fbpx
ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา และทุนในศตวรรษที่ 21

ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา และทุนในศตวรรษที่ 21

พศธน แสงวันลอย เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ในห้วงเวลาที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือเรื่อง Capital in the Twenty-First Century ของ Thomas Piketty นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสแห่งมหาวิทยาลัยปารีส เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดังมากที่สุดเล่มหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่อธิบายความเหลื่อมล้ำในสังคมทุนนิยมได้อย่างมีพลวัต แหลมคม และสดใหม่

แต่หนึ่งในประเด็นที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงนักเมื่อพูดถึงหนังสือเล่มนี้คือเรื่อง ‘การศึกษา’ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่า การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเหลื่อมล้ำ การอ่านและถกเถียงประเด็นว่าด้วยการศึกษาจึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งสำหรับคนที่สนใจงานของ Piketty ในฐานะองค์ความรู้ร่วมสมัย และคนที่สนใจปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาพรวม

ก่อนจะมาเป็นงานเขียนดังกล่าว Piketty ใช้เวลาวิจัยและรวบรวมข้อมูลถึง 15 ปี โดยศึกษาทิศทางและความเปลี่ยนแปลงของสภาพการกระจายรายได้และความมั่งคั่งในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญโดยสังเขปได้ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ‘ทุน’ เป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของระบบเศรษฐกิจโลก ความมั่งคั่งถูกกระจุกอยู่ในหมู่คนส่วนน้อยและผลักความไม่มั่นคงให้กับคนส่วนมาก ความมั่งคั่งของเจ้าของทุนหรือทรัพย์สินจะเติบโตได้เร็วกว่าผู้ที่ต้องพึ่งพาเพียงรายได้ ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นรากของปัญหาความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง

Piketty ได้นำเสนอจุดยืนในสามประเด็น

ประเด็นแรก Piketty พิสูจน์ว่า แนวคิดทฤษฎี ‘เส้นโค้งของคุซเน็ตส์’ (Kuznet’s curve) ของ Simon Kuznets ไม่เป็นความจริง โดยแนวคิดนี้เสนอว่า หากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขยายตัวไปถึงจุดหนึ่ง ความเหลื่อมล้ำจะมีแนวโน้มลดลง Piketty วิจารณ์ทฤษฎีนี้ว่าเป็นเพียงแค่ ‘นิทาน’ พร้อมกับเสนอว่า ประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 คือชนวนหลักของการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่กลไกทางเศรษฐกิจตามทฤษฎีของ Kuznets

ดังนั้น Piketty จึงสรุปว่าการลดลงของความเหลื่อมล้ำในช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากความก้าวหน้าของการพัฒนา แต่เป็น ‘อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์’

ประเด็นที่สอง Piketty พบว่า อัตราส่วนของการออมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (savings/growth) เท่ากับ อัตราส่วนของทุนต่อรายได้ (capital/income) นั่นหมายความว่า หากการออมเพิ่มขึ้นแต่การเติบโตน้อย  สัดส่วนของทุนต่อรายได้ก็ย่อมเพิ่มมากไปด้วย จากกฎดังกล่าวนี้ทำให้ Piketty สรุปได้ว่า ผลตอบแทนของ ‘ทุน’ สูงกว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเสมอ

ในแง่นี้ ‘ทุน’ จะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า ‘รายได้’ ในอนาคต

ประเด็นที่สาม ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและสังคมมีต้นตอจากสองแหล่งหลักคือ ความไม่เท่าเทียมกันของแรงงาน (ความแตกต่างของค่าจ้าง) และความไม่เท่าเทียมของทุน (ความมั่งคั่งที่เคยเป็นเจ้าของมาก่อน) อย่างไรก็ตาม เหตุผลของความไม่เท่าเทียมทั้งสองรูปแบบนั้นแตกต่างกัน โดยเฉพาะตั้งแต่ ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาที่ทุนมีความสำคัญโดยสัมพันธ์ต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Piketty เรียกว่าเป็น ‘การเกิดขึ้นของลัทธิทุนนิยมแบบใหม่’

สำหรับ Piketty สิ่งที่สะท้อนลัทธิทุนนิยมแบบใหม่ได้เป็นอย่างดีคือ กลไกการจัดการทุน เช่น ‘ระบบมรดก’ หรือ ‘ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทุน’ กลไกเหล่านี้ทำให้ความมั่งคั่งของกลุ่มคนที่มีความมั่นคงอยู่แล้วเติบโตได้เร็วกว่ารายได้จากระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

 

การศึกษาในฐานะ Force of Convergence

 

สำหรับ Piketty สองตัวแปรสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ ‘ภาษีความมั่งคั่งระดับโลก’ หรือ global wealth tax ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษีผลตอบแทนจากทุนในระดับสากล และระบบการศึกษาเพื่อกระจายความรู้และทักษะซึ่งเป็น force of convergence หรือพลังที่ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำหดแคบลง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งกลับเห็นว่า แม้คำอธิบายของ Piketty จะมีพลังในการอธิบายความเหลื่อมล้ำสูง แต่เมื่อพูดถึง ‘การศึกษา’ ในฐานะตัวแปรที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เขากลับไม่ได้นำความแหลมคมในข้อเสนอของเขามาใช้เท่าที่ควร โดยเฉพาะการวิเคราะห์ปัจจัยทางการเมือง

นักวิชาการกลุ่มนี้เห็นว่า แม้การศึกษาจะมีส่วนในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้จริง แต่หากพิจารณาในระยะยาวแล้ว ‘ทุน’ อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น มากเกินกว่าที่การศึกษาจะสามารถบรรเทาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้นและทุนมีอำนาจครอบงำสังคมสูง การศึกษาไม่เพียงแต่ไม่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยมได้ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำเสียเอง โดยมีส่วนทำให้ผลตอบแทนของทุนสูงกว่ารายได้มากขึ้นไปอีก

กลุ่มนักวิชาการที่เห็นแย้งกับ Piketty ชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำมีสาเหตุหลักมาจากระบบเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งระบบได้เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลัทธิล่าอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยมมีอิทธิพลและยังคงมีอิทธิพลต่อโครงสร้างของความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลก ความแตกต่างทางเชื้อชาติและเพศที่ถูกสร้างขึ้นผ่านลัทธิล่าอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ก็เป็นชนวนเหตุของความไม่เสมอภาคเช่นกัน

ดังนั้น ในหลายกรณี การศึกษาในปัจจุบันที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ จึงนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมมากกว่าแก้ปัญหา เช่น ระบบโรงเรียนของรัฐเป็นส่วนสำคัญของโครงการจักรวรรดินิยมเพื่อดึงเอาคุณค่าจากประชากรที่ถูกปกครอง แม้แต่ในยุคหลังอาณานิคม ระบบการศึกษาสร้างความแตกแยกมากกว่าการเป็นแรงหนุนของการลดความไม่เท่าเทียม

ข้อวิจารณ์ข้างต้นมิได้หมายความว่า การศึกษาไม่สำคัญ เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การด่วนสรุปว่าการกระจายความรู้และทักษะผ่านการศึกษาคือตัวแปรหลักในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาปัจจัยด้านการเมืองและสังคมร่วมด้วย รวมถึงการออกแบบการศึกษาให้มีส่วนในการลดความเหลื่อมล้ำได้จริง

 


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save