fbpx

‘รวบรวม (ข้อมูล) – ร่วมมือ – เสริมพลัง’ กุญแจสำคัญปรับเปลี่ยนอาชีวศึกษาไทย

เมื่อพูดถึงปัญหาสำคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘การว่างงาน’ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เพิ่งจบออกมาจากรั้วสถาบันการศึกษาหมาดๆ ชนิดที่หลายคนชอบเปรียบเปรยว่าต้องเดินหางานกันจนส้นรองเท้าสึกไปข้างหนึ่ง ยิ่งเมื่อโควิด-19 เข้ามา ตลาดแรงงานก็ถูกคลื่นโรคระบาดสาดซัดจนแทบทรุด ดังที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า อัตราการว่างงานของไทยในไตรมาสแรกของปีนี้คิดเป็นร้อยละ 1.96 (จำนวน 7.6 แสนคน)

ทว่าการมีคนว่างงาน ‘ไม่เท่ากับ’ การที่ตลาดแรงงานไม่มีตำแหน่งว่าง เพราะขณะที่คนจำนวนหนึ่งต้องว่างงานหรือยังหางานทำไม่ได้ ฝั่งนายจ้าง โดยเฉพาะในบางภาคธุรกิจ กลับต้องประสบปัญหาขาดแคลนคนทำงานเช่นกัน ซึ่งภาคธุรกิจที่ประสบปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะฝีมือ (skilled labour) ทั้งสิ้น

ถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นคือตลาดแรงงานยังต้องการคนที่จบการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาจำนวนมาก เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าอาชีวศึกษาจะเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะฝีมือในด้านต่างๆ ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานและเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนไทยจะยังไม่ได้ผลิตบุคลากรที่เรียนและฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษาอย่างเพียงพอ การเรียนอาชีวศึกษาจึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของตลาดแรงงานที่หลุดหายไปจากระบบของไทย

ในช่วงที่ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจต้องเจอพิษโควิด-19 อย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งประเด็นอาชีวศึกษาเริ่มถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง 101 ชวนคุณสำรวจสถานการณ์และสภาพปัญหาในตลาดแรงงานไทย พร้อมด้วยวิธีปรับเปลี่ยนการเรียนและการอบรมเชิงเทคนิคอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทยมากขึ้น ผ่านรายงานในหัวข้อ Aligning vocational education and training with labour market needs in Thailand จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)


‘อาชีวศึกษา’ ฟันเฟืองสำคัญที่หายไปจากระบบตลาดแรงงานไทย


หากจะคลี่ปัญหา ‘มีงาน แต่ไม่มีแรงงาน’ ออกมาให้เห็นชัดเจน เราอาจจะต้องเริ่มที่ประเด็น 2 ข้อใหญ่ด้วยกัน

ข้อแรก เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไทยไม่ได้ผลิตผู้เรียนด้านอาชีวศึกษาออกมาอย่างเพียงพอ กล่าวคือเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว เด็กไทยจำนวนมากหันไปเรียนต่อในสายสามัญเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งเราทราบกันดีว่าการเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นการเรียนทฤษฎีมากกว่าการสอนทักษะเฉพาะหรือให้ลงมือปฏิบัติในหน้างานจริง จึงนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีทักษะอย่างที่นายจ้างต้องการ

เรื่องนี้สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2014 โดย Economic Intelligence Centre ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ทำการสำรวจธุรกิจ 222 แห่ง ใน 6 ภาคส่วน พบว่านายจ้างเกินครึ่ง (53%) ไม่สามารถหาคนมาทำงานได้ภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจภาคบริการ อาหารและเครื่องดื่ม หรือภาคการก่อสร้าง ขณะที่ในปี 2019 สถิติจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แสดงให้เห็นว่า สาขาที่ไทยขาดแคลนแรงงานมากที่สุดสาขาหนึ่งคือ สาขางานที่เกี่ยวกับดิจิทัล ซึ่งตลาดยังต้องการกลุ่มแรงงานกึ่งมีทักษะ (semi-skilled worker) ที่คอยช่วยสนับสนุนและบำรุงระบบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ อีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ เรื่องดิจิทัลเป็นประเด็นที่ชวนกังวลไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากจะมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานแล้ว เราต้องไม่ลืมว่าโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเรียกร้องทักษะทางดิจิทัลมากขึ้น และจากที่เราเคยคิดว่า ‘มนุษย์’ คือคู่แข่งในตลาดแรงงาน ตอนนี้เราอาจจะต้องหันไปพิจารณา ‘หุ่นยนต์’ ที่เริ่มเข้ามาทดแทนคนในหลายๆ งาน ดังที่ ILO ประมาณการว่างานประมาณ 44% ในไทยมีโอกาสจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ (ซึ่งอัตราดังกล่าวอาจสูงถึง 70% ในเวียดนาม)

ดังนั้น นอกจากเรื่องแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลโดยเฉพาะซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่ ทักษะการใช้และความรู้ด้านดิจิทัลของแรงงานทั่วไปก็เป็นอีกประเด็นที่ชวนกังวลไม่แพ้กัน

นี่จึงนำมาสู่ข้อที่สอง คือ คุณภาพของการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการเรียนการสอนอาชีวศึกษา ที่อาจไม่สามารถผลิตผู้เรียนที่มีทักษะเพียงพอหรือผลิตผู้เรียนที่มีทักษะตรงตามความต้องการและตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ ดังที่จะเห็นว่าปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานไทยคือ เรามีทั้งแรงงานที่มีคุณสมบัติสูงกว่าที่งานนั้นต้องการ (over qualification) โดยเฉพาะในกลุ่มงานขายและงานบริการ และอุตสาหกรรมค้าส่ง-ค้าปลีก ในทางกลับกัน งานประเภทการจัดการ งานเสมียน หรืองานเทคนิค ก็เป็นกลุ่มงานที่พบกับปัญหาแรงงานไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ (under qualification) เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นปัญหามีคุณสมบัติสูงเกินไปหรือมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ ภาพที่สะท้อนออกมาคือนายจ้างได้คนที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามความต้องการ ขณะที่แรงงานก็กำลังทำงานที่ไม่แมตช์กับทักษะที่ตนมี และถ้าจะมองภาพกว้างกว่านั้นคือนายจ้างไม่สามารถหาคนที่มีทักษะในงานนั้นๆ มาทำงานตั้งแต่ต้นเสียด้วยซ้ำ ปัญหานี้จึงไม่สามารถถูกแก้ด้วยการส่งเสริมให้เด็กเรียนอาชีวศึกษามากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไปถึงการปรับและเปลี่ยนระบบการเรียนและการฝึกอบรมเชิงเทคนิค เพื่อผลิตบุคลากรอาชีวศึกษาเข้าสู่ระบบมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนที่จบมามีคุณภาพ ตอบรับความต้องการของตลาดแรงงานได้


4 แนวทางปรับเปลี่ยนอาชีวศึกษา ฝ่าทางตันตลาดแรงงานไทย


เมื่อพูดถึงการเพิ่มศักยภาพและปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนอาชีวศึกษาในไทยให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น รายงานของ OECD ข้างต้นได้ให้ข้อเสนอที่น่าสนใจไว้ 4 ข้อ ดังนี้:

ข้อเสนอแรกคือ การรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็น เพื่อช่วยออกแบบนโยบายการเรียนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย และผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดได้

ความน่าสนใจของวิธีนี้คือ การรวบรวมข้อมูลอาจช่วยให้เรายิงปืนนัดเดียวแต่ได้นก ‘สาม’ ตัว นกตัวแรกคือข้อมูลที่ได้มาสามารถช่วยออกแบบการเรียนการสอนและการอบรมเชิงเทคนิค นกตัวที่สองคือการที่ภาครัฐสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ออกแบบนโยบายการย้ายถิ่น (migration policy) รวมถึงออกแบบเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวได้ และนกตัวสุดท้ายคือภาคแรงงาน ซึ่งสามารถนำข้อมูลที่ได้มาใช้ผลักดันให้รัฐออกนโยบายการจ้างงานหรือการศึกษา รวมถึงพัฒนาโครงการฝึกฝนทักษะที่ตอบสนองตลาดแรงงานได้ในอีกทางหนึ่ง

เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ในไทย จะพบว่าเรายังไม่มีการวิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นสำหรับแรงงานแบบต่อเนื่องและเป็นองค์รวมเท่าใดนัก เพราะการวิเคราะห์ที่ผ่านๆ มามักทำในลักษณะเฉพาะภูมิภาคหรือเฉพาะภาคส่วนมากกว่า เช่น การวิเคราะห์การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (new s-curve) หรือการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) นี่อาจจะถึงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องหันกลับมารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้แบบเป็นองค์รวมและจริงจัง รวมถึงมีการแบ่งปันข้อมูลเพื่อช่วยออกแบบนโยบายที่จำเป็นในการปรับปรุงคุณภาพอาชีวศึกษาไทย

ข้อเสนอที่สอง คือ การรวมเอาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาร่วมออกแบบ รวมถึงร่วมจัดการเรียนการสอนและอบรมอาชีวศึกษา เพราะถ้าพูดให้ถึงที่สุดแล้ว แม้อาชีพหนึ่งๆ อาจจะต้องการทักษะบางอย่างเพื่อประกอบอาชีพนั้นเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่จะอยู่รอดในตลาดแรงงานจะมีได้แค่ทักษะสำหรับอาชีพของตนเอง พวกเขายังจำเป็นต้องมีทักษะอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย และผู้ที่จะตอบได้ว่าแรงงานควรมีทักษะอะไรบ้าง ก็คือผู้ว่าจ้างหรือคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในหลายๆ ประเทศรวมถึงไทยยังต้องเจอปัญหาที่ว่าตัวแสดงในตลาดแรงงานไม่ค่อยร่วมมือกัน หรือหลายๆ หน่วยงานยังทำงานแบบแยกส่วนโดยมีโครงการฝึกอบรมแบบของใครของมันอยู่ ทำให้การเรียนการสอนอาชีวศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ทักษะหลากหลายที่ว่ามาข้างต้น

นี่จึงนำมาสู่ข้อเสนอที่สาม คือ การอำนวยความสะดวกให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนและอบรมในระดับอาชีวศึกษา ถ้าพูดให้ง่ายที่สุดคือทลายความเป็น ‘ไซโล’ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ และทบทวนกลไกให้เอื้อต่อการมีส่วนร่วมนี้ พร้อมกับเปิดโอกาสให้นายจ้างจากธุรกิจขนาดเล็กหรือภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีภาครัฐหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคอยให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า ถ้าระบบอาชีวศึกษาถูกออกแบบและประเมินโดยอยู่บนฐานความต้องการของนายจ้างเป็นหลัก ก็อาจจะนำไปสู่การที่นายจ้างต้องการทักษะที่แคบมากๆ และอยู่ในกลุ่มอาชีพเฉพาะ หรือต้องการทักษะที่มีไว้ทำงานคุณภาพต่ำ หรืออาจเป็นได้แม้กระทั่งว่านายจ้างต้องการแรงงานจำนวนมากที่มีทักษะแบบเดียวกัน เพื่อจะได้เกิดภาวะแรงงานล้นตลาดและทำให้นายจ้างสามารถกดค่าแรงได้

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งช่วยตอบคำถามว่า ทำไมเราต้องเปิดพื้นที่ให้ทั้งนายจ้างและสหภาพแรงงานเข้ามามีบทบาท เพราะสหภาพแรงงานสามารถเข้ามาช่วยสร้างสมดุล เป็นปากเป็นเสียงแทนแรงงานทั้งหลายไม่ให้ระบบถูกออกแบบโดยขึ้นกับความต้องการของนายจ้างจนเกินไป และเมื่อมองในภาพรวมแล้ว ยิ่งรัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับฟังข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้การออกแบบการเรียนการสอนและการอบรมสายวิชาชีพเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ตอบโจทย์ทั้งฝั่งนายจ้าง ฝั่งแรงงาน และสามารถดึงดูดผู้เรียนได้ในเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ เราต้องอย่าลืมด้วยว่า ไม่มีนโยบายใดที่ถูกออกแบบมาครั้งเดียวแล้วสามารถนำไปปรับใช้กับทุกพื้นที่ได้ เพราะแต่ละภาคหรือท้องถิ่นย่อมมีความต้องการเฉพาะเป็นของตนเอง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรรับฟังเสียงของหุ้นส่วนทางสังคมในระดับย่อยๆ หรือแม้แต่ความเห็นจากแต่ละสถาบันการศึกษาเพื่อประกอบเป็นการออกนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจและอาจจะนำมาประยุกต์ใช้ได้บ้างคือในเดนมาร์ก ซึ่งสถาบันอาชีวศึกษาทุกแห่งต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการจัดการฝึกอบรมในระดับท้องถิ่นอย่างน้อย 1 คณะกรรมการ (ประกอบไปด้วยตัวแทนจากภาคส่วนที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับชาติ นายจ้างท้องถิ่น ไปจนถึงผู้เรียน) โดยจะทำงานกับสถาบันอาชีวศึกษาอย่างใกล้ชิดเพื่อออกแบบการเรียนให้เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่น และยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่างสถาบันกับนายจ้างท้องถิ่นอีกด้วย เมื่อมองต่อไปในระดับชาติ การมีคณะกรรมการเช่นนี้จะช่วยเป็นตัวเชื่อมระหว่างระดับท้องถิ่นกับระดับชาติ ช่วยให้คณะกรรมการระดับชาติมองเห็นภาพสถานการณ์ในท้องถิ่นได้ดีขึ้น และทำให้นโนบายของท้องถิ่นสอดประสานไปกับนโยบายในระดับชาติเช่นกัน

และ ข้อเสนอสุดท้าย คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้การเรียนรู้โดยการใช้การทำงานเป็นฐาน (work-based learning: WBL) เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนจะได้พัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งหนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมของ WBL คือการฝึกอาชีพ (apprenticeships) หรือที่บางประเทศเรียกว่าระบบคู่ขนาน (dual system) เป็นการผสมผสานกันระหว่างการเรียนรู้ในที่ทำงานจริงโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในเชิงโครงสร้าง โดยผู้เรียนจะใช้เวลามากกว่าครึ่งของการเรียนในสถานที่ทำงาน เช่น ใช้เวลา 3-4 วันในที่ทำงาน และใช้เวลา 1-2 วันอยู่ที่สถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับสถาบัน

ที่น่าสนใจคือนอกจากผู้เรียนจะได้รับประโยชน์จากการได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติงานในสถานที่จริง บางครั้งการฝึกอาชีพก็อาจเป็นโอกาสให้นายจ้างได้พิจารณาเด็กฝึกที่เข้าตา และยื่นข้อเสนอให้ได้ทำงานเป็นพนักงานเต็มตัวหลังการฝึกเสร็จสิ้นลง

เมื่อหันมามองในไทย การฝึกอาชีพหรือระบบคู่ขนานถูกกล่าวถึงอย่างเป็นทางการครั้งแรกในพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 และเป็นที่สนใจว่าระบบการเรียนอาชีวศึกษาในไทย ทั้งประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต่างเอื้อให้จัดการเรียนการสอนในระบบที่ว่ามาได้ สอดคล้องกับผลสำรวจที่ว่า นักเรียนอาชีวศึกษาไทยเริ่มหันมาเรียนในระบบคู่ขนานมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนโดยการยกเว้นภาษีทั้งหมดกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกอาชีพด้วย

อย่างไรก็ดี ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ด้วยความที่การเรียนในระบบนี้จะต้องอิงอยู่กับความอุปถัมภ์ของฝั่งนายจ้าง ทำให้นายจ้างย่อมคาดหวังแรงงานที่มีคุณภาพสูงตามไปด้วย เพราะถ้าแรงงานไม่มีคุณภาพตามที่ต้องการ นายจ้างก็อาจจะหันไปหาผู้เรียนที่จบจากสถาบันหรือแม้กระทั่งบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษามากกว่า ทาง OECD จึงให้คำแนะนำเกี่ยวระบบคู่ขนานไว้ว่า การออกแบบระบบการฝึกอาชีพ รวมไปถึงการดำเนินการต่างๆ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อออกแบบระบบที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้จริง เป็นระบบที่มีศักยภาพ และมอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้เรียนได้ เพื่อทำให้ระบบการฝึกอาชีพมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการทั้งของนายจ้างและลูกจ้าง

แน่นอนว่าในโลกนี้ไม่มีกระสุนเงินที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ทว่าข้อเสนอแนะข้างต้นของ OECD ก็ถือเป็นประโยชน์และอาจเป็นก้าวแรกที่จะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปรับการเรียนและการฝึกอบรมอาชีวศึกษาในไทย เพื่อที่การเรียนการสอนอาชีวศึกษาในไทยจะได้รับการพัฒนาให้ทัดเทียมกับสากล ดึงดูดเด็กเก่งที่มีทักษะในสายวิชาชีพเข้ามาเรียนอาชีวศึกษา เป็นฟันเฟืองสำคัญของตลาดแรงงานไทย และสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ไปพร้อมกัน



ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save