fbpx

อ่านย้อนเกล็ด ‘ร.5 เสด็จอินเดีย’ : เมื่อกษัตริย์สยามตามรอยบริติชปราบกบฏซีปอย

การเดินทางไปต่างประเทศของรัชกาลที่ 5 มักจะถูกกล่าวถึงในมิติของการเดินทางไปดูงานโลกตะวันตกเพื่อนำมากลับมาพัฒนาประเทศ หรือการสั่งสมอำนาจทางการเมืองเพื่อจะต่อสู้กับผู้อาวุโสผู้ทรงอิทธิพลจากตระกูลบุนนาค ในบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า การเดินทางไปอินเดียในปี 1872 นั้น ยังมีมิติอื่นแฝงอยู่ด้วย เพราะตามเส้นทางที่เดินทางไปในครั้งนั้น เต็มไปด้วยร่องรอยของ ‘กบฏ’ และการ ‘ปราบกบฏ’ ของรัฐบาลเจ้าอาณานิคมบริติช ถือว่าเป็นประสบการณ์แบบอาณานิคมแบบหนึ่งก่อนหน้าที่สยามจะเผชิญหน้า ‘กบฏ’ ด้วยตัวเองในทศวรรษ 1890 ที่เชียงใหม่ และกลางทศวรรษ 1900 ทั่วราชอาณาจักร

หนังสือ ร.5 เสด็จอินเดีย[1] เขียนโดย สาดชิดอานันท สหาย (Sachchidanand Sahai) จากชื่อว่า India in 1872: As Seen by the Siameses เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นจากการค้นคว้าเอกสารชั้นต้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย หรือจากหอจดหมายเหตุในอินเดีย ตัวเนื้อหาของเล่มที่หนากว่า 600 หน้า แบ่งเป็นสองตอนนั่นคือ ตอนที่ 1 ว่าด้วย ความเข้าใจของชาวสยามที่มีต่ออินเดียหลังการจลาจลครั้งใหญ่ (317 หน้า) และตอนที่ 2 ว่าด้วย เอกสารชั้นต้นจากหนังสือพิมพ์และหอจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จประพาสอินเดีย (210 หน้า) บทความนี้ได้พยายามใช้วิธี ‘การอ่านย้อนเกล็ด’ จากบันทึกดังกล่าว เนื่องจากว่า มันไม่สามารถอ่านอย่างตรงไปตรงมาได้ เนื่องจากถูกบันทึกด้วยสายตาของผู้ปกครองแบบเดียวกับที่รณชิต คูหา (Ranajit Guha) ใช้ใน กบฏชาวนา: มูลฐานจิตสำนึกในอินเดียยุคอาณานิคม[2]

แกนหลักสำคัญของเนื้อหาในหนังสือ นอกจากจะเป็นการดูงานเพื่อให้เห็นสภาพบ้านเมืองของอินเดียภายใต้การปกครองของบริติชผ่านการเดินทางรถไฟแล้ว ปฏิเสธมิได้เลยว่า เส้นทางที่ถูกจัดไว้ ล้วนสัมพันธ์กับเหตุกบฏครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นที่เรียกว่า ‘กบฏซีปอย’ เมื่อปี 1857 ดังชื่อตอนที่ 1 การดูงานครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เรื่องการสร้างความมั่นคงด้วยกำลังทางทหารสมัยใหม่เพื่อปราบปรามความไม่สงบในดินแดนอาณานิคมของตัวเอง ซึ่งขณะนั้นสยามยังห่างไกลนักกับการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ต้องใช้เวลาอีกกว่า 1-2 ทศวรรษถึงจะสร้างทีมและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้

มุ่งสู่อินเดีย จากเรือกลไฟข้ามมหาสมุทรสู่รถไฟข้ามประเทศ

ความสำคัญประการหนึ่งก็คือ นับเป็นครั้งที่สองที่กษัตริย์สยามสมัยรัตนโกสินทร์เดินทางออกนอกประเทศ ถัดจากครั้งแรกที่ไปสิงคโปร์เพียง 8 เดือนเท่านั้น[3] แต่นั่นก็เพราะว่ากษัตริย์หนุ่มยังไม่มีอำนาจเต็มอยู่ในมือ การบริหารทั้งหลายล้วนอยู่ในมือผู้ใหญ่ตระกูลบุนนาค การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลา 47 วัน หรือเดือนกว่าๆ โดยคาบเกี่ยวปี 1871-1872 เป็นเวลาหลังจากที่สยามทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับบริติช 17 ปี และก่อนทำสนธิสัญญาเชียงใหม่กับบริติชปีกว่าๆ ขณะนั้น บริติชดูเป็นมหาอำนาจใกล้ตัวที่สยามถือเป็นมิตรกว่าฝรั่งเศสที่แผ่อาณานิคมมาทางตะวันตกแถบลุ่มแม่น้ำโขง

การเดินทางหลักหลังจากลงเรือมาถึงอินเดียก็คือการใช้เส้นทางรถไฟ ประเมินว่ายุวกษัตริย์แห่งสยามกับคณะราว 29 คน ใช้เวลาราว 200 ชั่วโมงบนตู้รถไฟจากเมืองกัลกัตตา ฝั่งตะวันออก สู่ บอมเบย์ ฝั่งตะวันตก[4] นับได้ 7 เมืองนั่นคือ กัลกัตตา เดลี อักรา คอนปอร์ ลักเนาว์ บอมเบย์ และพาราณสี[5] ที่สำคัญคือ 3 เมืองอย่าง เดลี คอนปอร์ และลักเนาว์ล้วนเป็นเมืองที่เคยถูกยึดครองคราวกบฏซีปอย[6]

ในรายนามผู้ตามเสด็จนี้จะมีหลวงศัลยุทธวิธีกรรม์ (เจิม แสง-ชูโต) มหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่ต่อมาจะมีบทบาทในการสงครามและการปราบฮ่อและกบฏเงี้ยว และขึ้นเป็นเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีในที่สุด

ขณะนั้นบริติชมีเขตปกครอง 3 แห่ง นั่นคือ เบงกอลที่มีกัลกัตตาเป็นเมืองหลวงถือว่ามีความสำคัญที่สุด ทั้งยังมีฐานะเหนือกว่าเขตปกครองอีก 2 แห่ง คือ บอมเบย์และมัทราส บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตามมีดินแดนอีกราว 1 ใน 4 ที่ยังเป็นรัฐของชาวพื้นเมืองแต่ก็ต้องพึ่งบริติช บางแห่งร่วมเป็นพันธมิตร บางแห่งเป็นรัฐในอารักขา ในอินเดียยังมีดินแดนของฝรั่งเศส และโปรตุเกสขนาดเล็กที่อยู่ในวงล้อมดินแดนอาณานิคมบริติช[7]

แผนที่รัชกาลที่ 5 เสด็จอินเดีย 16 ธันวาคม 1871 – 16 มีนาคม 1872 | ที่มา: สาคชิดอนันท สหาย, ร.5 เสด็จอินเดีย (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2546), หน้า 13

กบฏซีปอย หรือสงครามปฏิวัติอินเดีย ปี 1857

มีคนตีความเหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างกันไป บ้างว่าเป็นกบฏ บ้างว่าเป็นการจลาจล บ้างกล่าวถึงว่าเป็นสงครามปฏิวัติอินเดียเพื่อเรียกร้องเอกราชครั้งแรก[8] ระหว่างการจลาจล สมดุลของกำลังพลบริติชมีน้อยกว่ามาก กองทหารยุโรปขณะนั้นมีจำนวน 40,000 คน ขณะที่ทหารอินเดียมีมากถึง 230,000 คน[9] กินอาณาเขตทางอินเดียตอนเหนือ หรือพูดให้เจาะจงไปกว่านั้นคือ บริเวณหุบเขาลุ่มน้ำคงคาและยมุนา[10]

เหตุการณ์เล็กๆ เกิดขึ้นในค่ายบารักปอร์ ในเมืองกัลกัตตา ซึ่งเป็นอาคารที่พักของกองทหารพื้นเมืองชาวอินเดียภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารบริติชตั้งแต่ปี 1775 เป็นต้นมา ค่ายแห่งนี้เป็นที่ที่ทหารอินเดียถูกส่งออกไปพม่า มอริเชียส ชวาและอื่นๆ และที่แห่งนี้เองเป็นฉากเปิดของกบฏซีปอย เมื่อทหารอินเดียแห่งกองทหารราบพื้นเมืองเบงกอลที่ 34 นาม มันกุล บัณฑิต (Mangal Pandey) ได้ทำร้ายผู้บังคับบัญชาชาวบริติช จนถูกจับกุมและมีคำสั่งให้ประหารชีวิตบนตะแลงกลางพื้นที่สวนสนามบริเวณค่ายบารักปอร์ เขาถูกแขวนคอจนสิ้นชีพ[11]

ชนวนเหตุประท้วงอย่างรุนแรงมีความไม่พอใจอยู่เป็นทุนเดิม ผสมกับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อการใช้ปืนรุ่นใหม่ ที่พวกเขาต่อต้านการใช้กระสุนปืนซึ่งเชื่อกันว่ามีไขสัตว์ของวัวและสุกรช่วยในการหล่อลื่น (เวลาบรรจุพวกเขาต้องกัดส่วนนั้น) ทำให้ทหารพื้นเมืองที่เป็นทั้งฮินดูและมุสลิมได้ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาการในการใช้อาวุธในลักษณะดังกล่าว[12] เหตุเกิดที่เมืองมีรุต ห่างจากเดลีไปประมาณ 30 ไมล์ ทหารปฏิเสธใช้กระสุนที่มีปัญหาจนถูกศาลทหารตัดสินจำคุก แถมยังถูกเปลื้องเครื่องแบบทหาร และถูกตีตรวนล่ามโซ่ต่อหน้ากองทหาร ถือเป็นการกระทำที่หยามศักดิ์ศรี จนมีการรวมตัวก่อจลาจลยึดโรงทหารโดยกองทหารม้าพื้นเมืองที่ 3 ได้บุกพังคุกปลอดปล่อยเพื่อนๆ และยิงนายทหารบริติช รวมถึงจุดไฟเผาบังกาโลบ้านพักของนายทหาร จากนั้นกองทหารผู้ต่อต้านได้เดินทัพไปเดลีทางแม่น้ำยมุนา[13] เมื่อไปถึงบริเวณป้อมแดง พวกเขาได้ไปร้องขอให้บาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟารี กษัตริย์โมกุลแห่งเดลี ยอมรับกองกำลังต่อต้านบริติชนี้ ซึ่งกษัตริย์ชราก็ยอมรับในเวลาต่อมา ส่งผลให้พวกเขาสามารถยึดครองเมืองเดลี และไล่ชาวบริติชออกไป บางส่วนถูกฆ่า บางส่วนต้องหลบหนีออกไปยามราตรี ในที่สุดความพยายามนี้ก็นำไปสู่การประกาศฟื้นฟูจักรวรรดิโมกุลขึ้นมาอีกครั้ง[14]

เทคโนโลยีโทรเลข เป็นส่วนหนึ่งที่บริติชสามารถใช้ปราบกบฏได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะถูกนำมาประยุกต์ใช้กับสยามในเวลาต่อมา แรกเกิดจลาจล พวกกบฏรู้ดีถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจึงได้มีการตัดสายโทรเลข แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังส่งสัญญาณแจ้งกองทัพบริติชในปัญจาบได้ทัน ทำให้กองทัพทราบข่าวและสามารถวางแผนโต้กลับได้ ณ บริเวณอนุสรณ์สถานการส่งโทรเลขที่รัชกาลที่ 5 เดินทางไป ก็แสดงการระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ปรากฏข้อความว่า “โทรเลขไฟฟ้าช่วยรักษาอินเดียไว้ได้” อยู่บนเสาโอเบลิกซ์อันไม่ไกลจากเดอะ ริดจ์ จุดหมายปลายทางการเดินทางอีกแห่งหนึ่ง[15]

ส่วน เดอะ ริดจ์ ในเมืองเดลีเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สูงประมาณ 60 ฟุต ยาวประมาณ 2 ไมล์ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ช่วงกบฏนั้นบริเวณหอคอยเสาธงตั้งอยู่กลางเนินอันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยเดลีในปัจจุบัน กลายเป็นที่หลบภัยของบุรุษและสตรีชาวบริติช อย่างไรก็ตามกองทัพบริติชก็ยกทัพมาด้วยทหารราบ 2,400 นาย ทหารม้า 600 นายและปืนสนามอีก 22 กระบอก การสู้รบกันทำให้สยบฝ่ายกบฏและยึดครองเดอะ ริดจ์คืนได้ อีกทั้งมีกำลังเสริมมาจากขบวนรถไฟขนอาวุธปืนใหญ่จำนวน 18 กระบอก พร้อมกับกระสุนกระบอกละ 1,000 นัด

ส่วนเมืองคอนปอร์ หรือกันปุระ เป็นสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการก่อกบฏเพราะก่อเหตุโศกนาฏกรรมแก่ชาวบริติชโดยตรง หลังจากเกิดเหตุรุนแรงและกรุงเดลีแตก ทหารพื้นเมืองแถบนี้ก็เริ่มมีปฏิกิริยา ประชากรชาวยุโรปกว่า 870 คนรวมถึงผู้หญิง เด็ก ผู้ป่วยและผู้ทุพพลภาพเข้ามาหลบอยู่ในสนามเพลาะโดยมีทหารบริติช 240 นายกับปืนใหญ่ 6 กระบอกคอยป้องกัน กองกำลังกบฏนำโดยนานา ซาหิบ เขาตกลงเป็นผู้นำกบฏ โดยส่วนตัวแล้วเขามีความแค้นต่อบริติชเพราะถูกตัดสิทธิ์เงินเบี้ยหวัดและที่ดิน ในที่สุดผู้หญิงและเด็กทุกคนก็ถูกฆ่าและทิ้งศพในบ่อน้ำแถบบีบีฆาร์ บ้านหลังเล็กในตอนปลายค่ายพักทหารเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเดือดแค้นต่อทหารบริติชและก่อความรุนแรงกลับด้วยวิธีการบังคับให้ผู้ที่เชื่อว่าเป็นฆาตกรชาวมุสลิมกลืนเนื้อหมู หากเป็นชาวฮินดูก็เป็นเนื้อโค แล้วจับคนเหล่านั้นไปแขวนคอ[16] ในเวลาต่อมาบริเวณที่ก็ถูกสร้างเป็นอุทยานและอนุสรณ์สถาน

ส่วนลักเนาว์ กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการก่อกบฏ เมืองนี้มีชื่อเสียงเพราะสามารถต้านทานการปิดล้อมของกบฏได้นาน พื้นเพเดิมของบริเวณนี้ราษฎรไม่ยอมรับการปกครองแม้เชื้อพระวงศ์จะจงรักภักดีต่อบริติช การจลาจลเกิดจากทหารซีปอยชาวอินเดียนัดหมายกันล่วงหน้าจุดไฟเผาที่พักนายทหารและทหารหน่วยที่ 32 พวกเขาตีฝ่าวงล้อมมาพักบริเวณ ‘เดอะ เรซสิเดนซี’ (ที่พักของผู้สำเร็จราชการ) พวกเขาต่อสู้นานถึง 6 เดือนเพื่อรอกำลังเสริม  จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการท้าทายการต่อต่อต้านของกบฏ[17] จากประสบการณ์ที่ทหารบริติชถูกล้อมด้วยอาคาร ปราสาท ราชวัง บ้านเรือน มัสยิด และราษฎรผู้เกลียดชังพวกเขา จึงนำมาสู่การรื้ออาคารและสวนที่มีกำแพงล้อมรอบเพื่อให้เคลื่อนพลทหารไปได้อย่างสะดวก ฝั่งตะวันออกของเมืองกลายเป็นที่สงวนสำหรับชาวยุโรป มีการสร้าง ‘ฮาซรัตกันจ์’ เป็นศูนย์การค้าที่สร้างตามความนิยมของชาวยุโรปเช่นเดียวกับกับการสร้างที่มั่นทางการทหารในภาวะฉุกเฉินไว้มากถึง 14 แห่งในเมือง 

ที่น่าสนใจคือ ระหว่างอินเดียเกิดกบฏขึ้น รัชกาลที่ 4 แห่งสยามได้ส่งคณะราชทูตไปเข้าเฝ้าราชินีวิกตอเรียที่บริติช มารยาทของทูตสยามที่เคารพนบน้อมสร้างความประทับใจต่างจากเจ้าอินเดียทั้งหลาย ราชทูตของสยามยุคนั้นจึงถือว่าได้รับข้อมูลเป็นอย่างดีต่อการกบฏในครั้งนั้น[18]

ในครั้งนั้นบริติชสูญเสียนายพลคนสำคัญได้แก่ เฮนรี ลอว์เรนซ์ ผู้ปกครองลักเนาว์, จอห์น นิโคลสัน ผู้นำกองกำลังทหารบริติชที่เดลี, วิลเลียม ฮ็อดสันผู้รับบทบบาทจับกุมจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์และคณะ และยังได้สังหารโอรสทั้งสามของจักรพรรดิ[19] การรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวถูกทำให้เป็นความทรงจำร่วมผ่านหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอนุสาวรีย์ การกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือคู่มือนำเที่ยวในทศวรรษ 1860 สอดคล้องกับที่พวกบริติชให้คุณค่ากับการปราบกบฏนี้ในฐานที่พวกเขาเป็นวีรบุรุษในสงครามที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับมหากาพย์ของโฮเมอร์นั่นคือ สงครามกรุงทรอย[20]

แผนที่แสดงอาณาบริเวณของการก่อกบฏซีปอย ปี 1857 | ที่มา: สาคชิดอนันท สหาย, ร.5 เสด็จอินเดีย (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2546), หน้า 20

ตามรอยกบฏซีปอย

ตลอดการเดินทางของรัชกาลที่ 5 ทางรัฐบาลบริติชอินเดียได้ส่งคนประกบเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงเกร็ดเรื่องกบฏที่เคยเกิดขึ้น[21] ไม่ว่าจะเป็นพันตรีสเลเดน ที่ร่วมปฏิบัติการยึดลักเนาว์ในปี 1858, ลอร์ดนาเปียร์แห่งแม็ก เดลลา ผู้เข้าปลดปล่อยลักเนาว์ในปี 1857, เซอร์จอร์จ แคมป์เบล ข้าหลวงเขตปกครองแคว้นเบงกอล จะมีเพียงลอร์ดเมโย อุปราชและข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดียที่เดินทางมารับตำแหน่งหลังเหตุการณ์ดังกล่าว[22] บรรยากาศของการจลาจลยังคงอบอวลอยู่ในสังคมการเมืองอินเดีย ว่ากันว่าในปี 1862-1874 ยังมีผู้คนที่ถูกจับจากกรณีดังกล่าว ผู้นำกบฏคนสำคัญอย่าง ‘นานา ซาหิบ’ แห่งคอนปอร์ก็ยังไม่ถูกจับกุม และยังมีข่าวลือเกี่ยวกับเขาอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอินเดียเขียนประชดจดหมายระบุในปี 1873 ว่า “ข้าพเจ้ามีความรู้สึกอยากส่งมอบอินเดียให้กับนานา ซาหิบ และออกให้พ้นไปเสียจากอินเดีย” [23]  

ส่วนรัชกาลที่ 5 เองก็รับรู้เหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อนแล้วดังที่พันตรีสเลเดนกล่าวไว้ตอนคณะนี้เดินทางไปเดลีว่า “พวกเขารู้จักสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์ของสถานที่นี้ เช่นเดียวกับความทรงจำที่มีต่อการปิดล้อมในครั้งนั้นอันจะลืมเลือนเสียไม่ได้” [24]    

สถานที่แห่งแรกอันเกี่ยวกับกบฏซีปอยก็คือบารักปอร์ ที่เดินทางพร้อมกับลอร์ดเมโย อุปราชแห่งอินเดีย เมื่อพำนักอยู่ที่กัลกัตตา บริเวณนี้เป็นสวนสาธารณะที่สร้างอยู่ไม่ไกลกับตะแลงแกงที่เคยแขวนคอมันกุล บัณฑิต บริเวณสวนนี้เองที่รัชกาลที่ 5 ได้เคยมาเดินออกกำลังกายตอนเช้า ต่อมาก็คือป้อมแดงอันเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นเช่นกัน แม้จะไม่ได้แวะจอด แต่ก็คงได้รับการเล่าให้ฟังผ่านการชมทิวทัศน์ของป้อมแดงผ่านหน้าต่างรถไฟ[25]

เมื่อเข้ากรุงเดลีไปแล้ว บริเวณเดอะริดจ์ ก็ถูกจัดให้เป็นที่พักโดยทำเป็นกระโจมตั้งอยู่บนสันเขา[26] ซึ่งมีจุดหมายตาที่สำคัญคือ หอคอยเสาธง และอาจจินตนาการได้ถึงฉากรบระหว่างชาวบริติชกับกองกำลังชาวอินเดีย[27]

แม้ว่าเมืองคอนปอร์จะไม่อยู่ในกำหนดการเดินทาง แต่รัชกาลที่ 5 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเพื่อเยี่ยมชม ทำให้ต้องค้างแรมในตู้รถไฟ ก็คงเพราะด้วยชื่อเสียงของบริเวณนี้ที่เป็นสถานที่เกิดโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายอย่างมากในประวัติศาสตร์บริติช[28] นั่นคือ เหตุสังหารหมู่และทิ้งศพชาวบริติชลงบ่อน้ำดังที่กล่าวไปแล้ว ณ จุดนั้น รัชกาลที่ 5 และคณะ ได้เยี่ยมคารวะและระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว[29]  ว่ากันว่า เมืองนี้ได้ถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ของคู่ขัดแย้งคือ วีรบุรุษชาวบริติชและผู้ทรยศชาวอินเดีย[30] ตามโครงเรื่องของเจ้าอาณานิคมผู้พิชิต

ขณะที่เมืองลักเนาว์ รัชกาลที่ 5 ได้มัคคุเทศก์อันเหมาะเจาะอย่างยิ่ง ก็คือ พันตรีสเลเดนท หารผ่านศึกในช่วงเข้ายึดเมืองลักเนาว์ หลังจากยุติสงคราม ซากปรักหักพังของอาคารได้กลายเป็นศูนย์กลางการทัศนาจรของชาวบริติช[31] และได้มีนโยบายให้รื้อสิ่งกำบังและอาคารต่างๆ เพื่อเปิดทางให้กองทัพยกพลเข้ามาได้อย่างสะดวกในช่วงดังกล่าวการรื้อทำลายสิ่งก่อสร้างยังคงดำเนินการอยู่[32]

การซ้อมรบที่บริติชตั้งใจให้เห็น

คณะของรัชกาลที่ 5 ยังมีโอกาสได้ชมการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เมืองเดลี ขณะนั้นที่ยุโรป มีสถานการณ์สงครามที่เพิ่งจบลงระหว่างปรัสเซีย (ต่อมาคือเยอรมนี) กับ ฝรั่งเศสเมื่อปี 1870-1871 ด้วยชัยชนะของฝ่ายแรก ทำให้ปรัสเซียได้กลายเป็นต้นแบบของยุทธวิธีการทหารที่นำสมัยอยู่ในขณะนั้น ในห้องรับแขกรัฐบุรุษสยามที่กรุงเทพฯ ยังปรากฏภาพของนายพลฟอน มอลต์เก วีรบุรุษทางการทหารของปรัสเซียมาตั้งแต่ปี 1871-1872 ซึ่งวิธีการหนึ่งเรียกว่า ‘Krieggspiel’ หรือการประลองยุทธที่ใช้ในโรงเรียนการสงครามของปรัสเซียผ่านการใช้แผนที่และใช้ตัวหมากในการวางแผนซึ่งวิธีการดังกล่าวก็ถูกนำเข้ามายังบริติชในเวลาต่อมา[33]

เมื่ออยู่ในมือบริติช แทนที่จะใช้เบี้ยโลหะ ด้วยทรัพยากรที่มีก็ได้ใช้กองกำลังจริงๆ ของชาวบริติช กับ ชาวอินเดียเลย มีการซ้อมรบกันที่กรุงเดลี บริเวณค่ายทหารเก่าห่างจากสถานีรถไฟเดลี การรวมของกองทหารครั้งนั้นทำให้ประชาชนอินเดียหวาดหวั่น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจความหมาย และยังเข้าใจไปถึงว่าเกิดเหตุระหว่างบริติชกับผู้ครองแคว้นพื้นเมือง การซ้อมทหารยังทำให้คนพื้นเมืองทั้งราชการและไม่ใช่ต้องมีบัตรผ่านประจำตัวที่ระบุชื่อ อาชีพ และนายทหารที่พวกเขารับใช้ในเขตทหาร[34] การซ้อมรบนี้ได้ไปกระตุ้นให้คนนึกถึงการก่อกบฏในปี 1857 เพราะกองทัพได้ชุมนุมและมีปฏิบัติการใกล้กับจุดที่เกี่ยวข้องกับการรบ ไม่เพียงเท่านั้นได้มีการมอบหนังสือจำนวน 150 ชุดแก่กองทหารที่พรรณนาการบุกยึดเดลีระหว่างการปราบกบฏปี 1857 แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าเล่าเรื่องได้น่าเบื่อและเป็นเสมือนบันทึกราชการ[35]

จิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งทรงผนวช วัดเบญจมบพิตร แสดงภาพเรือจอดทอดสมออยู่ที่เมืองกัลกัตตา อินเดีย | ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก วัด : วัง (23 ตุลาคม 2563)

การซ้อมรบเกิดก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะถึงเดลีไม่กี่วัน วันที่ 24 มกราคมที่มาถึงด้วยรถไฟก็ได้รับการต้อนรับและถูกนำมายังกระโจมของอุปราชด้านหลัง ‘เดอะ ริดจ์’ สันเขาอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการซ้อมรบที่เป็นจุดเดิมที่เคยมีการปราบกบฏ[36] ว่ากันว่ารัฐบาลบริติชอินเดียมีความประสงค์เป็นอย่างยิ่งที่จะให้กษัตริย์สยามได้มีประสบการณ์ต่อการซ้อมรบนั้น “ทำให้เกิดโอกาสที่มิได้เป็นเพียงการได้เห็นการชุมนุมครั้งใหญ่ของกองทัพบริติชที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากในสนามเท่านั้น แต่ยังได้มีโอกาสเห็นการดำเนินกลยุทธและการเคลื่อนกำลังทหารโดยการใช้เครื่องมือแบบวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยอีกด้วย” [37] กำหนดการจึงจัดให้กับการดูการซ้อมรบก่อนไปเยือนโบราณสถานของพุทธศาสนา ขณะที่ยุวกษัตริย์สยามก็เดินทางไปอินเดียด้วยเครื่องแบบเต็มยศอย่างทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อีกด้วย[38]

ความรุนแรงและการลอบสังหารอุปราชชาวบริติช

เรื่องน่าเศร้าก็คือ ลอร์ดเมโย อุปราช ถูกลอบสังหารบริเวณรัฐปัญจาบ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1872[39] โดยชาวมุสลิมที่มีถิ่นฐานในอัฟกานิสถาน แถบปอร์ตแบลร์ บนเกาะในทะเลอันดามัน ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บริติชเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะมีการใช้ความรุนแรงต่อคนพื้นถิ่นอย่างน่าเกลียด เช่นที่รัฐปัญจาบเป็นเขตที่ถูกปราบปราบอย่างรุนแรง เพียงปี 1870 ปีเดียวได้มีการตัดสินประหารชีวิตนักโทษถึง 97 คน ในจำนวนนั้นมี 4 คนเป็นหญิง ขณะที่อังกฤษและเวลส์มีการตัดสินประหารชีวิตเพียง 6 รายในปีเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านั้นก็มีการลอบสังหารบุคคลสำคัญซึ่งเป็นเวลาก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะมาถึงอินเดีย จึงกล่าวได้ว่า คณะเดินทางชนชั้นนำชาวสยามได้เดินทางอยู่ภายใต้สภาพการเมืองที่ยังขัดแย้งอย่างรุนแรง

นี่จึงอาจเป็นสิ่งที่ยุวกษัตริย์ได้เรียนรู้ ในฐานะบทเรียนสำคัญจากอินเดีย ที่ไม่ใช่เป็นเพียงเดินทางไปดูงานความศิวิไลส์เท่านั้น


[1] สาคชิดอนันท สหาย, ร.5 เสด็จอินเดีย (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2546)

[2] รณชิต คูหา, กบฏชาวนา: มูลฐานจิตสำนึกในอินเดียยุคอาณานิคม, ปรีดี หงษ์สต้น, แปล (กรุงเทพฯ : อิลลูมิเนชั่น เอดิชั่นส์, 2564)

[3] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า (16)

[4] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 34-35

[5] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 53

[6] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 229

[7] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 37-39

[8] The Editors of Encyclopaedia Britannica. “Indian Mutiny”. Retrieved on 5 May 2024 from https://www.britannica.com/event/Indian-Mutiny

[9] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 223

[10] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 229

[11] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 229-230 

[12] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 231

[13] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 231

[14] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 232

[15] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 233-234

[16] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 241

[17] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 246-249

[18] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 227

[19] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 227-228

[20] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 229

[21] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 224

[22] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 223-225

[23] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 225

[24] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 228

[25] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 231

[26] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 237

[27] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 235-236 

[28] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 238

[29] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 242-243

[30] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 244

[31] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 251

[32] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 251-253

[33] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 199

[34] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 200

[35] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 211-212

[36] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 215

[37] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 218-219

[38] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 220

[39] สาคชิดอนันท สหาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า 32

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save