สันติธาร เสถียรไทย เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

เราอยู่ในโลกที่คนอายุยืนขึ้นแต่ความรู้กลับอายุสั้นลง ไม่แปลกที่พอเรียนจบปริญญาตรี ปี สิ่งที่เรียนมาในปีแรกๆ จะตกยุคไปเรียบร้อยแล้ว อย่าว่าแต่ปริญญาตรีเลย สมัยนี้ไม่แปลกที่เด็กเรียน MBA ะบ่นกลัวว่า ปีที่ใช้ไปกับการเรียนปริญญาโทนั้นจะทำให้ตัวเองตามโลกไม่ทันและความรู้ใหม่ที่ได้มาจะ ‘หมดอายุ’ ก่อนได้ใช้งานจริง นี่คือยุคแห่ง Exponential change ที่ โลกไม่เคยเปลี่ยนเร็วขนาดนี้และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงช้าเช่นนี้อีก

เพื่อเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไรกับอนาคตของงานและการเรียนรู้ ทางบริษัทซี (SEA) เจ้าของการีนา (Garena) ช้อปปี้ (Shopee) แอร์เพย์ (Airpay) จึงจับมือกับ World Economic Forum ทำแบบสำรวจคนรุ่นใหม่อายุ 15-35 ปี 56,000 คนทั่วอาเซียน (คนไทยประมาณหมื่นคน) ที่ถือได้ว่าเป็นแบบสำรวจเยาวชนอาเซียนที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง แบบสำรวจเจาะลึกคำถาม เช่น เยาวชนคิดว่าความรู้ที่เขาร่ำเรียนสะสมมานั้นจะยังช่วยเขาในหน้าที่อาชีพไปได้นานเท่าไร ทักษะอะไรบ้างที่สำคัญสำหรับอนาคต และเขาใช้วิธีอะไรบ้างในการเรียนรู้ทักษะต่างๆ

 

 

อายุขัยของความรู้

 

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าเยาวชนในอาเซียนโดยเฉลี่ยมองว่าทักษะที่ตนมีอยู่มี ‘อายุขัย’ ประมาณ ปี คือหลังจากช่วงเวลานี้จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อสามารถทำงานต่อไปได้

โดยคนรุ่นใหม่ส่วนน้อย 9% เท่านั้นที่คิดว่าความรู้และทักษะของตนหมดอายุขัยแล้ว ประมาณ 19% มองว่าความรู้ที่มีปัจจุบันพอเพียงที่จะอยู่ใช้ไปตลอดชีวิ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่หรือประมาณ 52% ตอบว่าความรู้และทักษะของฉันจะต้องได้รับการเพิ่มเติมและพัฒนาใหม่อยู่เสมอซึ่งชี้ให้เห็นว่าเยาวชนส่วนใหญ่มีความตระหนักถึงความท้าทายในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นและให้ความสำคัญกับ ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ทั้งยังอาจสะท้อนถึงการมีแนวคิดแบบ Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโตซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในโลกที่เราต้องรู้ทันการเปลี่ยนแปลงและรู้จักปรับตัวตลอดเวลา

โดยเยาวชนแต่ละชาติคิดต่างกันอย่างค่อนข้างชัดเจน เยาวชนจากฟิลิปปินส์มีสัดส่วนคนที่ตอบว่าความรู้หมดอายุแล้วมากที่สุด คนเวียดนามมีสัดส่วนคนมีทัศนคติ Growth Mindset สูงที่สุดถึง 69% สะท้อนถึงความกระตือรือร้นเรียนรู้ของเขา ในขณะที่เยาวชนไทยเราดูจะมีความมั่นใจสูงที่สุดเพราะ 31% ของคนรุ่นใหม่บอกว่าความรู้และทักษะที่มีวันนี้น่าจะใช้ไปได้ตลอดชีวิต สูงที่สุดในภูมิภาคแบบทิ้งห่างประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน หากแปลงออกมาเป็นจำนวนปี เยาวชนไทยมองว่าอายุขัยของทักษะที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยาวถึง 14ปี หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคถึง 55%

คำถามคือเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น หากมองในแง่ดีอาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ไทยได้รับการศึกษาที่ดีกว่าที่อื่นทำให้รู้สึกว่าความรู้และทักษะที่มีสามารถใช้ได้นานกว่าเยาวชนชาติอื่นๆ แม้แต่สิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อว่าโดดเด่นด้านการศึกษา หรือมองอีกมุมก็อาจเป็นไปได้ว่าเยาวชนเรายังไม่ตระหนักเต็มที่ถึงอายุขัยของความรู้ที่สั้นลง และยังไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตเท่าที่ควร โดยอีกตัวเลขหนึ่งที่ชี้ประเด็นนี้คือ สัดส่วนคนไทยที่ตอบแบบ Growth Mindset นั้นต่ำที่สุดในภูมิภาค อยู่ที่ 43% 

หากเป็นดังสมมติฐานที่สองจริงก็น่าเป็นห่วงและเป็นโจทย์สำคัญของประเทศว่า เราจะสร้างเสริมปลูกฝังความตื่นตัวและความกระตือรือร้นต่อการเรียนรู้ให้เยาวชนเราได้อย่างไร หรือมีอะไรในระบบที่ทำให้ความกระหายอยากเรียนของเราจืดจางไป

 

การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน

 

เยาวชนอาเซียนให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้มากกว่าแค่ในห้องเรียน การสำรวจได้ถามทุกคนว่า เคยเปลี่ยนงานไหม หากเคยเปลี่ยนอะไรเป็นเหตุผลหลัก ค้นพบว่าเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนงานไม่ใช่เพื่อให้ได้เงินเดือนสูงขึ้นและไม่ใช่เพื่อความยืดหยุ่นในเวลาทำงานอย่างที่หลายคนอาจคิดกัน แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโอกาสในการเรียนรู้ที่ดีกว่า แปลว่าหากองค์กรต่างๆ ต้องการจะดึงดูดและรักษาคนมีความสามารถไว้จำเป็นต้องสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงให้แพ็คเกจดีๆ เท่านั้

แต่เมื่อลองถามว่าทักษะที่มีอยู่ปัจจุบันส่วนใหญ่ได้มาจากที่ไหน พบว่าในหมู่เยาวชนที่ทำงานแล้วมีเพียง 14% ที่ตอบว่าเรียนรู้มาจากที่ทำงาน ซึ่งค่อนข้างต่ำเทียบกับการเรียนรู้จากแหล่งอื่นๆ เช่น 36% จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัย 20% จากแหล่งอื่นๆ นอกห้องเรียน นอกจากนี้ยังค้นพบว่าเยาวชนที่ทำงานในภาค SME และธุรกิจครอบครัวมักมีการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จากที่ทำงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมอย่างชัดเจน 

ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สูงไม่ค่อยอยากทำงานในภาค SME และธุรกิจครอบครัวเท่าไรนัก เช่น ปัจจุบันร้อยละ 18% ของเยาวชนในแบบสำรวจทำงานอยู่ในภาค SME แต่มีเพียง 7% ที่ตอบว่าอยากทำงานในภาคนี้ในอนาคต ประเด็นเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าต่อไปประเด็นขาดแคลนแรงงานของ SME อาจทวีความรุนแรงขึ้น และโจทย์ทางนโยบายที่สำคัญข้อหนึ่งคือการสร้างโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาทักษะฝีมือให้กับคนที่ทำงานใน SME ที่อาจไม่มีทรัพยากรในการพัฒนาบุคคลากรมากเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่

 

ฝึกงาน การเรียนรู้แห่งอนาคต 

 

นักปราชญ์จีนโบราณเคยได้กล่าวไว้ว่าถ้าบอกฉัน ฉันก็ลืม ถ้าสอนฉัน ฉันอาจจะจำได้ แต่หากให้ฉันร่วมทำด้วย ฉันจะได้เรียนรู้ ในอนาคตที่โลกเปลี่ยนเร็วและการศึกษาเริ่มตามไม่ทัน การฝึกงานอาจยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในการเป็นสะพานเชื่อมภาควิชาการและภาคปฏิบัติ 

ผลการสำรวจเราพบว่า 81% ของคนรุ่นใหม่คิดว่าการฝึกงานนั้น ‘สำคัญเทียบเท่าหรือยิ่งกว่า’ การเรียนในโรงเรียน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมาก อาจชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาปัจจุบันอาจขาดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม เน้นทฤษฎีและขาดการฝึกปฏิบัติจริงทำให้เด็กเรียนเก่งจำนวนไม่น้อยหางานดีลำบาก 

ตรงนี้ก็อาจเป็นอีกส่วนที่นโยบายรัฐบาลสามารถช่วยส่งเสริมได้ เช่น ในสิงคโปร์มีหลายโครงการที่รัฐให้เงินสนับสนุนบริษัทเพื่อจ้างเด็กฝึกงาน เช่น โครงการ SME Talent Program ที่ทางรัฐจะชดเชยเงินค่าจ้างคนฝึกงานถึง 70% ของค่าใช้จ่ายหากมีการจัดโปรแกรมฝึกงานอย่างเหมาะสม

 

สมองไหล หรือ ลับสมอง

 

เกือบครึ่งหนึ่งของเยาวชนในอาเซียนบอกว่าสนใจจะลองทำงานในต่างประเทศภายใน ปีข้างหน้าและปรากฎว่าสัดส่วนของเยาวชนที่อยากทำงานข้างนอกของประเทศไทยนั้นสูงที่สุดในอาเซียน อยู่ที่ประมาณ 52% ในมุมหนึ่งอาจจะดูเป็นข่าวร้ายว่ามีปัญหาสมองไหลและต้องพยายามดึงให้เยาวชนอยู่ในประเทศ 

แต่หากมองจากอีกมุมหนึ่งการที่คนรุ่นใหม่ทำงานต่างประเทศอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสได้เรียนรู้ทักษะและความรู้ใหม่ๆ แล้วยังได้พัฒนาทักษะการใช้ชีวิตและทำงานในสภาพแวดล้อมที่ตัวเองไม่คุ้นเคย สร้างเสริมความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกันสิ่งที่น่ากลัวกว่าสมองไหลคือการที่เยาวชนต้องทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาทำให้เกิดอาการ ‘หมดไฟ’ ที่เป็นศัตรูตัวร้ายของ Growth Mindset และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การทำงานต่างประเทศจึงอาจไม่ใช่ ‘สมองไหล’ เสมอไป แต่อาจเป็นการช่วย ‘ลับสมอง’ เสริมทักษะและจุดประกายให้เยาวชนในอนาคตได้

 

สรุป ความรู้ฉันมีอายุเหลืออีกกี่ปี

 

ปี ที่เยาวชนเวียดนามตอบปี ที่เป็นค่าเฉลี่ยของอาเซียน หรือ 14 ปี ที่เยาวชนไทยตอบ

คำตอบคือคงไม่มีใครรู้แน่ แต่สิ่งที่สำคัญแท้จริงไม่ใช่ว่าความรู้เรามีชีวิตเหลืออีกกี่ปีแต่เป็นคำถามที่ว่า เราพร้อมที่จะต่อชีวิตใหม่ให้ความรู้และทักษะของเราแค่ไหนในวันที่มันหมดอายุขัย และมีวิธีอะไรบ้างที่สามารถสร้างทักษะและการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้ บทสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้พัฒนาทักษะนอกห้องเรียนจะมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่วิธีเรียนรู้เหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา

มิเช่นนั้นไม่ใช่แค่ความรู้ที่จะหมดอายุขัย แต่องค์กรที่ไม่รู้จักพัฒนาคนจะหมดอายุขัยลงเช่นกัน

Author

Santitarn Sathirathai

สันติธาร เสถียรไทย - Group Chief Economist ของ Sea Limited ซึ่งมีกิจการในเครืออย่าง AirPay, Shopee และ Garena | อดีต Head of Emerging Asia Economics Research ของ Credit Suisse