fbpx

ทำไมอาจารย์มหาวิทยาลัยกลายเป็นพวก ‘อิกนอร์’

ขณะที่สังคมไทยกำลังอยู่ในห้วงเวลาที่ยุ่งยากเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่มุมทางการเมือง เศรษฐกิจ ความปลอดภัยด้านสุขภาพ จนทำให้เกิดการเรียกร้องเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม แม้กระทั่งดารานักแสดงก็ยังถูก ‘คอลเอาต์’ แต่สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยดูราวกลับจะไม่ค่อยปรากฏกระแสเสียงเรียกร้องให้ออกมาเกิดขึ้นมากเท่าไหร่

มีอาจารย์จำนวนหนึ่งที่เป็น ‘ขาประจำ’ ต่อการแสดงความเห็นในแง่มุมต่างๆ รวมถึงการมีบทบาทในหลากหลายด้าน จนอาจทำให้เกิดความรู้สึกในสาธารณชนว่าผู้คนในแวดวงที่ประกอบอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มที่พอจะรู้ร้อนรู้หนาวกับความเป็นไปของบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับจำนวนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั่วทั้งประเทศประมาณ 50,000 คน (มหาวิทยาลัยของรัฐประมาณ 4,800 มหาวิทยาลัยในกำกับ 32,000 และมหาวิทยาลัยราชภัฎ 14,000) ต้องนับว่าบรรดาขาประจำเหล่านี้ซึ่งอาจมีในหลักร้อยคนถือเป็นจำนวนขี้ประติ๋วมาก

ถ้าจะพูดแบบไม่ต้องเกรงอกเกรงใจบรรดาคนรู้จักหรือเพื่อนร่วมอาชีพที่ต้องเห็นหน้าค่าตากันอยู่ ผมอยากจะบอกว่าบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่แหละคือพวก ‘อิกนอร์’ (ignorant) กลุ่มใหญ่เบ้อเร้อเลย (หากอธิบายให้ยาวมากขึ้นก็หมายถึงกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มีความรู้สึกรู้สากับความเป็นไปของผู้คนหรือสังคมที่ตนเองมีชีวิตอยู่ จะมีความขัดแย้งรุนแรงแบบถึงแก่ชีวิต จะมีความวิบัติทางเศรษฐกิจ ฯลฯ แต่พวกอิกนอร์ก็จะยังคงมีชีวิตได้อย่างสบายต่อไป แม้อาจจะพอรับรู้สถานการณ์ต่างๆ แต่ก็ไม่ได้มี ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ในเรื่องราวเหล่านั้น)

ประเด็นที่ต้องการเขียนถึงในที่นี้ไม่ได้มีความต้องการที่จะเรียกร้องบรรดาอาจารย์ให้ออกมามีบทบาททางสังคม รวมทั้งไม่ได้มีความหมายว่าคนที่แสดงบทบาทในทางสาธารณชนนั้นมีอุดมการณ์อันสูงส่งหรือสถานะอันน่าเคารพนับถือมากกว่า เพียงแต่อยากทำความเข้าใจว่าเป็นเพราะอะไรคนกลุ่มนี้จึงมีท่าทีที่ค่อนข้างสงบเงียบต่อความเป็นไปในบ้านเมือง แม้ห้วงเวลาที่กำลังก้าวย่างไปอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง

ที่อยากทำความเข้าใจก็เพราะว่าโดยทั่วไปบุคคลที่อยู่ในสถานะของการเป็นอาจารย์มักถูกคาดหมายว่าคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นผู้รู้ ผู้ที่ตระหนักถึงปัญหา รวมทั้งเป็นผู้ที่มีเวลากับการขบคิดไตร่ตรองกับประเด็นความขัดแย้งมากกว่าคนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ดังนั้น ความนิ่งเงียบของบรรดาผู้รู้ต่อความทุกข์ร้อนของสังคมจึงเป็นสิ่งที่น่าทำความเข้าใจไม่น้อย

ในเบื้องต้น พึงตระหนักว่าตำแหน่งงานอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงต้องการคุณวุฒิในระดับสูงอย่างเดียว หากยังต้องสำเร็จจากสถาบันที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกประเทศ การเข้าศึกษาในสถาบันเช่นว่าก็ล้วนแต่ต้องการต้นทุนทางสังคมซึ่งเฉพาะคนบางกลุ่มเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางขึ้นไปที่สามารถเข้าถึง เอาแค่ความสามารถทางด้านภาษาต่างประเทศ ชนชั้นกลางที่สามารถส่งลูกไปเทกคอร์สในต่างประเทศช่วงปิดเทอม ถ้าไม่ได้กะโหลกหนามากจนเกินไปนักก็ย่อมมีทักษะที่สูงกว่าบรรดานักเรียนมัธยมจากโรงเรียนห้วยข้าวต้มวิทยาเป็นแน่แท้

ลองไล่ดูถึงภูมิหลังอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากก็ล้วนแล้วแต่จบการศึกษาจากโรงเรียนดังในประเทศไทย ก่อนจะสามารถไปเรียนต่อในต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยทุนส่วนตัวหรือถ้ายิ่งเป็นทุนของรัฐบาลก็ยิ่งดี เพราะจะยิ่งการันตีว่าอั๊วได้ผ่านการแข่งขันกับบรรดาหัวกะทิจำนวนไม่น้อย การได้รับทุนคือเครื่องยืนยันว่าหัวสมองของตนเองสูงส่งกว่าคนอื่นโดยธรรมชาติ

ด้วยการประสบความสำเร็จในการศึกษาจึงมีแนวโน้มทำให้คนกลุ่มนี้เข้าใจว่าความสำเร็จของตนมาจากความเก่งกล้าสามารถเชิง ‘ปัจเจก’ โดยแท้ คนที่ไม่สามารถก้าวหน้าเช่นตนเองก็คือคนที่มีสติปัญญาต่ำกว่า

ในด้านของการประกอบอาชีพ แม้ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะไม่ได้มีสถานะเป็นข้าราชการเฉกเช่นเดิม โดยมีความแตกต่างด้านสวัสดิการบางด้าน เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญ แต่ก็ต้องถือว่าสถานะของอาจารย์มหาวิทยาลัยยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าข้าราชการโดยทั่วไปอยู่ไม่น้อย (อันนี้ขอหมายความถึงเฉพาะบุคคลที่ได้รับการบรรจุให้เป็นอาจารย์ประจำแล้วเท่านั้น เพราะมีจำนวนไม่น้อยที่ยังคงอยู่ในสถานะของการเป็นอาจารย์ชั่วคราวแบบต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะบางประการที่แตกต่างออกไปอย่างสำคัญ)

และโดยที่ยังคงได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐจึงเป็นผลให้ตราบเท่าที่สภาวะทางด้านงบประมาณยังไม่เผชิญกับวิกฤตด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่นเดียวกันกับหลายหน่วยงานรัฐ บุคลากรในมหาวิทยาลัยจะอยู่ในส่วนที่ห่างไกลจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัยยังคงมีความมั่นคงในเงินเดือนและผลตอบแทนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น แม้ผู้คนร่วมสังคมจะต้องตกงาน หยุดงาน ไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังได้รับเงินเดือนตามปกติ ขณะที่การเรียนการสอนก็อาจปรับไปสู่ระบบออนไลน์ซึ่งอาจมีความวุ่นวายอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ก่อให้เกิดความยากลำบากมากมายประการใด

รวมไปถึงการแสวงหาความเจริญก้าวหน้าในทางอาชีพก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ การประชุมสัมมนาผ่านระบบออนไลน์ที่ดูราวกับจะมีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอก็คือ how to ขอตำแหน่งวิชาการให้ประสบความสำเร็จหรือหัวข้อใกล้เคียงประมาณนี้ ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดว่าประเด็นที่จะสามารถสร้างกระแสให้เกิดการ ‘ลุกฮือ’ ได้ง่ายที่สุดก็คือ การเพิ่มความยากลำบากในการขอตำแหน่งวิชาการให้สูงขึ้น

นี่เป็นประเด็นที่อาจารย์มหาวิทยาลัยซีเรียสมากกว่าประเด็นอื่นใด

ถึงจะไม่ใช่ข้าราชการระดับสูงหรือเป็นหน่วยงานที่รัฐให้ความสำคัญในระดับแนวหน้าเหมือนฝ่ายขุนศึกและตุลาการ แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ตามหลังมาอยู่ไม่ห่าง พร้อมกันกับเสียงที่อาจดังกว่าคนกลุ่มอื่นในทางสาธารณะทำให้ผู้มีอำนาจรัฐก็ต้องเกรงอกเกรงใจอยู่ไม่น้อย

ด้วยภูมิหลังและสังคมที่แวดล้อมอยู่ ทำให้พวกเขาเหล่าผู้มีความรู้จึงดำรงอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลไปจากโลกของประชาชนในสังคม ความรู้สึกร้อนหนาวจึงมีความแตกต่างจากประชาชนที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตในขณะนี้

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะดำรงอยู่โดยไม่สัมพันธ์กับเงื่อนปัจจัยทางการเมือง การออกมาเข้าร่วมกับขบวนการนกหวีดก่อนการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2557 คือรูปธรรมที่แสดงให้เห็นว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยก็อยู่ภายใต้อุดมการณ์ชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน เมื่ออุดมการณ์หลักแบบจารีตที่ครอบงำจิตวิญญาณได้ถูกท้าทายจากการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดง คนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะตอบโต้อย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ตาม การพังทลายของเสาหลักแห่งอุดมการณ์จารีตทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์ที่เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ยิ่งถอยห่างจากอุดมการณ์แบบเก่ามากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวในห้วงเวลาของการเป่านกหวีดซึ่งเห็นความเหลวแหลกที่แสดงอยู่ต่อหน้าในปัจจุบัน จำนวนหนึ่งก็เลือกจะดำรงตนแบบอิกนอร์ไป กลายเป็นกลุ่มที่ ‘ไม่สนใจการเมือง’ อีกแล้ว

ทั้งหมดนี้เพื่ออยากให้เกิดความเข้าใจว่าเอาเข้าจริงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าผู้คนกลุ่มอื่นๆ อาจแตกต่างไปบ้างตรงความรู้เฉพาะด้านเฉพาะสาขาที่ได้ร่ำเรียนหรือศึกษา แต่ในด้านของอุดมการณ์ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคมแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็คืออีกกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ควรพึงคาดหวังอะไรมากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเด็นของส่วนรวม

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save