fbpx

มายาการแห่งอัตลักษณ์: ความหลงผิดว่าด้วยอัตลักษณ์กับการแยกขั้วแยกข้างในสังคม

ในงานเสวนาสาธารณะ ‘สังคมไทยกับความขัดแย้งและการประสมประสานทางสังคม’ ที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายสันติภาพและความขัดแย้งศึกษาไทย[1] เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กีรติยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถานำในหัวข้อ ‘Bridging Troubled Waters in Polarized Societies: A Music-Inspired Analysis'[2] โดยกล่าวในตอนหนึ่งของปาฐกถาว่า ‘สังคมแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึก’ (polarized societies) นั้นมีพลวัตแตกต่างจากสังคมที่มีความขัดแย้งโดยทั่วไปอื่นๆ

ชัยวัฒน์ชี้ว่า แม้ความขัดแย้งจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมมนุษย์ทุกแห่งหนเพราะแต่ละสังคมล้วนประกอบด้วยผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทั้งในความต้องการ ความคิด-ความเชื่อ และค่านิยม แต่หากเป็นสังคมนั้นเป็นสังคมแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึกที่คนมีความคิดเห็นแตกต่างแบบคู่ตรงข้ามแทบจะในทุกเรื่อง ก็ส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหรือกลุ่มคนที่แตกต่างกันลดน้อยลงไปเรื่อยๆ กระทั่งอาจไม่หลงเหลือปฏิสัมพันธ์หรือความเคารพและมีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกันและกันอีกเลย ดังนั้นจึงง่ายต่อการใช้ความรุนแรงต่อกัน กระทั่งอาจพัฒนาไปสู่ผลลัพธ์ที่โหดร้ายถึงขั้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศรวันดาเมื่อ ค.ศ.1994

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าการแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึกในสังคมใดๆ ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หรือเป็นเช่นนั้นอย่างทันทีทันใด หากแต่มีองค์ประกอบและสัญญาณเตือนบางประการ ที่สมาชิกในสังคมอาจสามารถช่วยกันเฝ้าระวังและพยายามป้องปรามไม่ให้สังคมถลำลึกไปสู่การแยกขั้วแบ่งข้างที่ร้าวลึกยิ่งขึ้นได้

ในความเห็นของผู้เขียน องค์ประกอบและสัญญาณเตือนของการแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึกในสังคม ได้แก่ สิ่งที่ อ.ชัยวัฒน์ เรียกว่า ‘มายาการแห่งอัตลักษณ์’[3] อันหมายถึง มายาคติหรือความหลงผิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของมนุษย์เราอย่างน้อยใน 2 มิติที่เชื่อมโยงกัน ในทางหนึ่งคือมายาคติที่เชื่อว่ามนุษย์มีอัตลักษณ์ (identity) ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราแค่เพียงหนึ่งเดียว และอีกประการหนึ่งคือมายาคติที่เชื่อว่าในอัตลักษณ์ ‘ของเรา’ นั้นต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง (purity) โดยไม่อาจถูกเจือปนหรือแปดเปื้อนจากการมีปฏิสัมพันธ์หรือประสบการณ์ร่วมกับผู้คนหรือกลุ่มคนที่เรามองว่าเป็น ‘คนอื่น’ ได้

ในมิติแรก เหตุผลหนึ่งที่การแยกตัวระหว่าง ‘พวกเรา’ และ ‘พวกเขา’ เกิดขึ้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันได้ง่าย ก็เพราะมนุษย์หลงติดอยู่ในมายาคติที่เห็นว่าเราต่างมีอัตลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราแค่เพียงหนึ่งเดียว หรืออย่างน้อยก็มีอัตลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราได้อย่างชัดเจนและโดดเด่นที่สุดเพียงหนึ่งเดียวจนบดบังอัตลักษณ์อื่นๆ ที่เรามีไปเสียหมด อาทิ ใครบางคนอาจมองเห็นตนเองในฐานะสมาชิกของชุมชนศาสนาใดศาสนาหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักว่าตนมีอัตลักษณ์อื่นใดอีกหรือไม่เห็นว่าอัตลักษณ์อื่นมีความสำคัญต่อตัวตนของเธอหรือเขาเทียบเท่าการเป็น ‘ชาวพุทธ’ หรือ ‘มุสลิม’ อีกแล้ว ในทำนองเดียวกัน ใครบางคนอาจมองเห็นตนเองว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น คือเป็น ‘นักอนุรักษ์นิยม’ หรือ ‘นักประชาธิปไตย’ โดยไม่ตระหนักหรือให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง สมาชิกของสมาคมทางวิชาชีพ หรือองค์กรทางสังคมอื่นใดที่ตนมีร่วมกับคนอื่น จึงทำให้เข้าใจไปว่าตนสามารถตัดขาดและแยกตัวออกจากมนุษย์คนอื่นๆ หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่มีอัตลักษณ์ทางศาสนาหรืออุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันกับตนหรือพวกของตนได้อย่างเบ็ดเสร็จ

พูดอีกนัยหนึ่งคือ การที่ ‘อัตลักษณ์’ อันหลากหลาย (identities) ของเราถูกลดทอนให้เหลือเพียง ‘เอกลักษณ์’ (identity) เพียงหนึ่งเดียวนี้เองที่เอื้อต่อการแบ่งขั้วแยกข้างร้าวลึกในสังคมจนสามารถนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างกันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

‘มายาการแห่งอัตลักษณ์’ ในอีกมิติหนึ่งคือมายาคติหรือความหลงผิดที่เชื่อว่าอัตลักษณ์ ‘ของเรา’ นั้นต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง โดยไม่ถูกเจือปนหรือแปดเปื้อนจากการมีปฏิสัมพันธ์หรือประสบการณ์ร่วมกับผู้คนหรือกลุ่มคนที่เรามองว่าเป็น ‘คนอื่น’[4] อาทิ คนจำนวนหนึ่งมองว่า ‘ความเป็นไทย’ ที่จริงแท้ได้เพียงแค่แบบเดียวเท่านั้น ใครก็ตามที่มีความเข้าใจหรืออธิบาย ‘ความเป็นไทย’ ผิดเพี้ยนไปจากแบบแผนนี้ก็ย่อมถูกตีตราว่า ‘ไม่เป็นไทย’ หรือเป็น ‘ไทยไม่แท้’ ดังนั้นจึงมีศักดิ์ศรีหรือคุณค่าน้อยกว่า ‘ความเป็นไทยที่จริงแท้’ กระทั่งอาจสมควรจะถูกขับไล่หรือกำจัดให้พ้นไปจากชุมชนแห่งนี้เสียด้วยซ้ำ

หรือหากพิจารณาถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาวพุทธ ผู้คนจำนวนหนึ่งก็มุ่งแสวงหาความเป็น ‘พุทธแท้’ ที่ไม่อาจมีความคิด-ความเชื่อหรือประสบการณ์อื่นมาเจือปนได้ เช่น การที่พุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่งกายด้วยชุดประจำชาติของประเทศซาอุดิอาระเบีย ว่าเป็น ‘ภัยใหญ่หลวงของชาวพุทธ’[5] หรือล่าสุดที่องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพเดินทางไปยื่นหนังสือถึงกรรมการบริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เรียกร้องให้ร้านสะดวกซื้อในเครือของบริษัท “ต้องมีชั้นวางจำหน่ายสินค้าที่ไม่มีตราฮาลาล มาให้กลุ่มลูกค้าคนไทยพุทธ จีน คริสต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ”[6] ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความเข้าใจที่ว่า ‘คนอื่น’ จะเอาวิถีชีวิตแบบอื่นมาเจือปนหรือผสมปนเปกับวิถีแบบ ‘พุทธแท้’ ไม่ได้

ในทำนองเดียวกัน หากใครคนหนึ่งสมาทานตนเป็นผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งเสียแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาไปเสวนาปราศรัยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากเรา หรือแม้กระทั่งกับคนที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองมั่นคงหรือ ‘บริสุทธิ์’ เท่ากับเรา เพราะจะทำให้อุดมการณ์ของเราแปดเปื้อนได้ ดังสะท้อนให้เห็นในวาทกรรม ‘สลิ่ม เฟส 2’ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่คนจำนวนหนึ่งในปัจจุบัน

ในทางหนึ่ง มายาการแห่งอัตลักษณ์เปรียบเสมือนกำแพงอันแน่นหนาที่คอย ‘ปกป้อง’ พวกเราไว้ภายใน ช่วยให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัยและอบอุ่นท่ามกลางพวกเดียวกัน แต่ในเวลาเดียวกัน กำแพงนี้ก็ ‘กีดกัน’ คนอื่นไว้ภายนอก ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจคนอื่นจากแง่มุมของพวกเขาได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งการแบ่งเขาแบ่งเรานี้ ไม่ได้เป็นเพียง ‘กำแพงระดับสายตา’ ที่ทำให้เราไม่สามารถเห็นหรือเข้าใจคนอื่นในระดับที่เท่าเทียมกันเท่านั้น หากแต่เป็น ‘ป้อมปราการ’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูง ก่อให้เกิดความรับรู้ในหมู่พวกเราว่าเรานั้นสูงส่งหรือเหนือกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพยายามเข้าใจหรือเห็นอกเห็นใจคนอื่นเลย กระทั่งนำไปสู่ความรู้สึกดูแคลนและหวาดระแวง ทำให้การก่อความรุนแรงต่อคนที่เราเห็นว่าด้อยกว่าเรานั้นเกิดขึ้นได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน นักวิชาการจำนวนไม่น้อยต่างตั้งข้อสังเกตว่าการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอาจส่งผลทำให้บางสังคมยิ่งแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึกมากขึ้น ในที่นี้ เซเนป ตูเฟคชี (Zeynep Tufekci) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายตุรกี ระบุว่าการแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึกในสังคมไม่ได้เป็นผลมาจากความทันทีทันใดของโลกออนไลน์หรือปัญหาข่าวปลอม (fake news) เสียทีเดียว หากแต่เป็นเพราะสิ่งที่เธอเรียกว่า ระบบนิเวศ (ecosystem) ของโซเชียลมีเดีย

ตูเฟคซีอธิบายว่า “ในยุคสมัยและบริบทของโซเชียลมีเดีย การเผชิญหน้ากับความเห็นที่แตกต่างจากที่เรายึดถือนั้น ต่างออกไปจากการอ่านความเห็นเหล่านี้ในหนังสือพิมพ์หรือขณะที่เรานั่งอยู่แต่เพียงลำพังมาก เพราะการได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านความเห็นเหล่านี้จากคนที่เรามองว่าเป็น ‘ฝ่ายตรงข้าม’ ขณะที่เราอยู่ท่ามกลาง ‘กองหนุน’ หรือกลุ่มคนที่เราเห็นว่าเป็นพวกเดียวกันกับเรานั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งเชียร์ฟุตบอลในสนามขนาดใหญ่”[7] ที่เราพร้อมจะโห่ร้องไปกับกองเชียร์ฝ่ายเดียวกันเมื่อเห็นทีมของตัวเองทำประตูได้ หรือเห็นทีมของฝ่ายตรงข้ามเพลี่ยงพล้ำ อีกทั้งพร้อมจะนิ่งเงียบหากทีมที่เราเชียร์อยู่ทำผิดกติกา เพราะจะทำให้ถูกมองว่าเป็นการทรยศ ‘พวกเดียวกันเอง’ พูดอีกนัยหนึ่งคือ ในระบบนิเวศของโซเชียลมีเดียนั้น “ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันดูจะมีความสำคัญยิ่งกว่าข้อเท็จจริงว่าอะไรถูกหรือผิดเสียอีก” (belonging is stronger than facts)[8]

ในที่นี้ ผู้เขียนเห็นว่าความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันไม่เพียงสำคัญกว่าข้อเท็จจริงว่าถูกหรือผิดเท่านั้น หากในหลายกรณียังอาจสำคัญกว่าหลักการบางประการเสียด้วยซ้ำ เช่น กรณีล่าสุดที่ ‘ลุงศักดิ์’ หรือ นายวีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล ปรี่เข้าไปชกต่อย นายศรีสุวรรณ จรรยา ขณะกำลังแถลงข่าวเรื่องการร้องเรียนให้ตรวจสอบการแสดง ‘เดี่ยว 13’ ของโน๊ต อุดม แต้พานิช เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้คนใน ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ จำนวนไม่น้อยถูกอกถูกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แสดงความเห็นไปในทางสนับสนุน กระทั่งมีรายงานข่าวว่า ยอดเงินบริจาคเข้าบัญชีของนายวีรวิชญ์กว่า 6 ล้านบาท[9] ทว่าเมื่อแกนนำและผู้คนใน ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ บางคนแสดงความคิดเห็นไปในแนวทัดทานว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงเช่นนี้ กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอ หรือที่มักเรียกกันว่า ‘ทัวร์ลง’ จากคนใน ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ด้วยกันเองอย่างไม่ขาดสาย[10] ดังนั้นแล้ว การที่ใครบางคนใน ‘พวกเรา’ จะลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ทัดทานหรือวิพากษ์วิจารณ์ต่อการกระทำของพวกเดียวกันเอง กระทั่งจะหยิบยื่นมิตรไมตรีหรือแม้แต่ความเห็นอกเห็นใจไปให้ ‘ฝ่ายตรงข้าม’ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

กล่าวโดยสรุปแล้ว มายาการแห่งอัตลักษณ์ ที่ในทางหนึ่งทำให้เราเห็นว่า ‘คนอื่น’ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับตัวเราเลย อีกทั้งยังไม่ได้มีศักดิ์ศรีหรือคุณค่าทัดเทียมกับ ‘พวกเรา’ นั้น ย่อมสามารถนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อ ‘คนอี่น’ (the other) ได้ไม่ยากนัก การปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ของมายาการแห่งอัตลักษณ์ทั้ง 2 มิตินี้ จึงเป็นทั้งองค์ประกอบของสังคมแยกขั้วแบ่งข้างร้าวลึก อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนว่าสังคมดังกล่าวน่าจะกำลังถลำลึกไปสู่การแยกขั้วแบ่งข้างที่ร้าวลึกยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมในอนาคต

หากความพยายามเฝ้าเตือนตัวเองและคนใกล้ชิดไม่ให้ตกหลุมพรางของมายาการแห่งอัตลักษณ์พอจะมีความสำคัญอยู่บ้างในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ในแง่ที่จะสามารถช่วยป้องปรามไม่ให้สำคัญผิดว่าเราสามารถตัดขาดตัวเองออกจาก ‘คนอื่น’ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอัตลักษณ์ของเรานั้นบริสุทธิ์เสียจนอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันได้ง่ายๆ การระมัดระวังตัวไม่ให้หลงผิดไปกับมายาการแห่งอัตลักษณ์ก็อาจยิ่งเพิ่มความสำคัญขึ้นไปอีกอย่างยิ่งยวดในห้วงเวลาที่สังคมไทยและสังคมโลกเต็มไปด้วยรอยปริแตกร้าวลึกแห่งการแยกขั้วแบ่งข้าง ทั้งในโลกออฟไลน์และโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันอยู่ในปัจจุบัน

References
1 เครือข่ายเครือข่ายสันติภาพและความขัดแย้งศึกษาไทย เป็นความร่วมมือของนักวิชาการและสถาบันวิชาการด้านสันติศึกษา 4 สถาบัน ได้แก่ (1) โปรแกรมวิจัยสันติภาพกับความขัดแย้งศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (2) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (3) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ (4) ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมุ่งสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับความขัดแย้ง ความรุนแรงและสันติภาพในสังคมไทย
2 ปาฐกถาในภาษาอังกฤษ
3 ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,  ท้าทายทางเลือก:  ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง (ฉบับปรับปรุงใหม่) (กรุงเทพ: Protestista, 2557), 84-87. ทั้งนี้ในหนังสือเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ว่า ‘มายาการแห่งเอกลักษณ์’ หากจากการหารือกับ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เห็นว่าในปัจจุบันควรเปลี่ยนแปลงจากคำว่า ‘เอกลักษณ์’ เป็น ‘อัตลักษณ์’ เสียแทน
4 Chaiwat Satha-Anand, “Mitigating the Toxicity of Identities in Asia?” in Jolene Jerard and Amanda Huan (Eds.), Faith, Identity, Cohesion: Building a Better Future (Singapore: World Scientific Publishing, 2020).
5 “ปมดราม่า “ชัชชาติ” สวมชุดอาหรับกับกระแสตีกลับต่อพระสงฆ์” ใน บีบีซีไทย, https://www.bbc.com/thai/articles/c6pzx3p07ggo (ตีพิมพ์เมื่อ 6 กันยายน 2565), เข้าถึงเมื่อ 22 กันยายน 2565.
6 “ฮาลาลในเซเว่นอีเลฟเว่น คือ การปล้นชาติและศาสนา?” ใน บีบีซีไทย, https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/pfbid0NWkFYivb6A2czxjs5AmZHAKVWf7K8iWNGnUrEEmE4T6NNnNXJ9TbwSu91ETzceWil (ตีพิมพ์เมื่อ 20 กันยายน 2565), เข้าถึงเมื่อ 22 กันยายน 2565.
7 Zeynep Tufekci, “How social media took us from Tahrir Square to Donald Trump” in MIT Technology Review, https://www.technologyreview.com/2018/08/14/240325/how-social-media-took-us-from-tahrir-square-to-donald-trump/ (August 14, 2018) quoted in Chaiwat Satha-Anand, “Bridging Troubled Waters: Forging Cohesion in Divided Societies” in RSIS Commentary No.69 – June 22, 2022.
8 Ibid.
9 “เผยยอดบริจาคชายเสื้อแดงตบศรีสุวรรณ 6,589,841.12 บาท” ใน MGR Online (ตีพิมพ์เมื่อ 19 ตุลาคม 2565), เข้าถึงเมื่อ 19 ตุลาคม 2565.
10 ตัวอย่างจาก “พวกเราปรารถนาสังคมที่ดีกว่านี้ สังคมที่ทุกความขัดแย้งเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้กำลังต่อกัน…” ใน เฟซบุ๊คแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid044HMDhUv5ZcWAi8ZJZuwXyRjKw3kqZVoC9UMgRo85PRsvGmAagnKbytjChhkQ1y3l&id=100069244864826 (ตีพิมพ์เมื่อ 18 ตุลาคม 2565), เข้าถึงเมื่อ 19 ตุลาคม 2565, และ “ไม่ควรมีเหตุผลใดที่จะนำมาสนับสนุนความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม กรณีคุณศรีก็เช่นกัน” ใน เฟซบุ๊ก Panusaya Sithijirawattanakul, https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02f2RTpDmMPwBfsnQHQdBtL7VE1oTTra4nRpFc4QCQR9egHrss9r8pmDhoE3aUUisEl&id=100001119178464 (ตีพิมพ์เมื่อ 18 ตุลาคม 2565), เข้าถึงเมื่อ 19 ตุลาคม 2565.

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save