ฮ่องกงปิดปรับปรุง : จนกว่าเสรีภาพจะมาถึง ?

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

ฮ่องกงปิดปรับปรุง : จนกว่าเสรีภาพจะมาถึง ?

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

1

 

ทีวีตรงหน้าบาร์ฉายภาพเหตุการณ์ชุลมุนด้านนอก รถตำรวจวิ่งเป็นขบวน แสงเลเซอร์วิบวับจากผู้ชุมนุม ควันขาวคลุ้งจากแก๊สน้ำตา กองไฟจากระเบิดน้ำมัน ตำรวจกับประชาชนหันหน้าเข้าหากัน วิ่งห้ำหั่นราวกับเป็นคู่แค้นกันมาแสนนาน ภาพทั้งหมดนี้ไร้เสียง มีเพียงเสียงเพลงจีนกวางตุ้งที่บาร์เทนเดอร์หนุ่มเปิดดังลั่นร้าน กลายเป็นเสียงประกอบภาพสงครามขนาดย่อมที่ให้อารมณ์ไปคนละทาง

ข้างนอกฝนยังตกไม่ขาดสาย ละอองหนาวเย็นเกาะกุมกระจกหน้าร้าน แสงไฟจากรถตำรวจหมุนเป็นวงพร่าเลือน บาร์เทนเดอร์ยืนสูบบุหรี่ตรงหน้าร้าน เป็นบาร์เดียวที่เปิดในย่านนี้ยามนี้ และฉันก็เป็นลูกค้าคนเดียวของร้าน

 

หลังจากผู้ชุมนุมนัดเดินขบวนประท้วงจาก Kwai Chung Sports Ground ไปที่ Tsuen Wan Park ตั้งแต่ช่วงบ่าย ล่วงเลยมาจนถึงหัวค่ำ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด และยิ่งดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตำรวจกับผู้ชุมนุมยืนเผชิญหน้ากันคนละฝั่งถนน ก่อนที่ตำรวจจะค่อยๆ รุกคืบเข้าไปหาทีละน้อย พร้อมอาวุธปราบปรามครบมือ

การประท้วงของคนฮ่องกงยาวนานกว่า 12 สัปดาห์แล้วในวันที่ฉันไปถึง และสุดสัปดาห์นี้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก๊สน้ำตาลูกแล้วลูกเล่าปล่อยออกมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีผู้ชุมนุมหลายคนถูกจับกุม

“คุณอยากออกมาถ่ายรูปไหม” บาร์เทนเดอร์เปิดประตูจากด้านนอกเข้ามาถาม “ตำรวจกำลังเดินมาแล้ว” เขาพูดต่อ ฉันพยักหน้า หยิบกล้อง แล้วออกไปยืนหน้าร้าน

ห่างกันเพียงประตูกั้น มวลอากาศและเสียงรอบตัวต่างกันราวฝ่ามือกับหัวเข่า ในบาร์ เย็นและอึกทึก แต่ข้างนอกเหนอะหนะด้วยมวลอารมณ์และร้อนระอุจากเสียงโห่ร้องของมวลชน แม้ฝนยังคงโปรยปราย

ตำรวจถือเกราะเดินเป็นขบวนมาหยุดที่หน้าร้าน บางคนมาขอเข้าห้องน้ำ บางคนยืนคุยกับบาร์เทนเดอร์ พูดกันด้วยภาษาจีนกวางตุ้ง แอบถามทีหลังได้ความว่า ตำรวจถาม “ไม่มีลูกค้าเลยใช่มั้ย” คล้ายตีกระทบผู้ชุมนุมว่าทำให้เกิดความเดือดร้อนกันไปหมด

พวกเขายืนอยู่ตรงนี้ไม่นาน ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมวิ่งผ่านตรงแยกถนนไม่ไกลนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเพรียงกันโห่ร้องใส่ผู้ชุมนุม แล้วค่อยๆ เดินรุกคืบไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ขยายเป็นการปะทะกันทั่วทุกแยกในย่าน Tsuen Wan

บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
ป้ามะ เล

“คุณเห็นด้วยกับการชุมนุมครั้งนี้มั้ย” ฉันถามบาร์เทนเดอร์หลังจากตำรวจเดินไปแล้ว เขาตอบอย่างไม่ปิดบังว่า “ไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ถ้าให้เลือกก็เอียงไปทางผู้ชุมนุม” เหตุผลหลักๆ เพราะม็อบกระทบร้านที่เขาทำอยู่ และเขาก็ไม่ชอบที่เห็นบ้านเมืองเป็นแบบนี้

มีข้อความปรากฏหลายจุดในเมืองฮ่องกงว่า ‘We are not Chinese, We are Hong Kongers’ ฉันเลยลองถามเขาต่อว่ามองตัวเองเป็นคนจีนหรือคนฮ่องกง

“ผมว่าก็เป็นทั้งสองอย่างนั่นแหละ เป็นคนฮ่องกง มีเชื้อชาติจีน แต่ผมชอบระบบของฮ่องกงมากกว่า”

‘ระบบ’ ที่เขาพูดถึง หมายถึง ‘1 ประเทศ 2 ระบบ’ นโยบายของเติ้งเสี่ยวผิงที่เริ่มใช้หลังสิ้นสุดสัญญาเช่าฮ่องกง 99 ปี ของสหราชอาณาจักร แล้วมีการส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนจีนในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า ฮ่องกงจะเป็นเขตบริหารพิเศษที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของจีน แต่มีอิสระในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ การค้า การพาณิชย์ ฯลฯ ได้ตามระบบเศรษฐกิจเสรี และมีระบบกฎหมายเป็นของตัวเอง เป็นเวลา 50 ปี

ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าเท่านั้นที่เสรี แต่คนฮ่องกงสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ยูทูป กูเกิล ฯลฯ ได้อย่างอิสระ มีแบบเรียนเป็นของตัวเอง และมีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาทำธุรกิจที่นี่ กลายเป็นเมืองที่มีพลวัตปรับผู้คนให้เคลื่อนในวิถีที่ต่างไป ด้วยเหตุผลนี้ความแตกต่างระหว่างคนฮ่องกงกับคนจีนจึงค่อยๆ ถ่างออกจากกันเรื่อยๆ

แม้จะเป็น 1 ประเทศ แต่คนฮ่องกงหลายคนก็ยืนยันว่า ‘ฮ่องกงไม่ใช่จีน’

ภาวะฮึ่มๆ กันระหว่างฮ่องกงและจีนมีมาตลอด ตั้งแต่เริ่มนโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบ มาได้ 22 ปี ก่อนหน้านี้ก็มีการประท้วงปฏิวัติร่มเหลืองในปี 2014 เริ่มต้นจากการคัดค้านเรื่องการบรรจุหลักสูตรการศึกษาพลเมืองจีนเข้าสู่ระบบการศึกษาของฮ่องกง ก่อนจะพัฒนาข้อเรียกร้องมาเป็นการเลือกตั้งและเรียกร้องให้มีประชาธิปไตย

ก่อนที่ฟางเส้นสุดท้ายจะขาดผึง เมื่อจีนมีความพยายามจะผ่านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน โดยอ้างคดีฆาตกรรมของคู่รักฮ่องกงที่เกิดขึ้นในไต้หวัน

“เราไม่เชื่อใจระบบยุติธรรมของจีน” หนึ่งในผู้ชุมนุมบอกกับฉัน ความหวาดกลัวนี้กำลังจะกลายเป็นจริง ถ้าเมื่อไหร่จีนใช้ช่องกฎหมายนี้ในการส่งผู้ต้องหาคดีการเมืองไปตัดสินที่จีน — อันที่จริง แม้ในตอนที่ยังไม่มีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็มีการ ‘อุ้มหาย’ พนักงาน 5 คนของร้านหนังสือ <color=blue>Causeway Bay Books ข้ามไปฝั่งจีน สืบเนื่องจากการขายหนังสือต้องห้าม จนกลายเป็นกรณีลือลั่นเมื่อปลายปี 2015

ในภาวะไม่มั่นคงแบบนี้ ผู้ชุมนุมจึงออกมาประท้วงให้ถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน และให้แครี่ แลม ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่การประท้วงจะยืดเยื้อบานปลาย มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการจับกุมผู้ชุมนุม และคณะบริหารเรียกการกระทำของการประท้วงครั้งนี้ว่าเป็นการก่อจลาจล โดยแครี่ แลม ปฏิเสธที่จะทำตามคำขอของม็อบ

ต่อมาผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ข้อคือ

  • ถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่ใช่แค่พักการพิจารณา
  • ยกเลิกข้อหาก่อจลาจล
  • นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัว
  • สอบสวนการใช้อำนาจในทางที่ผิดของตำรวจอย่างละเอียด
  • การเมืองเป็นสากล คนฮ่องกงมี 1 สิทธิ์ 1 เสียง ในการเลือกผู้แทน และผู้ว่าการสูงสุดต้องมาจากการเลือกตั้ง

จนในวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม คนฮ่องกงกว่า 1.7 ล้านคนออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสันติ ตลอดช่วงอาทิตย์หลังจากนั้น ดูเหมือนเหตุการณ์จะสงบ ช่วงปลายสัปดาห์มีการยืนจับมือกันทั่วเกาะเป็นโซ่มนุษย์เพื่อแสดงพลัง ภาพที่ปรากฏเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ก่อนที่วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม จะมีการปะทะกันที่ฝั่งเกาลูน สถานีรถไฟ Kowloon Bay เต็มไปด้วยร่องรอยของสีสเปรย์ คำสบถและด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แก๊สน้ำตาลูกแรกในรอบ 8 วันปรากฏขึ้นในวันนั้น นักข่าวหลายคน รวมทั้งฉันต้องวิ่งหนีแก๊สน้ำตาและการขว้างปาอิฐโต้ตอบกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
ป้ามะ เล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล

เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวการปะทะกันที่ฝั่งเกาลูน ตอนเช้าวันนั้นเหตุการณ์ดูสงบเรียบร้อย ก่อนที่ตอนบ่ายจะมีการเดินประท้วงขนานใหญ่ในย่าน Tsuen Wan

ผู้ชุมนุมหลายคนบอกกับฉันว่า ที่ออกมาประท้วงเพราะไม่พอใจที่ตำรวจใช้ความรุนแรงกับประชาชน “ดูเหมือนตำรวจจะกลายเป็นศัตรูกับประชาชนไปแล้ว” คู่แม่ลูกพูดกับฉันระหว่างการเดินประท้วง

“คิดว่าข้อเรียกร้องของคุณจะเป็นไปได้มั้ย การประท้วงครั้งนี้จะสำเร็จหรือ” ฉันถาม

“ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยเราก็ได้แสดงออกสิ่งที่เรารู้สึก ได้บอกสิ่งที่เราต้องการ”

ท่ามกลางฝนชุมฉ่ำ และเสียงตะโกน “Free Hong Kong” ดังลั่นตลอดทาง ประโยคถัดจากนี้ขออนุญาตไม่พากย์ไทย ฉันถามต่อไปว่า  “You want freedom for Hong Kong, right?”

หญิงสาวตอบสั้นกระชับว่า “Not me, but we.”

บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
ป้ามะ เล

เราแยกจากกัน ก่อนที่ฉันจะเข้าไปนั่งในบาร์ช่วงหัวค่ำ หลังบทสนทนากับบาร์เทนเดอร์จบลง ฉันเดินออกมาจากร้านท่ามกลางฝนที่ยังโปรยปราย และมีการปะทะกันเกือบทุกหัวมุมถนน กลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกเรียกว่า Black T-Shirt สวมชุดดำ ผ้าปิดปาก และหน้ากากกันแก๊สน้ำตา ยืนจับกลุ่มกัน บ้างหยุดนิ่งแล้ว บ้างยังเผชิญหน้ากับตำรวจ

กระสุนจริงนัดแรกดังขึ้นในคืนนั้น แม้ตำรวจจะยิงขึ้นฟ้า แต่สัญญาณความรุนแรงก็สร้างความประหวั่นไปทั่วเกาะฮ่องกง และทั่วโลก

 

 

2

 

“ตอนที่ผมตายไปแล้ว ประชาธิปไตยในฮ่องกงอาจจะเพิ่งเดินมาถึงครึ่งทางก็ได้” ช่างภาพหนุ่มคนหนึ่งบอกฉัน ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ต้องการจะแบ่งประเทศ เพียงแต่ต้องการเสรีภาพในการเลือกตั้งและกฎหมายที่เป็นธรรมเท่านั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ฮ่องกง และเสรีภาพของคนฮ่องกง ขึ้นลงตามนโยบายของผู้นำจีน ในยุคของหูจินเถ่า รัฐบาลปักกิ่งให้เสรีภาพกับฮ่องกงมากกว่ายุคอื่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะเมื่อปี 2007 รัฐบาลปักกิ่งสัญญาว่าจะให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งแบบ 1 สิทธิ 1 เสียงในปี 2017 แต่พอถึงปี 2014 ในการนำของสีจิ้นผิง จีนก็เพิ่มเงื่อนไขในการเลือกตั้งแบบ 1 สิทธิ 1 เสียงนี้ว่า ให้รัฐบาลปักกิ่งคัดเลือกผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้บริหารก่อน แล้วค่อยให้ประชาชนเลือกจากคนที่ผ่านการคัดเลือกนั้น

แน่นอนว่าคนฮ่องกงไม่พอใจ ท้ายที่สุดกฎหมายการเลือกตั้งนี้ก็ไม่ผ่านสภานิติบัญญัติของฮ่องกง ไฟที่ปะทุมาเรื่อยๆ นี้ ยิ่งปะทุแรงขึ้นในการประท้วงครั้งล่าสุด การประท้วงฮ่องกงในปี 2019 จึงเต็มไปด้วยข้อเรียกร้องที่หลากหลาย ไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเด็นเดียว เพราะผู้ประท้วงก็ยังกลับไปพูดถึงการแก้กฎหมายเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งด้วย

“พวกเราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเสรี เรามีวิถีชีวิตในแบบของคนฮ่องกง นั่นทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่เหมือนจีน” ช่างภาพคนเดิมพูดย้ำในประเด็นเรื่องความเป็นจีนกับฮ่องกง

บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
บ้านจัดสรรที่สร้างไว้รองรับชาวบ้านที่ต้องย้ายที่อยู่ ตั้งอยู่ใน Relocation site 1 Bawah เงียบเหงาไร้คนดูแล
ป้ามะ เล

ไม่ใช่แค่ช่างภาพคนนี้เท่านั้น แต่พนักงานบริษัทอีกคนก็บอกกับฉันว่า ไม่เห็นด้วยซะทีเดียวกับประโยค ‘ฮ่องกงคือจีน’

“แน่นอนว่า พลเมืองจีนและรัฐบาลก็อยากจะพูดว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีนในทุกๆ มิติอยู่แล้ว แต่ในฐานะชาวฮ่องกงผมไม่ต้องการและไม่เห็นด้วยเสียทีเดียวกับประโยคที่ว่า ฮ่องกงคือจีน ผมไม่สามารถใช้เครื่องหมายเท่ากับ ระหว่างสองคำนี้ได้”

“ภายใต้ธรรมนูญการปกครอง (Basic Law) ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีนตามหลักภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณทำตาม 1 ประเทศ 2 ระบบ ฮ่องกงยังมีสกุลเงิน ระบบกฎหมาย และระบบรัฐสภาของเราเอง เรามีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกันอย่างสิ้นเชิง และไม่ต้องการให้คนทั้งโลกคิดว่าฮ่องกงกับจีนเหมือนกัน เราต้องการให้คนแยกออกระหว่างฮ่องกงกับจีน ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นสำคัญมากที่จะให้คนตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ และผมคิดว่าชาวต่างชาติและคนฮ่องกงต่างเข้าใจเหตุผล แต่คนจีนอาจจะไม่เข้าใจ”

หลังคำตอบนี้ เมื่อถามถึง ‘ฮ่องกงในฝัน’ ของเขา เขาตอบไว้น่าสนใจว่า

“ในอนาคต ผมหวังว่ากระบวนการทางประชาธิปไตยของฮ่องกงจะดีขึ้น และหวังว่าจีนจะไม่ควบคุมเสรีภาพ ทางเลือก ระบบยุติธรรม และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา ถ้าพวกเขายังต้องการให้ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีนในทางภูมิศาสตร์ ผมต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง”

ไม่ต่าง — คู่รักคู่หนึ่งที่เข้าร่วมประท้วงก็บอกว่า “เราต้องการเสรีภาพในการเลือกตั้ง ในการพูด แล้วเราก็ไม่ต้องการให้จีนมาควบคุมฮ่องกง คนฮ่องกงควรจะมีอิสระ เราเคยมีเสรีภาพมาก่อน และเราไม่ต้องการเสียมันไปให้กับจีน”

แม้ในยุคอาณานิคมอังกฤษตลอด 99 ปีที่ผ่านมา คนฮ่องกงจะไม่มีโอกาสได้เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่พวกเขาก็ยังมีเสรีภาพตามกฎหมายมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุนต่างชาติเชื่อมั่นและเข้ามาลงทุน ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกได้ เสรีภาพในสายตาของคนฮ่องกงจึงอาจหมายถึงกฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ต้องกังวลกับความอยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ หากมีการ ‘แทรกแซง’ จากจีนได้ตลอดเวลาเช่นนี้

3

 

แม้ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วโลก ฮ่องกงจะเป็นเกาะที่อุดมไปด้วยเงินทุนคับคั่ง นักลงทุนจากทั่วโลกมุ่งหน้ามาฮ่องกง เกาะแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ทำเงินของจีนอย่างมหาศาล แต่ขณะเดียวกันฮ่องกงก็เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก โรงแรมบางแห่งเปิดหน้ารับอ่าวอย่างใหญ่โตหรูหรา แต่ถัดไปไม่กี่ช่วงถนน ก็มีอาคารเก่าโทรมอัดแน่นกันอยู่ในเมือง ยังไม่นับว่าราคาที่พักและค่าครองชีพถีบตัวขึ้นสูงชนิดที่แค่คิดก็ปาดเหงื่อ

ประเด็นความเหลื่อมล้ำนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ส่งผลต่อข้อเรียกร้องของคนฮ่องกง บางคนเชื่อว่า ถ้าพวกเขาสามารถเลือกผู้นำได้เอง คุณภาพชีวิตพวกเขาอาจจะดีขึ้นมากกว่านี้ ไม่ใช่อยู่ในเมืองที่ดำเนินไปด้วยผลประโยชน์ของนายทุนและชนชั้นนำ ซึ่งคนฮ่องกงจำนวนมากแทบไม่ได้อะไรเลย

กับคำพูดที่ว่า ม็อบฮ่องกงเป็นม็อบของคนหนุ่มสาว อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะยังมีคนวัยทำงาน คนสูงอายุที่ออกมาร่วมเดินขบวนด้วย เพราะที่จริงแล้วม็อบฮ่องกงเป็นการเรียกร้องของกลุ่มคนที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว นโยบายของรัฐล้วนส่งผลต่อทุกผู้ทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผู้คนแปะโพสต์อิทให้กำลังใจ ‘ฮ่องกง’ อยู่ตามรายทาง ทั้งบนสะพานลอยและทางเดินเข้ารถไฟใต้ดิน

แต่ถึงอย่างนั้น ในประชากรกว่า 7 ล้านคนของฮ่องกง ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการประท้วงครั้งนี้ สายวันจันทร์ที่ฝนยังตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา คนคุมโฮสเทลยังนั่งประจำที่ไม่ลุกไปไหน เธอบอกว่า การประท้วงส่งผลต่อโฮสเทล แม้เธอจะไม่ใช่เจ้าของ แต่นี่ก็เป็นงานของเธอ “ตอนนี้มันเหมือนฝันร้าย” เธอพูดถึงสภาพฮ่องกงในปัจจุบัน

“โลกเปลี่ยนไปตลอด เราจะคาดหวังให้ฮ่องกงเหมือนเดิมตลอดก็ไม่ได้” เธอว่า

“สาเหตุที่ฉันไม่เห็นด้วยกับการประท้วงครั้งนี้ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ใช้วิถีทางที่ถูกต้องในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ปัญหาคือไม่ว่าจะทำแค่ไหนมันก็ไม่มีประโยชน์ นั่นคือประเด็น พอหมดหน้าร้อนพวกเขาก็ต้องไปโรงเรียน พวกเขากำลังเสียสละการเรียนเพื่อไปประท้วง”

“พวกเขาประท้วงเพราะไม่อยากยอมรับการเปลี่ยนแปลง อย่างแรกต้องคิดก่อนว่าทำไปแล้วมันมีประโยชน์มั้ย อย่างที่สองต้องคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มันส่งผลเสียจริงๆ หรือแค่ทำให้คุณไม่สบายใจ ผู้คนมองในแง่ลบเกินไป แต่เราไม่อาจคาดหวังว่าสังคมจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย อีก 100 ปี 200 ปี 1,000 ปี มันต้องมีการพัฒนา ถ้าเรามองการเปลี่ยนแปลงในแง่บวกไม่ได้ เราก็จะอยู่ที่เดิม ไม่มีความสุข แล้วก็ไม่มีการพัฒนา เราต้องตระหนักว่ามันต้องเปลี่ยนแปลงเสมอ”

บทสนทนาของเราจบลงเมื่อมีนักท่องเที่ยวฝรั่งเดินเข้ามาติดต่อ เธอยังทำงานต่อไป

 

ในพื้นที่ที่ไม่มีม็อบ คนฮ่องกงยังใช้ชีวิตปรกติ ตอนกลางวันผู้คนนั่งร้องเพลงที่สวนสาธารณะ กลุ่มแม่บ้าน (maid) ชาวฟิลิปปินส์ที่เข้ามาทำงานในฮ่องกงนั่งร้องเพลงไปพลาง อ่านไบเบิลไปพลาง กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันซ้อมเต้น ในร้านกาแฟและห้างสรรพสินค้ายังเต็มไปด้วยผู้คน แผงหนังสือพิมพ์ยังมีคุณลุงนั่งอ่านหนังสืออยู่เหมือนเดิม ตกค่ำตรงกลางถนนหน้าสถานีรถไฟ Causeway Bay ผู้คนมารวมตัวกันฟังดนตรีเปิดหมวก และพร้อมใจกันร้องเสียงดังเมื่อเพลงถึงท่อนฮุค คู่รักโอบเอวและโยกหัวตามจังหวะ

สายฝน เสียงเพลง ควันบุหรี่ ยังขับกล่อมและอบอวลไปทั่วเกาะฮ่องกง แม้ในห้วงยามที่น่ากังวลที่สุดเช่นนี้

4

 

หลังฉันกลับมาที่ไทยได้ 1 อาทิตย์ ข่าวการยกระดับความรุนแรงในการปราบปรามผู้ประท้วงก็เผยแพร่ไปทั่วโลก ตำรวจฉีดสเปรย์พริกไทยเข้าไปในรถไฟใต้ดิน ใช้กระบองทุบตีผู้ชุมนุม มากกว่านั้นคือยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ร่วมประท้วงแต่ก็โดนทำร้ายไปด้วย ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงสูงจนเป็นเรื่องปรกติ และดูเหมือนว่าจะไม่หยุดแค่นี้

เราถกเถียงกันเรื่องอุดมการณ์ได้ มองชีวิตในมุมของตัวเองได้ แต่การใช้ความรุนแรงกับประชาชน ไม่อาจเป็นเรื่องยอมรับได้ ไม่ใช่แค่ที่ฮ่องกง แต่คือทุกที่บนโลก ว่าแล้วก็นึกถึงคำที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมพูดด้วยแววตาคงมั่น

“Not me, but we.”

 

 

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

Share: