fbpx

สายสัมพันธ์อินเดีย-อิหร่าน กับประตูสู่เอเชียกลาง: ในวันที่สหรัฐอเมริกาจ้องคว่ำบาตร

“หน่วยงาน หรือใครก็ตามที่กำลังพิจารณาทำข้อตกลงทางธุรกิจกับอิหร่าน จำเป็นต้องตระหนักถึงการเปิดรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการคว่ำบาตร”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (14 พฤษภาคม 2024)

นี่ไม่ใช่การแถลงข่าวที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดา เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาก็มีนโยบายคว่ำบาตรบรรดาประเทศ กลุ่มธุรกิจ หรือบุคคลที่ทำธุรกรรมกับอิหร่านมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่การส่งสัญญาณนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่รัฐบาลอินเดียตัดสินใจลงนามในหนังสือสัญญาดำเนินการในท่าเรือชาบาฮาร์ (Chabahar port) เป็นเวลากว่า 10 ปี ซึ่งรัฐมนตรีคมนาคมของอินเดียถึงขนาดระบุว่าการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นข้อตกลงทางประวัติศาสตร์ที่ระหว่างอินเดียและอิหร่าน แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาที่พยายามอย่างหนักในการกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจต่ออิหร่านผ่านมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ย่อมไม่พอใจต่อการตัดสินใจนี้ของรัฐบาลเดลี ซึ่งสหรัฐอเมริกามองอินเดียเป็นพันธมิตรของตัวเองมาตลอด ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาย่อมมีความคาดหวังว่าอินเดียจะมีมาตรการต่ออิหร่านที่สอดคล้องกัน

อย่างไรก็ตามท่าทีของอินเดียดูเหมือนจะไม่ได้คล้อยตามไปกับสหรัฐอเมริกาเท่าไหร่นัก และดูเหมือนรัฐบาลอินเดียก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลัวต่อคำขู่ของรัฐบาลวอชิงตันเท่าไหร่ เพราะหลังจากนั้นไม่นานรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้ให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผยว่าไม่ได้กังวลต่อเรื่องดังกล่าว ทั้งยังระบุว่าหากสหรัฐอเมริกายกเรื่องขึ้นนี้มาเพื่อใช้คว่ำบาตรอินเดียก็ดูจะเป็นมุมมองที่คับแคบ ทั้งยังย้อนวันวานว่าการเกิดขึ้นของโครงการนี้ก็มาจากการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา น่าสนใจว่าโครงการนี้ทำไมถึงสำคัญกับอินเดียมาก สำคัญถึงขนาดที่อินเดียเลือกจะเดินหน้าโดยไม่สนคำขู่ของสหรัฐอเมริกา

บทความนี้เลยอยากชวนวิเคราะห์ความสัมพันธ์อินเดีย-อิหร่าน ตลอดจนความสำคัญของท่าเรือชาบาฮาร์ต่อยุทธศาสตร์ของอินเดียในภูมิภาคเอเชีย

อินเดีย-อิหร่าน: ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

สายสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอิหร่าน นับได้ว่ามีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เพราะหลายพื้นที่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียในปัจจุบันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิเปอร์เซียมาอย่างยาวนาน นั่นส่งผลให้ทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะในยุคสมัยของราชวงศ์มุกัลที่อิหร่านหรือเปอร์เซียมีอิทธิพลต่ออินเดียค่อนข้างสูง ถึงขนาดที่ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาหลักในราชสำนักมุกัลในเวลานั้น ฉะนั้นช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางด้านศิลปวิทยาการระหว่างสองประเทศอย่างมาก

แม้ในช่วงที่อินเดียตกอยู่ภายใต้ระบอบอาณานิคม สายสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างสองชาติก็ไม่หายไปอย่างสิ้นเชิงเสียทีเดียว ดังนั้น ภายหลังอินเดียได้รับเอกราชไม่นาน ในปี 1950 อินเดียและอิหร่านได้เจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตกันอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามยุคสมัยแห่งสงครามเย็นสงผลให้ทั้งสองประเทศมีจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่ตรงกัน ในขณะที่อินเดียเลือกอยู่กลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและเอียงไปทางโซเวียต อิหร่านกลับเลือกเป็นพันธมิตรกับโลกเสรี ทั้งนี้การปฏิวัติในอิหร่านได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศของอิหร่านในเวลานั้นและส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีการปรับเปลี่ยนมากขึ้น

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอิหร่านมาถึงจุดพลิกผันสำคัญเมื่อสงครามเย็นยุติลง และสหภาพโซเวียตได้แตกออกเป็นหลายประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ทางความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียกลาง เอเชียใต้ และยูเรเซีย เผชิญกับปัญหาความไม่มีเสถียรภาพ ในขณะที่อินเดียเองก็ต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่จนจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งนี้อินเดียและอิหร่านมองเห็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยยึดผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นจากการสิ้นสุดของสงครามเย็น โดยเฉพาะในประเด็นด้านพลังงานซึ่งถือเป็นจุดอ่อนทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่สำคัญของอินเดีย

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 แม้อิหร่านยังคงเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากหลายประเทศตะวันตก อันเป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (เอาจริงอินเดียก็เจอสถานการณ์ลักษณะเดียวกันจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง) อินเดียตัดสินใจที่จะเข้าหาอิหร่านเพื่อเจรจาเรื่องการทำธุรกรรมด้านพลังงาน เพราะอิหร่านถือเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญที่มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก สำหรับอินเดีย การค้าด้านพลังงานกับอิหร่านจึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แม้อินเดียจะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์แต่ก็สามารถรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติควบคู่กับกับแรงกดดันทางการทูตมาได้จนถึงปัจจุบันนี้

แต่มากกว่าผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจแล้ว อิหร่านยังมีความสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียด้วย โดยเฉพาะเอเชียกลาง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและปากีสถานที่ไม่ดีนัก ส่งผลให้การเข้าถึงเอเชียกลางดำเนินไปได้อย่างยากลำบาก อิหร่านจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้อินเดียสามารถเปิดประตูเข้าสู่ภูมิภาคนี้ได้อย่างไม่ยากนัก และนั่นจึงกลายเป็นที่มาสำคัญของการลงทุนมากมายด้านโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียภายในอิหร่านเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์อัฟกานิสถานและเอเชียกลางของอินเดีย

กุญแจสำคัญต่อยุทธศาสตร์อัฟกานิสถานและเอเชียกลางของอินเดีย

ภูมิทัศน์ทางภูมิศาสตร์การเมืองของเอเชียกลางมีความสำคัญ และต่างได้รับความสนใจจากผู้เล่นสำคัญในการเมืองระหว่างประเทศตามทฤษฎีเดิมด้านภูมิรัฐศาสตร์ อินเดียในฐานะตัวแสดงหนึ่งที่ต้องการสร้างบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นก็ให้ความสนใจกับภูมิภาคนี้ไม่ต่างไปจากมหาอำนาจชาติอื่นๆ ที่สำคัญไปกว่าเอเชียกลางก็คืออัฟกานิสถาน ซึ่งมีความสำคัญต่ออินเดียไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเอเชียกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคืออินเดียไม่มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ติดกับเอเชียกลางเลย จึงเป็นที่มาสำคัญว่าอินเดียจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรอื่นเพื่อให้สามารถเข้าถึงอัฟกานิสถานและเอเชียกลางได้ และนั่นส่งผลให้สถานะของอิหร่านในเกมยุทธศาสตร์อัฟกานิสถานและเอเชียกลางของอินเดียทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ประการสำคัญประการแรกคือ หากจะอาศัยประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดและใกล้กับอินเดียที่สุดในการเข้าถึงอัฟกานิสถานและเอเชียกลาง คำตอบของอินเดียมีเพียงสองตัวเลือกคือ ‘ปากีสถานและจีน’ นี่เป็นตัวเลือกที่มันไม่สามารถเลือกได้เลย เพราะนอกจากความสัมพันธ์จะไม่ค่อยจะสู้ดีแล้ว หากจะสร้างช่องทางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียกับเอเชียกลางจริง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผ่านพื้นที่พิพาท ที่ทั้งอินเดีย จีน และปากีสถานต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ อินเดียรู้ดีว่านี่คือตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจากโปรเจกต์จะไม่เกิดแล้ว ยังอาจชวนให้ทะเลาะกันเพิ่มขึ้น เมื่อมองกว้างออกไปจากประเทศเพื่อนบ้าน ‘อิหร่าน’ จึงกลายเป็นตัวเลือกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเพราะระยะทางไม่ไกลจากอินเดียในทางทะเล ในขณะเดียวกัน อินเดียก็ทำการค้าน้ำมันกับอิหร่านมาต่อเนื่องอยู่แล้ว ระบบการขนส่งจึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาก เพียงแต่ต้องขยายให้กว้างขวางมากขึ้น

อีกประการหนึ่งคือต้องยอมรับว่าอิหร่านก็เห็นถึงความสำคัญขอองการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียกลางเข้ากับอินเดีย โดยมีตัวเองเป็นตัวกลาง เพราะนั่นหมายถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศตัวเองผ่านการเป็นตัวกลาง และขยายกรอบการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอิหร่านถูกจำกัดอย่างมากจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร ความสนใจของอินเดียในการให้อิหร่านเป็นตัวกลางเชื่อมสู่เอเชียกลางและอัฟกานิสถาน จึงเป็นเรื่องที่อิหร่านยากจะปฏิเสธ ฉะนั้นการพูดคุยเจรจาด้านการลงทุนของอินเดียในอิหร่านจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และเป็นสิ่งที่อินเดียทราบดีว่าอิหร่านจะเต็มใจเจรจา

เพียงสองปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นก็เพียงพอที่จะชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุใดอินเดียตัดสินใจเลือกอิหร่านเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์อัฟกานิสถานและเอเชียกลางของตัวเอง และเหตุใดอิหร่านจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญของอินเดีย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกุญแจไม่กี่ดอกที่อินเดียจะหาได้ด้วย ลักษณะเฉพาะเช่นนี้ส่งผลให้อินเดียเลือกที่จะเข้าไปลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอิหร่านเพื่อเชื่อมตัวเองเข้ากับเอเชียกลางและอัฟกานิสถาน เพราะจริงๆ แล้วอินเดียมองไปไกลกว่านั้น นั่นคือรัสเซียและยูเรเซียนั่นเอง ดังนั้นโครงการท่าเรือชาบาฮาร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของอินเดีย ที่อินเดียยอมเสี่ยงเพื่อให้มันเกิดขึ้น

ยอมเสี่ยงท้าทายสหรัฐอเมริกาเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว

หลายท่านอาจมีความสงสัยว่าทำไมการลงทุนท่าเรือชาบาฮาร์ของอินเดียถึงสำคัญมากพอให้อินเดียยอมเสี่ยงจะถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร เพราะถ้าดูในเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจ ท่าเรือนี้เป็นเพียงท่าเรือนานาชาติท่าเรือหนึ่ง และอินเดียเองก็ไม่รู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่าการลงทุนนี้จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน แต่หากมองแค่มิติทางเศรษฐกิจเท่านั้นก็คงจะง่ายเกินไปเพราะอย่างที่บอกว่าเป้าหมายและความคาดหวังที่สำคัญของอินเดียต่อการลงทุนนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการขยายบทบาทและอิทธิพลของอินเดียเข้าไปในภูมิภาคนี้ด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คงไม่ต่างจากการที่จีนได้รับความสนใจอย่างมากจากการได้กรรมสิทธิ์เหนือท่าเรือฮัมปันโตต้า (Hambantota Port) ของศรีลังกา ที่แม้ท่าเรือนี้จะไม่สร้างกำไรมากนัก แต่ในทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว นั่นคือการปักหมุดอำนาจของจีนในเอเชียใต้ ที่สร้างความกังวลให้กับอินเดีย และโลกตะวันตก ซึ่งต้องใช้เส้นทางมหาสมุทรอินเดียในการค้าขาย

พอมองเปรียบเทียบแบบนี้ ภาพการลงทุนของอินเดียในอิหร่านก็ดูจะชัดขึ้นใช่ไหมครับ เพราะแท้จริงแล้วนอกจากอินเดียจะต้องการขยายอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของอินเดียเข้าไปในอัฟกานิสถานและเอเชียกลางแล้ว มากไปกว่านั้นอินเดียยังสามารถใช้ช่องทางนี้ในการค้าขายกับรัสเซียในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่าหากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรือ รถไฟ และท่อก๊าซระหว่างอิหร่านและเอเชียกลางสำเร็จ ความเคลื่อนไหวต่อไปก็คือการเชื่อมรัสเซียเข้ามาด้วยนั่นเอง ซึ่งนั่นจะช่วยสร้างให้เกิดวงจรทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกันระหว่างอินเดีย รัสเซีย และอิหร่าน

นอกจากนี้ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของอินเดียในอิหร่านยังได้รับแรงผลักดันจากความปรารถนาที่จะถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาคด้วย เนื่องจากโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (BRI) ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตอิทธิพลของอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนของอินเดียในอิหร่านผ่านท่าเรือชาบาฮาร์ จึงถูกมองว่าเป็นมาตรการตอบโต้ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor: CPEC) ดังนั้นท่าเรือนี้ รวมถึงการลงทุนหลายอย่างของอินเดียในอิหร่านจึงเป็นมากกว่าเรื่องทางเศรษฐกิจ และยังหมายถึงความพยายามของอินเดียในการคัดคานจีนในภูมิภาคนี้ด้วย

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาอินเดียมีความพยายามดิ้นรนอย่างมากเพื่อให้การลงทุนพัฒนาท่าเรือชาบาฮาร์ดำเนินการต่อไปได้ในช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง อินเดียถึงขนาดขอสหรัฐอเมริกาให้ยกเว้นโครงการนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ในภาพรวมด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งน่าสนใจว่าในเวลานั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจยกเว้นให้กับอินเดีย แต่มาวันนี้กลับเลือกที่จะขู่คว่ำบาตรอินเดีย จึงไม่แปลกที่รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียจะย้อนศรเข้าใส่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างจัง หลังวันออกถ้อยแถลง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว อินเดียเชื่ออย่างลึกๆ ว่าสหรัฐอเมริกาไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงคว่ำบาตรอินเดียจากเพียงเรื่องนี้ เพราะอินเดียมีผลประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์การต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่มากกว่าเรื่องอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการปิดล้อมจีน หรือเรื่องเกี่ยวกับรัสเซีย ที่สำคัญการคว่ำบาตรอินเดียจะหันเหให้อินเดียกลับมาซื้อ-ขายพลังงานกับอิหร่านอีกครั้งซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านทางเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะอินเดียเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันเป็นจำนวนมาก การค้าขายพลังงานกับอิหร่านอาจส่งผลให้เศรษฐกิจอิหร่านกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่อินเดียจะไม่เอาใจใส่มากนักต่อแรงกดดันของสหรัฐอเมริกา

อย่างที่ทราบกันดีว่าแนวนโยบายต่างประเทศของอินเดียนั้นวางอยู่บนพื้นฐานสำคัญว่าด้วยผลประโยชน์แห่งชาติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นอิหร่านเองคือหนึ่งในแนวนโยบายต่างประเทศสำคัญของอินเดีย และมันมีความสำคัญมาก เนื่องจากอิหร่านอาจเป็นเพียงกุญแจดอกเดียวของอินเดียในการเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในอัฟกานิสถานและเอเชียกลาง ฉะนั้นการตัดสัมพันธ์หรือเลิกลงทุนในอิหร่านก็เท่ากับอินเดียปิดประตูทางเข้าภูมิภาคนี้ของตัวเอง จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีการส่งสัญญาณขู่จากสหรัฐอเมริกามา แต่อินเดียก็ยังส่งรองประธานาธิบดีไปร่วมงานอาลัยประธานาธิบดีอิหร่านที่พึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางอากาศเมื่อไม่นานมานี้

MOST READ

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

World

16 Oct 2023

ฉากทัศน์ต่อไปของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนระเบียบโลกใหม่: ศราวุฒิ อารีย์

7 ตุลาคม กลุ่มฮามาสเปิดฉากขีปนาวุธกว่า 5,000 ลูกใส่อิสราเอล จุดชนวนความขัดแย้งซึ่งเดิมทีก็ไม่เคยดับหายไปอยู่แล้วให้ปะทุกว่าที่เคย จนอาจนับได้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

จนถึงนาทีนี้ การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากทีท่าของความสงบหรือยุติลง 101 สนทนากับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเงื่อนไขและตัวแปรของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น, ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับ, อนาคตของปาเลสไตน์ ตลอดจนระเบียบโลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาหลังยุคสงครามเย็น

พิมพ์ชนก พุกสุข

16 Oct 2023

World

9 Sep 2022

46 ปีแห่งการจากไปของเหมาเจ๋อตง: ทำไมเหมาเจ๋อตง(โหด)ร้ายแค่ไหน คนจีนก็ยังรัก

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์ เขียนถึงการสร้าง ‘เหมาเจ๋อตง’ ให้เป็นวีรบุรุษของจีนมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะอยู่เบื้องหลังการทำร้ายผู้คนจำนวนมหาศาลในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

9 Sep 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save