ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่อง

 

หมายเหตุ : มิได้เจตนาเขียนเรื่องความรักแต่อย่างใด แต่หากคุณคือคนรักงาน บรรทัดถัดไปย่อมเป็นเรื่องความรักไม่ผิดแน่

 

1

 

เสียงร้องทุ้มนุ่มของจอห์นนี่ แคช ดังผ่านลำโพงรถมิวเซเว่น ฉันนั่งติดหน้าต่าง ไหล่อีกข้างชนกับพี่ในกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ คำร้องที่ว่า “I walk the line” แสนละมุนและมีพลังก็จริง แต่พื้นถนนดูจะไม่เอาด้วย ก้อนหินและทางขรุขระทำเอารถเด้งตลอดทาง

“ยังกะขี่ม้า” พี่ต้อ-บินหลา สันกาลาคีรี ที่ทำหน้าที่ขับรถเปรียบเปรย แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะเสียงดังอร่อย ทุกคนในรถหัวเราะ โดยเฉพาะพี่หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ที่นั่งอยู่ด้านหน้า

ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กจบใหม่ และมีโอกาสได้นั่งรถที่บรรณาธิการขับให้ เขาพาไปไหนไปด้วย เกาะติด เดินตาม นั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันในวงสุรา แอบตั้งคำถามอยู่ในใจแต่ไม่เอ่ยปากถามออกไป ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ฟังและคิดตาม

นิตยสารไรท์เตอร์อยู่กันแบบเล็กๆ ชนิดที่ว่าถ้ามีใครหายไปคนหนึ่ง ก็รู้ได้ทันทีว่าอยู่ไม่ครบ งานหลักของเราคือทำหนังสือ ส่วนงานรองคือการเดินทาง แต่พออยู่ไป ฉันพบว่าช่วงหนึ่งเราแทบจะเดินทางเป็นงานหลัก

มีครั้งหนึ่งที่เราไปสุพรรณ หลังจากค่ำคืนอันเมามาย ระหว่างขากลับกรุงเทพฯ ฉันหลับเป็นตายชนิดไม่รู้ฟ้ารู้ฝน ตื่นมาอีกทีเมื่อพี่ต้อพาแวะร้านกาแฟข้างทาง พอลงจากรถด้วยสภาพสะลึมสะลือ พี่ต้อถามด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นไง ทางที่ขับผ่านเมื่อกี๊สวยมั้ย”  แน่นอนว่าความรู้ฉันเป็นศูนย์เหมือนเรียนฟิสิกส์ตอน ม.4 ยังไงยังงั้น เลยยืดอกตอบไปว่า หลับตลอดทาง จึงไม่เห็นอะไรเลย พี่ต้อหัวเราะแล้วว่า

“เป็นคนหนุ่มสาว พยายามตื่นให้เยอะ นอนให้น้อย” ฉันรับคำ แล้วคิดในใจ คนหนุ่มสาวที่แฮงค์น่าจะเป็นข้อยกเว้นเสียหน่อย

 

2

 

ฉันเข้ามาในไรท์เตอร์ด้วยฐานะเด็กฝึกงาน ห้าวหาญ ทะนงตน คิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในตองอู เพื่อมาพบว่างานเขียนชิ้นแรกมีปากกาแดงของบรรณาธิการขีดเต็มไปหมด

แน่ละ ว่าความเปราะบางในวัยหนุ่มสาวรุนแรงใช้ได้ ฉันเสียหลักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกลับมาตั้งรับทุกคอมเมนต์ที่มีบนโลก ด้วยความห้าวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหลงตัวเองให้น้อยลง

ฟังมากขึ้น และที่สำคัญคือถามให้มากขึ้น ฉันตกลงกับตัวเองว่า ควรเลิกกังวลว่าจะตั้งคำถามโง่ๆ ได้แล้ว ทุกคนต้องเคยไม่รู้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือหลังจากได้คำตอบ เราจำได้แค่ไหน ดังนั้น ฉันจึงตั้งคำถามโง่ๆ อยู่เสมอ จนช่วงหลังเพื่อนถามว่า เมื่อไหร่มึงจะฉลาดเสียที

เมื่อได้ทำงานมากขึ้น ลองผิดลองถูก เรียนรู้ที่จะตัดทั้งย่อหน้าที่ไม่จำเป็นออกโดยไม่เสียดาย กล้ามากขึ้น ห้าวน้อยลง เรียนรู้ว่าทำแบบไหนจะเข้าท่า และอะไรที่ไม่เข้าท่าก็ควรเลิกทำเสีย

ฉันพบว่า ที่ทำงานที่แรกส่งผลต่อเด็กจบใหม่อย่างมหาศาล เราเรียนรู้ด้วยความสดใหม่ ตื่นตากับทุกอย่าง และไม่กลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาด เพราะเรายังไม่รู้ว่าทำแบบไหนถึงจะผิดพลาด  คำพูดของหัวหน้า วิธีการทำงานของเพื่อนร่วมงาน เรื่องที่พูดคุย สิ่งที่สนใจ ล้วนเป็นตัวหล่อหลอมความคิดของเราอย่างปฏิเสธไม่ได้

ถ้าเปรียบเทียบให้เลี่ยนขึ้นอีกหน่อย งานที่แรกก็เหมือนแฟนคนแรก เรารักอย่างคนไม่กลัวความรัก ไร้เดียงสาเหมือนเด็กอมมือ ทำอะไรไม่เข้าท่าหลายอย่าง ไม่กลัวว่ารักจะจบลงอย่างไร ห้าวหาญเหมือนคนไม่เคยเจอดาบฟัน ดิบห่ามอย่างคนมุทะลุ คลำทางไปเหมือนคนเดินในถ้ำ แต่เข้าใจผิดคิดว่าที่ตัวเองเห็นคือโลกทั้งใบ ทั้งที่ความจริงเราแทบไม่รู้อะไรเลย

แต่รักครั้งแรกก็ทำให้เราได้เรียนรู้ความโง่ของตัวเอง ถ้าเป็นรักสุดท้ายได้คงดี แต่ถ้าไม่ใช่ สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราเติบโตและเรียนรู้ได้มากแค่ไหน

 

3

 

ในโลกที่คนรุ่นใหม่เปลี่ยนงานกันเป็นว่าเล่น คนซื่อสัตย์กับตัวงานมากกว่าตัวองค์กร และหลายคนพูดอย่างมั่นใจว่า ที่ทำอยู่เพราะรักงาน ไม่ใช่องค์กร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทุกวันนี้คนจะขยับขยายย้ายที่ เปลี่ยนงานแทบทุกปี เพื่ออัพเงินเดือน เพื่อเจองานที่ใช่กว่า หรือเพื่อชีวิตที่ลงตัวกว่า ยังไงก็ได้ขอให้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ

ในโลกของคนรุ่นพ่อแม่ที่ทำงานเดิมงานเดียวมาตลอด 20-30 ปี เลี้ยงลูกด้วยเงินเดือนก้อนนั้น เพื่อให้ลูกเติบโตมาตามหาความฝัน ทำอะไรตามใจตัวเอง และร้อยทั้งร้อยแทบจะปฏิเสธการทำงานที่เดิมด้วยเวลาทั้งชีวิต

เราต่างเชื่อว่า ต้องมีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่  โชคดีหน่อย เจอคนที่ใช่งานที่ชอบก็อาจจะอยู่กันนาน ไม่คิดจะเลิก อยากอยู่แบบนี้ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังไม่ทำให้กันและกันเสียใจ แต่ถ้าวันไหนผิดใจ ก็ไม่แน่ว่าเหล่าคนรุ่นใหม่พร้อมจะเก็บกระเป๋าจากลามา แม้ด้วยความรู้สึกว่างโหวง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่กับความรู้สึกไม่ดีในที่ทำงาน

กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในวันพีซ รู้ดีว่าจะเดินทางไปเกาะถัดไปไม่ได้ ถ้ายังล็อกทิศทางไม่สำเร็จ แต่หลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็ลุยอย่างคนไม่กลัวคลื่นลม เอาเรือบินขึ้นฟ้าด้วยกระแสน้ำวนบ้าคลั่งก็ทำมาแล้ว

ตราบใดที่ยังเป็นงานที่ชอบ ยังมีทะเลและสายลมพัด แม้ต้องลุ้นกันเอาดาบหน้า แต่หลายคนก็พร้อมที่จะไป

 

4

 

ฉันยังยืนยันคำเดิม ต่อให้อกหักมาแล้วเป็นสิบครั้ง แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะทำรักครั้งใหม่ให้ดีกว่าเดิม ความรักก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

สำคัญก็แค่เรื่องเดียว เราจะสร้างรักสุดท้ายของเราอย่างไรให้เป็นรักที่ดีที่สุด

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตอนนี้ย้ายจากหน้ากระดาษมาเขียนบนออนไลน์ เน้นที่ความลื่นไหลและงดงามของชีวิต ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร ปัจจุบันเรียนปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ