กานต์ธีรา ภูริวิกรัย เรื่อง

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในปัญหาสำคัญของกระบวนการยุติธรรมคือ ‘ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ’ รวมถึงอัตราการกระทำผิดซ้ำที่ไม่ได้ลดลง ทำให้เกิดการพูดคุยและแสวงหาแนวทางอื่นๆ เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าว

หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับการพูดถึงในระดับโลกคือ ‘กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์’ (Restorative Justice) ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำหลักความสมานฉันท์มามุ่งฟื้นฟูผู้กระทำผิด และเยียวยาผู้เสียหาย ผ่านทางการเจรจาไกล่เกลี่ยกันระหว่างคู่พิพาททั้งสองฝ่ายในกรณีที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นการช่วยบรรเทาทั้งผู้กระทำผิดและผู้เสียหายแล้ว กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ยังมีส่วนช่วยแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำได้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ยังจะช่วยให้เกิดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 16 ว่าด้วยการส่งเสริมสังคมที่สงบสุข ทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สร้างสถาบันที่มีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ (Peace, Justice, and Strong Institution)

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้จัดสัมมนาออนไลน์เพื่อเปิดตัวคู่มือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Handbook on Restorative Justice Programmes) ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงใหม่ล่าสุด โดยคู่มือดังกล่าวเป็นทั้งแหล่งข้อมูลสำคัญและเป็นแนวทางในการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปใช้จริงในทางปฏิบัติด้วย

วิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นางสาวจี เอ ลี เจ้าหน้าที่ด้านป้องกันอาชญากรรมและยุติธรรมทางอาญาจาก UNODC นายอิวอง ดันดูรัน ที่ปรึกษาในการร่างคู่มือความยุติธรรมสมานฉันท์ และนักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ปฏิรูปกฎหมายอาญาและนโยบายยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ (ICCRL) นางมาริโล รีฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายยุติธรรมทางอาญา กระทรวงยุติธรรมแห่งแคนาดา และ นายทิม แชปแมน ประธานสภาเพื่อการพัฒนาการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แห่งสหภาพยุโรป (European Forum for Restorative Justice) โดยมี นายวงศ์เทพ อรรถไกวัลวที ที่ปรึกษาพิเศษของ TIJ เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

 

วงศ์เทพ อรรถไกวัลวที ที่ปรึกษาพิเศษของ TIJ

 

หนทางการบรรเทาความเจ็บปวด และส่งเสริมการกลับคืนสู่สังคม

 

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้รับการตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้นในฐานะ ‘มาตรการ’ ที่จะช่วยส่งเสริมหลักนิติธรรมและการเข้าถึงความยุติธรรม โดยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม และผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้คือ “การบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำ และสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของทั้งผู้กระทำและผู้เสียหาย”

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเบี่ยงเบน (divert) คดีออกจากศาลด้วย

“อย่างที่เรารู้กันว่า ปัญหานักโทษล้นคุกกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวล ไม่ใช่แค่ในมุมมองเรื่องความยุติธรรม แต่ยังเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนและสุขภาพด้วย และยิ่งในยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด อันตรายจากปัญหาคุกล้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น”

อย่างไรก็ดี กิตติพงษ์ชี้ว่า โควิด-19 เป็นเหมือนตัวกระตุ้นให้หลายประเทศเริ่มแสวงหาและใช้มาตรการที่มิใช่การจำคุกมากขึ้น ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานด้านยุติธรรมทางอาญาจึงควรพิจารณา และส่งเสริมแนวคิด หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในระบบยุติธรรม เช่น ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative justice) และถือเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดตัวคู่มือฉบับปรับปรุงล่าสุดดังกล่าว

“คู่มือนี้จะครอบคลุมหลายหัวข้อ ทั้งตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ดีในการออกแบบ และประยุกต์ใช้ในแต่ละประเทศ การระดมทรัพยากรในแต่ละชุมชน ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ในการสังเกตการณ์ และประเมินโครงการ” กิตติพงษ์อธิบาย “นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนประเทศต่างๆ ที่ได้ขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปก่อนแล้ว คู่มือนี้ยังจะอธิบายข้อมูลและตัวอย่างที่จะมีประโยชน์ในการพัฒนาไปข้างหน้า โดยอิงจากบริบทที่หลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม และทางกฎหมาย”

กิตติพงษ์ปิดท้ายว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์น่าจะเป็นเหมือน new normal อย่างหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องมาช่วยกันคิดว่า กระบวนการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร และเราจะนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในเรื่องนี้ได้อย่างไรด้วย

 

เส้นทางสู่กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

 

ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้ นางสาวจี เอ ลี เจ้าหน้าที่ด้านป้องกันอาชญากรรมและยุติธรรมทางอาญาจาก UNODC เกริ่นนำว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้เส้นทางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ‘กว้างขึ้น’ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 16 ในการเสริมสร้างการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมด้วย

“คู่มือฉบับแรก (1st edition) ถูกจัดทำขึ้นในปี 2006 เพื่อที่จะเป็นแนวนำทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ต่อมา กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของประเทศที่นำกระบวนการนี้มาใช้ บริบทและขอบเขตที่กระบวนการนี้ถูกใช้”

หลังจากมีการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี 2016 ทาง UNODC ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ที่ประเทศแคนาดา ต่อมาในปี 2018 องค์การสหประชาชาติมีมติให้อัพเดทคู่มือ และนำมาสู่การประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2019 โดยมีการอัพเดทงานวิจัยและโครงการต่างๆ ทั่วโลกที่เกี่ยวข้อง

นางสาวจี เอ ลี เล่าว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ยังมีความซับซ้อนและต้องได้รับการพัฒนาต่อ รวมถึงยังต้องการแนวนำทางที่เกี่ยวข้องด้วย จึงเกิดเป็นการประชุมกันที่กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวน 30 คนจากทุกภูมิภาครอบโลกมาร่วมกันอภิปรายและแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง และเมื่อขั้นตอนกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นลง จึงเกิดเป็นคู่มือฉบับปรับปรุงล่าสุดดังที่เราเห็นกัน

 

จี เอ ลี เจ้าหน้าที่ด้านป้องกันอาชญากรรม และยุติธรรมทางอาญาจาก UNODC

 

“ความแตกต่างระหว่างฉบับแรกกับฉบับล่าสุดนี้คือ เราจะมีการปรับปรุงและอัพเดตข้อมูลที่มีในฉบับแรก หลักๆ แล้ว คู่มือฉบับปรับปรุงล่าสุดนี้ถูกพัฒนามาจากข้อสรุปและคำแนะนำที่เราได้รับเมื่อครั้งจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญที่แคนาดา ซึ่งตอนนั้น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้มีอะไรใหม่ๆ ในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มากกว่าในช่วงทศวรรษ 2000”

“คู่มือฉบับปรับปรุงล่าสุดจะให้คำอธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ และความก้าวหน้าของการนำวิธีคิดไปใช้ในประเทศต่างๆ พร้อมทั้งปรับปรุงข้อมูลล่าสุดที่เกี่ยวกับชนิดของโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีส่วนที่พูดถึงการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับอาชญากรรมที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ (serious crime) ซึ่งยังไม่มีการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปใช้ในอาชญากรรมประเภทนี้อย่างแพร่หลายนักในช่วงทศวรรษที่ 2000”

นางสาวจี เอ ลี อธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับอาชญากรรมที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ กล่าวคือ คู่มือได้เสนอแนวทางในการใช้กระบวนการขั้นพื้นฐาน และครอบคลุมขอบเขตของปัจจัยเฉพาะในแต่ละประเภทอาชญากรรม เช่น ความรุนแรงในชีวิตคู่ (intimate partner violence) และความรุนแรงทางเพศ (sexual violence)

“สำหรับผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คู่มือนี้จะมีส่วนที่ระบุถึงปัจจัยที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ประสบความสำเร็จ  เช่น การเตรียมตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะลงไปคุยกับผู้เสียหาย หรือการทำงานร่วมกับชุมชน รวมถึงส่วนที่พูดถึงการตรวจสอบและประเมินผลด้วย”

นางสาวจี เอ ลี ปิดท้ายว่า คู่มือฉบับนี้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรม และยังสามารถถูกใช้เป็นทั้งแหล่งข้อมูลอ้างอิง หรือเครื่องมือฝึกฝนเจ้าหน้าที่ก็ได้ ซึ่งทาง UNODC จะเข้ามาในเรื่องการช่วยเหลือทางเทคนิค เช่น การสนับสนุนและการปฏิรูปเชิงสมานฉันท์แก่รัฐสมาชิก ให้คำแนะนำด้านนโยบาย รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพให้บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต่อไป

 

ไม่มี ‘ทางลัด’ ในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

 

ทางฝั่ง นายอิวอง ดันดูรัน ที่ปรึกษาในการร่างคู่มือความยุติธรรมสมานฉันท์ และนักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ปฏิรูปกฎหมายอาญาและนโยบายยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ (ICCRL) มองว่า แม้ว่าจะมีการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แล้ว และประสบความสำเร็จตามคาดหมายไม่เพียงเฉพาะในการพิจารณาคดีศาลเด็กและเยาวชน แต่กระบวนการดังกล่าวก็อาจจะยังดูช้ากว่าที่คาดหวังไว้

“ในช่วงปี 2002 มีคำแนะนำพื้นฐานว่า แต่ละรัฐควรคำนึงถึงการวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไปกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” นายดันดูรัน กล่าว อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา แต่ละประเทศมักใช้นโยบายต่างๆ โดยอิงกับการปฏิบัติเชิงระบบ และผ่านทางระบบยุติธรรมทางอาญามากกว่า

“อย่างที่เรารู้กันดีว่า ยิ่งเราสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ดีขึ้น ก็จะยิ่งแก้ปัญหาหรือความขัดแย้งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และในบางกรณี ผู้ถูกกระทำก็จะรู้สึกพึงพอใจมากขึ้นด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และสร้างความมั่นใจในระบบยุติธรรม”

 

อิวอง ดันดูรัน ที่ปรึกษาในการร่างคู่มือความยุติธรรมสมานฉันท์ และนักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ปฏิรูปกฎหมายอาญาและนโยบายยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ (ICCRL)

 

นายดันดูรันมองว่า แม้การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะค่อยๆ หยั่งรากลึกขึ้น แต่ความริเริ่มดังกล่าวกลับยังล้มเหลวในการเป็นหลักการขั้นพื้นฐานอยู่ เพราะกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มักถูกนำเสนอในมุมของการเบี่ยงเบนคดี ในกรณีที่คดีนั้นเป็นความผิดเล็กน้อย (minor crime) มากกว่า และปัญหาที่พบคือประชาชนและเหยื่อไม่เข้าใจในการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และมีการต่อต้านการนำกระบวนการนี้ไปใช้

นายดันดูรันจึงปิดท้ายว่า เราจำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้อย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับผู้นำในท้องถิ่น ตำรวจ อาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือ นักปฏิบัติการ รวมทั้งแต่ละประเทศควรมีกฎหมายที่รองรับการนำความยุติธรรมสมานฉันท์ไปใช้ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคมและการมีส่วนร่วม

“สำหรับผม การใช้หลักยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลาในการทบทวน และหาวิธีในการดำเนินการ มันจะค่อยๆ สำเร็จไปทีละขั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดเป็นพันธกรณีในระยะยาว เพื่อส่งเสริมแนวคิดดังกล่าวในวงกว้าง และการนำไปใช้โดยไม่สนบริบทสังคม และการมีส่วนร่วมจะทำให้ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ล้มเหลว”

 

กรณีศึกษาจากประเทศแคนาดา

 

“การเกิดขึ้นของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นผลลัพธ์ส่วนหนึ่งจากความผิดพลาดของเรา ที่กระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันมักจะลดทอนอำนาจ (disempower) และทำให้ผู้ถูกกระทำต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า (revictimisation)” นางมาริโล รีฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายยุติธรรมทางอาญา กระทรวงยุติธรรมแห่งแคนาดา กล่าวนำ พร้อมทั้งเสริมว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศต่างๆ จึงเริ่มพูดถึงกระบวนการเชิงฟื้นฟูที่มุ่งเยียวความเสียหายที่เกิดขึ้น มากกว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

นางรีฟฉายภาพว่า แคนาดาเป็นประเทศใหญ่ที่ภาคภูมิใจในความหลากหลายและมุมมองที่แตกต่างของตนเอง และด้วยขนาดที่ใหญ่และความหลากหลายนี่เอง แคนาดาจึงเห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือกัน โดยเธอยกตัวอย่างกลุ่มความร่วมมือเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในระดับมลรัฐที่มีมาตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งในแคนาดา การบริหารจัดการเรื่องความยุติธรรมเป็นความรับผิดชอบของหน่วยปกครองระดับมลรัฐ (provincial) ขณะที่ในระดับสหพันธรัฐ (federal) จะมีประมวลกฎหมายอาญาซึ่งใช้กับทุกมลรัฐ และทุกมลรัฐและเขตแดนในแคนาดายังมีการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

แน่นอนว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย แต่นางรีฟ มองว่า ความท้าทายก็คือโอกาสในการรับฟังเสียงและใช้กระบวนการนี้ในกลุ่มชนพื้นเมืองของแคนาดาด้วย

“มรดกจากยุคอาณานิคมทำให้เรามีชนพื้นเมืองที่ต้องตกเป็นผู้ถูกกระทำ ผู้รอดชีวิต และผู้กระทำความผิดจำนวนมาก ทำให้แต่ละชุมชนมีโปรแกรมเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มามากกว่า 25 ปีแล้ว นอกจากนี้ การออกแบบระบบที่ยอมรับวัฒนธรรมและคุณค่าของชุมชนยังถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเราด้วย”

สำหรับความท้าทายข้อที่สอง นางรีฟมองว่า เป็นความท้าทายแบบเดียวกับที่หลายประเทศต้องเผชิญ คือผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ และตัวกระบวนการเองอาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และเจ้าหน้าที่ก็อาจจะไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้ว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์คืออะไร

“กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไม่ควรเป็นแค่ทางเลือก หนทางในการเบี่ยงเบนคดี หรือส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ แต่กระบวนการนี้ควรจะถูกใช้ภายในหรือควบคู่ไปมาตรการความยุติธรรมทางอาญาที่มีอยู่แล้ว” นางรีฟ กล่าว และชี้ให้เห็นว่า การที่เรามองกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ว่า เป็นกระบวนการที่ใช้กับเยาวชนหรือการกระทำผิดเล็กน้อยเท่านั้น กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ถูกผลักไปอยู่ที่ชายขอบของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ซึ่งสำหรับเธอแล้ว กระบวนการนี้สามารถถูกใช้กับทุกฐานความผิด แต่ต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนที่เพียงพอ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความโปร่งใสตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

“มีงานวิจัยมากมายที่แสดงว่า ยิ่งคดีมีความรุนแรงเท่าไหร่ กระบวนการฟื้นฟูก็จะยิ่งได้ผลมากขึ้นเท่านั้น” นางรีฟกล่าว พร้อมทั้งสรุปว่า ขณะที่ทั้งโลกกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี่ก็อาจเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่จะทบทวนเรื่องการตอบสนองต่อการกระทำความผิดทางอาญา และอาจจะหันไปหาวิธีที่รับผิดชอบต่อปัจเจกบุคคลมากขึ้น โดยตั้งอยู่บนหลักการฟื้นฟูศักดิ์ศรีและความเคารพซึ่งกันและกัน

ในตอนท้าย มีผู้ตั้งคำถามว่า การระงับข้อพิพาทแบบทางเลือก (alternative dispute resolution) สามารถเทียบเท่ากับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้หรือไม่ หรือมีความเหมือน-ต่างกันประการใด ซึ่งนางรีฟอธิบายว่า การระงับข้อพิพาททางเลือกมีมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะในบริบทกฎหมายครอบครัว (family law) ซึ่งเธอมองว่า การระงับข้อพิพาททางเลือกมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ อย่างไรก็ดี การฝึกฝนและกระบวนกร (facilitator) ที่มีประสิทธิภาพสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากได้

“สมมติว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้น ทั้งการระงับข้อพิพาททางเลือก และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะมีการไกล่เกลี่ยผู้กระทำผิดและผู้ถูกกระทำที่คล้ายคลึงกัน แต่กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะพูดถึงทั้งอันตรายที่เกิดกับผู้กระทำ ผู้เสียหาย และชุมชนด้วย ถ้าพูดให้ง่ายกว่านั้นคือ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มักจะอยู่บนหลักการที่กว้างกว่า และมีความเป็นองค์รวมมากกว่า” นางรีฟสรุป

 

ทุกคนต้องร่วมกันหล่อเลี้ยง ‘เมล็ดพันธุ์’ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ที่ยั่งยืน

 

ปิดท้ายที่ นายทิม แชปแมน ประธานประธานสภาเพื่อการพัฒนาการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แห่งสหภาพยุโรป ซึ่งมองว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ทั้งโลกกำลังเผชิญกับเรื่องเดียวกัน คือการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ปัญหาระดับโลกนี้อาจจะสร้างและช่วยให้ความร่วมมือร่วมใจในระดับระหว่างประเทศยั่งยืนมากขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นในช่วงวิกฤตเช่นนี้

นายแชปแมนเปรียบเปรยว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เหมือนกับการปลูกต้นไม้ ซึ่งเราไม่อาจเร่งผลให้เติบโตได้ สำหรับเขา คู่มือฉบับปรับปรุงล่าสุดนี้เป็นเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่เล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และความเป็นไปได้ อย่างไรก็ดี เมล็ดพันธุ์สามารถเติบโตได้ แต่คู่มือที่เป็นหนังสือไม่สามารถเติบโตเองได้ หากแต่ต้องอาศัยการหล่อเลี้ยงจากผู้คน

“สำหรับผม คู่มือนี้ไม่ใช่เครื่องมือหรือเครื่องจักรที่เราจะแค่สร้างมันขึ้นมา และจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ แต่คู่มือดังกล่าวเป็นสิ่งที่ ‘เป็นไปตามธรรมชาติ’ คือต้องได้รับการหล่อเลี้ยงเพื่อให้เติบโต เพราะนี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ และเกี่ยวกับการสื่อสาร”

“แล้วอะไรเล่าที่จะหล่อเลี้ยงให้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เติบโต?” นายแชปแมนตั้งคำถาม โดยให้คำตอบว่า หากใช้ประสบการณ์ในยุโรปเป็นเกณฑ์ มีหลายปัจจัยที่จะหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์นี้ให้เติบโตได้ คือ นโยบายที่ดี การตระหนักรู้ของสาธารณชนที่ดี รวมถึงการตระหนักรู้ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

“ในฝั่งของภาครัฐ ผมอยากให้รัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และตัวแทนจากภาครัฐศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง และพยายามทำความเข้าใจก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป นี่จะช่วยเราในตอนที่เราต้องตัดสินใจว่า “เราต้องการกฎหมายจริงๆ หรือ?” เพราะกฎหมายสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล ในแง่ของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของพลเมือง”

“นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องพิจารณาว่า จะใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อย่างไร เราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับชาติไหม และถ้าต้องการ เราควรจะนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) เข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายต้องตัดสินใจเช่นกัน”

 

ทิม แชปแมน ประธานประธานสภาเพื่อการพัฒนาการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์แห่งสหภาพยุโรป

 

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ตัวผู้เสียหายใช้เวลาน้อยในการฟื้นฟูตนเองจากความชอกช้ำที่ได้รับจากอาชญากรรม และในที่ ๆ มีการปรับใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อย่างมีประสิทธิภาพ จำนวนคนในเรือนจำก็จะลดลงน้อยลงด้วย

อย่างไรก็ดี แม้กระบวนการดังกล่าวจะช่วยลดภาระด้านต้นทุนดังที่กล่าวมา แต่นี่ไม่ใช่หนทางราคาถูก เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อที่จะได้ผลประโยชน์และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว นอกจากนี้ ความตระหนักรู้และความเข้าใจของสาธารณชนก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันด้วย

“เราจะต้องทำงานหลายขั้นตอน ทั้งให้ข้อมูลและให้ความรู้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ประสบความสำเร็จ รวมถึงต้องทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ นักกฎหมาย ตำรวจ ชุมชนท้องถิ่น หรือกลุ่ม NGOs เพราะฉะนั้น กลยุทธ์การสื่อสารจำเป็นมาก ๆ ในการใช้กระบวนการนี้”

นอกจากการสื่อสารแล้ว นายแชปแมนชี้ว่า สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การปฏิบัติที่มีคุณภาพ เพราะยิ่งเราทำดีเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงแนะนำว่า “เราต้องจ้างคนที่ดี และต้องตัดสินใจว่า การทำงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะเป็นงาน full-time หรือเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของพวกเขา หรือเป็นงานอาสาสมัคร”

ทั้งนี้ การแต่งตั้งคนมีหลายโมเดลให้เลือกใช้ ซึ่ง นายแชปแมนบอกว่า ไม่ว่าประเทศนั้น ๆ จะเลือกใช้โมเดลแบบไหน สิ่งสำคัญที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีคือ ‘ความมั่นใจ’

นอกจากนี้ การสนับสนุนและการตรวจตราจากผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและผลประโยชน์ของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ก็เป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งตรงนี้ ทาง UNODC จึงได้จัดทำหลักสูตรการฝึกฝนเพื่อสนับสนุนรัฐสมาชิกและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

ในตอนท้าย นายแชปแมน สรุปว่า แนวคิดเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะมาจากทางตะวันตก และจากบทเรียนของสหภาพยุโรปที่มี Forum ในด้านนี้ แต่ละภูมิภาคควรจะมี Forum เป็นของตนเอง เพื่อให้การสนับสนุนและแนะนำแนวปฏิบัติซึ่งกันและกัน จะได้มีเอกสารพื้นฐานการปฏิบัติของแต่ละประเทศ และแต่ละประเทศจะได้สามารถประเมินแนวทางของตน เปรียบเทียบกับประเทศอื่น และพัฒนาแนวทางการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของตนเองให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นต่อไป


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ The101.world

Author

Kanteera Purivikrai

กานต์ธีรา ภูริวิกรัย – จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชอบสุนัขตัวอ้วนใหญ่ และตกหลุมรักการอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ความฝันของกานต์ธีราอย่างหนึ่งในอนาคตคือ การเรียบเรียงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และประเด็นที่น่าสนใจทางสังคมออกมาในรูปแบบที่ย่อยง่ายและเป็นมิตรกับผู้อ่าน