fbpx

‘คน’ กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ ตั้งแต่สมัยใด?: ประวัติศาสตร์คนไร้บ้าน จากขอทานผู้ถูกทอดทิ้ง สู่คนชายขอบในยุคโลกเดือด

“ยอมให้มีขอทานมานั่งเกลื่อนกลางเมืองได้ยังไง แถวนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก เหมือนมานั่งโชว์ความอัปยศของกรุงเทพฯ ไปสู่สายตาคนทั่วโลก”

“มีสถานสงเคราะห์ให้อยู่ฟรี กินฟรี ทำไม (คนไร้บ้าน) ถึงไม่ยอมเข้าไปอยู่กัน”

“เด็กแว๊นสามารถบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมได้ ด้วยการจัดการกับคน (ไร้บ้าน) พวกนี้”

ข้อความข้างต้นเป็นตัวอย่างความเห็นบนโซเชียลมีเดียที่แสดงความรังเกียจและประสงค์ให้นำตัวคนไร้บ้านออกไปให้พ้นจากกรุงเทพมหานคร โดยบางคนไม่สนใจแม้กระทั่งว่ามาตรการต่อคนไร้บ้านจะมีความรุนแรงเพียงใด เพราะสนใจเฉพาะแต่ผลลัพธ์ที่คนไร้บ้านจะหายตัวพ้นไปจากสายตา

การเรียกร้องให้นำตัวคนไร้บ้านออกไปจากพื้นที่สาธารณะยังสะท้อนว่าคนในสังคมไทยบางคนเรียกร้องวิธีการแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างฉาบฉวย บางคนคิดเพียงว่าแค่เจ้าหน้าที่ขยันไล่จับกุมคนไร้บ้านแล้วส่งเข้าสถานสงเคราะห์ให้หมด ปัญหาคนไร้บ้านก็จะอันตรธานไป แต่คนเหล่านั้นอาจไม่รู้ว่า การจับกุมคนไร้บ้านหนึ่งคนจะทำให้คนไร้บ้านคนอื่นๆ หวาดกลัวเตลิดหนีจนเจ้าหน้าที่หาคนไร้บ้านไม่พบ และยังทำให้คนไร้บ้านไม่ไว้วางใจที่จะให้ภาครัฐเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา อีกทั้งการไร้ที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาส่วนบุคคลหรือความเกียจคร้าน แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา

เพื่อทำเข้าใจปัญหาคนไร้บ้านมากขึ้น บทความนี้จะพาสำรวจประวัติศาสตร์คนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่การเป็นขอทานในรัฐจารีตเรื่อยมาจนถึงชีวิตของคนไร้บ้านในยุคภาวะโลกเดือด เพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาคนไร้บ้านสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับโลกที่ส่งผลต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการเข้ามาของแนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2520 ที่นำไปสู่การพัฒนาเมืองให้กลายเป็นพื้นที่ที่ทำกำไรได้ และนำไปสู่เกิดการเบียดขับที่อยู่ของคนจนเมืองออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ประกอบกับความเปราะบางของสถาบันครอบครัวและชุมชนในสังคมเมืองที่จะเป็นสาเหตุให้ ‘คน’ กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’

คนไร้บ้าน
ภาพโดยเมธิชัย เตียวนะ

เปรตวัดสุทัศน์ฯ: คนไร้บ้านในยุคก่อนสมัยใหม่

หลายคนอาจเคยได้ยินตำนานเปรตวัดสุทัศน์ฯ ในมุมเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ แต่ในมุมประวัติศาสตร์ เปรตวัดสุทัศน์ฯ เป็นคำที่ชาวพระนครในยุคจารีตใช้เปรียบเปรยขอทานหน้าวัดสุทัศน์ฯ ผู้ผอมโซจนเห็นซี่โครง มีลักษณะภายนอกคล้ายเปรต ขอทานเหล่านี้ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมระเด่นลันได ที่มีตัวละครหลักคือ ‘ลันได’ แขกฮินดูผู้ตระเวนขอทานอยู่บริเวณโบสถ์พราหมณ์ใกล้วัดสุทัศน์ฯ[1] วรรณกรรมดังกล่าวพรรณาถึงชีวิตวณิพกพเนจรของลันไดเอาไว้ว่า[2]

“มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นลันไดอนาถา เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์…เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย…พอโพล้เพล้เวลาจะสายัณห์…บรรทมเหนือเสื่อลำแพนแท่นมณี ภูมีซบเซาเมากัญชา…”

บทประพันธ์พรรณนาถึงกิจวัตรประจำวันของลันไดที่อยู่ตัวคนเดียว เลี้ยงชีพด้วยการสีซอขออาหารจากชาวบ้านบริเวณเสาชิงช้า พอพลบค่ำจึงนอนเสพกัญชาอยู่บนผืนเสื่อ บทประพันธ์ทำให้เราเห็นถึงการมีอยู่ของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในยุคก่อนสมัยใหม่ ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้พลัดถิ่นจากต่างแดน (diaspora)

วรรณกรรมระเด่นลันได (ภาพจากหนังสือเก่าชาวสยาม)

นอกจากนี้ ขอทานในยุคจารีตยังปรากฏตัวให้เห็นผ่านกฎหมายตราสามดวงในส่วนพระไอยการลักษณ
รับฟ้อง ซึ่งบัญญัติว่า[3]

“…ห้ามมิให้รับฟ้องไว้บังคับบันชานั้นมีในหลักอินทพาษ ๗ คือคนพิกลจริตบ้าใบ้ ๑…เปนคนกยาจกถือกระเบื้องกระลาขอทาน ๑…คน ๗ จำพวกนี้ถ้ามาฟ้องร้องเรียนอย่าเพ่อฟังก่อน ให้ผู้เปนตระลาการไต่สวนผู้เปนสักขิญานรู้เหน ถ้าสมดั่งมันกล่าวจริง จึ่งให้รับไว้บังคับบันชาโดยกล่าว ถ้าหมีสม ท่านว่าอย่าให้รับคดีนั้นไว้บังคับบันชาเลย…”

สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ขอทานในสมัยก่อนถูกจัดให้เป็นคนกลุ่มเดียวกับคนวิกลจริตและขาดความน่าเชื่อถือ
ในสายตาของกฎหมายยุคจารีต

หลักฐานข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของคนไร้บ้านหรือขอทานตั้งแต่ยุคก่อนสมัยใหม่ แต่หากพิจารณาจากบริบทของรัฐจารีตจะพบว่า สยามมีพื้นที่มากมายให้ราษฎรเข้าไปจับจองเพื่อตั้งรกราก จนรัฐไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีที่ดิน เนื่องจากรัฐที่ขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตรประสงค์ที่จะสร้างแรงจูงใจให้ราษฎรออกไปแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตร[4] อีกทั้งคนในสังคมเกษตรกรรมมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกันและไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างกันมาก หากมีผู้ยากไร้ในชุมชน คนในชุมชนก็จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล อาทิ ชุมชนพุทธมีกลไกของวัดและญาติพี่น้องที่จะช่วยเหลือดูแลผู้ยากไร้ หรือชุมชนมุสลิมในภาคใต้มีการจัดตั้งองค์กรช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่มีประเพณีให้คนมีฐานะในชุมชนต้องบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่องค์กรดังกล่าว หากชุมชนในสังคมเกษตรกรรมใดปล่อยให้มีผู้ยากไร้ในชุมชน ชุมชนดังกล่าวก็อาจถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากชุมชนอื่นๆ ได้[5]

ดังนั้น การไร้ที่อยู่อาศัยในยุคก่อนสมัยใหม่จึงไม่ใช่ปัญหาของการขาดแคลนที่ดินสำหรับการตั้งรกราก หรือความยากจนเพียงอย่างเดียว แต่การไร้ที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องของการเป็นคนพิการ วิกลจริต หรือคนต่างแดนพลัดถิ่นไม่มีชุมชนสังกัด

เมื่อรัฐสมัยใหม่เริ่มเข้ามา ‘รักษาความสะอาด’ ในเมือง

(สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)

ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่เกิดขึ้นช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตมาสู่รัฐสมัยใหม่คือ การใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดระเบียบพื้นที่อยู่อาศัยของราษฎร ซึ่งในอดีต พันธกิจของรัฐจารีตจำกัดอยู่แค่การรักษาบ้านเมืองให้ปลอดภัยจากข้าศึกศัตรูและอาชญากร การช่วยเหลือราษฎรในช่วงข้าวยากหมากแพง การระงับข้อพิพาทระหว่างราษฎร และการประกอบพระราชพิธี แต่รัฐจารีตไม่ได้มีพันธกิจการรักษาความสะอาดภายในเมืองหรือการจัดระเบียบพื้นที่อยู่อาศัยของราษฎร จนเมื่อคนชาติตะวันตกเข้ามาในสยามมากขึ้น ผู้แทนของชาติตะวันตกเรียกร้องให้รัฐบาลสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 เข้ามาดูแลสุขอนามัยภายในเมือง นำไปสู่การออกมาตรการในการจัดระเบียบพื้นที่ภายในเมือง อาทิ การรักษาความสะอาดของคูคลอง และมาตรการจัดการกับอันธพาลและคนเมา[6]

ต่อมา รัฐบาลสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปนา ‘กองตระเวน’ ขึ้นมาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสุขอนามัยบนท้องถนน รัฐบาลมอบหมายภารกิจให้กองตระเวนปราบปรามและจับกุมกลุ่มคนที่ถูกมองว่าทำให้ภาพลักษณ์ความศิวิไลซ์บนท้องถนนเสื่อมเสีย อาทิ ผู้เสพฝิ่น ขอทาน และผู้ป่วยโรคเรื้อน โดยกองตระเวนจะนำผู้ป่วยริมถนนไปส่งยังสถานพยาบาลของรัฐ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่เป็นแค่เหตุผลด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเหตุผลด้านทัศนียภาพบนท้องถนนอีกประการหนึ่งด้วย[7]

กองตระเวนในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากศิลปวัฒนธรรม โดยนนทพร อยู่มั่งมี)

เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในปี 2481 จอมพล ป. นำแนวคิดฟาสซิสม์ (fascism) เข้ามาใช้จัดระเบียบกรุงเทพฯ ซึ่งฟาสซิสม์เป็นอุดมการณ์การปกครองของเบนีโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ผู้นำเผด็จการของอิตาลี ที่ให้ความสำคัญกับชาติ ความเด็ดขาด การเชื่อฟังผู้นำ และความเป็นระเบียบหนึ่งเดียว[8] มุสโสลินีมองว่าคนจนเป็นพวกไร้ระเบียบและเป็นมลพิษทางทัศนียภาพของกรุงโรมจึงต้องมีมาตรการปราบปรามและผลักดันคนจนออกจากเขตเมือง เพื่อให้กรุงโรมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามแนวทางของฟาสซิสม์[9]

จอมพล ป. ผู้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดฟาสซิสม์ออกนโยบายรัฐนิยมที่มุ่งหวังถึงการนำสังคมไทยไปสู่ความเป็นสมัยใหม่โดยการแก้ไขจุดด้อยของมหานคร อาทิ การเวนคืนที่ดินริมถนนราชดำเนินกลางเพื่อจัดระเบียบและก่อสร้างอาคารพาณิชย์ใหม่[10] และการตราพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2484 ซึ่งวางหลักเรื่องการนำตัวขอทานไปยังสถานสงเคราะห์ของรัฐบาล[11]

ถึงแม้ว่าการตรากฎหมายดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่คนไร้บ้าน แต่ในทางปฏิบัติ สถานสงเคราะห์ของรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้ เนื่องจากสถานสงเคราะห์ของรัฐบาลตั้งอยู่ภายนอกพื้นที่ของกรุงเทพฯ จะเห็นได้จาก ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดกรมและสถานสงเคราะห์ ตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2484 (ปี 2512) ที่ได้กำหนดการตั้งสถานสงเคราะห์
ณ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี[12] การตั้งสถานสงเคราะห์ห่างไกลจากตัวเมืองนี้สะท้อนเจตนารมณ์ในการนำตัวคนไร้บ้านออกไปให้พ้นจากกรุงเทพฯ และการจำกัดให้คนไร้บ้านอยู่แต่ในสถานสงเคราะห์ คนไร้บ้านที่รักในความเป็นอิสระจึงไม่อยากไปอยู่ในสถานสงเคราะห์และมักหลบหนีเจ้าหน้าที่รัฐ

เมื่อ ‘คนชนบท’ เข้ามาแสวงหาโอกาสใน ‘มหานคร’ ช่วงทศวรรษที่ 2500

ช่วงทศวรรษที่ 2490 รัฐบาลไทยใช้โอกาสจากสถานการณ์การแบ่งฝั่งเสรีนิยม-คอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาสำหรับการสกัดกั้นภัยคอมมิวนิสต์มาใช้ลงทุนพัฒนาประเทศ[13] แต่บรรยากาศของการแบ่งฝั่งได้หล่อหลอมทัศนคติรัฐบาลไทยให้หวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์ ทำให้ชนบทถูกมองว่าเป็นพื้นที่ป่าเถื่อนที่เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงเลือกพัฒนาเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ชนบทมีฐานะเป็นเพียงแหล่งผลิตวัตถุดิบสำหรับการป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างมหานครกับชนบทที่มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนห่างกันกว่า 3 เท่า[14]

ความเหลื่อมล้ำระหว่างมหานครกับชนบทบีบให้ชาวนาในชนบทต้องอพยพเข้ามาแสวงหาโอกาสในชีวิตเป็นกรรมกรในเมือง (peasantization of urban society ในช่วงทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา คนจากชนบทเข้ามาอาศัยอยู่ตามชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่มีความแออัดและเสื่อมโทรม ซึ่งชนชั้นนำและชนชั้นกลางมองว่า พื้นที่ของคนจนเมืองมีความเสื่อมทรามทั้งในทางกายภาพและในทางศีลธรรม หากมีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้น เจ้าพนักงานจะดำเนินการสืบสวนคนจนเมืองในฐานะผู้ต้องสงสัยลำดับต้นเสมอ[15]

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี (ปี 2502-2506) มักแสดงความเกลียดชังคนคนชนบทออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จอมพลสฤษดิ์มองว่า คนชนบททำให้กรุงเทพฯ ไม่สะอาด ขาดความเป็นระเบียบ และควรกลับไปอยู่อาศัยตามหนองนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[16] จอมพลสฤษดิ์มีข้อสั่งการให้ยกเลิกบริการสามล้อในพระนครด้วยเหตุผลว่า ผู้ประกอบอาชีพสามล้อเป็นพวกไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง หลับนอนตามวัดหรือโรงรถ หรือปลูก ‘กระต๊อบ’ ข้างถนนหรือใต้สะพานเป็นที่พักอาศัยถาวร ซึ่งทำให้พระนครสกปรกและไม่เป็นระเบียบ นอกจากนี้จอมพลสฤษดิ์ยังเน้นย้ำเรื่องการปราบปรามขอทานและการนำตัวผู้ป่วยโรคเรื้อนไปยังสถานที่ควบคุมของรัฐ[17]

อย่างไรก็ตาม คนชนบทที่เข้ามาอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ยังพอมีชุมชนเก่าแก่ พื้นที่ให้ปลูกกระต๊อบ หรือพื้นที่ในเมืองให้แทรกตัวเพื่ออยู่อาศัยได้[18] โดยไม่ต้องร่อนเร่พเนจรหรือไร้ที่อยู่อาศัย ทว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2520 จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนเมือง

‘คน’ กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2520

แนวคิดเสรีนิยมใหม่เริ่มมีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2520 ซึ่งการเปิดตลาดเสรีตามแนวคิดดังกล่าวนำมาซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมสินค้าส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ภาคเอกชนร่ำรวยมากขึ้น[19] ภาคเอกชนนำเงินมาลงทุนกับที่ดินในเมืองเพื่อเปลี่ยนให้พื้นที่กลายเป็นสินค้า (commodification of urban space) ที่ทำกำไรได้ ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ พื้นที่นั้นจะต้องมีความสวยงามและมีความน่าดึงดูด

ภาคเอกชนจึงริเริ่มกระบวนการเจนทริฟิเคชัน (gentrification) พื้นที่ขึ้น ซึ่งคำดังกล่าวมีที่มาจากคำว่า gentry ซึ่งมีความหมายว่า ‘ชนชั้นผู้ดี’ โดย รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้คำนิยามของ gentrification ว่า ‘การทำให้เมืองเป็นย่านผู้ดี’ กล่าวโดยย่อคือ เป็นการพัฒนาเมืองให้เป็นย่านธุรกิจ ร้านค้าที่สวยงาม หรือถนนที่สะอาด[20]

การเปิดศักราชการเจนทริฟิเคชันกรุงเทพฯ อาจจะนับได้ว่าเริ่มต้นอย่างจริงจังหลังงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในปี 2525 เมื่อกรุงเทพฯ ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะยกระดับเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก การประกาศดังกล่าวมีผลให้พื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนสำหรับคนชนบทที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ อาทิ พื้นที่บริเวณเสาชิงช้า ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่พักอาศัยของชนชั้นกลาง หรือชุมชนเก่าแก่ในเขตบางลำพูถูกปรับให้เป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ ถนนข้าวสาร ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้คนในชุมชนดั้งเดิมถูกผลักดันออกจากพื้นที่[21]

ถนนข้าวสารในปัจจุบัน (ภาพโดยเมธิชัย เตียวนะ)

หากมองในแง่หนึ่ง แม้เจนทริฟิเคชันอาจทำให้เมืองสะอาด สวยงาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือคนจนเมืองจะถูกไล่ออกไปจากพื้นที่ เนื่องจากการอาศัยอยู่เฉยๆ ไม่ทำให้พื้นที่เกิดกำไร คนจนเมืองจึงถูกไล่รื้อที่ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างการฟ้องขับไล่และการวางเพลิงเผาทรัพย์เพื่อไล่รื้อที่คนจนเมือง[22] หรือแม้แต่วัดที่ในอดีตเคยเป็นที่พึ่งของคนในสังคมเกษตรกรรมก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่และการเจนทริฟิเคชันพื้นที่เพื่อสร้างกำไร อาทิ การย้ายชุมชนบริเวณเขตอ่อนนุชเพื่อปรับภูมิทัศน์บริเวณรอบวัด[23]

จำนวนแรงงานในกรุงเทพฯ ที่เพิ่มขึ้นในยุคอุตสาหกรรมเฟื่องฟูสวนทางกับจำนวนพื้นที่ในกรุงเทพฯ
ที่อนุญาตให้พักอาศัยได้ เนื่องจากที่ดินในกรุงเทพฯ ผ่านกระบวนการเจนทริฟิเคชันไปเป็นจำนวนมากแล้ว ดังนั้น ทั้งคนจนเมืองที่อยู่มาแต่เดิมและคนจนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาในเมืองแล้วประสบปัญหา อาทิ ตกงาน ทะเลาะกับครอบครัว ไม่ประสงค์จะกลับบ้านที่ชนบทในฐานะผู้แพ้ หรือประสบอุบัติเหตุจนพิการ จะไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยได้ (ทั้งนี้ สถิติในช่วงปี 2559 แสดงให้เห็นว่า คนไร้บ้านเป็นแรงงานที่มาจากชนบทร้อยละ 50.4 และเป็นคนจนเมืองดั้งเดิมร้อยละ 45.6)[24]

อีกทั้ง คนจนเมืองยังขาดที่พึ่งที่จะเป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตในชีวิตเหมือนคนจนในชนบท ซึ่งได้ทำให้ ‘คน’ กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ ด้วยเหตุจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520-2530 เป็นต้นมา[25] และถัดจากนี้ คนไร้บ้านจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยในทุกปี ซึ่งจะส่งผลให้สังคมเริ่มตระหนักถึงปัญหาคนไร้บ้านและนำมาสู่การก่อตั้งเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการเรียกร้องสิทธิเพื่อคนไร้บ้านในช่วงเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์คนไร้บ้าน: คนไร้บ้านกับภาคประชาสังคม (ทศวรรษที่ 2540-2550)

ในช่วงทศวรรษที่ 2540 กรมประชาสงเคราะห์มีแนวปฏิบัติเรื่องการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน โดยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวคนไร้บ้านไปลงทะเบียนประวัติพร้อมทั้งกำชับว่า ห้ามไม่ให้นอนในที่สาธารณะอีกและหากถูกควบคุมตัวหลายครั้งก็จะถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ ณ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไร้บ้านไม่อยากไปอยู่ เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากพื้นที่หาเลี้ยงชีพ ขาดอิสระ และต้องไปอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันกับผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกเรียกขานกันในหมู่คนไร้บ้านว่า ‘พวกรั่ว’[26] คนไร้บ้านจึงหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเข้ามาควบคุมตัวได้ตลอดเวลา

เครือข่ายภาคประชาสังคมเริ่มมองเห็นว่า คนไร้บ้านขาดการเหลียวแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งงานศึกษาของบุญเลิศฉายภาพให้เห็นถึง ‘จุดเปลี่ยน’ ที่สำคัญของประวัติศาสตร์คนไร้บ้านในปี 2544 เมื่อเครือข่ายภาคประชาสังคมเปิดเวทีอภิปรายวิพากษ์ประกาศ ‘ปิดสนามหลวง’ ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเป็นการเสวนาในหัวข้อคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ครั้งแรก โดยภายหลังจากการเสวนา ตัวแทนคนไร้บ้าน นักวิชาการ และนักกิจกรรม ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า คนไร้บ้านชอบหลับนอนที่ท้องสนามหลวง เพราะเป็นที่โล่งและมีแสงส่องสว่าง ซี่งทำให้ปลอดภัยกว่าการนอนในที่มืดที่อาจมีอันธพาลกลั่นแกล้ง หรือชิง/ปล้นทรัพย์ ดังนั้น หากจะห้ามไม่ให้นอนที่สนามหลวง ภาครัฐควรจัดสรรสถานที่เหมาะสมเพื่อรองรับคนไร้บ้าน[27]

เพียงไม่กี่วันถัดมา คนไร้บ้านกว่า 50 คน และคนจากเครือข่ายสลัม 4 ภาคอีกกว่า 100 คน ร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องสิทธิเพื่อคนไร้บ้านเป็นครั้งแรก ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ถือแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า “เราคือคนจนจัด ไม่ใช่คนจรจัด” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจเวลาถูกเรียกว่า ‘คนจรจัด’ ที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้ชุมนุมเข้าเจรจากับผู้แทนจากสำนักงานปลัดกรุงเทพฯ และผลของการเจรจาออกมาว่า กรุงเทพฯ จะจัดเต็นท์ชั่วคราวให้คนไร้บ้านมาพักอาศัยบริเวณอนุเสาวรีย์สหชาติหรืออนุเสาวรีย์หมู ซึ่งคนไร้บ้านเรียกเต็นท์ดังกล่าวว่า ‘เต็นท์แม่หมู’[28]

การตั้งเต็นท์ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมจะเข้ามาเรียนรู้ชีวิตของคนไร้บ้านอย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์จึงลงพื้นที่สัมภาษณ์คนไร้บ้านหลายคน จนได้พบว่าคนไร้บ้านเป็นผู้ที่รักในความเป็นอิสระ มีงานทำ ไม่ได้เป็นขอทานทั้งหมดตามที่เคยเข้าใจ และยังไม่ใช่ผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมดอีกด้วย จากนั้น ภาครัฐและภาคประชาสังคมจึงได้ร่วมประชุมหารือเพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือคนไร้บ้าน ในท้ายที่สุดที่ประชุมได้ข้อสรุปเป็นข้อเสนอในระยะสั้นคือ การสร้างศูนย์ที่พักแบบนอนรวมให้คนไร้บ้านในเขตเมือง ซึ่งใน 2551 เครือข่ายสลัม 4 ภาคและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้เปิดศูนย์คนไร้บ้านแห่งแรกที่มีชื่อว่า ‘ศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู’ เขตบางกอกน้อย[29]

สังคมไทยตั้งแต่ปี 2544 ให้ความสนใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไร้บ้านมากขึ้น และต่อมาในปี 2550 เครือข่ายสลัม 4 ภาคเสนอให้มีการบัญญัติสิทธิที่อยู่อาศัยในรัฐธรรมนูญว่า

“บุคคลย่อมมีสิทธิในที่อยู่อาศัยที่มั่นคงเพียงพอ มีความปลอดภัย มีความสงบสุข และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งสิทธิที่จะได้รับการปกป้องและคุ้มครองจากการถูกบังคับขับไล่ หรือรื้อย้ายให้ออกจากที่อยู่อาศัยโดยพลการ รัฐต้องจัดหาที่ดินเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยแก่บุคคลผู้ไร้ที่อยู่อาศัยที่ยากไร้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”

แต่ในท้ายที่สุดมีการปรับข้อเสนอดังกล่าวและสภาร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติสิทธิของคนไร้บ้านไว้
ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 55 ความว่า[30]

“บุคคลซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ”

แม้ว่า สิทธิของคนไร้บ้านจะถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก แต่บทบัญญัติยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ได้แก่ บทบัญญัติไม่ได้ระบุแนวทางการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการเจนทริฟิเคชัน ตามที่เครือข่ายสลัม 4 ภาคเสนอ ซึ่งสะท้อนว่าภาครัฐยังไม่มีความพร้อมที่จะตรากฎหมายควบคุมภาคเอกชน อีกทั้งในส่วนที่บัญญัติที่ว่า ‘ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ’ ยังมีความกำกวม ซึ่งส่งผลให้มาตรการให้ความช่วยเหลือจากรัฐขาดความชัดเจนและขึ้นอยู่กับการตีความในแต่ละสมัย ทั้งนี้ จะเห็นได้จากพัฒนาการของมาตรการต่อคนไร้บ้านที่มีความก้าวหน้าและมีความน่ากังวลสลับกันไปในช่วงเวลาถัดจากนี้

คนไร้บ้าน
ภาพโดยเมธิชัย เตียวนะ

หน่วยงานภาครัฐกับคนไร้บ้าน: ความสัมพันธ์แบบวิ่งไล่จับ (ทศวรรษที่ 2550-2560)

ความเปลี่ยนแปลงในช่วงทศวรรษ 2540 ทำให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมทำงานใกล้ชิดและเข้าใจคนไร้บ้านมากขึ้น หน่วยงานภาครัฐจึงเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางการดูแลความเป็นอยู่ของคนไร้บ้าน โดยในปี 2550 กรุงเทพฯ ได้เปิด ‘บ้านอุ่นใจ’ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวของคนไร้บ้านที่ตั้งขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก[31] และต่อมาในปี 2551 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิด ‘บ้านมิตรไมตรี’ ให้คนไร้บ้านเข้าพักอาศัยพร้อมอาหาร 3 มื้อ โดยให้อิสระแก่คนไร้บ้านสามารถเข้าออกตามได้ความประสงค์เป็นเวลา 15 วัน และ พม. จะช่วยเป็นตัวกลางในการจัดหางานให้แก่คนไร้บ้านต่อไป[32] การเปิดศูนย์พักพิงในกรุงเทพฯ ถือเป็นความก้าวหน้าของมาตรการช่วยเหลือคนไร้บ้าน จากเดิมที่คนไร้บ้านจะต้องถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ ณ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ที่อยู่ห่างไกล

บ้านมิตรไมตรี 4 มุมเมือง ปี 2560 (ภาพจากกรมกิจการผู้สูงอายุ)

แต่อย่างไรก็ตาม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยแพร่ผลสำรวจในปี 2559 ว่า มีคนไร้บ้านเพียง 9.87% หรือ 129 คน จากคนไร้บ้าน 1,307 คนในกรุงเทพฯ ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว[33] (ทั้งนี้ จำนวนคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ที่ สสส. ประเมินมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนคนไร้บ้านที่มูลนิธิอิสรชนประเมินไว้กว่า 3,486 คน ในปีเดียวกัน)[34] หลายคนจึงอาจสงสัยว่า ‘มีที่พักให้อยู่ฟรี กินฟรี ทำไมคนไร้บ้านถึงไม่ยอมเข้าไปอยู่?’ ซึ่งเหตุที่คนไร้บ้านไม่นิยมไปพำนักในศูนย์พักพิงของรัฐเพราะคนไร้บ้านเคยชินกับการพักอาศัยในที่สาธารณะพร้อมกับการหาเลี้ยงชีพบริเวณริมทางเท้าและคนไร้บ้านไม่ไว้วางใจหน่วยงานรัฐ เนื่องจากกังวลว่าหากเข้าไปในศูนย์พักพิงจะไม่ได้ออกมาข้างนอกอีก อีกทั้งคนไร้บ้านยังมองว่าคนไร้บ้านที่พึ่งพาหน่วยงานภาครัฐมักเป็นพวกขี้เกียจทำงานและขี้เมา[35]

ทว่า ความน่ากังวลเกิดขึ้นในปี 2555 เมื่อกรุงเทพฯ ลงทุนด้วยวงเงินกว่า 181 ล้านบาทในการสร้างรั้วเหล็กล้อมสนามหลวง การผลักดันคนไร้บ้านออกจากพื้นที่สนามหลวงอย่างเฉียบพลันทำให้คนไร้บ้านต้องกระจายออกจากพื้นที่ไปยังบริเวณโดยรอบ อาทิ คลองหลอด ซึ่งทำให้ภาคประชาสังคมทำงานยากลำบากขึ้นและคนไร้บ้านมีความเสี่ยงจะถูกรถชนหรือตกน้ำมากขึ้น[36]

ต่อมาในปี 2557 มีการตราพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ซึ่งแม้ว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวดูเหมือนจะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคนไร้บ้าน แต่หากพิจารณารายละเอียดในมาตรา 22 ที่บัญญัติว่า[37]

“ในกรณีที่บุคคลใดที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับการพักอาศัยในที่สาธารณะตามกฎหมายหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น…ในกรณีที่คนไร้ที่พึ่งไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ให้สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นพิจารณาดำเนินคดีต่อไป”

มาตราดังกล่าวเป็นการบีบให้คนไร้บ้านต้องเลือกระหว่างการเข้าสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกับการถูกดำเนินคดี ซึ่งอาจทำให้คนไร้บ้านหวาดระแวงภาครัฐ และอาจทำให้ความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับคนไร้บ้านที่ พม. และกรุงเทพฯ พยายามสร้างมาอาจสูญเปล่าได้[38]

แม้ว่าในช่วงทศวรรษนี้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมจะพยายามช่วยเหลือคนไร้บ้านมาโดยตลอด แต่จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มจำนวนขึ้นกว่า 10% ในทุกปี ผลสำรวจของมูลนิธิอิสรชนพบว่า มีคนไร้บ้าน 3,630 คนในปี 2560 และเพิ่มขึ้นเป็น 3,993 คนในปี 2561 ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากการที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ไม่มีสวัสดิการรองรับ ทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นคนไร้บ้าน รวมถึงการฝึกหัดอาชีพคนไร้บ้านของภาครัฐในศูนย์พักพิงฯ อาจยังไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากแม้จะได้รับการฝึกฝนอาชีพแล้ว แต่คนไร้บ้านไม่มีต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ จึงส่งผลให้คนไร้บ้านบางส่วนยังคงเป็นคนไร้บ้านเหมือนเดิม[39] และที่น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้นคือ จำนวนคนไร้บ้านจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้น ซึ่งวิกฤตจะยิ่งซ้ำเติมชีวิตของคนไร้บ้านที่ยากลำบากอยู่แล้วให้ยิ่งลำบากกว่าเดิม

ความเปราะบางของคนไร้บ้านเมื่อเกิดวิกฤต: โควิด-19 กับภาวะโลกเดือด (ปี 2563-2567)

เมื่อองค์การอนามัยโลกเผยแพร่ประกาศการพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563[40] รัฐบาลจึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศและออกมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing)

มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคนไร้บ้านโดยตรง เพราะก่อนโควิด-19 ระบาดจะมีตัวแทนภาคประชาสังคมแจกอาหารและน้ำแก่คนไร้บ้านบริเวณที่คนไร้บ้านหลับนอน อาทิ หัวลำโพง และคนไร้บ้านมักจะพึ่งพาข้าวจากศาสนสถานต่างๆ แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวลดลงเมื่อโควิด-19 ระบาด โดยภาครัฐมักจะห้ามปรามผู้ที่มาแจกอาหารให้แก่คนไร้บ้าน เนื่องจากการรวมตัวกันรับของแจกจะขัดต่อมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ซ้ำร้ายศาสนสถานยังปิดตัวชั่วคราวในช่วงของการแพร่ระบาด คนไร้บ้านอายุน้อยยังอาจพึ่งพาอาหารจากสภาสังคมสงเคราะห์ได้ แต่คนไร้บ้านอายุมากไม่สามารถเดินทางไปได้ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลให้มีการจ้างงานรายวันน้อยลงอีกด้วย[41] นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2563 ยังส่งผลให้ ‘คน’ กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ เพิ่มขึ้นอีกกว่า 19.42% อีกด้วย[42]

แม้ว่าในช่วงปี 2563 พม. จะเตรียมบ้านมิตรไมตรีไว้เพื่อรองรับคนไร้บ้าน แต่เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ลงพื้นที่ประกาศเชิญชวนให้คนไร้บ้านมาใช้สวัสดิการของ พม. คนไร้บ้านกลับเตลิดหนีกันไปคนละทิศคนละทาง เนื่องจาก คนไร้บ้านยังไม่ค่อยไว้วางใจภาครัฐและพอใจในความเป็นอิสระข้างนอกมากกว่า[43] สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ของปัญหาคนไร้บ้านยังคงเป็นเรื่องการสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับคนไร้บ้าน

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมเมื่อการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา (Delta) ในปี 2564 นำมาซึ่งเหตุการณ์น่าสะเทือนใจคือ การเสียชีวิตของคนไร้บ้านริมถนนบริเวณหน้าวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและหน้าอาคารศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ราชดำเนิน โดยอัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชนให้ความเห็นว่า คนไร้บ้านเสียชีวิตข้างถนนทุกปีจากโรคลมร้อน (heatstroke) แต่ไม่มีใครสนใจ พอคนไร้บ้านเสียชีวิตในสถานการณ์โควิด-19 จึงทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเก็บศพและทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้พบเห็นร่างไร้วิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอนาถใจ[44]

แม้ว่า สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง แต่คนไร้บ้านก็ต้องเผชิญกับอีกวิกฤตใหญ่คือ ‘ภาวะโลกเดือด’ (global boiling) ซึ่งบทความของ บีบีซีไทย เผยให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่ยากลำบากของคนจนเมืองในยุคภาวะโลกเดือด ทั้งการใช้ชีวิตในช่วงกลางวันที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ต้องอาศัยการอาบน้ำเพื่อคลายร้อน และการหลับนอนในช่วงกลางคืนที่ต้องรอถึงเวลาตีสอง-ตีสี่ ให้อากาศเย็นลงถึงจะหลับได้[45] แน่นอนว่า คนไร้บ้านที่เป็นคนจนเมืองที่ชายขอบที่สุดไม่มีน้ำให้อาบเพื่อคลายร้อน ต้องอาศัยร่มเงาต้นไม้หรือใต้สะพานเพื่อหลบแสงแดดที่แผดเผา[46] อีกทั้งคนไร้บ้านยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมร้อนเสียชีวิตอีกด้วย

นอกจากนี้ ภาวะโลกเดือดยังนำมาซึ่งภาวะแห้งแล้งที่ส่งผลให้ปลูกพืชผลไม่ได้ และจะนำมาซึ่งการอพยพย้ายถิ่นฐานของแรงงานภาคเกษตรกรรมเข้าสู่เมืองเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิต ซึ่งคาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 มหานครใหญ่ทั่วโลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นสองเท่าจากการย้ายถิ่นของคนชนบท[47] และแรงงานเหล่านั้นอาจกลายเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ หากภาครัฐไม่มีแนวทางการรับมือที่รัดกุมมากพอ

บทสรุป

จากการศึกษาประวัติศาสตร์คนไร้บ้านพบว่า คนจนบางส่วนใช้ชีวิตในที่สาธารณะมาตั้งแต่ยุคก่อนสมัยใหม่ แต่การไร้ที่อยู่อาศัยในอดีตเกิดจากคนละสาเหตุกับการไร้ที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน การไร้ที่อยู่อาศัยในอดีตเกิดจากการเป็นคนพลัดถิ่นของคนต่างแดนหรือการเป็นผู้ป่วยโรคที่สังคมรังเกียจ ในขณะที่การไร้ที่อยู่อาศัยในปัจจุบันเกิดจากการขาดแคลนพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองและการขาดที่พึ่งที่จะเป็นเบาะรองรับเมื่อเกิดวิกฤตในชีวิต

รัฐสมัยใหม่เข้ามาจัดระเบียบพื้นที่ของราษฎรและออกมาตรการควบคุมตัวคนไร้บ้านที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมในที่สาธารณะ คนไร้บ้านจึงหวาดกลัวและมักหลบหนีเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ต่างคนต่างไม่เข้าใจกัน แม้ว่าในช่วง 2550 ภาครัฐจะเริ่มเข้าใจโจทย์สำคัญเรื่องการสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับคนไร้บ้าน เพื่อให้เกิดการพูดคุยและเข้าใจปัญหา แต่ในบางครั้ง หน่วยงานรัฐบางภาคส่วนกลับมีนโยบายเข้มงวดซึ่งส่งผลให้หน่วยงานรัฐอีกภาคส่วนทำงานกับคนไร้บ้านอย่างยากลำบาก คนไร้บ้านจึงไว้ใจภาคประชาสังคมที่ช่วยเรียกร้องสิทธิคนไร้บ้านมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2540 มากกว่า

จะเห็นได้ว่าปัญหาคนไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาในระดับปัจเจกบุคคลอย่างเดียว อย่างที่บางคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องความเกียจคร้าน แต่เป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจที่ทับซ้อนกับปัญหาส่วนบุคคล และการพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นเหตุให้คนชนบทต้องเข้ามาแสวงหาโอกาสในมหานคร ซึ่งในอนาคตอันใกล้ สภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงจะมีผลให้แรงงานภาคเกษตรกรรมอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองใหญ่อีกระลอกหนึ่ง ภาวะโลกเดือดจะกลายเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ‘คน’ กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ มากขึ้น ปัญหานี้จึงจะทวีความสำคัญและต้องการการแก้ปัญหาอย่างรอบด้านด้วยสายตาที่เข้าใจ

References
1 สุจิตต์ วงษ์เทศ, “เปิดโปง เสียดสีสังคม อารมณ์ขัน วรรณกรรมล้อเลียน,” มติชนสุดสัปดาห์, 2 ธันวาคม 2561.
2 พระมหามนตรี (ทรัพย์), บทละครเรื่องระเด่นลันได (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2536), 1-2.
3 กฎหมายตราสามดวง เล่ม 2 (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2505), 28.
4 อันโตนิโอ โฉมชา, “อยุธยานอกตำราเรียน,” The101.world, 17 ตุลาคม 2560.
5 ศรีศักร วิลลิโภดม, ““คนจน” กับ “วัฒนธรรมความจนในสังคมไทย”,” มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์, 22 มิถุนายน 2561.
6 ณัฐวุฒิ ปรียวนิตย์, “การตัดถนนในพระนครกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำสยาม.” วารสารหน้าจั่ว 28 (2557): 350-351.
7 Nontaporn Youmangmee, “Management of ‘Public Spaces’: Case-Study of Roads in Bangkok in the Reign of King Rama V,” In Sites of Modernity: Asian Cities in the Transitory Moments of Trade, Colonialism, and Nationalism, ed. Wasana Wongsurawat (Heidelberg: Springer, 2016), 60.
8 Olivia B. Waxman, “What to Know About the Origins of Fascism’s Brutal Ideology,” Time, March 22, 2019.
9 Michael Herzfeld, “The blight beautification: Bangkok and the pursuit of class-based urban purity,” Journal of Urban Design 22, 3 (2017): 302.
10 Lawrence Chua, “The Aesthetic Citizen: Translating Modernism and Fascism in Mid Twentieth-Century Thailand,” Southeast Asia’s Modern Architecture: Questions of Translation, Epistemology and Power, Jiat-Hwee Chang, and Imran bin Tajudeen eds. (Singapore: NUS Press, 2019), 73-75.
11 ณัฐพล ยิ่งกล้า, “กฎหมายควบคุมการขอทาน,” สำนักวิชาการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กันยายน 2561.
12 “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดกรมและสถานสงเคราะห์ ตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2484,” กฎหมายการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 7 มิถุนายน 2559.
13 พวงทอง ภวัครพันธุ์, การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2561), 38-39.
14 วิทยากร เชียงกูล, “ปัญหาของคนหนุ่มสาวในโลกที่สาม,” สังคมศาสตร์ปริทัศน์ 8 no. 2 (2513): 12-15.
15 ศรีศักร, “คนจน.”
16 ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2559), 231.
17 เพิ่งอ้าง.
18 บุญเลิศ วิเศษปรีชา, โลกของคนไร้บ้าน (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน, 2560), 67.
19 ตฤณ ไอยะรา, “ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในยุครัฐบาลเปรม (2523-2531),” เศรษฐสาร, 31 พฤษภาคม 2562.
20 เจนจิรา สิริพรรณยศ, “Gentrification เมื่อทุนนิยมเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นย่านผู้ดี เบียดขับผู้คนออกจากพื้นที่,” Way Magazine, 25 กรกฎาคม 2566,
21 Heng Chye Kiang, Davisi Boontharm, and Nayada Nakhasit, “Persistence and Gentrification in Rattanakosin, Bangkok,” IPHS CONFERENCE14th (2010): 9-11.
22 คมสันติ์ จันทร์อ่อน, “รายงาน: พัฒนาการไล่รื้อชุมชนกับการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินชาวสลัม,” ประชาไท, 9 กันยายน 2558,.
23 สุวัฒน์ คงแป้น, “การไล่รื้อที่ชุมชนแออัดรอบใหม่มาถึงแล้ว,” สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, 24 กรกฎาคม 2558.
24 มนทกานต์ ฉิมมามี, “คนไร้บ้านมาจากไหน ไปไหน และจุดเปลี่ยนของการกลายเป็นคนไร้บ้าน,” รายงานวิจัย การสำรวจข้อมูลทางประชากรเชิงลึกของคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), 2559), 114-115,.
25 อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, “คนไร้บ้าน: จุดเริ่มต้นการสำรวจและการต่อยอดสุขภาพ,” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567.
26 บุญเลิศ วิเศษปรีชา, “บทสะท้อนงานมานุษยวิทยาสาธารณะกรณีคนไร้บ้าน,” วารสารมานุษยวิทยา 4 No. 2 (2564): 32-33.
27 บุญเลิศ, “บทสะท้อน,” 34-35.
28 เพิ่งอ้าง., 36.
29 เพิ่งอ้าง., 39-42.
30 เหมพรรษ บุญย้อยหยัด, เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์, “สิทธิมนุษยชนกับกระบวนการต่อสู้ของคนไร้บ้านในเขตพระนคร,” วารสารปาริชาต ฉบับพิเศษ (2555): 6.
31 “บ้านอุ่นใจ…ชายคาใหม่สำหรับคนไร้บ้าน,” MGR Online, 15 มิถุนายน 2550.
32 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ, “บ้านมิตรไมตรี ที่พึ่งคนเร่ร่อน,” คมชัดลึก, 9 กันยายน 2555.
33 “รู้ไหมว่า คนไร้บ้าน อยู่ตรงไหนบ้างของกทม.,” Penguin Homeless, 17 กันยายน 2559,.
34 “คนไร้บ้านเพิ่ม ผลสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม,” BLT, 7 สิงหาคม 2560,.
35 วิรวินท์ ศรีโหมด, “ส่งคนเร่ร่อนสนามหลวงไป “บ้านมิตรไมตรี” เอ็นจีโอวอนเห็นใจ ไม่ได้สร้างปัญหา,” โพสต์ทูเดย์, 14 พฤศจิกายน 2559.
36 มุทิตา เชื้อชั่ง, “เปิดสนามหลวงโฉมใหม่ ปิดฉาก ‘บ้าน’ คนไร้บ้าน,” ประชาไท, 2 เมษายน 2555,.
37 พระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557. (2557, 23 ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา, 131 (83 ก), 7,.
38 ศักดิ์ชัย เลิศพาณิชพันธุ์, “การศึกษาแนวทางพัฒนากฎหมายสำหรับคนไร้ที่พึ่งและพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557,” วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 24 No. 1 (2559): 13.
39 “Numbers of homeless and sex workers ‘increasing in Bangkok’,” The Nation, January 24, 2019.
40 “Archived: WHO Timeline – COVID-19,” World Health Organization, April 27, 2020.
41 สมิตนัน หยงสตาร์, ภานุมาศ สงวนวงษ์, “ไวรัสโคโรนา : “คนไร้บ้าน” จะทำอย่างไรเมื่อรัฐแนะนำให้ “อยู่บ้าน” เพื่อหนีโควิด-19,” BBC NEWS ไทย, 26 มีนาคม 2563,.
42 “รายงานผลกระทบโควิด-19 ต่อชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้านและคนจนเมือง,” สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), พฤศจิกายน 2563.
43 บุญเลิศ วิเศษปรีชา, “การรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไร้บ้านในสถานการณ์โควิด-19 และความต้องการพื้นฐาน,” วารสารมานุษยวิทยา 5 No.1 (2565): 211-212.
44 “มูลนิธิอิสรชน วอนสังคมอย่าเหมารวมคนไร้บ้าน แพร่เชื้อโควิด19 จากเหตุเสียชีวิตปริศนาริมถนน 3 รายรวด ด้าน พม.ยืนยันไม่ได้นิ่งดูดายคนกลุ่มนี้,” 7HDร้อนออนไลน์, 21กรกฎาคม 2564.
45 จิราภรณ์ ศรีแจ่ม, ““กว่าจะได้หลับก็ตี 2- ตี4” สำรวจชีวิตจริงที่ “ร้อนแบบอยู่ไม่ได้” ของคนไทยในยุคโลกเดือด,” BBC NEWS ไทย, 5 เมษายน 2567.
46 พรลภัส วุฒิรัตนรักษ์, “ชีวิต ‘คนไร้บ้าน’ ใน ‘วันไร้เงา’ ‘ต้นไม้-ใต้สะพาน’ ทางออกการหนีร้อนท่ามกลางอุณหภูมิระอุ 40 องศา,” The Momentum, 26 เมษายน 2567.
47 Tegan Blaine, Julia Canney, Chris Collins, Jessica Kline, and Rachel Locke, “Climate Change, Migration and the Risk of Conflict in Growing Urban Centers,” United States Institute of Peace, June 27, 2022.

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save