fbpx

มาตรฐานแบบใดในคดีรัฐธรรมนูญ

กว่าทศวรรษที่ประเทศไทยเรามี ‘ตุลาการเป็นใหญ่ในการเมือง’ นั้น เป็นยุคทองของนักกฎหมายที่เข้ามาหยิบยื่นโทษานุโทษให้แก่นักการเมืองและพรรคการเมือง มากบ้าง น้อยบ้าง รัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2540 มาจนถึง 2560 กำหนดมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค เพิกถอนสิทธิ ให้พ้นสภาพ ถอดถอน ไปจนถึงมาตรการเบา เช่น ตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับการต่างประเทศ การเงิน และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน อำนาจเหล่านี้ มาตรการเหล่านี้ ไม่ได้มีปัญหาเพียงแค่สร้างความตึงเครียดให้ระบบการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาในทางกฎหมายด้วย

ด้วยการศึกษาอบรมแบบเนติศาสตร์ไทยนั้นคุ้นชินกับกฎหมายแพ่งและอาญาเป็นหลักจนเรียกติดปากกันว่า ‘กฎหมายสี่มุมเมือง’ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในเรื่องของโทษนั้น นักกฎหมายจึงคุ้นกับกฎหมายอาญามากที่สุด

ตั้งแต่คาบแรกๆ ของวิชากฎหมายอาญา นักกฎหมายได้รับการอบรมมาว่า โทษอาญาเป็นโทษที่กระทบเนื้อตัวร่างกาย เพราะโทษอาญาคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์ จึงต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้ย้อนหลังเป็นโทษไม่ได้ และมาตรฐานการพิสูจน์ใช้มาตรฐานสูงสุดคือ พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยอันมีเหตุผล (proven beyond reasonable doubt)

ศาลไทยคงมาตรฐานสูงนี้ไว้ตลอดในคดีอาญา นี่เป็นส่วนหนึ่งของที่มาของความน่าเชื่อถือของศาลไทย

น่าเสียดายที่มาตรฐานนี้ไม่เคยถูกใช้ในคดีรัฐธรรมนูญ

ร่องรอยความละเลยมาตรฐานนี้อาจเริ่มเห็นได้จากคดียุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 กับคำถามสำคัญว่า มาตรการตัดสิทธิการเมืองผู้บริหารพรรคการเมืองนั้น สามารถนำมาใช้ย้อนหลังได้หรือไม่ ซึ่งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่า ในเมื่อมาตรการตัดสิทธิการเมืองไม่ใช่โทษอาญา จึงสามารถใช้ย้อนหลังได้ จึงตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน

ในระบอบประชาธิปไตย การตัดสิทธิการเมืองเท่ากับพรากโอกาสที่คนผู้นั้นจะมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองไป เหตุใดจึงได้รับความคุ้มกันที่ต่ำไปกว่าโทษปรับ ซึ่งกระทบเพียงทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคล

แต่ปัญหาที่ใหญ่ไปกว่านั้นอยู่ที่การออกแบบระบบศาลคู่ เมื่อประเทศไทยมีศาลที่แยกเป็นเอกเทศกันสามศาล คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลยุติธรรม ในขณะที่ศาลยุติธรรมสามารถตอบได้ว่าใช้มาตรการพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในคดีอาญา คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรฐานใดเล่าในการลงโทษนักการเมือง เช่น การยุบพรรค การตัดสิทธิการเมือง

บ่อยครั้งจะเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติลงโทษ เช่น ยุบพรรคไทยรักไทย หรือประกาศว่ารัฐบาลไม่ได้ทำตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญในการทำหนังสือสัญญาแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งเนื่องจากโยกย้ายข้าราชการโดยมิชอบ คดีเหล่านี้นำไปสู่คดีอาญาต่อ แต่ก็ยกฟ้องทุกคดีเนื่องจากศาลยุติธรรมเห็นว่าไม่มีหลักฐานมากพอจะเอาผิดได้

ความไม่ลงรอยตรงนี้เหมือนจะเล็กน้อย แต่หากคิดให้ดี ผลของคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญคือการล้มรัฐบาล เปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศ กระทบประชาชนนับสิบๆ ล้านคน แต่กลับมีมาตรฐานการพิสูจน์ที่ไม่น่าจะสูงเท่าศาลยุติธรรม บ่อยครั้งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตรงข้ามกับพยานหลักฐาน โดยอ้างลอยๆ ว่า เชื่อได้ว่าหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ เชื่อได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอีกอย่างไม่ตรงตามอ้าง ทั้งหมดนี้กระทำได้เพียงเพราะวิธีคิดที่ว่าโทษทางรัฐธรรมนูญไม่สูงเท่าโทษอาญา

ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาของศาลคนละศาลที่ใช้มาตรฐานคนละมาตรฐานและอาจจะพยานหลักฐานคนละชุดในข้อเท็จจริงเดียวกัน กระทั่งในศาลเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยตัดสินว่า กฎหมายที่สันนิษฐานให้ผู้แทนนิติบุคคลรับผิดในการกระทำของนิติบุคคลจนกว่าจะพิสูจน์หักล้างได้เป็นอื่นนั้น ขัดหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ศาลเดียวกันยอมรับหลักการที่ว่า หากผู้สมัคร สส. ทำผิด ให้ถือว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นและนำไปสู่การยุบพรรค ยอมรับว่าในคดีรัฐธรรมนูญสามารถใช้ ‘ยาแรง’ ได้ด้วยการลงโทษรวมหมู่ทุกคน

ย้อนกลับมาที่การยุบพรรคอีกที การยุบพรรคพ่วงมาด้วยการตัดสิทธิการเมือง ในมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไม่กำหนดว่าเพิกถอนสิทธิกี่ปี บอกเพียงแค่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และมาตรา 94 ให้จำกัดสิทธิในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นเวลา 10 ปี

ถ้าเขียนกฎหมายให้มีโทษอาญาโดยไม่ระบุระวางโทษ นักนิติศาสตร์คงลุกเป็นไฟ ครูอาจารย์กฎหมายออกมาวิจารณ์กันเต็มไปหมดว่าเขียนเช่นนั้นได้อย่างไร เช่น ให้ติดคุกแต่ไม่เขียนว่าติดไม่เกินกี่ปีกี่เดือน แต่พอเป็นมาตรฐานของรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครเดือดร้อน

ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นผู้เข้ามากำหนดตามชอบของตนเองว่าควรกำหนดกี่ปี ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากกำหนดว่ามีโทษ แต่ไม่ระบุโทษให้ชัดเจน คำถามคือควรจะใช้โทษนั้นหรือไม่

ตุลาการบางท่านไปไกลถึงขนาดเห็นว่า หากระบุว่าเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ระบุเวลาก็ควรตีความว่าเพิกถอนตลอดชีวิตด้วยซ้ำ

ความไม่ใส่ใจในการจัดวางความคิดเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของคดีรัฐธรรมนูญในระบบกฎหมาย ทำให้ตุลาการนั้นสามารถหลีกเลี่ยงมาตรฐานอันสูงของคดีอาญา มาใช้มาตรฐานอันคลุมเครือของรัฐธรรมนูญและคดีจริยธรรมในการลงโทษเอาผิดนักการเมืองได้ คดีเหล่านี้มีโทษรุนแรง มีผลกระทบต่อบ้านเมือง แต่มีมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกร้องในคดีที่ต่ำกว่าธรรมดามากทีเดียว

MOST READ

Law

25 Aug 2022

กฎหมายยาเสพติดใหม่: 8 เดือนของการบังคับใช้ในภาวะที่ยังไร้กฎหมายลูก กับ ภูวิชชชญา เหลืองธีรกุล

101 คุยกับอัยการ ภูวิชชชญา เหลืองธีรกุล ถึงประโยชน์และช่องว่างที่พบในการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา

วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

25 Aug 2022

Law

20 Aug 2023

“ยิ่งจริง ยิ่งไม่หมิ่นประมาท”: ความผิดฐานหมิ่นประมาทกฎหมายเยอรมัน

ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของกฎหมายหมิ่นประมาทไทย และยกตัวอย่างกฎหมายหมิ่นประมาทเยอรมันเป็นแนวทางหนึ่งในการปรับปรุงกฎหมายต่อไป

ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ

20 Aug 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save