ในวันธรรมดาวันหนึ่ง ผมกับน้องๆ ในออฟฟิศ 101 ถือกล้องออกไปชวนผู้คนในกรุงเทพมหานครคุยเรื่องความสุข ความตั้งใจเรียบง่าย เจอใครที่เราอยากชวนคุยแล้วเขายินดีคุยด้วย เราก็จะยืนคุยกัน ใช้เวลาคนละประมาณ 5-10 นาที

 

เหมือนไม่เหนื่อย แต่เหนื่อย

เหมือนไม่หนุก แต่หนุก

 

ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการเดินคุยกับเพื่อนร่วมมหานคร ผมพบว่าทุกคนล้วนมีบางสิ่งที่น่าสนใจ เมื่อเราใส่ใจกับ ‘ชีวิต’ ของใครก็ตาม จะพบว่าทุกชีวิตมีแง่มุมและเหลี่ยมความรู้สึกที่เรานึกไม่ถึง รวมถึงชีวิตของตัวเราเอง เรื่องน่าสนใจก็คือ บางแง่มุมของชีวิต เราไม่เคยนั่งคิดกับมันจริงจัง แต่พอมีคนมาชวนคุย ความคิดในซอกหลืบก็ค่อยๆ ลอยออกมา

เพื่อนนักเขียนสาวคนหนึ่งเคยถามผมว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไร เวลาใครสักคนบอกเราว่าเขามีความสุข คำตอบของผมคือ-ผมไม่รู้หรอก แต่ผมชอบสัมผัสคำตอบที่ไม่ใช่คำพูดของเขา ท่าทาง กริยา สีหน้า แววตา สิ่งเหล่านี้บางทีตอบคำถามได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก เวลาคุยกับคน ผมชอบแววตาชนิดหนึ่ง นั่นคือแววตาที่บ่งบอกว่า-เออ ฉันเพิ่งคิดออกตอนคุณถามนี่แหละ การเดินถนนกรุงเทพฯ ครั้งนี้ทำให้ผมได้เห็นแววตาทำนองนี้หลายหน

ผมแอบสังเกตคำตอบของผู้คนที่คุยกัน ผ่านทั้งคำพูดและคำที่ไม่ได้พูด ผมพบเคล็ดลับและองค์ประกอบของความสุขหลายอย่าง (ซึ่งไม่ครบถ้วนทั้งหมดแน่นอนอยู่แล้ว) จึงลองนำมาแบ่งปันกัน เพราะผมเชื่อว่า ในความเป็นมนุษย์ เรามีความต้องการพื้นฐานไม่ต่างกันเท่าไรนักหรอก และบางข้อของบางคนอาจเป็น check list ความสุขของเราได้

องค์ประกอบของความสุขจากการคุยกับเพื่อนร่วมมหานคร มีดังต่อไปนี้

 

หนึ่ง, อิสระ

พี่ชายเข็นรถเข็นขายไก่ทอดบอกกับผมว่า เขามีความสุขดี เพราะงานที่ทำอยู่เป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องถูกใครกดขี่ เหมือนเป็นเจ้านายตัวเอง ได้น้อยได้เยอะก็ยังรู้สึกดีกับงานที่ได้ทำ สมัยทำสารคดีแท็กซี่ โชเฟอร์หลายคนก็ตอบผมแบบนี้ อิสระน่าจะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของความสุข ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่ทำงานประจำ แต่ไม่ว่าจะทำงานแบบไหน ถ้างานที่ทำสามารถมอบความรู้สึก ‘อิสระ’ ให้เราได้ เราน่าจะมีความสุขกับแปดชั่วโมงในแต่ละวัน

 

สอง, ได้แสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเป็น

น้องสองคนที่เรียนแฟชั่นตอบคำถามว่า ความสุขของพวกเขาคือการได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาผ่านการแต่งตัว อีกคนหนึ่งซึ่งตัดผมทรงกิ๊บเก๋ก็บอกว่า การได้เลือกทรงผมที่ตัวเองชอบเป็นหนึ่งในความสุข ผมเชื่อว่าการได้เป็นตัวเองอย่างเสรี การได้แสดงบุคลิก ความคิด ความเชื่อ และตัวตนในแบบที่แต่ละคนเป็น น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญกับความสุขในโลกที่เคารพความเป็นปัจเจกแบบในทุกวันนี้

 

สาม, ได้ช่วยเหลือคนอื่น

วินมอเตอร์ไซค์หนุ่มตอบว่า ความสุขคือการได้ช่วยเหลือคนอื่น พนักงานเซเว่นตอบว่า เมื่อตัวเองบริการได้ดี ลูกค้าประทับใจชมเชย นั่นคือความสุขของเธอ ผู้ช่วยทันตแพทย์ตอบว่า ความสุขคือการได้เห็นคนไข้เดินยิ้มออกไป หลังจากรักษาฟันเสร็จ เราจะรู้สึกมีคุณค่าเมื่อได้ช่วยเหลือ ได้ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี นั่นแหละ-ความสุข

 

สี่, ตั้งความคาดหวังให้พอเหมาะ

หลายคนที่เราไปคุยด้วยไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร พี่ รปภ.ที่ไซต์ก่อสร้างตอบผมว่า เขาไม่เบื่องานที่ทำอยู่ แม้ต้องนั่งในที่แคบๆ นานๆ เขากลับดีใจด้วยซ้ำที่ยังมีงานให้ทำ มีรายได้ ตกเย็นก็วิ่งออกกำลังกายในไซต์นั้น ความสุขของพี่เขาคือการพาแฟนไปกินไอศกรีมถ้วยละ 30 บาท พี่เขาชอบรสช็อกโกแลต

 

ห้า, มีความฝัน

น้องสาวชาวกัมพูชาตอบว่าความสุขของเธอคือการเดินซื้อเครื่องสำอาง เธอชอบแต่งหน้ามาก ฝันอยากมีแบรนด์ครีมทาหน้า ครีมทาผิว เป็นของตัวเอง แววตาตอนเธอพูดถึงความฝันนั้นดูมุ่งมั่นอย่างนุ่มนวล

 

หก, ความสงบ

น้องสาวคนหนึ่งตอบว่า สถานที่ที่ชอบที่สุดคือภูเขาทอง ขึ้นไปบนนั้นแล้วสงบดี เธอชอบอยู่คนเดียว มากคนก็มากความ พี่สาวอีกสองคนตอบเกี่ยวกับความสงบในจิตใจ บอกว่าความสุขคือภาวะไม่ขึ้นไม่ลง จิตใจมั่นคง กลางๆ

 

เจ็ด, สนุก

หลายคนใช้เวลาสนุกกับเพื่อน มีความสุขกับการผจญภัยในโลกกว้าง หรือเที่ยวเตร่ตามประสาหนุ่มสาว คำตอบนี้คงต้องจัดสมดุลกับความสงบ ผมเชื่อว่าชีวิตที่มีสมดุลที่ดีระหว่างความสงบกับความสนุกจะเป็นชีวิตที่ดี สงบไปก็เบื่อ สนุกไปก็เหนื่อย

 

แปด, ความสัมพันธ์ที่ดี

คำตอบนี้แทบจะเป็นสัจธรรม ทุกคนมักนึกถึงใครสักคนเมื่อพูดถึงเรื่องความสุข พ่อแม่คิดถึงลูก ลูกคิดถึงพ่อแม่ ยายคิดถึงหลาน เพื่อนคิดถึงเพื่อน แฟนคิดถึงแฟน เจ้าของคิดถึงสัตว์เลี้ยง ในเมืองใหญ่แบบนี้ หากกวาดตาไป เราจะพบคนเหงาและความเหงาเต็มไปหมด แต่ในบรรดาคนเหงาเหล่านั้น ทุกคนล้วนมีบางความสัมพันธ์ที่ทำให้เขายังคงรู้สึกดีกับชีวิตอยู่ สำหรับบางคนแล้ว ขอแค่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก เพียงเท่านี้ก็พอที่จะทำให้รู้สึกมีความสุขกับชีวิตแล้ว

 

เก้า, ง่ายๆ

หลายคนที่แค่ได้คุยสองประโยคก็สัมผัสได้แล้วว่าเขาเป็นคนอารมณ์ดี แววตาก็เบา รอยยิ้มก็เบา หัวเราะง่ายๆ ขี้เล่น คุณลุงคนหนึ่งบอกว่าความสุขของเขาคือการดูแบดมินตัน ผมถามว่ามีนักกีฬาคนโปรดไหม แกตอบว่าไม่มี ผมถามว่าเชียร์น้องเมย์ไหม เวลาน้องเมย์ชนะดีใจไหม แกบอกว่า ใครชนะก็ได้ แค่ได้นั่งดูแกก็มีความสุขแล้ว แกแถมท้ายว่า มีความสุขง่ายๆ อย่าเครียด ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่น

 

สิบ, ไม่เอาชนะ

ความทุกข์เกิดจากการเปรียบเทียบและอยากเอาชนะคนอื่น สังคมบริโภคสร้างนิสัยเปรียบเทียบให้เราโดยไม่รู้ตัว รวมถึงเทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ก็ด้วย น้องเก้าขวบคนหนึ่งตอบผมว่า ความสุขของเขาคือการเล่นเกม ผมถามว่าเล่นเกมแล้วสุขตอนไหน เล่นยังไง เขาตอบผมว่า เล่นแบบไม่ต้องชนะ ผมถามว่า อ้าว ไม่ชนะแล้วเล่นทำไม น้องตอบว่า เล่นแบบป่วนเมือง เล่นในสไตล์เรา

 

ที่เขียนมาทั้งหมดคือการสรุปแบบคร่าวๆ เท่านั้น หลายคนที่ได้ชมคลิป ‘ความสุข’ ของพวกเราชาว 101 อาจจับประเด็นที่น่าสนใจได้มากกว่าที่ผมสรุปมา ผมเชื่ออย่างที่น้องชายในคลิปตอบว่า ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขได้หรอก ความสุขของคนเราประกอบขึ้นจากอะไรหลายอย่าง และผมก็ชอบคำตอบของน้องไอซ์ ที่ตอบว่า เราไม่ต้องมีความสุขใหญ่โตอะไร แต่พยายามมองหาความสุขในแต่ละวันให้เจอ มันอาจเป็นความสุขง่ายๆ อย่างการได้เลิกงานเร็ว ได้เจอเพื่อน ได้มากินข้าวอร่อยๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ เมื่อเราชวนคุยเกี่ยวกับความสุข ทุกคนล้วนเป็นคนที่มีความสุข และความสุขบางอย่างที่ตอบกลับมาก็เป็นสิ่งที่เขาเพิ่งคิดถึงมันด้วยซ้ำ ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากเราชวนคนเดียวกันคุยเรื่องความทุกข์ เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ทุกคนล้วนทนทุกข์อยู่ด้วยกันในมหานครแห่งนี้

ในตัวคนคนหนึ่งย่อมปะปนไปด้วยสุขและทุกข์ การชวนคุยเรื่องความสุขไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เหล่านี้จะบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากความทุกข์ เพราะตัวคนชวนคุยเองก็มีทุกข์อยู่ไม่เว้นแต่ละวัน แต่การเดินทางสั้นๆ ครั้งนี้บอกกับผมว่า หากเราถามตัวเองว่า-ความสุขของวันนี้คืออะไร ความสุขของชีวิตช่วงนี้คืออะไร ความสุขของชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมามีอะไรบ้าง เราจะพบคำตอบ และคำตอบเหล่านั้นจะทำให้เรามีพลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป

เคล็ดลับความสุขอีกข้อหนึ่งก็คือ เราควรมองเห็นความสุขที่มีอยู่ในตัวเรา และเฉลิมฉลองกับมันตามสมควร ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสุขอยู่ในตัวเองและในชีวิตเสมอ เราแค่เผลอไม่มองมัน

ผมว่าการเฉลิมฉลองให้กับความสุขที่มีอยู่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ

ไม่เช่นนั้น เราจะกลายเป็นเจ้าของสวนดอกไม้ ที่พยายามเดินขึ้นภูเขาไปเด็ดดอกไม้หายากอยู่ตลอดเวลา ก็ใช่ครับ เราควรเดินขึ้นภูเขาไปหาดอกไม้สวยๆ นั่นแหละ แต่ระหว่างนั้น เราก็ไม่ควรลืมด้วยว่า ในเป้สะพายหลังของเราก็มีดอกไม้สวยๆ อยู่ในนั้น และสองข้างทางในแต่ละวันก็เช่นกัน

ดอกไม้งามบนยอดเขาก็สำคัญ แต่ดอกไม้ที่เรามีอยู่และมองเห็นอยู่ก็คือพลังเพื่อให้เราเดินต่อไปจนถึงดอกไม้งามบนยอดเขามิใช่หรือ

อยากขอบคุณเจ้าของดอกไม้ทุกดอกที่หยิบยื่นดอกไม้ให้ผมชื่นชม นี่ก็อีกหนึ่งความสุข…การแลกเปลี่ยนความสุขกัน

ความสุขของคุณล่ะครับคืออะไร

ใครยังไม่ได้ชมคลิปนี้ ขอชวนชม แล้วหาคำตอบไปด้วยกันนะครับ

อ้อ ดูจบอย่าลืมส่งความสุขแชร์ไปให้คนที่คุณอยากให้เขายิ้มด้วยนะครับ 🙂

Author

Sarawut Hengsawad

สราวุฒิ เฮ้งสวัสดิ์ - นักเขียนขวัญใจมหาชน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ koob และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง 101