fbpx

“คนทำร้ายครอบครัวเรากลับได้ดิบได้ดี” คุยกับญาติเหยื่อการเมืองยุคทมิฬอินโดนีเซีย ในวันที่ผู้ลอยนวลพ้นผิดเตรียมขึ้นสู่ผู้นำประเทศ

กลางสายฝนที่โปรยปรายในเวลาบ่ายสามโมงตรงของวันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ 2024 ฝูงชนกลุ่มหนึ่ง คะเนจากสายตาราว 20-30 คน ยืนรวมตัวกันหน้าทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ณ ใจกลางกรุงจาการ์ตา พวกเขาล้วนอยู่ในเสื้อสีดำ พร้อมกางร่มสีเดียวกัน ยืนสงบนิ่งเป็นเวลานาน

ระหว่างนั้น เราเดินเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวอินโดนีเซียคนหนึ่งที่มายืนกางร่มดำร่วมกับคนอื่นๆ

“ฉันมายืนตรงนี้เพราะต้องการมาช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเหตุการณ์ความไม่สงบปี 1998 พวกเราต้องการคำตอบจากทางการว่าบรรดาคนที่สูญหายไปนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร และจะชดเชยแก่ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อได้อย่างไร” หญิงสาวคนนั้นพูดกับเราสั้นๆ โดยเธอไม่ประสงค์จะบอกชื่อ บอกแต่เพียงว่าอายุ 19 ปี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนกลุ่มนี้มาปรากฏตัวในบริเวณดังกล่าว แต่ชาวจาการ์ตาเห็นพวกเขาในที่แห่งนี้ทุกวันพฤหัสบดี เวลาบ่ายสามโมงตรงมาต่อเนื่องกันแล้วถึง 17 ปี โดยพวกเขาเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า ‘Aksi Kamisan’ หรือขบวนการวันพฤหัสบดี

Aksi Kamisan ก่อกำเนิดขึ้นมาเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมคืนให้ชาวอินโดนีเซียที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะด้วยการถูกทำร้าย ข่มขืน บังคับให้สูญหาย หรือถูกสังหาร ในยุคเผด็จการพลเอกซูฮาร์โต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 1997-1998 ที่ทางการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ซูฮาร์โตอย่างหนัก

แม้ขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนในครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จในการกดดันให้ซูฮาร์โตยอมก้าวลงจากตำแหน่งได้ในเดือนพฤษภาคม 1998 และนำอินโดนีเซียไปสู่การปฏิรูปการเมือง (Reformasi) ในที่สุด ทว่ายังเหลือสิ่งหนึ่งจากโศกนาฏกรรมในคราวนั้นที่ยังไม่ได้รับการชำระสะสาง นั่นคือเหยื่อของการปราบปราบทางการเมืองที่ไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางกาลเวลาที่ล่วงผ่านมากว่าสองทศวรรษ

การชุมนุมของ Aksi Kamisan ในวันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ 2024

‘สเตฟานุส ซานู’ (Stevanus Sanu): 26 ปีที่อันตรธานใต้กองเพลิงพฤษภาทมิฬ

“เขาบอกว่าจะออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ แล้วออกไปตอนบ่ายสอง แต่เขาก็ไม่กลับมาอีกเลย”

มาเรีย ซานู (Maria Sanu) ในวัย 76 เล่าความทรงจำของตัวเองในวันที่ 15 พฤษภาคม 1998 คำว่า ‘เขา’ ที่มาเรียเอ่ยถึงนั้น หมายถึง ‘สเตฟานุส ซานู’ ลูกชายคนที่แปดซึ่งเวลานั้นอายุเพียง 16 ปี

“เย็นวันนั้นตอนออกไปทำศาสนกิจ (คาทอลิก) ฉันก็ได้ยินจากคนอื่นๆ รวมถึงเพื่อนๆ ของลูกฉันว่าเขาไปที่ห้างยอกยา พลาซ่า (Yogya Plaza) หลายคนบอกว่าลูกตัวเองก็ไปแล้วยังไม่กลับมาเหมือนกัน ทุกคนกังวลมาก จนวันนั้นไม่เป็นอันทำศาสนกิจกัน กระทั่งวันต่อมา เขาก็ยังไม่กลับ ฉันเลยไปแจ้งตำรวจ” มาเรียเล่า

มาเรีย ซานู

ในวันนั้น ยอกยา พลาซ่า ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเคลนเดอร์ (Klender) ทางชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงจาการ์ตา ได้ถูกฝูงชนกรูเข้าปล้นทำลายสิ่งของ ก่อนถูกวางเพลิงจนวายวอด โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่ในห้วงการจลาจลระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 1998 หรือที่เรียกว่า ‘May 1998 Riots’ อันเป็นการปะทะนองเลือดระหว่างกลุ่มผู้เคลื่อนไหวขับไล่ซูฮาร์โตกับเจ้าหน้าที่ทางการ และได้ถูกบันทึกเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันดำมืดของอินโดนีเซีย

หลังการลงจากตำแหน่งของซูฮาร์โต ได้มีรายงานจากคณะทำงานสืบสวนค้นหาข้อเท็จจริง (fact-finding team) ที่ชี้ว่าการจลาจลเกิดจากการสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ทางการ ด้วยการจัดตั้งกลุ่มคนผู้ก่อความไม่สงบ รวมถึงมีการปลุกปั่นประชาชนให้ร่วมก่อการ

หนึ่งในเป้าหมายหลักของการก่อการโกลาหลอยู่ที่ธุรกิจห้างร้านและทรัพย์สินของคนเชื้อสายจีน โดยเป็นกลุ่มคนที่ทางการพยายามป้ายสีว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจตอนนั้น (เกี่ยวเนื่องกับวิกฤตต้มยำกุ้งของไทย) วิกฤตที่เกิดขึ้นถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้ประชาชนอินโดนีเซียลุกฮือขับไล่รัฐบาลซูฮาร์โต เป็นเหตุให้รัฐพยายามเบี่ยงการถูกกล่าวโทษด้วยการโยนให้นักธุรกิจเชื้อสายจีนเป็นแพะรับบาป จึงเชื่อว่านี่คือสาเหตุให้ห้างยอกยา พลาซ่า ที่คนจีนเป็นเจ้าของ ไม่อาจหนีพ้นต้องตกเป็นเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม ผู้รับเคราะห์หาได้มีเพียงตัวอาคารห้างร้านเท่านั้น แต่รวมถึงฝูงชนทั้งที่เข้าไปร่วมก่อจลาจล และมวลชนที่อยู่ ณ ตรงนั้นพอดีโดยไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ โดยมีการประมาณการว่ามีผู้คนต้องสังเวยชีวิตใต้กองเพลิงของห้างยอกยา พลาซ่า มากกว่า 400 ชีวิต และมาเรียเชื่อว่าสเตฟานุส ลูกชายเธอ คือหนึ่งในนั้น

เหตุการณ์จลาจลในเดือนพฤษภาคม 1998
ภาพจาก Office of the Vice President The Republic of Indonesia / Wikipedia

“ตำรวจบอกว่าศพที่โดนไฟไหม้ในห้าง อยู่ที่โรงพยาบาล แต่เขาไม่รู้ว่ามีลูกฉันอยู่ในนั้นหรือเปล่า ตำรวจเลยบอกให้ฉันไปดูที่โรงพยาบาล แต่ฉันก็หาเขาไม่เจอ ฉันพยายามหาดูจากของที่เคยให้เขาอย่างเช่นนาฬิกา หรือตำหนิ รูปพรรณสัณฐานต่างๆ แต่ก็ไม่เจอ” มาเรียเล่า

ผ่านจากวันนั้นมา 26 ปี มาเรียก็ยังคงไม่ได้คำตอบว่าลูกชายเธอหายไปไหน

“เขาเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็น เวลาเกิดไฟไหม้หรือเกิดเรื่องอะไรที่ไหน เขาจะชอบไปดู เขามีนิสัยอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ฉันเชื่อว่าวันนั้น เขาก็อยู่ในนั้น (ยอกยา พลาซ่า)” มาเรียกล่าว พร้อมย้ำว่า แม้จะไม่เคยเห็นร่างลูกตัวเอง แต่เธอเชื่อว่าเขาก็คือหนึ่งในผู้เสียชีวิตของเหตุการณ์นั้นจริง

“นี่ก็ครบ 26 ปีแล้ว ฉันให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กี่ครั้ง ก็ยังเจ็บปวดทุกครั้ง เพราะฉันต้องเสียลูกไป ทั้งที่ฉันดูแลเขามาอย่างดี” มาเรียกล่าว ก่อนน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา

ยานี อาฟรี (Yani Afri): เพราะเห็นต่าง จึง(ถูกบังคับ)สูญหาย?

ตอนนั้นผมยังมีอายุแค่ 5 ขวบ จำได้ว่าวันนั้น พ่ออุ้มผม แล้วออกจากบ้านไป นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมเจอพ่อ”

ฮาร์ดิงกา (Hardingga) หนุ่มวัย 31 เล่าถึงความทรงจำสุดท้ายต่อพ่อของเขาให้เราฟัง โดยเหตุการณ์ที่เขาเล่า เกิดขึ้นในวันที่ 26 เมษายน 1997

“วันนั้นคือวันเกิดของพ่อผมพอดี” ฮาร์ดิงกาบอก

พ่อของฮาร์ดิงกามีชื่อว่า ยานี อาฟรี (Yani Afri) มีอาชีพเป็นคนขับรถ ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมือง ในฐานะผู้สนับสนุนตัวยงของพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซีย หรือ PDI อันเป็นพรรคฝั่งตรงข้ามรัฐบาลซูฮาร์โต ฮาร์ดิงกาเชื่อว่านี่คือเหตุที่ทำให้พ่อของเขาเป็นอันต้องหายสาบสูญไป

วันที่พ่อของฮาร์ดิงกาหายไปนั้นอยู่ในช่วงระยะเวลาราวหนึ่งเดือนก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 29 พฤษภาคม 1997 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองฝั่งต่อต้านรัฐบาลถูกอุ้มหายไปเป็นจำนวนมาก ภายใต้บรรยากาศการต่อต้านรัฐบาลซูฮาร์โตที่ทวีความเข้มข้น

การบังคับสูญหายต่อผู้เห็นต่างนี้ได้เกิดขึ้นสืบเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 1998 กระทั่งซูฮาร์โตยอมลงจากอำนาจ โดยองค์กรภาคประชาสังคมอย่างคณะกรรมการว่าด้วยบุคคลสูญหายและเหยื่อความรุนแรง หรือ Kontras ชี้ว่า ในช่วงโกลาหลทางการเมืองปี 1997-1998 นั้น มีการลักพาตัวคนเห็นต่างไปทั้งสิ้น 23 คน โดยมี 9 คนที่ได้รับการปล่อยตัวภายหลัง และพบว่าเสียชีวิต 1 คน ขณะที่อีก 13 คนที่เหลือยังคงอยู่ในรายชื่อผู้สูญหายจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือชื่อของยานี อาฟรี พ่อของฮาร์ดิงกา (อ่านเพิ่มเติมที่ การลักพาตัวและการบังคับบุคคลให้สูญหาย: ความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชนในอินโดนีเซีย โดย อรอนงค์ ทิพย์พิมล)

ฮาร์ดิงกา โชว์รูปพ่อของตัวเอง ยานี อาฟรี ที่หายสาบสูญในเดือนเมษายน 1997

“หลังจากวันนั้น (หลังจาก 26 เมษายน 1998) อยู่ๆ แม่ก็พาทั้งครอบครัวย้ายหนีไปอยู่ต่างจังหวัด โดยเราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่ได้บอกว่าพ่อหายตัวไป บอกเราแค่ว่าอย่าออกไปไหน” ฮาร์ดิงกาเล่าสถานการณ์ในตอนนั้นต่อ และย้ำว่ากว่าที่ตัวเขาจะรู้เรื่องของพ่อเขาจากแม่ เวลาก็ผ่านไปแล้วถึงสิบปี

“ตอนที่ผมอายุ 15 ปี แม่ใกล้จะเสียชีวิต ตอนนั้นแม่ถึงได้บอกว่าพ่อหายตัวไป ตอนที่ผมได้ยินจากแม่ ผมใจสลายทันที” ฮาร์ดิงกาเล่า

เฉกเช่นกับอีกหลายกรณี ฮาร์ดิงกาไม่เคยได้รับรู้ว่าพ่อเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไรหลังจากวันนั้น ในตอนแรกที่เขารู้เรื่องราว เขาคิดว่าพ่อเขาคงเสียชีวิตไปแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็แอบหวังขึ้นมาว่า “พ่อผมน่าจะยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

“แค่อยากรู้ว่าเขาอยู่ไหน”: การต่อสู้ของญาติเหยื่อ เมื่อความยุติธรรมแท้จริงไม่เคยมาถึง

ผมแค่ต้องการความชัดเจนจากรัฐว่าพ่อผมเสียไปแล้วหรืออยู่ที่ไหน ผมพยายามเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอด” ฮาร์ดิงกากล่าวกับเรา

ทุกวันนี้ฮาร์ดิงกาพยายามเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพ่อผู้สาบสูญของเขา โดยเข้าร่วมกับญาติพี่น้องของเหยื่อคนอื่นๆ ในกลุ่ม Aksi Kamisan

“ผมรู้สึกท้อแท้ต่อกระบวนการยุติธรรมของอินโดนีเซีย แต่ก็ได้มาเห็นคนใน Aksi Kamisan คนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้เหมือนกัน หลายกรณีร้ายแรงกว่ากรณีพ่อผมด้วยซ้ำ ผมก็มีกำลังใจจะสู้ต่อไป แม้ไม่รู้จะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน” ฮาร์ดิงกากล่าว

เช่นเดียวกับมาเรีย เธอก็ร่วมเคลื่อนไหวใน Aksi Kamisan อย่างแข็งขันมายาวนาน

“ฉันพยายามสู้เต็มที่ ที่ผ่านมาฉันก็เดินทางไปเรียกร้องความยุติธรรมกับหลายๆ หน่วยงาน และฉันก็ไม่ได้สู้แค่เพื่อลูกตัวเอง แต่เพื่อคนอื่นๆ ที่โดนกระทำจากรัฐในตอนนั้นด้วย” มาเรียกล่าว

มาเรีย ซานู กับลูกสาวของเธออีกคนหนึ่ง

นับตั้งแต่ที่ซูฮาร์โตถูกโค่นลงจากอำนาจ รัฐบาลอินโดนีเซียชุดหลังๆ จากนั้นได้แสดงบทบาทในการพยายามคืนความยุติธรรมให้เหยื่อของเหตุการณ์ปี 1997-1998 ในหลายรูปแบบ ทั้งการตั้งคณะทำงานสืบสวนหาข้อเท็จจริง การชดเชยความเสียหายแก่ญาติของเหยื่อ รวมถึงมีการกล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โจโก วีโดโด (Joko Widodo)

อย่างไรก็ตาม สำหรับเหยื่อและญาติเหยื่อ นั่นยังคงไม่เพียงพอ เพราะพวกเขายังไม่ได้รับข้อเท็จจริงจากรัฐในอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะในคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับบรรดาผู้ที่ยังสูญหาย และพวกเขาเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหนอย่างไร และยิ่งกว่านั้น อีกสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ นั่นคือคนสั่งการที่ยังไม่ได้รับโทษใดๆ จากการกระทำของตัวเอง

“ทุกครั้งที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมักจะโกรธและหัวใจเต้นแรง เพราะเห็นว่าคนที่กระทำต่อครอบครัวเรายังคงเสวยสุข ได้ดิบได้ดีอยู่ได้ มันเหมือนเราไม่เคยได้รับความยุติธรรม ผมเจ็บใจ” ฮาร์ดิงกาบอก

“จะทำทุกทางเพื่อล้มเขาให้ได้”: ความเจ็บใจของญาติเหยื่อ เมื่อผู้มีส่วนสั่งการเตรียมขึ้นเป็นประธานาธิบดี

เพียงสองวันหลังจากที่เราพูดคุยกับมาเรียและฮาร์ดิงกา คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2024 อินโดนีเซียจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้น ผลปรากฏว่า ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

ผลการเลือกตั้งไม่ได้ผิดไปจากการคาดการณ์ของใครหลายคน รวมถึงมาเรียและฮาร์ดิงกาเอง และทั้งสองก็ไม่อาจยอมรับได้ที่ชายชื่อปราโบโวกำลังจ่อขึ้นเป็นผู้นำประเทศคนใหม่

“พวกเราไม่ยอมรับตั้งแต่ที่ปราโบโวประกาศตัวเป็นแคนดิเดตลงชิงตำแหน่งแล้ว เพราะปราโบโวมีส่วนร่วมกับเหตุที่เกิดขึ้น และยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกหลายเหตุการณ์ที่เขาเข้าไปมีส่วนพัวพันในการละเมิดสิทธิมนุษยชน” มาเรียกล่าวด้วยน้ำเสียงและใบหน้าขึงขัง

เช่นเดียวกับฮาร์ดิงกา เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่มีคนมาขอสัมภาษณ์ผม ผมเต็มใจให้สัมภาษณ์ตลอด เพราะอยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่าปราโบโวเคยทำเรื่องเลวร้ายไว้ขนาดไหน”

ย้อนไปในยุคสมัยของซูฮาร์โต ปราโบโวถือเป็นนายทหารระดับสูงผู้มีความสัมพันธ์แนบชิดอย่างยิ่งต่อซูฮาร์โตในฐานะที่เป็นลูกเขย ในช่วงเวลานั้น ซูฮาร์โตได้รับแต่งตั้งให้บัญชาการกองพลมาหลายหน่วย โดยในช่วงความวุ่นวายทางการเมืองปี 1997-1998 เขาบัญชาการกองกำลัง Kopassus ที่ดำเนินปฏิบัติการบังคับสูญหายผู้ต่อต้านรัฐบาลในช่วงความวุ่นวายทางการเมืองปี 1997-1998 ซึ่งปราโบโวเองก็เคยออกมายอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น โดยชี้ว่าเขาเพียงทำตามคำสั่งของซูฮาร์โตเท่านั้น และไม่เคยได้กล่าวคำขอโทษใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นปราโบโวยังไม่เคยชำระสะสางการกระทำของตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม และยังคงมีตำแหน่งแห่งหนทางการเมือง จนกระทั่งกำลังก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ผู้นำประเทศในเดือนตุลาคม

ปราโบโว ซูเบียนโต ในการปราศรัยประกาศชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไป 2024

การลอยนวลพ้นผิดของปราโบโวสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจต่อบรรดาญาติเหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงปี 1997-1998 มายาวนาน ประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามต่อปราโบโวในทุกครั้งที่เขาสมัครลงชิงตำแหน่งในการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศ แน่นอนว่ารวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งบรรดาญาติเหยื่อ รวมถึงมาเรียและฮาร์ดิงกา ต่างมองว่าอันที่จริง เขาควรรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ให้เสร็จสิ้นก่อนจะมาลงสมัครรับตำแหน่งทางการเมือง

“ผมอยากให้ปราโบโวรับผิดชอบในเรื่องนี้ พาตัวเองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง รวมถึงในรัฐสภาเองก็มีกรรมาธิการที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ ซึ่งปราโบโวก็สามารถผ่านเข้าสู่กระบวนการทางนี้เพื่อให้นำไปสู่การสอบสวนอย่างจริงจังได้เหมือนกัน แต่ปราโบโวก็ไม่เคยออกมาทำสิ่งเหล่านี้เลย” ฮาร์ดิงกากล่าว

แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่บรรดาญาติเหยื่อไม่อยากให้เกิดขึ้นนี้กลับกำลังจะเป็นจริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และในวันที่ปราโบโวก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ หนทางสู่ชัยชนะในการทวงคืนความยุติธรรมของพวกเขาก็อาจเลือนรางลง   

“ชัยชนะของปราโบโวจะทำให้เหยื่อยิ่งหมดโอกาสได้รับความเป็นธรรม และเราอาจจะไม่มีโอกาสเดินหน้าเรื่องนี้อีกแล้วก็ได้” ฮาร์ดิงกากล่าว

แต่สำหรับฮาร์ดิงกา รวมถึงญาติเหยื่อคนอื่นๆ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากจะต้องยืนหยัดสู้ต่อไป

“ผมจะต่อสู้ด้วยการเดินหน้าให้ข้อมูลแก่ผู้คนและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อให้คนได้รู้ความเลวร้ายของปราโบโว และเมื่อปราโบโวรับตำแหน่งประธานาธิบดี ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มปราโบโวให้ได้” ฮาร์ดิงกาพูด พร้อมแววตาที่ยังฉายความมุ่งมั่น

ฮาร์ดิงกา

วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ยังฝังรากลึก

จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทมิฬของอินโดนีเซียในปี 1997-1998 ที่คาดว่ามีคนเสียชีวิตเกินกว่า 1,000 คน รวมทั้งมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ ไปจนถึงบังคับสูญหาย ไม่ได้มีเพียงปราโบโวเท่านั้นที่ยังคงลอยนวลเหนือความผิด แต่ยังมีอีกหลายคน โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงผู้มีบทบาทในการสั่งการ ที่ไม่เคยถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อีกทั้งบางคนยังได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐบาล ขณะที่คนถูกนำตัวไปดำเนินคดีหรือลงโทษมีเพียงเจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการไม่กี่คนเท่านั้น

และหากย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของอินโดนีเซีย จะเห็นว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายปี 1997-1998 ไม่ใช่แค่กรณีเดียวที่ไม่ได้มีการชำระสะสางความผิดของผู้กระทำการอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ยังมีกรณีอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเผด็จการซูฮาร์โต ที่มีการละเมิดสิทธิต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองในยุคของเขาอยู่อีกหลายเหตุการณ์ นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีกรณีการก่อปฏิบัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกองทัพในหลายพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน อย่างปาปัว อาเจะห์ และติมอร์ตะวันออก และอีกเหตุการณ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือการสังหารหมู่กวาดล้างคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ในปี 1965-1966 ที่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตราวห้าแสน ถึงหนึ่งล้านคน   

ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนว่าวัฒนธรรม ‘ลอยนวลพ้นผิด’ ฝังรากอย่างแน่นยิ่งในสังคมอินโดนีเซีย ขณะที่การนำเหตุการณ์ความผิดพลาดในอดีตเหล่านี้มาถอดบทเรียนในวงกว้างก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นอย่างจริงจัง และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าบุคคลที่เกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายกรณีอย่างปราโบโวนั้นได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างถล่มทลาย ก็เป็นเครื่องตอกย้ำอันดีถึงความจริงในข้อนี้

ว่าที่ผู้นำอินโดนีเซียคนใหม่อย่างปราโบโวนั้น ไม่ได้มีแค่เหตุการณ์ปี 1997-1998 เพียงกรณีเดียวที่เป็นชนักติดหลัง แต่เขายังพัวพันกับการละเมิดสิทธิในอีกหลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิบัติการทางการทหารในอาเจะห์และติมอร์ตะวันออก

การที่ผู้ก่อความผิดในอดีตกำลังจะก้าวขึ้นมามีอำนาจสูงสุดของประเทศจึงนำมาสู่คำถามว่าหนทางการคืนความยุติธรรมให้ผู้ถูกกระทำ และการนำตัวคนผิดมาลงโทษ อาจถูกปิดตายลงหรือไม่ และในที่สุด สถานการณ์สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในอินโดนีเซียจะย้อนเดินกลับไปในวัฏจักรเดิมไหม ในสังคมที่ไม่เคยชำระบาดแผลทางประวัติศาสตร์กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

การชุมนุมของ Aksi Kamisan ในวันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ 2024

MOST READ

Spotlights

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save