‘เมื่อเวลามาถึง’ คอลัมน์ของ ธิติ มีแต้ม ที่หยิบแง่มุมของบทเพลงและเรื่องราวของศิลปินมาเล่าให้ลูกวัยยังไม่ถึงขวบฟัง คู่ขนานไปกับเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว เพื่อน และสังคม ท่ามกลางตำราฮาวทูเลี้ยงเด็กที่มีอยู่จำนวนมาก ผู้เขียนคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปเราจะลืมตำราพวกนั้น แต่เพลงจะยังบรรเลงอยู่กับพวกเราตลอดไป พบกับคอลัมน์นี้กันได้ทุกวันเสาร์สิ้นเดือนพร้อมๆ กัน

ธิติ มีแต้ม เรื่อง

 

เรื่องเชยๆ เรื่องหนึ่งที่ลูกจะเข้าใจได้เองเมื่อเวลามาถึง คือ แม่กับพ่อมักเห็นไม่ค่อยตรงกันในสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ตื่นนอน ขับรถ กินข้าว ซักผ้า ฯลฯ

 

แม้แต่เรื่องลูกเองก็ยังเถียงกันไม่น้อย เช่น แม่ไม่ชอบให้พ่อแกล้งลูกด้วยการหอมฟอดใหญ่ๆ ราวกับสูดโคเคนเอสโคบา เพราะหนวดจะทำให้ลูกรำคาญ แต่พ่อว่าพ่อไม่ได้แกล้ง เพียงแต่พ่อไม่คิดจะโกนหนวดเท่านั้นเอง

ในหลายร้อยเรื่องที่เรามักเห็นไม่ตรงกัน ดันมีเรื่องหนึ่งคือเรื่องเพลงที่เราไม่อาจปฏิเสธ และหนึ่งในวงดนตรีสากลที่พ่อกับแม่ชื่นชอบเหมือนกันคือ Eagles วงรุ่นปู่ของลูก

พ่อเดาว่าวันที่ลูกโตขึ้นเป็นหนุ่มสาว สมาชิกวงแต่ละคนคงเป็นปุ๋ยไปหมดแล้ว อย่างน้อย เกล็น ฟราย มือกีตาร์และร้องนำ ก็จากไปก่อนแล้วเมื่อปี 2016

อาจแตกต่างในรายละเอียดบ้าง เช่น พ่อชอบดอน เฮนลีย์มากกว่า เพราะเสียงร้องเขาสะกดพ่อจริงๆ แถมตอนร้องยังตีกลองไปด้วย

ส่วนแม่ชอบดอน เฟลเดอร์ กับโจ วอลช์ สองมือกีตาร์โซโล่มากกว่า เฟลเดอร์นั้นแม่ชอบที่เขาดูเด๋อๆ ขณะที่วอลช์ แม่ชอบที่เขาดูเกรียนๆ

ตอนที่เกล็น ฟราย จากไปอย่างกะทันหันด้วยโรครุมเร้า ตั้งแต่ข้ออักเสบรูมาตอยด์, ลำไส้ใหญ่อักเสบ และปอดบวม ดอน เฮนลีย์ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “เป็นเรื่องไม่คาดคิด มันเร็วมากและน่าเศร้า”

“คุณคิดถึงฟรายไหม” สื่อถามเฮนลีย์ต่อ

“หลายปีที่ผ่านมาเราไม่ได้อยู่ด้วยกันมากนัก ผมก็คิดถึงเขา คิดว่าเขาคงอยู่บนดาวสักดวง” เฮนลีย์บอก

“คุณคิดว่าวงจะสามารถอยู่ต่อไปในแบบไหนได้บ้าง คุณคิดถึงมันยังไง” สื่อถามเพิ่ม

“คงไม่ใช่ตอนนี้ สำหรับตัวผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นหัวใจหลักและเป็นหัวหน้าของวง มันคงแปลกไม่น้อย ถ้าจะก้าวต่อไปแบบไม่มีเขา” เฮนลีย์บอก

 

ที่ผ่านมาพ่อกับแม่ชอบเพลง Take It Easy, Peaceful Easy Feeling, Desperado, On the Border, One of These Nights, Take It to the Limit, After the Thrill is Gone, Hotel California, The Last Resort, Wasted Time, The Sad Café, In the City ฯลฯ

แต่หลังๆ มา พอเห็นการสูญเสียบ่อยขึ้น และเป็นคนใกล้ตัวจากไปมากขึ้น เรากลับสนใจเพลง Doolin-Dalton

 

 

เสียงเมาท์ออแกนของเกล็น ฟราย เอื้อนหม่น ตามด้วยเสียงกีตาร์โปร่งบางเบา และเสียงร้องของดอน เฮนลีย์ ที่แผดก้องและเจ็บปวด

Doolin-Dalton เป็นเพลงแรกในอัลบั้ม Desperado ปี 1973 คอนเซ็ปต์อัลบั้มว่าด้วยเรื่อง outlaw ชีวิต ความตาย และแก๊งนอกรีตในสมัยปี 1890

Eagles ร่วมกันสร้างธีมอัลบั้มนี้ขึ้นจากแรงบันดาลใจที่อยากให้ตัวละครหลักเป็นพวกไม่สมบูรณ์แบบ หรือพวกแอนตี้ ฮีโร่

เบอร์นี ลีดอน มือกีตาร์ของวงยุคแรกเคยพูดว่า เกล็น ฟราย ชอบการเปรียบร็อคแอนด์โรลกับพวกนอกรีต

ฟรายให้ทุกคนช่วยกันคิดและพยายามเขียนเพลงจากคาแรคเตอร์ของคนในแก๊งดัลตัน (Dalton Gang) เพราะเขาคิดว่ามันมีความคล้ายคลึงอะไรบางอย่างอยู่ระหว่างความเป็นร็อคกับการฉีกกฎเกณฑ์ของพวกนอกรีต

ส่วนเฮนลีย์บอกว่ามันเป็นเรื่องด้านมืดของชีวิตนักดนตรี ทั้งเหล้า ยา ธุรกิจ ชื่อเสียง ความสำเร็จในวงการเพลงนั้นสาหัสรุนแรงเหมือนพวกแก๊งคาวบอยในสมัยก่อน

ประวัติของแก๊งดัลตันมีจุดเริ่มต้นที่พ่อ (ลูอิส ดัลตัน) มีอาชีพเป็นบาร์เทนเดอร์ แต่งงานกับแม่ (เอดดิลีน) และมีลูกถึง 15 คน แต่เดิมพวกเขามีชีวิตอยู่ในถิ่นพวกอินเดียแดง ปัจจุบันอยู่ในรัฐโอกลาโฮม่า หลังจากนั้นย้ายบ้านมาอยู่ที่คอฟเฟวิลล์ รัฐแคนซัส มีลูกชายคนโตชื่อแฟรงค์ ดัลตัน

แฟรงค์เข้าทำงานราชการ ทำหน้าที่ตามจับคนร้ายอยู่ไม่นาน เขาก็เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ คือ แกรท,บ็อบ และแอมเมต ก็เข้ารับราชการเหมือนพี่คนโตเช่นเดียวกัน

แต่เงื่อนไขสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้น พวกเขาไม่ได้รับค่าตอบแทนที่น่าพอใจ ทำให้พี่น้องดัลตันตัดสินใจเป็นโจรแทน

บ็อบเริ่มสังหารคนครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 19 ส่วนแกรทถูกจับข้อหาแรกจากการขโมยม้า จากนั้นบ็อบเริ่มชวนคนอื่นๆ เข้ากลุ่ม หนึ่งในนั้นคือบิล ดูลิน โจรเลื่องชื่อมือฉกาจ

โลดโผนอยู่ไม่นาน พอปี 1892 พวกเขาถูกวิสามัญหลังร่วมกันออกปล้นแบงค์ในเมืองคอฟเฟวิลล์ ระหว่างกระทำการพวกเขาใส่หนวดปลอมเพื่อพลางตัว แต่ชาวบ้านแถวนั้นจำได้ว่าพวกเขาเป็นโจร

พนักงานแบงค์พยายามถ่วงเวลาด้วยการบอกว่าตู้เซฟจะเปิดตามเวลาในอีก 10 นาที ทำให้ด้านนอกทำการเตรียมรับมือการปะทะ ชาวบ้านเปิดฉากยิงจากด้านนอกเข้าไปก่อน และแก๊งดัลตันก็ยิงสวนกลับออกมา

ระหว่างที่พวกเขาพยายามหาทางหนีเพื่อจะขึ้นหลังม้า กระสุนก็ยังสาดเข้ามาไม่หยุดยั้ง แอมเมตสามารถขึ้นหลังม้าได้สำเร็จ แต่แผลกระสุนทั่วตัวถึง 23 นัด ทั้งแขน สะโพก ซี่โครง และหลัง ก็ทำให้เขาหนีไปได้ไม่ไกล ทั้งยังโลภพยายามวนกลับมาเอาถุงเงินกว่า 20,000 ดอลล่าร์

ส่วนพวกที่เหลือไม่มีใครรอด บ็อบถูกยิงซ้ำหลายนัด แอมเมตพยุงร่างไม่ไหว เขาตกม้าสลบอยู่ข้างๆ ร่างไร้ลมหายใจของบ็อบ ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม แอมเมตยังกำถุงเงินไว้แน่น

แม้แอมเมตรอดตาย แต่เขาต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต ก่อนที่ต่อมาคุกในแคนซัสจะอภัยโทษเหลือ 14 ปี หลังจากนั้นเขาย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนีย ผันตัวมาเป็นนายหน้าค้าที่ดิน และรับงานแสดงหนัง เขาเสียชีวิตในปี 1973 ด้วยวัย 66 ปี ไล่เลี่ยกับเกล็น ฟราย ผู้ได้แรงบันดาลใจนำมาแต่งเพลง

 

พูดถึงการจากไปอย่างกะทันหัน แน่นอนนี่เป็นอีกเรื่องที่เราจะเข้าใจมันเมื่อเวลามาถึง แต่แม้เข้าใจ แม้ทำใจได้ แต่ใจก็เจ็บ

ตอนเดือนพฤษภาคม ปี 2010 เวลายังมาไม่ถึง พ่อกับแม่เพิ่งพบกันได้ไม่กี่เดือน มันเป็นช่วงเวลาที่หลายชีวิตจากไปก่อนเวลาอันควร แม้จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่มันก็เป็นไปอย่างผิดปกติ

ที่สำคัญคือมีคนไม่น้อยที่ยินดีปรีดากับการจากไปของพวกเขา พ่อไม่แน่ใจว่าวันที่ลูกโตพอ ความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะคลี่คลายบ้างหรือยัง และพ่อยิ่งไม่แน่ใจว่าเวลาจะเยียวยาใครได้

พวกเขาไม่ได้จากไปเพราะป่วย ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มีคนฆ่าพวกเขา และทั้งที่เราเห็นแต่กับตา ก็กลับทำอะไรไม่ได้ เหมือนไม่มีคนผิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ?

น้าเฌอเป็นหนึ่งในหลายชีวิตที่จากไป เขาถูกกระสุนปืนเข้าที่หัวจนล้มลงในช่วงสายของวันที่ 15 พฤษภาคม 2010

ลุงเหน่งพ่อของน้าเฌอเล่าให้ฟังว่าตอนที่น้าเฌอถูกพาไปโรงพยาบาลจากประชาชนที่ถูกไล่ยิงเช่นเดียวกัน ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าน้าเฌอไม่ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่มาเสียที่ห้องฉุกเฉิน

พ่อจำได้ มีคนถ่ายวิดีโอตอนน้าเฌอล้มลงบนพื้นได้ เขายังกลิ้งไปบนพื้นพร้อมรอยเลือดเป็นทางยาว เหมือนพยายามยื้อลมหายใจอันรวยรินของตัวเอง พ่อดูคลิปวิดีโอนี้ตอนอยู่ในงานศพย่าทวดของลูกที่นครศรีธรรมราช

ตอนที่แม่ไปหาน้าเฌอที่โรงพยาบาล แม่ของลูกพยายามออกไปหาซื้อชุดใหม่มาเปลี่ยนให้น้าเฌอ เพราะสภาพเสื้อผ้าชุดเดิมเปื้อนเลือดและฝุ่นจนมอมแมม แม่เล่าว่าเจ้าหน้าที่ห้องดับจิตเช็ดตัวและแต่งหน้าให้น้าเฌอใหม่จนราวกับน้าเฌอยิ้มได้เล็กน้อย และท่ามกลางความโกลาหล ปริมาณศพ กลิ่นเลือดคลุ้ง เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไม่เสียอารมณ์ให้เห็นสักแอะเลย

พ่อเคยบันทึกถึงน้าเฌอไว้นิดหน่อยตอนที่พวกเราไปส่งเขาที่วัด พ่อเขียนว่า ความร้อน-ระอุอยู่ในเตาเผาบนเมรุวัดละหาร ย่านบางบัวทอง ร่างไร้วิญญาณของเฌอ-สมาพันธ์ ศรีเทพ เด็กหนุ่มวัย 17 ปีอยู่ในนั้น อีกไม่นานคงเหลือเพียงเถ้ากระดูก

เฌอในวัย 13 ได้รับแรงจูงใจง่ายๆ ว่าคนเราควรเท่าเทียมกัน โดยออกไปเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีรัฐบาลไทยเริ่มเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) และนโยบายอื่นๆ อีกมากมายที่รัฐบาลเตรียมเซ็นสัญญา อันจะส่งผลให้พลเมืองชั้นล่างกลายเป็นทาส

ปีต่อมาเขามุ่งหน้าเข้าเขตพรมแดนไทย-พม่าไปเรียนรู้ผลกระทบจากนโยบายสร้างเขื่อนสาละวิน ฟัง รับรู้ และหาทางช่วยเหลือเพื่อนในพื้นที่เท่าที่พอทำได้ตามศักยภาพของเด็กค่ายอาสาฯ

ในวัย 15 เมื่อพบว่าโรงเรียนเป็นเพียงสถานกักกัน เขาก็ออกมากลางคันมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยราชดำเนินเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภาระที่เฌอเลือกรับไปคือการ์ดอาสาฯ ช่วยงานที่เต็นท์สันติอโศก

กระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม 2008 มวลชนพันธมิตรฯ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ เฌออยู่แถวหน้าขบวนพอดี เขาถูกเจ้าหน้าที่ตีด้วยกระบองจนฟันหน้าแตกบิ่น จึงกลับบ้านและกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง

ปู่ส.ศิวรักษ์ ยังเอ่ยถึงเขาว่า การจากไปของเฌอคราวนี้ แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีพื้นฐานอันปราศจากความยุติธรรม สังคมไทยในระบบที่เป็นมา มาถึงจุดอุดตันแล้ว ไม่มีทางที่จะเดินไปข้างหน้าอีกแล้ว เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอย่างจริงจัง

“เฌอเป็นเด็กรุ่นใหม่ ยังไม่ทันจะมีชื่อเสียงเกียรติคุณใดๆ ก็ต้องตายจากไปก่อน แต่ในชั่วชีวิตอันสั้นของเขานั้น แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้แสวงหา แสวงหานอกบริบทของสังคมเดิม เพราะสังคมเดิมไม่ให้อะไรกับคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาอย่างเฌอ” ปู่ส.พูดที่หน้าเมรุ โดยมีน้าเฌอนอนสงบนิ่งอยู่บนนั้น

ทุกครั้งที่พ่อกับแม่ระลึกถึงน้าเฌอ เราจะเผลอจินตนาการว่าน้าเฌอกำลังทำอะไรอยู่ เช่น อาจจะกำลังขี่รถเล่น ดื่มสังสรรค์กับเพื่อน หรืออุ้มลูกของตัวเอง เราคิดไปต่างๆ นานา แต่ภาพตอนเขาล้มลงก็จะเวียนกลับมาเหมือนเดิม

บางทีพ่อรู้สึกว่าเราถูกขังความทรงจำไว้ใช่หรือเปล่า ถ้าน้าเฌอและคนอื่นๆ ได้รับความยุติธรรม เราอาจจะถูกปลดปล่อย และสามารถระลึกถึงพวกเขาได้แม้กระทั่งว่าน้าเฌออาจกำลังเล่นกีตาร์อยู่บนดาว B612 โดยไม่ต้องวนกลับมาเจอภาพเดิมๆ

หลายครั้งที่เพลง Doolin-Dalton ดังขึ้น พ่อคิดถึงตอนน้าเฌอวิ่งหนีกองทหารที่ไล่หลังมา ร่างท้วมใหญ่ของเขาอาจทำให้วิ่งช้ากว่าประชาชนคนอื่นๆ ที่พยายามเอาตัวรอดอยู่

พ่ออยากบอกให้พวกเขารีบวิ่งกว่านี้ แต่น้าเฌอช้าและโชคร้ายเหรอ ?

if you’re fast, and if you’re lucky,You will never see that hangin’ tree.” ท่อนหนึ่งของเพลง Doolin-Dalton ค้างเติ่งอยู่นานสองนาน คล้ายแผ่นเสียงตกร่อง

เปล่าหรอก, แล้วน้าเฌอก็ไม่ได้ออกไปปล้นเหมือนแก๊งดัลตันด้วย น้าเฌอเป็นลูกชายของลุงเหน่งกับป้าแหม่ม เป็นเพื่อนของแม่กับพ่อ และผูกพันกับใครต่อใครอีกเต็มไปหมด

 

ถ้าน้าเฌอจับกีตาร์อยู่ตอนนี้ ลูกคิดว่าน้าเฌอจะเล่นเพลงอะไร

 

หมายเหตุ-ภาพด้านบนเป็นภาพจากปกหลังแผ่นเสียงอัลบั้ม Desperado ถ่ายโดย Henry Diltz

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - หัวหน้ากองบรรณาธิการ The101.world