fbpx
ไม่ใช่แค่โควิดส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ แต่ความเหลื่อมล้ำก็ส่งผลต่อการระบาดของโควิด

ไม่ใช่แค่โควิดส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ แต่ความเหลื่อมล้ำก็ส่งผลต่อการระบาดของโควิด

ยิ่งเหลื่อมล้ำ ยิ่งระบาดหนัก

‘The Inequality Virus’ หรือไวรัสแห่งความไม่เท่าเทียม คือคำที่ OXFAM International องค์กรการกุศลที่มุ่งทำงานแก้ปัญหาความยากจน นิยามถึงไวรัส ‘โควิด-19’ ผ่านรายงานผลสำรวจความเหลื่อมล้ำทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 1,000 คนแรกใช้เวลาเพียง 9 เดือนตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดในการฟื้นตัวจากปัญหาการเงิน ขณะที่คนจนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี นานกว่าคนรวยถึง 14 เท่า

ถึงแม้จะไม่มีรายงานของ OXFAM ออกมา แต่ผู้คนก็คงสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่าโควิด-19 กำลังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมที่แต่เดิมก็หนักอยู่แล้วให้หนักข้อขึ้นไปอีก แต่กลับกันก็มีผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งบอกว่า นอกจากโควิดจะส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมแล้ว ความไม่เท่าเทียมก็มีผลต่อการแพร่ระบาดเหมือนกัน

ศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (Center on International Cooperation, New York University) เผยแพร่งานวิจัยในหัวข้อ ‘Inequality, Lockdown, and COVID-19: Unequal Societies Struggle to Contain the Virus’ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยสำรวจสถานการณ์ใน 70 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ในช่วง 21 สัปดาห์แรกของการระบาด ระหว่างกลางเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2020

งานวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เท่าเทียมและความรุนแรงของการแพร่ระบาดด้วยวิธีการทางเศรษฐมิติ โดยใช้ตัวเลขสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ในแต่ละประเทศ โดยหาก Gini สูง แปลได้ว่าประเทศนั้นมีความเหลื่อมล้ำสูง พร้อมกับดูความเคลื่อนไหวของตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อในแต่ละประเทศ

ผลพบว่าตัวเลข Gini มีผลต่อตัวเลขการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยการเพิ่มขึ้นของ Gini 1 จุด ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้น 1.34 จุดเปอร์เซ็นต์ (Percentage Points) และหากพิจารณาตัวเลขผู้ติดเชื้อแบบยอดรวมตลอด 21 สัปดาห์ ก็พบว่า ถ้า Gini เพิ่ม 1 จุด จะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรวมสูงขึ้นถึงร้อยละ 32.3

งานวิจัยได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีของประเทศอุรุกวัยกับปานามา ที่ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อย่างตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per Capita) จำนวนประชากร และสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกัน แต่มีระดับความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันมาก โดยอุรุกวัยมีค่า Gini อยู่ที่ 39.7 ขณะที่ปานามาอยู่ที่ 49.2 ซึ่งแปลว่าปานามามีความเหลื่อมล้ำหนักกว่า

เมื่อดูข้อมูลตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 พบว่าในช่วงสัปดาห์แรกๆ ทั้งสองประเทศยังคงมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขเริ่มแตกต่าง โดยปานามาที่มีความไม่เท่าเทียมสูงกว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงทิ้งห่างอุรุกวัย และเมื่อผ่านไป 21 สัปดาห์ พบว่าอุรุกวัยมีอัตราส่วนผู้ติดเชื้อ 367 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ปานามาสูงถึง 15,624 คนต่อประชากร 1 ล้านคน รุนแรงกว่าอุรุกวัยถึง 43 เท่า ถึงแม้ปานามาจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดกว่าอุรุกวัยมากก็ตาม นี่จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าความเหลื่อมล้ำเป็นตัวแปรที่มีผลมากต่อสถานการณ์การระบาด

ทำไมความเหลื่อมล้ำถึงส่งผลต่อการแพร่ระบาด

งานวิจัยดังกล่าวได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อความรุนแรงในการระบาดของโควิด-19 โดยพบว่ามี 5 ปัจจัยหลัก

ประการแรก สังคมที่มีความไม่เท่าเทียมสูงส่งผลให้คนในสังคมเชื่อฟังคำแนะนำจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ น้อย โดยงานวิจัยใช้วิธีสำรวจจากประชากร 140,000 คนจาก 140 ประเทศทั่วโลก ด้วยวิธีการทางเศรษฐมิติได้ผลว่าค่า Gini กับระดับการเชื่อฟังแพทย์มีความสัมพันธ์กันจริง และพบด้วยว่าสังคมที่คนเชื่อฟังบุคลากรทางการแพทย์น้อย ยังมีผลให้อัตราการระบาดของโควิด-19 สูง

ประการที่สอง กลุ่มคนรายได้น้อยในสังคมที่มีเงินเก็บออมต่ำ มักประทังชีวิตได้ยากในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เมื่อเทียบกับกลุ่มคนมีเงินออมสูง ทำให้กลุ่มคนรายได้น้อยมักจะไม่สามารถกักตัวเองอยู่แต่ในบ้านได้ แต่ต้องออกไปหารายได้นอกบ้าน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดโรค

ประการที่สาม การมีความเหลื่อมล้ำในสังคมย่อมแปลว่ามีคนบางกลุ่มที่เข้าถึงบริการสาธารณะ อย่างบริการสาธารณสุขและการศึกษาได้ยากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ โดยงานวิจัยพบว่าค่า Gini ยิ่งสูง ส่งผลให้การเข้าถึงบริการสาธารณะยิ่งน้อย และยิ่งมีการเข้าถึงบริการสาธารณะน้อย สังคมนั้นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเจอการแพร่ระบาดสูง

ประการที่สี่ ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ มักมีการอยู่อาศัยของกลุ่มคนรายได้น้อยอยู่รวมกันในชุมชนแออัด และความแออัดของพื้นที่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การระบาดของโควิด-19

ประการสุดท้าย ภายใต้ความเหลื่อมล้ำสูง สังคมมักมีคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกกีดกันอย่างเป็นระบบ (Systemic Exclusion) ซึ่งมีผลให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อโควิดสูงกว่าคนกลุ่มหลักของสังคม เพราะอาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือจากทางการได้มากเท่าคนอื่น

อย่าปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเป็นโรคเรื้อรัง

หากจะโทษความเหลื่อมล้ำอย่างเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์การระบาด งานวิจัยยังพูดถึงอีกปัจจัยสำคัญคือประสิทธิภาพของรัฐบาลในการรับมืออย่างทันท่วงที โดยพบว่าหากดัชนีความมีประสิทธิภาพของรัฐบาลเพิ่ม 1 จุด จะส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อสัปดาห์ลดลง 0.63 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ประสิทธิภาพของรัฐบาลยังเกี่ยวโยงถึงระดับความเข้มงวดในการล็อกดาวน์ ซึ่งก็เป็นอีกตัวชี้วัดถึงความสำเร็จในการคุมการระบาด โดยแน่นอนว่ายิ่งล็อกดาวน์เข้มงวด ก็ยิ่งควบคุมได้ดี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้อยู่ตรงที่ว่า ประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลอาจคุมการระบาดได้ผลในช่วงแรกๆ ของวิกฤตเท่านั้น ยิ่งนานวันเข้า ต่อให้รัฐบาลจะพยายามปิดประตูหนาแน่นป้องกันโควิดเท่าไหร่ สุดท้ายแล้ว หากประเทศไหนมีความเหลื่อมล้ำสูง ความเหลื่อมล้ำจะเป็นตัวใส่เกียร์เร่งให้โควิดเข้าไประบาดหนักขึ้นเอง เพราะต้องอย่าลืมว่าในสังคมเหลื่อมล้ำ ยังมีคนจำนวนมากที่อยู่ชายขอบ ท่ามกลางหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่อาจยกการ์ดสูงได้เหมือนคนอื่นๆ เมื่อไวรัสเหยียบย่างสู่คนกลุ่มนี้ จึงหนีไม่พ้นที่การระบาดใหญ่ระลอกใหม่จะตามมาในวันใดวันหนึ่ง อย่างหลายประเทศที่คุมโรคได้ดีในตอนแรก แต่ต้องเจอการระบาดหนักขึ้นกว่าเดิม เมื่อโรคเข้าสู่ชุมชนแออัดหรือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำที่คงอยู่ จะมีผลต่อการกระจายวัคซีนที่ไม่เท่าเทียม ทำให้เกิดความกังวลว่า ประเทศที่ยังมีคนบางกลุ่มที่เข้าถึงวัคซีนได้ยากและช้ากว่าคนอื่น จะเจอการระบาดที่ยืดเยื้อ และมีโอกาสที่จะเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งทุกวันนี้ เราเห็นได้จากกรณีของอินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นโจทย์ยากที่ไม่อาจแก้ได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน แต่ในระยะที่วิกฤตโควิดยังคงอยู่ อย่างน้อยที่สุด การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นเรื่องจำเป็น โดยการเอาใจใส่ดูแลกลุ่มคนชายขอบในสังคมมากขึ้นเป็นพิเศษ และเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว ก็แน่นอนว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะต้องได้รับการแก้ไขในระยะยาว เพราะหากยังปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเป็นโรคเรื้อรัง สังคมก็ยากที่จะต้านทานภัยคุกคามอื่นๆ ที่กำลังจะตามมาอีกในอนาคต

นอกเหนือจากการฉีดวัคซีนแล้ว การตัดวงจรความเหลื่อมล้ำก็เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในประเทศอีกทางหนึ่งเหมือนกัน

MOST READ

Social Problems

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Thai Politics

24 Jun 2017

การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน

ในสังคมที่ประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของการควบคุมกล่อมเกลาความคิดคนมากกว่าเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันอดีตของสังคมตนเอง ประจักษ์ ก้องกีรติ สำรวจตรวจสอบมายาคติ 4 ประการเกี่ยวกับ 2475 พร้อมนำเสนอประวัติศาสตร์ 2475 ฉบับโรงเรียนไม่ได้สอน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

24 Jun 2017

Social Problems

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save