหนังสองเรื่องโดนสั่งห้ามฉาย เรื่องหนึ่งคือ ‘คนกราบหมา’ อีกเรื่องคือ Bugis Street (1995) หนังเกย์ของฮ่องกง-สิงคโปร์ ซึ่งกองเซ็นเซอร์บอกว่ามีฉากอนาจาร ถ้าตัดฉากดังกล่าวออกไปจะให้ฉาย แต่ทางนั้นไม่ยอมตัดเลยไม่ได้ฉายในที่สุด ส่วนกรณีของเรา กองเซ็นเซอร์บอกเราว่า ไม่สามารถตัดอะไรออกได้เลย เพราะความคิดของคนทำหนังผิดหมดเลย อันนี้แหละที่ทุเรศที่สุด เขาบอกว่าความคิดที่เป็นพื้นฐานของหนังทั้งเรื่องผิดหมดเลย

หลังจากนี้ คุณหันไปทำหนังสารคดีอีกครั้งคือ ‘พลเมืองจูหลิง’ ที่ได้รับเสียงวิจารณ์แง่บวกมากๆ และไม่โดนแบนหรือคำสั่งห้ามฉายเลย

ใช่ค่ะ หนังเราโดนแบนไปสองเรื่องคือ ‘คนกราบหมา’ กับ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ แต่เรื่องเดียวที่ไม่โดนอะไรเลยคือ ‘พลเมืองจูหลิง’ ซึ่งนี่น่าสนใจ เพราะว่า เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (คนทำหนังชาวไทย) เป็นคนแรกๆ ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วบอกว่า “โอ๊ย มึงไม่รอดแน่ อาจโดนมาตรา 112 ไม่น่าผ่านเซ็นเซอร์” แต่ก็รอดมาจนได้นะคะ

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้โดนใส่ร้ายป้ายสีเยอะมากเลย มันเป็นหนังเกี่ยวกับภาคใต้เพียงเรื่องเดียว ทั้งที่ในภาคใต้นั้นมีคนตายนับร้อยนับพันคน รวมทั้งเหตุการณ์สงครามยาเสพติดที่มีคนตายเยอะมาก แต่ไม่มีใครทำหนังออกมาเลย ถ้าคุณได้ดู ‘พลเมืองจูหลิง’ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีใครทำหนังประเด็นเหล่านั้นออกมาฉาย

เราไม่ได้ทำสารคดีสืบสวนเหตุการณ์ในกรือเซะหรือตากใบโดยเฉพาะ เราไปดูงานของครูจูหลิงซึ่งตอนนั้นเขายังมีอาการโคม่าอยู่ ตอนนั้นคุณโต้ง-ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและพยายามจัดงานเพื่อหาเงินรักษาครูจูหลิง เราไปที่ภาคใต้และเห็นคนร้องไห้เยอะมาก ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องของครูจูหลิงนี่แหละที่จะเป็นสะพานให้คนทั่วๆ ไป -รวมทั้งตัวเราด้วย- เข้าใจภาคใต้ได้ มีผู้หญิงมุสลิมจากภาคใต้มานั่งดูหนังเราแล้วร้องไห้โฮ สะอึกสะอื้นเลย บอกว่าทนไม่ได้ ตอนไปถ่ายสารคดีนี่ถามใครต่อใครทุกคนก็ร้องไห้โฮทั้งนั้น ไปถามคุณลุงที่ลูกชายเขาเป็นนักฟุตบอลทีมสะบ้าย้อยแล้วโดนตำรวจยิงตายทั้งทีม ถามแค่คำเดียวเขาก็ร้องไห้แล้ว คนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ก็บอกว่า อะไรวะ ทำไมหนังเต็มไปด้วยคนร้องไห้ หรือมาบอกว่าอิ๋ง มึงนี่นะชอบพูดให้คนร้องไห้ ไม่เลยค่ะ ไม่เลย เขาร้องไห้เพราะไม่เคยมีใครไปถามเขาว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นแค่เราถามเขาคำเดียว เขาก็ร้องไห้แล้ว

ช่วงที่ครูจูหลิงยังมีอาการโคม่าอยู่ เป็นช่วงเดียวกับที่ไทยจัดพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีรัชกาลที่ 9 ทางกรุงเทพฯ กำลังเฉลิมฉลองกันใหญ่ คนมารวมตัวกันทั้งที่ร้อนแสนร้อน บอกว่า ‘นี่คือกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดในโลก’ เราก็บันทึกภาพความคลั่ง (hysteria) ความสิ้นหวัง (desperate) ไว้ แต่คนบางคนมาดูหนังเรื่องนี้กลับบอกว่าฉันขวาจัด พูดมาได้ยังไง กูถ่ายทีเร็กซ์ให้ดูก็ไม่ได้แปลว่ากูเป็นไดโนเสาร์นะ! แต่จะไปเถียงก็ไม่มีประโยชน์ แล้วเขาก็มีสิทธิคิดอะไรต่างๆ ของเขาด้วย แต่ไม่ใช่เลย เราถ่ายทำสารคดีโดยไม่ได้บรรยายอะไร เราเป็นพยานประวัติศาสตร์ ยึดมั่นกับข้อเท็จจริงเท่านั้น

หลังหนังออกฉายก็มีพวกนักวิชามารเขียนจดหมายให้ถอดหนังของเราออก บอกว่าเป็นหนังที่สร้างโดยอีนางอำมาตย์ชั่ว ดูสิคุณ ฉันนี่อย่างกับเป็นหมาขี้เรื้อนเลยนะ

คุณเห็นมวลภาวะอะไรในบ้านเมืองขณะถ่ายทำ ‘พลเมืองจูหลิง’

เราว่าบรรยากาศที่เกิดขึ้นในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีไม่ใช่เป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขจากประชาชนอย่างเดียวนะ เรารู้สึกว่ามันเป็นความสิ้นหวังมากกว่า ที่คนพูดว่า “ขอให้ท่านอยู่ต่อไปๆ! Forever!” คือท่านเป็นคนและท่านก็อายุมากแล้ว คนไทยรู้สึกสิ้นหวังในเวลานั้นแล้วมายึดติดกับในหลวง ไม่อยากให้ท่านจากไปเพราะเป็นอย่างเดียวที่มั่นคง 

พูดอย่างนี้แล้ว ใครบอกว่าฉันเป็นอำมาตย์ชั่ว ต่อต้านประชาธิปไตยโดยไม่ดูประวัติงานที่ฉันทำมาตลอดก็ช่างมัน 

ตอนแรกที่คาดการณ์ว่า ‘พลเมืองจูหลิง’ อาจโดน 112 แต่กลับไม่โดนและประสบความสำเร็จอย่างมาก คิดว่าเป็นเพราะอะไร

มันไม่โดน 112 เพราะมันไม่ยัดเยียดอะไรเลย เราแค่ให้คุณเห็นข้อเท็จจริงที่คนกรี๊ดกร๊าด เป็นลมเป็นแล้ง สิ้นหวัง สิ่งที่เราเห็นนั้นไม่ใช่ความรักในหลวง แต่เป็นความกลัวอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคใต้ก็กำลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างอยู่ แต่เราไม่ได้เล่าให้เห็นเป็นความขัดแย้งว่า แหม มึงเฮกันอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่ภาคใต้เกิดความรุนแรง เราไม่เข้าใจการมองโลกแบบนี้เพราะเราไม่ใช่คนมองโลกแบบตัดสิน เรามองเห็น ไม่ใช่แค่ชำเลือง (glance) อย่างรวดเร็วแล้วจบ แต่เราจ้องมอง

ที่บอกว่าเป็นบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวอนาคต ตอนนั้นคิดว่าคนกลัวอะไร

มีอะไรให้ไม่กลัวคะ ช่วงนั้นทักษิณก็น่ากลัวมาก ทั้งสงครามยาเสพติด ทั้งภาคใต้ แต่ถ้ามองแค่ทักษิณก็ตื้นไป เราต้องมองให้ลึกกว่านั้นว่าทักษิณเป็นหุ้นกับใครบ้าง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของทักษิณ แต่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น

อันที่จริง คุณเป็นคนทำงานข่าวที่ขยับมาทำหนังฟิกชั่น (fiction) เรื่องแรก จากนั้นกลับไปทำสารคดีอีก มันยากง่ายต่างกันยังไง กระบวนการทำหนังต่างกันไหม

เวลาเราทำสารคดี เราคำนวณทุกอย่างได้เพราะเราถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า งานภาพอยู่ตรงหน้าเราเลย ขณะที่เวลาเราเขียนหนังสือ เราก็ต้องพาคนอ่านไปขอบเหว ไม่อย่างนั้นเหวจะเซาะเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่ผลักมันกลับ ฝั่งที่ไม่อยากให้คุณมีเสรีภาพจะเซาะเข้ามาตลอดเวลา ‘พลเมืองจูหลิง’ ผ่านเซ็นเซอร์และได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเวทีคมชัดลึกอวอร์ด ชนะ ‘รถไฟฟ้า มาหานะเธอ’ (2009) นะคะ แต่ตอนฉายนี่คนเงียบกริบทั้งโรงเลย ทั้งนี้ ตอนมันไปฉายที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน คนทั้งโรงก็ลุกปรบมือ standing ovation นะ หรือที่เทศกาลหนังโตรอนโตก็ชอบหนังเรามาก 

การถ่ายทำสารคดีทำให้เราคำนวณได้เพราะเราถ่ายสิ่งที่ตาเห็น แต่การทำหนังฟิกชั่นจากบทหนัง เราอาจเขียนบทไปถึงขอบเหวแล้ว แต่พอถ่ายทำจริงๆ มันอาจไม่เป็นแบบนั้น เช่นใน ‘คนกราบหมา’ เราเขียนว่า ‘สาวกทั้งหลายก็ก้มกราบหมา’ แต่พอถ่ายออกมาเป็นภาพ มีหมานั่งอยู่หนึ่งตัว คนใส่ชุดสีชมพูแล้วก้มกราบหมา ร้องว่า “Dog god.” ดูแล้วขนลุก แรงกว่าที่เราเขียนบทกระดาษหลายเท่าเลย นี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อนและเป็นการปรับตัวที่ใหญ่ที่สุดของเรา มันแรงมาก เราคำนวณความแรงของมันไม่ได้

คิดว่าความแรงและการปะทะสายตาแบบนี้มีส่วนทำให้เซ็นเซอร์รู้สึกเดือดร้อนและต้องสั่งห้ามฉายไหม

แน่นอน เราคิดว่ามันเป็นเรื่องงานภาพ (visual) ด้วยล่ะ 

ตอนที่หนังโดนแบน คณะกรรมาธิการรัฐสภานั่งล้อมรอบเรา เหมือนเรายืนในคอก ห้ามเราถ่ายทำด้วย มีคนบอกว่าหลวงพ่อวัดนั้นวัดนี้โกรธเรามาก คนที่ล่าแม่มดเราก็บอกว่าหนังของเราต่อต้านประชาธิปไตย เป็นโฆษณาชวนเชื่อของอีนางเชื้อเจ้า อีซาตานกลับชาติมาเกิด แต่เกิดมาฉันไม่เคยทำหนังบูชาเจ้า ฉันไม่เคยโฆษณาชวนเชื่ออะไรเลย นอกเสียจากคุณจะบอกว่า Thailand for Sale, Green Menace กับ Casino Cambodia เป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็แล้วแต่คุณ

คนก็ถามเราว่าทำไมไม่ตอบโต้ให้มากกว่านี้ พูดตรงๆ เลยว่าพูดไปคนก็ไม่ฟัง ไม่มีประโยชน์ เราแค่ต้องอย่าขมขื่น ไอ้ท้อน่ะมันรู้สึกท้ออยู่แล้ว แต่ถ้าเรามัวแต่ไปเถียงกับคนพวกนี้ เราจะหมดแรงเอง เอาแรงไปทำงานดีกว่า คนไม่ดูข้อเท็จจริงว่าเราทำอะไร เราเป็นอะไร 

มีครั้งหนึ่งสมัยเราเอา ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ ไปฉายตามเทศกาลหนัง เราไปเบรุต ประเทศเลบานอน ไกลลิบโลกเลย นั่งเครื่องบินไปสามต่อ เรานั่งกลางโต๊ะอาหารของเทศกาลแล้วมีคนมาพูดใส่เราว่า “You can’t be trusted because you’re from the royal family.” มาบอกว่าเราไว้ใจไม่ได้เพราะมาจากครอบครัวกษัตริย์ เราก็ไม่รู้จะอธิบายท่าไหนดี เลยบอกไปว่า ฉันมาจากบ้านลูกชายคนเล็กที่สุด ตอนเกิดฉันอยู่อันดับที่ 731 ฉะนั้น คนต้องตายไปอย่างน้อยสองหมื่นคนกว่าฉันจะได้เป็นกษัตริย์ได้ คือคนต้องตายไปทั้งสนามฟุตบอลน่ะ โอเคไหมคะ ฉันไว้ใจได้หรือยัง (หัวเราะ) มันไม่มีประโยชน์จะอธิบาย ก็ต้องเล่าเป็นเรื่องขำขันไป 

อีกเรื่องที่โดนแบนคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ด้วยข้อหา ‘มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ’ 

‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เอา The Tragedie of Macbeth ของเชกสเปียร์มาทำเป็นหนัง และเป็นหนังที่ถูกแบนด้วยข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ของเกียรติภูมิประเทศ และหนังก็ไม่ได้ไปไหนเลย เมื่อหนังโดนแบนก็เป็นข่าวไปทั่วโลก พวกอาจารย์หน้าเดิมๆ ที่เคยด่าเราจาก ‘พลเมืองจูหลิง’ ก็เขียนด่าเรากันเต็มไปหมดทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่ได้ดู บอกว่าหนังเราเป็นสร้างความเกลียดชัง (hate speech) สร้างขึ้นมาให้คนเกลียดทักษิณ มึงจะบ้าเหรอ! 

แต่ที่เราเกลียดที่สุดนะ คือเขาด่าว่า ไอ้พวกคนจากโลกที่สามพวกนี้ไม่ค่อยด่าคนมีอำนาจโดยตรงหรอก จึงต้องไปแปลงานประพันธ์ของเชกสเปียร์มาด่าไง โอ๊ย กูจะบ้าตาย! (ยกมือกุมหัว) คนไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำไมกูจะต้องถึงขนาดไปแปลบทประพันธ์เพื่อมาด่าเขา หลงตัวเองไปหน่อยไหม คิดว่าการแปลงานเชกสเปียร์มันง่ายเหรอ

ฉันน่ะมีความฝันอยากแปลงานเชกสเปียร์มานานแล้ว เราไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 15 ปี โรงเรียนเขาก็สอนงานเขียนของเชกสเปียร์ แล้วเราชอบมากๆ เลย (เน้นเสียง)

ชอบอะไรของ The Tragedie of Macbeth และในงานอื่นๆ ของเชกสเปียร์

โอ้โห! มีอะไรให้ไม่ชอบ บทประพันธ์เขามีแม่มดสามตัว มีผีที่มางานเลี้ยง มันเป็นต้นตำรับของงานเฮอร์เรอร์ชิ้นหนึ่ง กล่าวได้ว่าเป็นคุณชวดของหนังเฮอร์เรอร์เลยล่ะ แล้วงานเขาถูกแปลออกไปหลายประเทศมาก แต่ทำไมพอเราเอากลับมาแปลแล้วทำเป็นหนังในไทยกลับโดนแบน

อย่างไรก็ดี กรณี ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ โดนแบน คราวนี้คุณตัดสินใจฟ้องกองเซ็นเซอร์กลับ

ใช่ค่ะ เป็นเพราะเราโดนจาก ‘คนกราบหมา’ มาก่อน เรารับไม่ได้ แต่สมัย ‘คนกราบหมา’ นี่เราสู้กลับไม่ได้เลย ไม่มีทาง 

กลับไปที่คำถามว่าทำไม ‘คนกราบหมา’ ถึงยังไม่ล้าสมัยแม้มาฉายตอนนี้ และอาจจะเหมาะกับยุคสมัยมากกว่าเมื่อก่อนอีก เราคิดว่าเพราะเราอยู่ท่ามกลางความบิดเบือน ความตอแหล ความอยากจะเชื่ออะไรก็เชื่อของคนเรา เราอยากบอกทุกคนว่า คิดเอาเองเถอะ (หัวเราะ) พูดแบบนี้แล้วก็ขำใช่ไหม แต่พอไปนั่งคิดดีๆ ก็จะพบว่าการที่คนเป็นแบบนี้มันน่ากลัวนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าแปลบทประพันธ์ Macbeth เพื่อมาใช้ใน ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ด้วยระยะเวลาแค่สี่เดือนเท่านั้น 

ใช่ค่ะ คือตอนที่เราตัดต่อ ‘พลเมืองจูหลิง’ มันส่งผลต่ออารมณ์เราและกระทบกระเทือนเรามาก ยังไม่นับว่าเราตัดต่อแบบดิจิทัลเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ตัดแบบอะนาล็อกมาตลอด เราจึงไปเวิร์กช็อปการตัดต่อแบบดิจิทัลได้สักสามวันมั้ง แล้วก็ซื้อโปรแกรม Final Cut Pro (โปรแกรมตัดต่อ) มาทำเองเลย ตอนที่ตัดต่อไปก็พบว่าอารมณ์มันรุนแรงมากๆ เราก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะออกไปจากภาวะนี้ได้ คำตอบคือต้องทำสิ่งที่ยากมากๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีสองสิ่งที่ทำยากมากๆ แต่เราฝันว่าอยากทำมาเสมอ คือการแปลงานของเชกสเปียร์ ส่วนอีกอย่างหนึ่งขอยังไม่บอกนะคะ (ยิ้ม) 

ความเจ็บปวดจากการตัดต่อ ‘พลเมืองจูหลิง’ ทำให้เราตัดสินใจว่า ต้องไปทำสิ่งที่ยากมากๆ ระดับใช้สมองเราทุกเซลล์ไปเลย กูจะได้ไม่ต้องมานั่งเศร้า ก็ตัดสินใจว่า เอาล่ะวะ กูจะแปล Macbeth ของเชคสเปียร์แล้วนะ 

คุณเคยแปลงานไหมคะ

เคยแต่แปลบทความค่ะ ไม่เคยแปลงานประพันธ์ระดับเชกสเปียร์

(ตบโต๊ะ) คุณสังเกตไหมว่าถ้าต้นฉบับเขียนมาดี เราจะแปลง่าย ถ้าเขาเขียนห่วยนี่แปลยากฉิบหายเลย แล้วเรานึกว่าพอเป็นเชกสเปียร์แล้วต้องแปลยากมากแน่ๆ แต่ไม่เลยค่ะ กลายเป็นว่ามันเต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ ความเป็นสากลมากๆ แต่แน่ล่ะว่ามีบางท่อนที่ยากหน่อย เช่น เลดี้แม็กเบธพูดว่า “The raven himself is hoarse / That croaks the fatal entrance of Duncan / Under my battlements” เอาล่ะวะ กูจะแปล The raven himself อย่างไรได้บ้าง เพราะว่าเหตุผลที่หนึ่งคือ ประเทศไทยไม่มี raven เรามีแต่ crow หรืออีกา แต่ครั้นจะแปลว่ากาเฉยๆ มันก็จะไปเหมือนกาน้ำอีก นี่ปวดกบาลมาก และเหตุผลที่สองคือ เราเรียกมันว่าอีกา แต่ในบริบทนี้เลดี้แม็กเบธหมายถึงพญายม เธอกำลังบอกว่าตัวพญายมเองหัวเราะจนเสียงแหบห้าว เราจึงอธิบายขึ้นมาอีกหน่อยด้วยการแปลว่า “อีกาพญายมเองยังร้องจนเสียงแหบห้าว เพื่อขานรับการเดินทางมาสู่ชะตากรรมของดันแคน ใต้กำแพงปราสาทข้า” เราก็พยายามรักษาท่วงทำนองและพยางค์ของต้นฉบับไว้ อีกท่อนหนึ่งคือ “มาสิจงมา แปลงน้ำนมข้าเป็นบอระเพ็ด” ก็คือท่อน “And take my milk for gall” 

เราแปลด้วยความหลงใหลมาก แต่ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ คุยกับใครไม่ได้เลย มึงอย่ามายุ่งกับกู กูจะแปลงานนี้อย่างเดียว ทั้งนี้ เรามีความสุขมากนะคะ แล้วอาการทุกข์ตรมจากการตัดต่อหนัง ‘พลเมืองจูหลิง’ ก็จางหายไปจริงๆ เราคิดว่าใครก็ตามที่เจ็บปวดจากเรื่องใดๆ ก็ตาม วิธีแก้ไขคือทำงานให้หนักหรือทำอะไรก็ได้ที่ใช้พลังงานเราอย่างเต็มที่ 

เมื่อเราแปลเสร็จ ก็พบว่ากินเวลาแค่สี่เดือนเท่านั้น งงมากเลย แต่พอมาเขียนเป็นสคริปต์หนังก็มีส่วนที่ต้องปรับเปลี่ยนไปเยอะล่ะ เช่น ฉากแรกนี่เราใฝ่ฝันอยากให้เป็นเฮลิคอปเตอร์ช็อต มีตัวละครท่านผู้นำยืนใส่สูทอยู่บนเพนท์เฮ้าส์ อยากให้มีรถถัง อยากให้มีอะไรใหญ่โต แต่เราก็รู้ว่าวาสนาเราไม่ได้หรอก คนอาจจะงงว่าทำไมทีหนังสารคดีของมึงนี่ภาพใหญ่โต แต่พอเป็นหนังฟิกชั่นถ่ายเล็กเหลือเกิน ก็บอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นเรื่องของเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ การทำสารคดีฉันไม่ต้องจ่ายอะไรนี่ ถ่ายเรื่อง ‘พลเมืองจูหลิง’ นี่เห็นรถถังเต็มถนน ไม่ต้องจ่ายให้รถถังมาด้วย พอมาถ่ายเรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ใจอยากได้เฮลิคอปเตอร์ช็อต เขาบอกเช่าเฮลิคอปเตอร์ชั่วโมงละ 50,000 บาท โอเค เลิกคิด เขียนบทใหม่ สุดท้ายกลายเป็น tracking shot (การถ่ายทำด้วยการเคลื่อนกล้องยาว) เฮลิคอปเตอร์ช็อตมันก็ดีแหละ แต่การไม่มีเงินทำให้เราสร้างสรรค์กว่าเดิมและอาจทำให้หนังแรงกว่าเดิมก็ได้

ตอนที่เกิดเหตุเผาเมือง เผาเซ็นทรัลเวิลด์ เผาโรงหนังสยามเมื่อปี 2010 (พ.ศ. 2553) เราก็ไปถ่ายเก็บไว้เพราะในหนังก็มีฉากที่ว่าด้วยการทำร้ายที่โรงหนัง นี่คือวิธีทำหนังของเรา ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองอะไรเลย มึงไม่เข้าใจกันไง มีอะไรที่ใช้ทำหนังได้กูก็ใช้หมด อะไรคว้าได้กูก็คว้า เมืองถูกเผาก็ต้องถ่ายไว้ เป็นคุณจะไม่ไปถ่ายเหรอ ถ้าคุณทำหนังงบต่ำ คุณต้องฉกฉวยทุกอย่างไว้ตลอดเวลา

อีกประเด็นที่ทำให้ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ถูกพูดถึงอย่างมากคือฉากที่ตัวละครฟาดเก้าอี้ใส่กัน จำได้ว่าคุณอ้างอิงมาจากรูปในเหตุการณ์ 6 ตุลา 1976 (พ.ศ. 2519)

คุณเคยเห็นรูปถ่ายรูปนั้นจากสำนักข่าว Associated Press (AP) ใช่ไหม ที่มีคนฟาดเก้าอี้แล้วคนหัวเราะ 

เคยค่ะ

มันเป็นภาพที่ทำให้เห็นการแบ่งแยก การยุให้รำตำให้รั่ว ซึ่งในหนัง เราไม่ได้เน้นคนที่โดนเก้าอี้ตีหรือคนที่ตีนะคะ แต่เราเน้นคนเชียร์ คุณไปเอาภาพถ่ายมาเทียบเลย มีเด็กที่ยืนมอง มีคนที่ดูดบุหรี่ เราทำตามภาพถ่ายจาก AP รูปนั้นหมดเลย และกองเซ็นเซอร์ก็อ้างว่าเป็นฉากที่สร้างความแตกแยก เราก็พูดถึงความแตกแยกไง! เราสนใจคนที่มองดูเหตุการณ์ฟาดเก้าอี้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยืนหัวเราะ คุณไปดูรูปนั้นได้เลย

มีอยู่ตอนหนึ่งที่กองเซ็นเซอร์บอกโปรดิวเซอร์เราว่า เปลี่ยนฉากเก้าอี้ให้เป็นคุณตากับคุณยายนั่งคุยเรื่องความรุนแรงกันสิ โอ้โห ความกร่าง arrogant ของคนพวกนี้เป็นได้ถึงขนาดนั้น เขาคิดว่าเขาทำงานเราได้ รู้ดีว่าเราควรจะทำอย่างไร ขณะที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะไปทำงานเขาได้เลยนะ เขายังบอกเราว่าความคิดเราผิดหมดเลย ห้ามเผยแพร่ คุณต้องกร่างขนาดไหนถึงจะมาพูดใส่คนอื่นแบบนี้ ต้องเป็นซาตานแบบใดกันจึงมาทำแบบนี้ได้

แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็มีอีกหลายฉากที่เป็นภาพแทนความขัดแย้ง มีเหตุผลอื่นอีกไหมที่เลือกฉากนี้ 

โอ จะว่าไปเราก็ไม่เคยวิเคราะห์เรื่องนี้เลยนะ พอคุณถามนี่ล่ะถึงได้ปิ๊งเลย (นิ่งคิด) เพราะว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา 1976 เราอายุราวๆ 15-16 ปี เป็นปีเดียวกับที่บทประพันธ์ Macbeth ของเชกสเปียร์เข้ามาในชีวิตพร้อมเหตุการณ์ 6 ตุลาพอดี เรากำลังก้าวข้ามไปสู่วัยผู้ใหญ่ ดังนั้น อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตเวลานั้นก็จะเข้มข้นมาก จำได้ว่าเราอยู่อังกฤษ คนส่งรูปจากหนังสือพิมพ์และข่าวคราวมาให้ดู 

ตอนหลังที่มีเพลง ‘ประเทศกูมี’ โดย Rap Against Dictatorship เราไม่รู้นะว่าเขาเป็นใคร แต่ความที่เราเป็นนักข่าวเชิงขุดคุ้ย ซึ่งคนจะหาว่าเราเป็น conspiracy theorist ก็ช่างหัวเขา เราคิดว่าทุกอย่างมันดูออกแบบมาหมดเลย เพื่อให้เกิดการแบนโดยรัฐบาลทหาร เขาจะได้เล่าเรื่องไปตามเส้นเรื่อง (continuing narrative) ของเขาไปได้ นี่ไม่ได้กล่าวหานะ และเราก็ไม่ได้ไปอะไรกับเรื่องนี้ขณะที่ก็เห็นว่าตัวเพลงไม่ได้ถูกแบนด้วย ไม่โดนอะไรเลย 

ทีนี้ สำนักข่าว Al Jazeera ติดต่อมาสัมภาษณ์เราเกี่ยวกับประเด็นนี้ บอกว่าจะคุยกับเราเรื่องฉาก 6 ตุลาในหนัง เราก็คิดว่า คงเป็นเพราะเขารู้ว่าเราโดนแบนมาก่อนแน่เลย แต่ไม่ใช่ มีคนแนะนำให้เขามาคุยกับเราและคงบอกว่าอีนางนี่เป็นคนทำหนังฝั่งอำมาตย์ชั่ว เป็นเลือดเจ้า ต่อต้านประชาธิปไตย เป็นนางชั่วร้าย วิธีที่เขาถามเรานี่เหมือนเราเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเขา โดยเขาขึ้นต้นคำถามแรกว่า “Don’t the Rap Against Dictatorship have the right to do what they do!?” (ตะคอก) หรือก็คือ เขาไม่มีสิทธิจะทำในสิ่งที่เขาอยากทำเลยหรือ แล้วถามเราด้วยเสียงที่สั่นแบบ moral outrage เลยเชียวนะ เราก็อึ้งแล้วตอบไปว่า “But they are doing it. No one is stopping them. They’re not banned” (“พวกเขาก็ทำสิ่งที่เขาอยากทำได้นี่ ไม่มีใครไปหยุดพวกเขาสักหน่อย ไม่ได้โดนแบนด้วย”) แล้วเราก็บอกด้วยว่า “They are not banned! I’m banned!” ฉันนี่ต่างหากโดนแบน อีกฝ่ายก็งงไปเลย แล้วก็ยังจะถามต่อนะ ถามด้วยท่าทีเหมือนเราเป็นฝั่งตรงข้ามกับเขา แต่สุดท้ายบทสัมภาษณ์นั้นไม่ได้ออกข่าวอะไร

คิดว่าฉากนี้เป็นต้นเหตุเดียวที่ทำให้ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ โดนแบนไหม หรือมีอย่างอื่นอีก

กองเซ็นเซอร์อ้างว่าฉากนี้ทำให้โดนแบน แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก เพราะในบทประพันธ์เรื่อง Macbeth มีฉากหนึ่งที่เรียกกันว่า The England Scene หรือก็คือฉากที่อังกฤษ 

ตามท้องเรื่อง Macbeth เกิดที่สก็อตแลนด์ทั้งเรื่อง มีฉากหนึ่งที่กษัตริย์โดนแม็กเบธฆ่า ลูกชายกษัตริย์หรือคือเจ้าฟ้าชายจึงต้องลี้ภัยไปอังกฤษ คนที่ลี้ภัยก็คุยกันเกี่ยวกับบ้านเมือง หนังแม็กเบธแทบทุกเวอร์ชั่นจะตัดฉากนี้ออก เราเองก็อยากตัดนะเพราะมันเป็น talking head (หมายถึงฉากที่มีแต่ตัวละครคุยกันหน้ากล้อง) จะทำให้ดีมันยาก กลัวน่าเบื่อ แล้วตัวละครก็คุยกันเรื่องสถาบันกษัตริย์ เรื่องทศพิธราชธรรม เรื่องคุณลักษณะของผู้นำประเทศและผู้ปกครองแผ่นดิน แปลก็ยาก แสดงก็ยาก 

เราก็ถามทีมงานว่าจะทำอย่างไรกับฉากนี้ดี แม้ว่าจะแปลทุกอย่างเสร็จแล้ว แต่ก็คิดว่าตัดทิ้งดีกว่าเพราะกลัวน่าเบื่อ มีแต่คนคุยกัน แต่คุณ มานิต ศรีวานิชภูมิ ที่เป็นโปรดิวเซอร์หนังบอกว่า อย่าตัดออกไปเลย ทีมงานคนอื่นๆ ก็บอกว่าตัดไม่ได้หรอก เพราะฉากนี้พูดเรื่องทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการพอดี ประเทศต้องการคุยกันว่าผู้นำคืออะไร ผู้ปกครองคืออะไร เราหนีไม่ได้ แต่เราเองก็กลัวนะ คือกลัวน่าเบื่อ กลัวมือตัวเองไม่ถึง และกลัวจะโดนเซ็นเซอร์ ซึ่งปรากฏว่าเป็นคิวแรกที่ถ่าย แต่นักแสดงทำออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก 

ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เรามีกองถ่ายเพราะเราได้เงินจากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นเงินจากทุนไทยเข้มแข็งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (อดีตนายกรัฐมนตรี)

อย่างนั้น กล่าวได้ไหมว่าที่หนังคุณถูกแบนเพราะมีคนไปตีความโยงสถาบันฯ

ไม่! ไม่ได้! เขาไม่ได้บอกว่าโดนเพราะสถาบันฯ ถ้าบอกแบบนั้นเราจะโก้หรู จะมีอนาคตเลย ต้องบอกว่าเราเป็นคนทำหนังต่อต้านทักษิณสิ เราจะได้ไม่มีอนาคต 

ฉันไม่ได้ใช้เชกสเปียร์ด่าทักษิณนะ ถ้าจะใช้อะไรสักอย่างคือใช้ทักษิณเพื่อทำให้คนไทยเข้าใจเชกสเปียร์มากกว่า ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้ที่เขมรก็ไม่มีใครนึกถึงทักษิณหรอก เขาก็นึกถึง ฮุนเซน (Hun Sen -ประธานคณะองคมนตรีกัมพูชา) กันทั้งนั้น เพราะเรื่องนี้มันคลาสสิก คนบ้าอำนาจก็เป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น! (ตบโต๊ะ) เชกสเปียร์ยิ่งใหญ่เพราะเขาพาเราไปดูความคิดและความเสื่อมถอยของคนที่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ 

หลังจากนี้คุณก็กลับไปทำหนังสารคดีอีกคือชุด Bangkok Joyride ที่บันทึกเหตุการณ์การชุมนุมของ กปปส. 

ใช่ค่ะ ใช่ 

คุณพูดว่า กปปส. ใช่ไหม คุณเคยไปหรือเปล่า คุณจะพบว่ามันมีคนทุกแบบเลย ทุกเพศทุกวัย คนเป็นล้านๆ คน เหตุที่เรายอมบันทึกทุกอย่างเพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา ไม่เคยเห็นมาก่อน 

ในชีวิตเรานี่ มีหลายครั้งที่เราคิดว่ากูโยนปากกากับกล้องทิ้งดีไหม กูฆ่าคานธีทิ้งเสียดีไหม นี่ไม่พูดเล่นนะ! เราโดนมาหนัก เราคิดบ่อยๆ ว่ากูมาผิดทางแล้วมั้ง การใช้กล้องใช้ปากกามันเสียเวลาหรือเปล่า แต่เหตุการณ์ปิดกรุงเทพฯ ทำให้เราตระหนักได้ว่าการเป็นพยานประวัติศาสตร์มันไม่ง่ายเลย คุณต้องยืนหยัดที่จะเป็นพยาน เราไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น แค่ถ่ายคนบนถนนและโทรทัศน์ บันทึกเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ แล้วเอามาตัดสลับผสมข่าวในโทรทัศน์

คนก็ด่าเราว่าทำไมไม่เห็นไปถ่ายทำตอนพันธมิตรหรือเสื้อแดง บอกเลยว่ามีหลายเหตุผล ตอนพันธมิตรยึดทำเนียบเราก็ไปถ่าย แต่โดนคนที่นั่นห้ามอยู่เรื่อยเลยเชียว บอกว่าเราถ่ายแต่ละอย่างน่ากลัวเหลือเกิน ก็เราถ่ายประวัติศาสตร์ ก็ต้องถ่ายให้เห็นสิว่ามันน่ากลัวแค่ไหน หรือบางทีก็เป็นเรื่องแสงเรื่องไฟ ถ่ายออกมาไม่สวย คนหน้าดำมืด เสียงก็ไม่ดี หรือตอนเสื้อแดงก็เหมือนกัน บางทีเวลาคนถามเราว่าทำไมเราไม่บันทึกเหตุการณ์นั่นนี่ มันก็มีเหตุผลหลายอย่างน่ะ ใครจะว่าฉันบันทึกเหตุการณ์นี้แล้วเป็นคนเลว ก็อยากถามว่าคุณดูกันหรือยัง 

ครอบครัวเราเป็นเสรีไทย คุณตาเรา (หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์) ก็เป็นเสรีไทย และเสรีไทยก็มีสมาชิกมหาศาล แต่พอเกิดกรณีสวรรคต เมื่ออาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ (อดีตนายกรัฐมนตรีไทยและหัวหน้าคณะราษฎร) ถูกกล่าวหาและเกิดรัฐประหาร เสรีไทยเงียบกริบ คุณตาเราก็แย่เลย เหมือนหมาเน่า ตอนนั้นเลยคิดว่าชะตากรรมคุณตากับเรานี่มันเหมือนกันเลยนี่หว่า คือเป็นหมาขี้เรื้อน ยิ่งคุณตาแกเป็นหม่อมเจ้าก็ยิ่งโดนหนัก ฝั่งเจ้าก็บอกว่าแกไปสนิทกับอาจารย์ปรีดีอะไรต่างๆ ขณะที่ตัวเราเองก็โดนทุกทางเหมือนกัน มันเป็นชะตากรรมแต่เราก็ต้องยืนหยัดไง

คุณตาเราเขียนบันทึกหลายอย่าง รวมทั้งกรณีสวรรคตด้วย Thank God! โชคดีมากเลยนะที่ท่านเขียนไว้หมดเลยเนื่องจากท่านเคยเรียนพิสูจน์หลักฐาน 

พูดถึงเรื่องกรณีสวรรคต คุณทำหนัง ‘CSI กรณีสวรรคต’ ออกมาเหมือนกันและกลายเป็นไวรัลไปเลย

เราโดนพลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ ฟ้องหมิ่นประมาท เขาพยายามไม่ให้เราฉายหนังเรื่องนี้ เพราะเราให้พื้นที่คุณกังวาฬ พุทธิวนิช (ผู้ร้องรื้นฟื้นคดีสวรรคต) ทั้งที่จริงๆ แล้วหนังว่าด้วยตัวคุณกังวาฬที่เขาใส่ใจเรื่องนี้ เราทึ่งคุณกังวาฬเพราะเขาไม่ได้เป็นญาติใดๆ ด้วยซ้ำ เขาไม่ได้สูญเสียอะไร แต่เขาใส่ใจเรื่องนี้เพราะรู้สึกมันอยุติธรรม เขาไปทดสอบปืน ทำเรื่องต่างๆ

วันที่คุณกังวาฬรื้อฟื้นคดี เขาก็มาแถลงข่าวที่โรงหนัง Cinema Oasis และตาพลโทนันทเดชก็คอยตามล้างแค้นคุณกังวาฬ มาด่าว่าญาติเราอย่างนั้นอย่างนี้ คุณกังวาฬยังไม่ทันพูดอะไรเลย ตาพลโทนี่ก็พูดไม่หยุด เราพยายามให้เขาหยุด แต่ก็ไม่หยุด เราเลยด่ามันด้วยการบอกว่า ขอสาปแช่งคุณให้เจออย่างที่เราเจอ แล้วกลายเป็นไวรัลเลย หลังจากนั้นเขาก็เอาเราไปฟ้อง

แต่จะว่าไปก็งงเหมือนกันนะ ญาติเรานี่ก่อนในหลวงสวรรคตซ้ายน่าดูเลย แต่พอในหลวงสวรรคตนี่เป็นเจ้า ใส่ชุดเข้าวังกันหมด ซึ่งขอพูด ณ ที่นี้ว่ากูไม่เคยเข้าไปนะคะ (ตบโต๊ะ) ฉันไม่นุ่งซิ่น ไม่นุ่งผ้าไหม ไม่ได้ว่าอะไรท่านนะ เพียงแต่มันไม่ใช่โลกของเรา เราไม่ชอบ อึดอัด แต่นั่นแหละ มันคือการแบรนดิ้ง (branding) แล้วต้นศัพท์จริงๆ ของมันคือ cattle branding ใช้ปั๊มวัวควาย แต่ตอนนี้พวกคุณก็แบรนดิ้งตัวเองกันใหญ่ ด้วยการบอกว่าวันนี้เขามีกาลเทศะ วันนี้เขาจะเป็นเจ้า อีกวันหนึ่งก็จะเป็นซ้าย แต่ก็นะ การพูดว่าซ้ายขวานี่ก็ตามแบบฝรั่งอีก รัชกาลที่ 7 ไม่ใช่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI -กษัตริย์ฝรั่งเศส ถูกสำเร็จโทษช่วงปฏิวัติ) แล้วถ้าเรายังพูดเรื่องรัชกาลที่ 6 ไม่ได้ เราก็ยังพูดประวัติศาสตร์ที่แท้ไม่ได้ ยิ่งถ้ายังมี 112 เราก็ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์แท้จริงไม่ได้ ทำหนังแท้จริงไม่ได้ เราพูดเรื่องนี้มาตลอดเลยนะ 

เราเคยขึ้นเวที มีคนเชิญขึ้นไป แล้วเราก็พูดว่าต้องแก้มาตรา 112 เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือและบิดเบือนทุกอย่างหมดเลย ทักษิณเป็นนักธุรกิจ เขาจะต่อต้านสถาบันฯ ทำไม พูดจบก็ไม่มีใครฉีกฉันเป็นชิ้นๆ นะ เดินลงมาจากเวทีก็ไม่มีใครว่าอะไร คือตอนเราพูดเขาก็ไม่ได้เฮกันหรอก แต่เขาก็ฟังด้วยความสนใจ 

อย่างนั้นมองการชุมนุมปี 2020 ที่เสนอให้แก้มาตรา 112 ยังไง

มีม็อบจริงๆ เหรอ เป็นม็อบที่อยู่กันยาวๆ ไม่มีใช่ไหม 

ใครที่อยากแก้ 112 ฉันก็อยากแก้ 112 อยู่แล้ว แต่ถ้าเอา 112 มาเป็นเครื่องมือ เป็นนักการเมืองฉวยโอกาส ฉันไม่เล่นด้วย โดยเฉพาะถ้าจะใส่ร้ายป้ายสีฉันทั้งที่ฉันพูดไม่เคยเปลี่ยนแปลง ฉันบอกให้แก้มาตรานี้มาแต่ไหนแต่ไร ใครจะว่าอะไรเราโดยไม่ดูสิ่งที่เราทำ อยากจะด่า อยากจะเชื่ออะไรก็เรื่องของคุณ

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save