fbpx

อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

วิกฤตการณ์ทางการเมืองล่าสุดดำเนินมาเกือบครึ่งปีแล้ว ท่ามกลางข้อสงสัยว่า การลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ ท้าทายระบอบปกครองกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ จะจบลงอย่างไรและเมื่อใด

ไม่อาจปฏิเสธไปได้เลยว่า การที่ม็อบประชาชนจะสามารถเอาชนะอำนาจรัฐได้ เป็นเรื่องยากมากถึงมากที่สุด เว้นเสียแต่จะมีปาฏิหาริย์ทางการเมืองการทหารขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมากถึงมากที่สุดอีกเช่นกัน

ยิ่งพิจารณาข้อเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็น 1. ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก 2. ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ด้วยแล้ว ทำเอาคนขวัญอ่อนแทบหงายหลังตึง

ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็ง สติปัญญาไม่มั่นคงเพียงพอ อาจจะมืออ่อนตีนอ่อนเลื้อยลงกราบได้โดยง่าย

ไม่มีใครรู้ว่า เยาวชนลูกหลานเหล่านี้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน จึงได้หาญกล้ากระตุกหนวดพญามัจจุราชเล่นโดยไม่รู้จักกลัวเกรง

ย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับอดีต ไม่ว่าจะเป็นม็อบนิสิตนักศึกษาในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน หรือม็อบเสื้อสีที่มีพรรคหรือนักการเมืองหน้าเก่าๆ คนเดิมๆ อุดหนุนอยู่เบื้องหลัง เรียกร้องอะไรไม่เคยไกลไปกว่าดูไบ

ป่านนี้ระบอบปกครองอำมหิตบดขยี้ย่อยยับไปนานแล้ว

ปั่นกระแสกล่าวหาว่าไม่รักชาติบ้านเมืองบ้าง ทำประชาชนเดือดร้อนบ้าง ปลุกผีคอมมิวนิสต์ยัดเยียดข้อหามักใหญ่ใฝ่สูง อยากเป็นประธานาธิบดีบ้าง ใส่ร้ายป้ายสีด้วยประเด็นเกี่ยวกับสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นล้มล้าง จาบจ้วง ล่วงละเมิด ฯลฯ

ประเดี๋ยวเดียวก็ได้ใบอนุญาตฆ่าคนกลางเมือง บาดเจ็บล้มตายกันเป็นร้อยเป็นพัน

แต่สำหรับม็อบหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่คราวนี้ ดูเหมือนไม่ง่ายที่จะกำจัดหรือปราบปรามเช่นการชุมนุมต่อต้านอำนาจรัฐครั้งก่อนๆ

ปลุกผีก็แล้ว ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไรก็ยังไม่เป็นผล

อย่างที่ว่ากัน หลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พร้อมๆ กับความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ปกครองที่อยู่ในระดับต่ำสุด ยิ่งกว่ายุคใดสมัยไหน

และคงไม่เฉพาะเยาวชน คนรุ่นลูกรุ่นหลาน นักเรียนนักศึกษาเท่านั้นที่หมดสิ้นความอดทน ไม่ต้องการจะอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการหลงตัวเอง อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นำพาประเทศชาติบ้านเมืองจมดิ่งไปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ ฯลฯ อีกต่อไป

สุนทรียะน่าอภิรมย์เสียทีไหนกับเพลงเพ้อเจ้อเลื่อนลอย คำมั่นสัญญาลมๆ แล้งๆ

เพราะ “ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะกลับคืนมา … แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ … ประชาชน ความสุขจะคืนมา … ประเทศไทย” เป็นเรื่องโกหกตอแหล จึงมีวันนี้ที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่อดรนทนไม่ไหว ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านระบอบปกครองกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ประชาชนซึ่งสมควรได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง ออกมาแสดงเจตจำนงทางการเมืองด้วยสองมือเปล่า กลับทำราวกับชาวบ้านราษฎรเป็นข้าศึกศัตรูตัวฉกาจ วางกำลังสร้างปราการสิ่งกีดขวางหนาแน่นรัดกุมยิ่งกว่าชายแดน

ใจกลางกรุงเต็มไปด้วยรั้วลวดหนามหีบเพลงและตู้คอนเทนเนอร์สำหรับสกัดกั้นฝูงชน

แทนที่จะสื่อสารพูดคุยกันอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาในประเด็นอันเป็นข้อเรียกร้อง กลับเฉไฉใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อกล่าวหาเลื่อนลอยต่างๆ นานา

ถามช้างตอบม้า ถามหมาตอบควาย ทำราวกับพูดจากันคนละภาษา

เขาต้องการเห็นผู้ปกครองอยู่ในทำนองคลองธรรมก็ว่าอย่าจาบจ้วงล่วงละเมิด ผมผิดตรงไหน เขาเรียกร้องให้ปฏิรูปปรับปรุง ก็เอะอะโวยวายกล่าวหาว่าเป็นพวกชังชาติ จะมาล้มล้าง รื้อทิ้ง เขาปรารถนาประชาธิปไตยก็บอกว่า ไทยบ้างฝรั่งบ้างอยู่เบื้องหลังการชุมนุม

แทนที่จะแก้ไข สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน กลับพยายามแก้ต่างแก้ตัว

ยิ่งพยายามรักษาอำนาจก็ยิ่งเสื่อมทรุด นำพาประเทศชาติบ้านเมือง เข้ารกเข้าพง ห่างไกลมาตรฐานสากลโลกออกไปทุกขณะ

จากเลวๆ ชั่วๆ ก็ยังอยู่กันในสังคมกึ่งประชาธิปไตย เผลอฟังเพลงบ้าๆ บอๆ ผ่านไปไม่กี่เพลงเท่านั้น กลายเป็นแผ่นดินกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ภาพข่าวเหตุการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองทุกวันนี้ เหมือนกับกำลังชมภาพยนตร์แนวพีเรียดย้อนยุค ดูลิเกหรือละครจักรๆ วงศ์ๆ แทบจะไม่ผิดเพี้ยน

มีใครเคยคาดคิดมาก่อนบ้างไหมว่า พฤติกรรมลุ่มหลงมัวเมาในอำนาจ หมกมุ่นโลกิยะ ท้าทายค่านิยมอันเป็นบรรทัดฐานที่ผู้คนในสังคมต่างยึดถือปฏิบัติ จะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคมไทย ซึ่งว่ากันว่าเคร่งศีลธรรมยิ่งนัก

คนดีที่กรอกหูให้ประชาชนเทิดทูนกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ทศพิธราชธรรมอันเป็นธรรมะสำหรับผู้ปกครองซึ่งมีการแสดงธรรมเทศนา การันตีแต่ไหนแต่ไรมา เป็นเรื่องตลกร้ายทั้งสิ้น

ล่าสุดออกแถลงการณ์มามีความว่า “จากสถานการณ์การชุมนุมในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลและทุกฝ่ายกำลังร่วมกันหาทางออกโดยสงบและสันติ บนพื้นฐานของกระบวนการตามกฎหมาย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีท่าทีที่จะบรรเทาลง แม้รัฐบาลได้แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ใช้ความพยายามปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินการต่างๆ ตามหลักสากล ด้วยความระมัดระวัง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาบรรยากาศของความรักความสามัคคี ปรองดองของทุกคนในชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นสำคัญ

ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีนัก และมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง รวมทั้งความสงบสุขปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไป รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติ โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำความผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย เพิกเฉยต่อการเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยจะดำเนินคดีต่างๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่สอดคล้องกับหลักการสากล”

ข่มขู่ประชาชนโดยเปิดเผย

คำหนึ่งกฎหมาย สองคำก็กฎหมาย เอะอะอะไรก็อ้างกฎหมายตะพึดตะพือโดยไม่แยแสสนใจเลยว่า กฎหมายที่ว่านั้นชอบด้วยหลักนิติธรรมหรือไม่ เจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นเช่นไร สอดคล้องต้องด้วยหลักการประชาธิปไตยหรือเปล่า

คงไม่มียุคไหนสมัยใดอีกแล้ว ที่มีการนำเอาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 มาดำเนินคดีกับประชาชนกว้างขวางมากเท่าปัจจุบัน

นับวันความขัดแย้งระหว่างประชาชนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งกุมอำนาจรัฐอยู่ทุกวันนี้ จะบานปลายขยายวงและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที

ทั้งๆที่ จะว่าไปแล้ว ปัญหาของประเทศไทยทุกวันนี้เปรียบไปก็เหมือนกับบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา และด้วยเหตุที่อยู่อาศัยกันโดยไม่อินังขังขอบ ขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม จึงทำให้เสื่อมทรุดชำรุดหนักหนาสาหัสกว่าที่ควรจะเป็น

เช่นเดียวกันเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนโบร่ำโบราณที่ค่อยๆ แตกหัก เสื่อมสลายไร้ประโยชน์ ใช้งานอะไรไม่ได้ไปทีละชิ้นสองชิ้น

อดีตกาลนานมา บ้านหลังนี้อาจจะหรูดูน่าอยู่ เคยผ่านความมั่งคั่งรุ่งเรือง เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับผู้คนยุคก่อน ทายาทรุ่นแรกๆ แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับความชำรุดผุพัง ตกอยู่ในสภาพซอมซ่อ ร่อแร่ จวนจะพังแหล่มิพังแหล่

ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับซึ่งเคยดูดีมีราคาทรงคุณค่ามาก่อนนั้น ทว่า ทุกวันนี้นอกจากจะแตกหัก เก่าหมองไม่ชวนให้เหลียวแลมองแล้ว บางชิ้นที่ประดับประดาติดฝาบ้านเอาไว้ ยังไม่เป็นที่ปรารถนา ไม่ต้องด้วยรสนิยมของหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ซึ่งใฝ่ฝันถวิลหาสังคมประชาธิปไตย

ยุคสมัยเปลี่ยนไป คุณค่าต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงตามกระแสความเป็นไปของโลกหรือสังคม

ที่คนรุ่นปู่ย่าตายายเห็นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีมงคล ยกมือวันทาบูชากันปลกๆ แต่ลูกหลานคนรุ่นหลังกลับหันหลังให้ ปฏิเสธที่จะเคารพนับถือเพียงเพราะทำต่อๆ กันมาโดยปราศจากเหตุผล เห็นเป็นเรื่องของความเชื่ออันคร่ำครึงมงาย ไม่สอดคล้องต้องด้วยวิทยาการความรู้แต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น ยังถ่วงรั้งพัฒนาการความเจริญของประเทศชาติบ้านเมืองอีกด้วย

ความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับบ้านเก่าแก่หลังนี้ หากได้พยายามทำความเข้าใจ โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนด้วยแล้วต้องถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งตามกฎไตรลักษณ์ ที่สรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือวัตถุสิ่งของ ฯลฯ ย่อมมีเกิด ดับ มีความเปลี่ยนแปลง ไม่จีรังยั่งยืน

บ้านเก่าทรุดโทรม เฟอร์นิเจอร์ชำรุด ผุพัง จะทำอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้น

1. หลับหูหลับตา ปล่อยไปจนกว่าจะพังพินาศ

2. บูรณะปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมหรือปรับปรุง เพื่ออยู่อาศัยหรือใช้งาน

3. ทุบทำลายหรือโยนทิ้งกองขยะ แล้วก่อสร้างทำขึ้นมาใหม่

จะบูรณะ ปล่อยให้ผุพัง หรือรื้อทิ้งเป็นขยะแล้วก่อสร้างขึ้นมาใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของบ้าน ตลอดจนลูกหลานจะต้องเลือกเอา

น่าตระหนกที่ทุกฝ่ายต่างกระโจนขึ้นสู่สังเวียน ประกาศตัวเป็นคู่ขัดแย้งกันโดยเปิดเผย ไม่รู้สึกขัดเขิน หรือเหนียมอายอีกต่อไป ไม่กระมิดกระเมี้ยนหลบๆ ซ่อนๆ ทำสงครามตัวแทนอยู่เบื้องหลังเหมือนเมื่อก่อน เปิดหน้าเปิดตาออกมาปกปักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเปิดเผย

ที่เคยเห็นเป็นคนกลางหรือกรรมการก็เอากับเขาด้วย

ซึ่งก็ดีที่ประชาชนจะได้รู้เห็นกันก็คราวนี้ ว่าแท้จริงแล้วปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ตรงไหน

คาดหมายได้เลยว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความยุ่งยาก วุ่นวายทางการเมืองต่อไปอีกนาน ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

Author

อายุษ ประทีป ณ ถลาง

อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่